Connect with us

บทความ

Preview : เดโม Monster Hunter : World จากงาน TGSBIG2017

บอกตรงๆว่าจนกระทั่งเมื่อวานนี้ ผมไม่ได้มีความคิดจะไปงาน Thailand Game Show BIG Festival ปีนี้เลย ส่วนนึงเพราะเข้าใจว่าที่ผ่านมางานนี้น่าจะเน้นแต่เกมออนไลน์หรือเกมมือถือ แต่ทว่า! ด้วยความเฟื่องฟูของตลาดคอนโซลในบ้านเราหรือจะด้วยเมตตาจิตอันใดของโซนี่กับบันไดแนมโคก็ไม่อาจทราบ ทำให้ในงานนี้เรามีบูธให้เล่นเดโมเกมถึงสองโซนแล้วก็มีเกมให้ลองเยอะไม่ใช่เล่นๆเลย แต่ที่สะดุดตาผมและทำให้ผมยอมปลีกเวลาปั่นงานเพื่อไปงานในปีนี้ ก็คือเดโม่ Monster Hunter : World ที่มาให้เราได้เล่นถึงที่ราวปาฏิหาริย์นี่แหละครับ

โดยในพรีวิวนี้ ผมจะเล่าลักษณะของเดโม ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ และประสบการณ์คร่าวๆของผมจากการลงเควสไปรอบหนึ่งให้ฟัง เผื่อใครที่มางานไม่ได้อยากจะอ่านแก้อยาก หรือใครที่สนใจจะมาลองเดโม่อยู่แล้ว ก็จะได้รู้ว่าต้องเจออะไรบ้าง เพราะเควสในเดโม่มันมีเวลาแค่ 20 นาที ซึ่งอาจจะไม่พอให้ลองทำนั่นทำนี่มากนักครับ

สำหรับตัวบูธจะมีเครื่องให้ลองเล่นทั้งหมด 3 เครื่องครับ โดยสองเครื่องทางซ้ายจะเป็นเครื่องสำหรับคนทั่วไป ส่วนเครื่องทางขวาจะไว้สำหรับคนที่มาในนามสื่อหรือเว็บต่างๆครับ แต่หากไม่มีสื่อหรือเว็บต่างๆมาลงเล่นในจังหวะนั้น ก็จะเปิดให้คนทั่วไปเข้าเล่นเครื่องขวาเหมือนกัน

ในตอนเริ่มต้นของเดโม่นั้น เราจะมาเริ่มที่แคมป์แรกของ Ancient Forest ครับ ในตรงนี้ถ้าเราจะออกไปสู้มอนสเตอร์มั่วๆแบบไม่สนเควสเองจริงๆก็ทำได้ แต่ทีมงานที่ดูแลอยู่น่าจะไม่ให้ทำอย่างนั้นครับ เพราะจะเป็นการเอาเปรียบคนอื่นๆที่มารอ เพราะกติกาคือเราจะได้เล่นแค่เควสเดียวต่อคนเท่านั้นครับ

จากจุดนี้ ทีมงานและตัวเกมก็จะสอนให้เราเข้าไปเปลี่ยนอาวุธอุปกรณ์ในแคมป์ตามที่ชอบครับ จากนั้นที่ข้างๆเต้นจะมีจุดทานข้าว สำหรับใครที่ไม่เคยเล่นมอนสเตอร์ ฮันเตอร์มาก่อน ในเกมนี้เราจะมีระบบทานข้าวเพื่อเอาบัฟมาเสริมพลังเวลาลงเควสครับ ถ้าใครเคยเล่น Final Fantasy 15 ก็จะอารมณ์คล้ายๆกัน โดยในเดโม่นี้ก็จะมีเมนูให้เลือกได้อยู่สามสี่แบบที่ให้บัฟไม่เหมือนกันครับ ก็เลือกได้ตามใจชอบ จะไม่กินก็ได้ หรือจะไปกินหลังจากลงเควสไปแล้วก็ได้

หลังจากเลือกอาวุธที่จะใช้กับทานข้าวแล้ว คราวนี้ทีมงานก็จะให้เราคุยกับ Handler สาวน้อยผู้ช่วยของเราเพื่อเลือกเควสที่จะเล่นในเดโม่นี้ครับ โดยจะมีด้วยกันสามเควสตามระดับความยาก คือ

  1. ระดับง่ายสุด – เควสปราบ Great Jagras ในแมพ Ancient Forest
  2. ระดับปานกลาง – เควสปราบ Barroth ในแมพ Wildspire West
  3. ระดับยากสุด – เควสปราบ Anjanath ในแมพ Ancient Forest

โดยลักษณะเงื่อนไขของเควสจะมีดังนี้ครับ

  • ทั้งสามเควสจะมีเวลาจำกัดอยู่ที่ 20 นาที
  • เราสามารถตายได้ทั้งหมด 9 ครั้ง! (ของจริงตายได้แค่ 3)
  • เวลาตายแล้ว บัฟจากอาหารไม่หาย
  • ตัวบอสทั้งสามตัวจะถูกปรับให้ตีเบาและตัวบางลงเยอะจากเวอร์ชั่นจริง

ส่วนตัวผมได้เลือกเควส Anjanath ครับ อาวุธที่ผมใช้นั้นก็เป็น Chargeblade ซึ่งเป็นอาวุธเมนของผมนั่นเอง

เมื่อลงเควสมาแล้ว Handler จะบอกให้เราไปแกะรอย Anjanath ที่โซนสองครับ ซึ่งพอเราไปถึงแล้วก็จะพบรอยเท้าที่เราสามารถใช้ Scoutfly (แมลงนำทาง) เพื่อแกะรอยพาไปหา Anjanath ได้ โดยระหว่างทางเราก็ต้องสำรวจเบาะแสที่ Scoutfly พาเรามาพบเรื่อยๆด้วยครับ ที่สุดแล้วเราก็จะเจอกับ Anjanath ที่นอนอยู่ในถ้ำครับ โดยในเดโมตัวนี้นั้น เกมจะบังคับให้เราต้องทำตามขั้นตอนนี้เท่านั้น Anjanath ถึงจะเกิดครับ ถ้าเราเดินหาเองมั่วๆ ถึงจะไปยังจุดที่ Anjanath นอนอยู่ก็จะไม่เจอครับ อันนี้ผมเจอมากับตัว ทำให้เสียเวลาเถลไถลไปเป็น 5 นาทีเลย

หลังจากนั้นก็บู๊กันตามปกติครับ สู้จนกว่ามันจะกระเผกแล้วก็ตามไปกระทืบมันถึงรัง ก็เป็นอันเคลียร์เควสครับ ส่วนตัวผมจบเควสที่นาทีที่ 16 กว่าๆ ทันเฉียดฉิวนิดนึง หลักๆของเควสก็จะประมาณนี้

ที่นี้เรามาพูดถึงรายละเอียดและความรู้สึกที่ผมมีต่อเกมเพลย์กัน

อย่างแรก แมพภาคนี้ใหญ่และค่อนข้างชวนหลงกว่าภาคก่อนๆ มาก ด้วยความที่มันเชื่อมกันหมดไม่มีตัดฉากแยกแมพแล้ว ทำให้ทางเชื่อมระหว่างโซนมันไม่ชัดเจนเหมือนภาคก่อนๆ แล้วป่าคือเป็นป่า ถ้ำคือเป็นถ้ำ ไอ้ความเป็นธรรมชาติของมันทำให้ยิ่งยากที่จะรู้ทิศว่าตนนี้เราตรงไหนอะไรยังไง ดังนั้น ระบบ Scoutfly จึงมีบทบาทกว่าที่คิดมาก เพราะในช่วงแรกที่เรายังไม่คุ้นกับแมพ เจ้า Scoutfly นี่แหละครับ ที่จะช่วยไม่ให้เราหลงและทำเควสต์ผ่านได้ราบลื่น

อย่างที่สอง ระบบ Slingshot นั้นเราจะกด L2 เป็นการเล็งยิง และกด R2 เป็นการยิง โดยวัตถุดิบที่ใช้ยิงนั้นก็จะเป็นพวกก้อนหินที่สามารถเก็บได้จากตามทาง โดย Slingshot นั้นนอกจากที่เราจะเอาไว้ใช้ยิงมอนสเตอร์แล้ว เรายังสามารถเอามายิงสิ่งต่างๆในฉากเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับเราอย่างเช่นการยิงหินให้ตกลงมาทับมอนสเตอร์ได้ ส่วนตัวผมมัวแต่ลนลานกับการฆ่าบอสให้ทันไปหน่อยเลยไม่ค่อยได้ลองยิงไอ้นั่นไอ้นี่เท่าไหร่ เลยพูดอะไรไม่ได้มากครับ

อย่างที่สาม ระบบ Jump Attack ภาคนี้ค่อนข้างสะดวกขึ้นมากครับ สำหรับคนที่ไม่เคยเล่นภาค 4 เป็นต้นไปมาก่อน ในเกมนี้เราจะสามารถใช้เหลี่ยมมุมของพื้นสำหรับกระโดดโจมตีศัตรูได้ครับ หรือบางอาวุธอย่าง Insect Glaive ก็จะมีท่าโจมตีที่เป็นการกระโดดโจมตีด้วยตัวมันเองเลย ซึ่งการโจมตีลักษณะนี้จะทำให้เราสามารถขี่มอนสเตอร์ได้ เมื่อขี่มันแล้ว หากเรายื้อตัวเองให้อยู่บนหลังมอนสเตอร์พร้อมๆกับพยายามเอามีดจิ้มมันได้มากพอ เราจะทำให้มอนสเตอร์ล้มแล้วได้ฟันฟรีเต็มๆได้ครับ ซึ่งด้วยความที่งานออกแบบฉากของภาคนี้มันดูเป็นธรรมชาติขึ้น เลยมีพวกเนินพวกเหลี่ยนมุมให้เราใช้สำหรับทำ Jumping Attack เต็มไปหมด แถมในเดโม่นี้ดูเหมือนจะเอาค่าความต้านทาน Jump Attack ออกครับ ทำให้โดดตีมอนสเตอร์ทีเดียว เราก็ขี่มันได้แล้วตลอด อันนี้ก็ไม่แน่ใจว่าในตัวเกมเต็มจะเป็นแบบไหน

อย่างที่สี่ ในเรื่องของอาวุธ ผมจะพูดถึง Chargeblade ที่ผมได้ลองใช้เท่านั้นนะครับ โดยจะมีจุดเปลี่ยนสำคัญที่ผมติดใจเป็นพิเศษคือ

  1. การเปลี่ยนปุ่มป้องกันจาก R1 บน 3DS มาเป็น R2 บนจอย PS4 นั้นทำให้ไม่คุ้นมือพอสมควร เนื่องจากเดิมทีตอนเราเล่นบน 3DS เราจะใช้ชิ้วชี้ในการกดปุ่มป้องกันซึ่งเป็นปุ่มที่ใช้ในการกดท่าหลายๆท่าของ Chargeblade ครับ พอมาในเวอร์ชั่นนี้เราต้องเปลี่ยนมาใช้นิ้วกลางเพื่อกดปุ่ม R3 ก็ค่อนข้างต้องปรับตัวกันพอสมควร
  2. การเพิ่มเข้ามาของท่าสไลด์ข้างแล้วฟันขวาง ซึ่งเป็นท่าที่ผมคิดว่าดีมากๆเพราะมันทำให้ Chargeblade สามารถเคลื่อนไหวระหว่างคอมโบได้ดีขึ้นเยอะ แต่มันก็พาปัญหามาเหมือนกัน เพราะวิธีกดท่านี้คือการกดปุ่มวงกลมพร้อมโยกอนาล๊อคไปในทิศทางที่เราต้องการสไลด์ ซึ่งปกตินั้น คอมโบพื้นฐานของคนเล่น Chargeblade จะเน้นที่ท่าชาร์จวงกลมเป็นตัวเชื่อมคอมโบเสมอๆ การเข้ามาของท่าสไลด์นี้จึงทำให้หากเราเผลอโยกอนาล๊อคโดยไม่ตั้งใจระหว่างจะต่อคอมโบ แทนที่จะเป็นท่าชาร์จฟันก็จะกลายเป็นการสไลด์ไปแทน ทำให้ต้องปรับตัว ดูจังหวะโยกอนาล๊อคให้ละเอียดขึ้น

เสียดายที่ผมรีบไปหน่อยเลยไม่มีโอกาสได้ลองท่า Condensed Elemental Discharge ซึ่งเป็นท่าใหม่สำหรับชาร์จน้ำยาใส่ตัวดาบ ถ้ามีโอกาสอีกทีจะลองดูครับ

สรุปโดยรวมแล้ว ก็ยังประทับใจมากๆอยู่ดีครับ สมกับที่คาดหวังไว้ แน่นอนว่าผมไม่ได้รู้สึกหวือหวาอะไรมากเนื่องจากตามข่าวมาตลอดอยู่แล้วเลยไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์เป็นพิเศษ แต่ก็ไม่ได้ผิดหวังแต่ประการใดครับ ถือว่าโอเคสำหรับเดโม่สั้นๆ นี้แล้ว ส่วนตัวผมนั้นเดย์วันเกมนี้แน่ๆ อยู่แล้ว ก็อยากเชิญชวนเพื่อนๆ ที่ยังไม่เคยสัมผัสซีรี่ส์นี้แต่มาเริ่มสนใจที่ภาคนี้ได้ลองกันดูครับ ภาคนี้ถือว่ามีระบบใหม่ๆที่เอื้ออำนวยสำหรับผู้เล่นหน้าใหม่มากทีเดียว

สำหรับใครที่สนใจมาลองเดโมที่งาน TGSBIG 2017 นั้น ต้องเตรียมตัวเตรียมใจที่จะรอนานหน่อยนะครับ เพราะแถวของเกมนี้นั้น ยาวมากๆๆๆๆๆๆ แค่วันแรกนี่ก็ขดกันสองสามตลบแล้วครับ แล้วคนนึงเล่นกันประมาณสิบกว่ายี่สิบนาที เพราะฉะนั้น เตรียมรอกันเป็นหลักชั่วโมงได้เลยครับ ใครที่จะมา ถ้าไม่รีบมาแต่เช้าก็แนะนำให้หาอะไรมาทำระหว่างยืนรอยาวๆเลยครับ แต่ขอบอกเลยว่า คุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอน!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

News

สรุปตัวอย่าง CGI ยาว 5 นาทีของ “Rainbow Six Siege” หรือนี่จะเป็นการมาของโหมดเนื้อเรื่อง ?? มาวิเคราะห์กัน

Published

on

By

ในงาน Six Invitational 2019 จัดขึ้นที่ Montreal, Canada ณ วันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ 2019 เป็นงานแข่งขัน E-SPORT ของเกม Rainbow Six Siege มีทีมต่างๆจากทั่วโลก รวมไปถึงเอเชียเองด้วยก็ได้ไปเข้าร่วม และดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่เมื่อมีการจัด Event E-SPORT เมื่อไร ก็จะมีการเปิดตัวโชว์เนื้อหาของเกมใหม่ๆออกมา และอย่างที่แฟนๆเกมรู้กันดีว่าภายในงานนี้จะมีการเปิดตัว Operation Burnt Horizon เนื้อหาเสริมแรกสำหรับ Year 4 Pass ที่วางจำหน่ายไปแล้วในเดือนธันวาคม 2018

แต่แล้ว Ubisoft ก็ได้เซอร์ไพรส์แฟนๆอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดโชว์ตัวอย่างใหม่ในรูปแบบ CGI กลางงาน Six Invitational 2019 แบบสดๆ ให้คนดูตกใจกัน และถือว่าไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นตัวอย่าง CGI จาก Rainbow Six Siege ยาวขนาด 5 นาที แสดงว่านี่จะต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเกมอย่างแน่นอน หลายๆคนที่ไม่เคยเล่นก็อาจจะสงสัยว่า ไอ่ Rainbow Six Siege เนี่ยมันเกมที่เน้น Multiplayer แล้วมันมีเนื้อเรื่องกับเขาด้วยหรอ ?? ก็ต้องขอบอกว่า มีครับ และมีเยอะมากด้วย

ขอแนะนำให้รู้จัก Harishva “Harry” Pandey หรือ The New Six ของทีม Rainbow เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วสำหรับคนที่เล่นเกม ทีม Rainbow จะมีผู้อำนวยการ หรือจะเรียกว่าหัวหน้าหน่วยก็ได้อยู่ ซึ่งในภาค Siege ผู้อำนวยการของทีม Rainbow ก็คือ Aurelia “Six” Arnot โดยเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับชื่อ Six เธอมีหน้าที่ดูแลและคัดเลือกคนมาเข้าร่วมทีม โดยการรวมตัวของทีม Rainbow ครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อร่วมกันต่อต้านผู้ก่อการร้ายนามว่า “White Masks” ที่ก่อเหตุไปทั่วโลก

ซึ่งตรงนี้ผู้เล่นจะได้ต่อสู้กับพวก White Masks ก็ในโหมด Terrorist Hunt นั้นเองครับ โดย AI พวกนั้นก็คือ White Masks นั้นแหล่ะ โดยหน้าที่ของเราก็แล้วแต่เช่น จัดการหยุดระเบิด ช่วยเหลือตัวประกัน ปราบศัตรูให้หมด อะไรพวกนี้เป็นต้น ส่วนในโหมด Multiplayer ที่เราเห็นเหล่า Operators มาแบ่งทีมยิงกันเองนั้น มันเป็นการฝึกซ้อมใน Virtual reality ของทีม Rainbow ครับ โดยเหตุการณ์ในช่วง Outbreak ของ Operation Chimera จะเป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นเห็นเหล่า Operators ต่างฝ่ายมาร่วมมือกัน

กลาง คุณ Lucien Soulban ขวา คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle

และการมาของ Harry หรือ The New Six นั้นจะหมายถึงอะไรกันแน่ ? จากที่ผมได้ดู Live สดๆ มาโดยเป็นการพูดคุยของ Chief Writer คุณ Lucien Soulban และ Narrative Director คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle (ชื่อโคตรยาว) มาพูดถึงแนวทางของเนื้อเรื่องภายในเกม ที่ตลอด 3 ปีตั้งแต่วางขายมานั้น ทีมงานพยายามใส่ความลึกล้ำของตัวละครทั้งหมดทั้ง Lore และเสียงพากย์ ให้มีความเชื่อมโยงกันนั้นเอง


 The Hammer and the Scalpel


เปิดตัวอย่างมา เราจะเห็นการฝึกซ้อมของทีม Rainbow ปกติ โดยเราจะเห็น Thatcher และ Dokkaebi กำลังจะบุก Dokkaebi ได้ใช้ Tablet ของเธอเข้า Hack กล้องวงจรปิดของฉากเพื่อที่จะได้เห็นวิสัยทัศน์โดยรวมก่อนบุกเข้าไป แต่ Thatcher นั้นรอไม่ไหว และกลับใช้ระเบิด EMP บุกเข้าห้องแทน แน่นอนว่ามันทำให้ทั้งกล้อง และแสงไฟในห้องดับหมด หลังจากฝึกเสร็จ Dokkaebi นั้นไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอได้เข้ามาคุยกับ Thatcher และมีการเถียงกันเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับ Harry

Harishva “Harry” Pandey เขานั้นมีบทบาทอยู่ในทีม Rainbow มาตั้งแต่เริ่มรวมทีมใหม่แล้ว เขาเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ Aurelia “Six” Arnot ผู้อำนวยการทีม Rainbow นอกจากนี้เขายังเป็นที่ปรึกษาด้าน จิตวิทยา และ การทหารให้กับตัวเธอเอง และคนในทีม Rainbow ทุกคนอีกด้วย หน้าที่หลักๆของเขา ก็คือช่วยเหลือ Aurelia ในการคัดกรองและคัดเลือกผู้สมัครเข้าทีม เพื่อให้แน่ใจว่าเขาสามารถเข้ากันได้ดีกับทีม Rainbow ได้เป็นอย่างดี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา Harry เป้าหมายที่จะรวบรวมทีมที่มีโดดเด่นและหลากหลายมากที่สุดในโลก โดยภารกิจในครั้งนี้จะประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์หลัก 3 อย่าง ได้แก่ “To be the best, train with the best, joint training exercises, and comradery.” โดยเขามีแผนจะคัดเลือก Operators ที่มีความสามารถในการต่อต้านกับภัยคุกคามด้านเทคโนโลยี (เช่น Drone, อุปกรณ์สวมใส่, อาวุธไฮเทค, นาโนเทคโนโลยี) โดย Operators อย่าง Clash และ Finka นั้นตรงตามกับสิ่งที่เขาตามหาเป็นอย่างมาก

สำหรับเรื่องการเป็นที่ปรึกษาให้กับทีม Rainbow นั้น เราจะเห็นได้จากตอน Operation Para Bellum ที่ทั้งสองตัวละครใหม่อย่าง Alibi และ Maestro มีการประเมินผลทางจิตวิทยาเพิ่มเข้ามาในส่วนของประวัติตัวละคร ซึ่งตรงนี้หากผู้เล่นไม่สังเกตให้ดีก็อาจจะไม่เห็น ตัวอย่างนี้เตรียมการมาทั้งหมด 8 เดือนเต็ม โดยได้คุณ Andy McQueen นักแสดงทีวีซีรี่ส์ชื่อดังมารับบทพากย์เสียง Harry ให้ในครั้งนี้อีกด้วยครับ

จากการพูดคุยกันของ ของ Chief Writer คุณ Lucien Soulban และ Narrative Director คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle เขาได้บอกว่า ในตัวอย่างเราจะเห็นถึงการขัดแย้งกันของ 2 Operators Thatcher และ Dokkaebi ที่ทั้งสองคนนั้นอายุห่างกันมาก ใช้ภาษาต่างกัน ทัศนคติและความคิดต่างกัน บ้านเกิดก็ต่างกัน วัฒนธรรมและการเป็นอยู่ก็ต่างกัน แต่สิ่งที่ทั้งสองคนเหมือนกัน ก็คืออยู่ทีม Rainbow เหมือนกัน และต้องทำงานร่วมกันตลอดเวลา

ซึ่งตรงนี้มันก็เหมือนกับตัวผู้เล่นเกมทั่วโลกเอง ที่ต่างคนต่างมีอายุที่ห่างกัน ใช้ภาษาไม่เหมือนกัน อยู่คนละประเทศ แต่ก็ต้องมาเล่นเกมร่วมกันในทีมเดียวกัน โดยในตัวอย่างที่เราได้ดูไปนั้น มันคือภาพสะท้อนของสังคมใน Rainbow Six Siege นั้นเองครับ

“Outbreak” โหมดการเล่นแบบ Coop ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Operation Chimera”

แล้วตกลงมันจะสื่อถึงอะไรกันแน่ ?? เรื่องนี้เองพวกเขาไม่ได้ให้คำตอบเอาไว้ และเราเองก็คงไม่มีทางรู้จนกว่าจะได้เห็นประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเรื่องนี้ก็น่าจะคาดเดากันได้ง่ายๆอยู่แล้ว เพราะในช่วงต้นปีที่แล้วนั้น Operation Chimera ซึ่งเป็นอัปเดตแรกของ Year 3 ได้มีการเพิ่มโหมด Outbreak ซึ่งเป็นโหมดเสริมที่ทำออกมาให้ผู้เล่นได้สนุกกัน แถมยังมีการเติมเต็มเนื้อเรื่องของ Rainbow Six เข้าไปอีกด้วย

และแน่นอนว่าอัปเดตแรกของ Year 4 นั้นได้ประกาศออกมาแล้วในชื่อ Operation Burnt Horizon จะต้องมีโหมดอะไรสักอย่างมาให้เราเล่นในช่วงต้นปีนี้อย่างแน่นอน และจากที่เราเห็นตัวอย่างล่าสุดที่เป็น Teaser ล่าสุดไปก็จะเห็นว่า ไอ่ Operators ใหม่สองตัวนี้มันค่อนข้างจะหลุดความเป็นทหาร หรือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ไปมากเลยทีเดียว ซึ่งมันก็น่าจะเข้าทางกับการที่ Harry ต้องการอะไรใหม่ๆจากทีม Rainbow นั้นเองครับ

และแน่นอนว่าหากมีการเคลื่อนไหวอะไรใหม่ๆเกี่ยวกับ Rainbow Six Siege ทีมงาน Beartai เองจะรีบนำมาอัปเดตกันให้ทราบอย่างแน่นอน !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

คุยกับคุณกระทิงประธาน KBTG คนใหม่ ถึงอนาคตเทคโนโลยีกสิกรไทย และความเสถียรระบบในปัจจุบัน

Published

on

กระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธานกสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG

หนึ่งในเนื้อหาจากงานแถลงวิสัยทัศน์ของกสิกรไทย ที่ 5 ผู้บริหารของธนาคาร ชูการผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตรเพื่อก้าวสู่ธนาคารยุคใหม่ที่สามารถแข่งขันในสมรภูมิที่เทคโนโลยีแข่งกัน Disrupt ธุรกิจเดิม ซึ่งพื้นฐานสำคัญสำหรับองค์กรยุคใหม่คือระบบไอทีที่รองรับงานยุคใหม่ได้ และมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะรับผู้ใช้จำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ได้ สำหรับธนาคารกสิกรไทย หน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้โดยตรงคือ กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG ซึ่งวันนี้แบไต๋ได้คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน KBTG ถึงอนาคตที่กำลังจะมุ่งไปครับ

ปี 2562 KBTG ชูนวัตกรรม 3 ด้าน

1. Cognitive Banking หรือธนาคารอัจฉริยะ

ธนาคารอัจฉริยะคือการนำข้อมูลและ insight ต่างๆ มาทำให้เข้าใจลูกค้าได้ดีขึ้น เหมือนเอาพนักงานแบงค์ 20,000 คน มาร่วมให้บริการลูกค้าโดยอยู่ในมือถือตลอดเวลา และให้บริการที่ตอบโจทย์ชีวิตมากขึ้น ซึ่งแอปต่างๆ จะต้องทำหลายอย่างเข้าด้วยกัน เช่น KPlus ที่มีความสามารถหลายอย่างในแอปเดียว และให้ข้อมูลได้ทั้งในส่วนที่คิดว่าลูกค้าต้องการ และในส่วนที่ลูกค้ายังไม่สนใจ แต่คาดว่าน่าจะสนใจเมื่อได้รู้ข้อมูลได้ด้วย

2. Augmented Intelligence (AI)

กสิกรไทยไม่ได้มองว่าปัญญาประดิษฐ์คือคู่แข่งขันสำหรับแรงงาน แต่ AI ในความหมายของกสิกรไทยคือ Augmented Intelligence ที่หมายถึงการที่คนกับเครื่องจักรจะทำงานด้วยกัน เพราะบุคลากรของกสิกรไทยนั้นสั่งสมประสบการณ์ ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจ และความต้องการของลูกค้ามายาวนาน ส่วนปัญญาประดิษฐ์ก็ให้ความรู้ที่ครบรอบด้าน ซึ่งถ้าทำงานร่วมกันก็จะได้สุดยอดพนักงานที่เข้าใจลูกค้า และรอบรู้

แทนที่จะสร้างเทคโนโลยีที่ชนะคน ก็สร้างเทคโนโลยีที่จะช่วยเหลือคนให้ดีขึ้น

3. inclusive innovation นวัตกรรมที่ดีต้องสร้างคุณค่าให้แก่ทุกคน

แบงค์จะต้องไม่ทิ้งใครไว้เบื้องหลัง เทคโนโลยีจะช่วยให้แบงค์เข้าใจคนมากขึ้น สามารถให้บริการคนได้ทุกระดับ เช่นนำเสนอสินเชื่อรูปแบบใหม่ผ่านช่องทางดิจิทัลให้กับลูกค้ากลุ่ม Underbanked ที่ในอดีตไม่สามารถรับบริการสินเชื่อจากธนาคารได้เพราะขาดคุณสมบัติ เช่น การเดินบัญชีไม่เพียงพอ หรือไม่มีรายได้ที่สม่ำเสมอ

ซึ่งภารกิจเหล่านี้ กสิกรไทยไม่อาจทำได้คนเดียว จึงมีการร่วมมือกับพาร์ทเนอร์ ผ่านนวัตกรรมการร่วมมือใหม่ที่ทำให้เชื่อมต่อระหว่างกันง่ายขึ้นคือ

  • Open Banking API ความสามารถในการต่อเชื่อมบริการของธนาคารให้แก่พันธมิตรโดยสะดวกและปลอดภัย
  • Innovation Sandbox คือ สนามทดลองเพื่อรองรับการทดสอบไอเดียทางนวัตกรรมใหม่ ๆ ของพันธมิตรโดยเฉพาะกลุ่มสตาร์ทอัพ ได้อย่างประหยัดและรวดเร็ว
  • K PLUS Business Platform การสร้างความหมายใหม่ของ K PLUS จากการเป็นธนาคารบนโทรศัพท์มือถือไปสู่การเป็นแพลตฟอร์มสำหรับธุรกิจที่พันธมิตรสามารถนำไปต่อยอดสร้างบริการแบบดิจิทัล โดยการประยุกต์ใช้คุณสมบัติที่มีอยู่แล้วอย่างเต็มศักยภาพ

ซึ่งในปี 2562 นี้จะทุ่มงบลงทุนด้านนวัตกรรม เทคโนโลยี และบุคลากร กว่า 5,000 ล้านบาท (ซึ่งคุณกระทิงบอกว่า งบ IT 5,000 ล้านต่อปี ก็ถือว่าเยอะ แต่ถ้าคิดเป็น USD ก็ไม่เยอะมากเมื่อเทียบกับองค์กรระดับโลก) เพื่อเป้าหมายการพัฒนา KBTG ไปสู่การเป็นองค์กรเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเปลี่ยนแกนเทคโนโลยีของโลกมาสู่ประเทศไทย ภายในปี 2565

คุยกับคุณกระทิง-เรืองโรจน์เกี่ยวกับแง่มุมเทคโนโลยีใน KBTG

ความเสถียรของระบบธนาคารไทยเป็นอย่างไรในปัจจุบัน

คุณกระทิง: เรามีการวางแผนปรับปรุงขีดความสามารถในการรองรับธุรกรรมมากขึ้นอยู่แล้วตั้งแต่ตอนที่ทำแอป K Plus ใหม่ก็มีการปรับ back-end ใหม่ด้วย ซึ่งตอนนี้ได้ถึงระดับใกล้หมื่นธุรกรรมต่อวินาทีแล้ว (TPS) ก็จะไปให้ถึงหลักหมื่น TPS ต่อไป และช่วงก่อนตรุษจีนจะมีการขยายขึ้นระบบขึ้นไปอีกเพื่อรองรับการทำธุรกรรมจำนวนมากขึ้น

ที่เราทำตอนนี้คือเน้นวางสถาปัตยกรรมระบบใหม่ ป้องกันรักษาความปลอดภัยให้ดี ปรับปรุง Core banking ต่อไปถ้าย้ายจากระบบจาก On Premise (เซิร์ฟเวอร์ในบริษัท) ไปบน Cloud มากขึ้น ก็จะรองรับการใช้งานได้เยอะขึ้น เพราะสามารถขยายระบบเพื่อรองรับการใช้งานขึ้นลงได้ตลอดเวลา ซึ่งเรื่องนี้ทุกแบงค์ต้องช่วยกันในการวางสถาปัตยกรรมกลางด้วย

แรงงานด้านเทคโนโลยีในไทยเป็นอย่างไร และการจ้างงานสายเทคโนโลยีโดยกสิกรเป็นอย่างไรบ้าง

คุณกระทิง: ตอนนี้ KBTG มีพนักงานมากกว่า 1,200 คน และยังจะจ้างเพิ่ม 300 อัตรา ตอนนี้รับทุกสายของไอที ซึ่งรับประกันว่าจะได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆ เรียนรู้เทคโนโลยี รูปแบบการทำงานใหม่ๆ ที่นี่แน่นอน

KBTG ก็มีการใช้แนวทางการบริหารงานใหม่ๆ เสมอ อย่าง Flat Organization ที่การทำงานเสมอกันระหว่างผู้มีตำแหน่งสูงกับต่ำ หรือแนวคิด One KBTG รวมเป็นหนึ่ง ตัดงานต่างๆ ให้ไวขึ้น ลดขอบกั้นระหว่างแผนกต่างๆ เพื่อให้งานเดินไวขึ้น ซึ่งตอนนี้เริ่มใช้ OKR ควบคู่ไปกับ KPI แบบเดิม และกำลังขยายให้ใช้มากขึ้น เพื่อวัดผลในรูปแบบสมัยใหม่ หรือกระบวนการพัฒนาที่ปกติ KBTG ทำในรูปแบบ Agile อยู่แล้ว ก็เริ่มก้าวไปสู่กระบวนการใหม่ๆ ให้ Beyond Aglie มากขึ้น

ซึ่ง KBTG ต้องเป็นอันดับหนึ่งขององค์กรด้านเทคโนโลยีในไทยให้ได้ ปัจจุบันในไทยก็มีคู่แข่งด้านองค์กรเทคโนโลยีอย่าง Agoda หรือ LINE ที่ก็เติบโตอย่างรวดเร็วเหมือนกัน

ใครที่สนใจก็ส่งใบสมัครมาได้เลยที่ recruitment@kbtg.tech

กสิกรไทยมองภาพ Super App ไว้อย่างไร

คุณกระทิง: Super App หรือแอปใหญ่ ความสามารถเยอะๆ ลูกค้าจะใช้เวลาอยู่กับแอปใหญ่ๆ แบบนี้นานขึ้น ซึ่ง KPlus จะเหนือแอปอื่นๆ กว่าตรงที่เข้าไปอยู่ใน Super App อื่นๆ ด้วย (เช่นระบบจ่ายเงินของ K Plus ไปอยู่ในเฟซบุ๊กให้ลูกค้าสามารถจ่ายเงินผ่านบัญชีของกสิกรได้) ซึ่งเราเรียกว่ากลยุทธ์แบบนี้ว่า Omni Presense ไปอยู่ทุกที่ที่ลูกค้าอยู่ ซึ่งต้องอาศัยการร่วมงานกับพาร์ทเนอร์เยอะมาก พอกสิกรไทยไปอยู่ในทุกที่ ก็จะ Disrupt ยากขึ้น เพราะเราพร้อมให้บริการจากทุกทาง

ซึ่ง KBTG จะโฟกัสที่เทคโนโลยี และเชื่อมต่อต่างๆ เพื่อการพัฒนา ซึ่งจะไม่ได้เน้นสนับสนุน Startup มากนัก เพราะมีหน่วยงานอื่นๆ ในกสิกรไทยที่ดูแลเรื่องนี้อยู่

อนาคตของ KADE (K PLUS AI-Driven Experience) จะเป็นอย่างไร

คุณกระทิง: ระบบ AI ของกสิกรไทยก็ต้องเก่งขึ้น ด้วยข้อมูลต่างๆ ที่มีมากขึ้น มีการอ้างอิงสภาพแวดล้อมต่างๆ เพื่อให้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกัน เช่นไปอยู่ใน Grab หรือ LINE ก็ต้องให้ผลต่างกันตามสภาพแวดล้อมของแอป

ซึ่งปีที่แล้วข้อมูลที่กสิกรไทยเก็บได้ เท่ากับที่เคยเก็บกันมา 60 ปี ซึ่งปีนี้ก็จะมากขึ้น จึงต้องมีการวางยุทธศาสตร์และรากฐานการจัดเก็บข้อมูลให้ดี ซึ่งเรื่องความปลอดภัยและความเสถียรถือว่าเป็น 2 เรื่องที่สำคัญมาก เราถึงมีการตั้ง Cyber Security Office เพื่อดูแลความปลอดภัยโดยเฉพาะ

Q: เราได้เรียนรู้อะไรได้จากจีน?

A: จีนเป็นประเทศที่มี Data มากที่สุดในโลก เรื่อง IoT ก็เป็นระดับโลก เราเรียนรู้เพื่อเอามาเทียบและพัฒนา ไม่ได้รู้เพื่อกลัว อย่างประกันในจีนสามารถเคลมได้ใน 8 วินาที เพราะเอาข้อมูลต่างๆ มาประกอบการวิเคราะห์ได้อย่างรวดเร็ว ส่งของ 400,000 ชิ้นใน 3 ชั่วโมง เรื่อง Fintech จีนก็เก่งกว่าอเมริกา มี QR มีการปล่อยกู้ผ่านแอป รวมถึง AI ก็น่าจะนำได้เร็วๆ นี้

แต่สุดท้ายเราก็ไม่ได้ต้องการให้ AI ทดแทนคน แต่ทำให้คนเก่งขึ้น และสงครามเทคโนโลยีจีน-อเมริกาไม่จบเร็วๆ นี้แน่ๆ ซึ่งมันเป็นส่วนหนึ่งของ Trade War ซึ่งเราก็ไม่ควรเลือกข้าง เพราะก็ต้องอิงธุรกิจและเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ฝั่งอยู่ดี

เมื่อเทคโนโลยีแข็งแกร่งเป็นรากฐาน กสิกรไทยก็มุ่งสู่วิสัยทัศน์ใหม่ได้

ซึ่งการแถลงข่าว K Bank Vision 2019 ยังมีทีมผู้บริหาร ขึ้นให้รายละเอียดของวิสัยทัศน์ที่จะใช้ AI เข้ามาเสริมการทำงานของธนาคาร ทั้งการทำงานเชิงรับที่พนักงานธนาคารจะเก่งขึ้น รอบรู้มากขึ้นจากความช่วยเหลือของ AI หรือการใช้งานเชิงรุกที่นำข้อมูล Big Data มาวิเคราะห์ถึงผลิตภัณฑ์ที่ลูกค้าน่าจะสนใจและนำเสนอออกไป นอกจากนี้ยังบุกตลาดในกลุ่ม CCLMVI (จีน กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา เวียดนาม และอินโดนีเซีย) ให้มากขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีพื้นฐานอย่าง QR Code มาตรฐานไทยเพื่อให้ผู้ใช้แอปธนาคารไทยสามารถใช้สแกนชำระเงินนอกประเทศได้ หรือการพัฒนา National Digital ID (NDID) ระบบยืนยันตัวตนออนไลน์ เพื่อให้ระบุตัวผู้ใช้ได้อย่างแม่นยำ ผู้ใช้จึงสามารถใช้งานธุรกรรมสำคัญๆ อย่างการเปิดบัญชีหรือการขอสินเชื่อ โดยไม่ต้องไปธนาคารได้

ซึ่งผู้บริหารที่ขึ้นให้ข้อมูลในงานนี้มี 5 ท่านดังนี้

  1. ปรีดี ดาวฉาย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม inCorporate “แกร่งในไทย ก้าวไกลข้ามเขตแดน เป็นหนึ่งในอาเซียน”
  2. ขัตติยา อินทรวิชัย กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ในแง่มุม insight “มหัศจรรย์บิ๊กดาต้า เจาะลึกแบบรู้ใจรายคน ดันปล่อยกู้ 3 หมื่นล้านบาท”
  3. พิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กับแง่มุม ignite “ตั้งเป้ารายได้ธุรกิจในต่างประเทศ โตกว่า 8 เท่าใน 3 ปีภายใต้เศรษฐกิจผสานมิติ”
  4. พัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย แง่มุม integrate“เดินหน้าหาลูกค้าใหม่ มุ่งรายย่อยโต 9-12%”
  5. เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส – เทคโนโลยี กรุ๊ป (KBTG) กับ innovate “เตรียม 5,000 ล้านลงทุนนวัตกรรมการเงิน ชู KBTG บริษัทไอทีอันดับหนึ่ง”

วิดีโอภาพรวมวิสัยทัศน์จาก 5 ผู้บริหารของกสิกรไทย

ซึ่งเนื้อหาในงานวัน Kbank A year of i ก็มีทั้งวิสัยทัศน์จากผู้บริหาร และโซนซื้อของแบบไม่ใช่เงินสดให้ได้ทดลองกันด้วย สำหรับคนที่สนใจรายละเอียดงานจากผู้บริหารท่านอื่นๆ ว่ากสิกรไทยในปี 2019 จะรุกตลาดอย่างไรบ้าง ก็สามารถอ่านรายละเอียดได้จากบทความ “สรุปวิสัยทัศน์ 2562 กสิกรไทย ผนวกไอที-ดาต้า-คน-พันธมิตร สู่ธุรกิจแบงก์ยุคใหม่ พร้อมขยายสู่ต่างประเทศ” เลยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

แบไต๋กระป๋อง/กล่อง/ขวด

ตะลุยทุ่งข้าวสาลี ส่องวัตถุดิบกับพี่หมีโคอาล่า ในอาหารเช้าซีเรียลโฮลเกรน “โกโก้ครั้นช์”

Published

on

“วันหนึ่งมีช็อกโกแลต 🍫 ไหลลงในทุ่งข้าวสาลี 🌾 แล้วก็บู้ม เกิดเป็นโกโก้ครั้นช์”

วลีโฆษณาเด็ด ที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ไม่รู้ว่าคนคิดต้องการจะสื่อให้เด็กๆ ตื่นเต้นอยากดู หรือต้องการจะบอกว่า Hey You ผลิตภัณฑ์ของเราทำจากข้าวสาลี ผสมโกโก้นะ แต่ต้องบอกว่ามัน Work มากๆ จนทำให้ติดหูคนยุค’90 มาจนทุกวันนี้

จำได้เมื่อก่อนเป็นรูปถ้วยนี่หว่า แต่ตอนนี้ทำแบบใหม่เป็นรูป  “พี่หมีโกโก้” 🐻  ต้องบอกว่าเกร๋มากๆ เอาใจเด็กสุดๆ #กินหมีกัน มาดูส่วนผสมกันดีกว่า ว่าพี่หมีโกโก้เรา มีอะไรผสมอยู่บ้าง

  •  ข้าวสาลีทั้งเมล็ด* 27%
  •  น้ำตาล 26%
  •  แป้งข้าวสาลี 24%
  •  ข้าวโพดบด 10%
  •  ผงโกโก้ชนิดลดไขมัน 5%
  •  มอลต์สกัดจากข้าวบาร์เลย์** 5%
  •  น้ำมันปาล์ม 1%
*Whole Wheat Grain คือ ข้าวสาลีเต็มเมล็ด ที่ไม่ผ่านการขัดสี จึงคงคุณค่าสารอาหาร เยื่อหุ้มเมล็ด และจมูกข้าว ที่อุดมด้วย ใยอาหาร วิตามินบี และสารต้านอนุมูลอิสระ

ตามประโยคโฆษณาข้างต้น ต้องบอกว่ามันคือโกโก้ผสมข้าวสาลีจริงๆ ด้วยว่ะ แต่ผงโกโก้แค่ 5% เองนะ ไม่ได้ทะลักเหมือนในโฆษณา แต่ก็ถือว่าได้รสชาติโกโก้ที่อร่อยเข้มข้น ยิ่งถ้าได้กินร่วมกับ”นมไทยเดนมาร์ค“แช่เย็นนะ อร่อยจนอยากไปวิ่งเล่นในทุ่งข้าวสาลีจริงๆ

กล่อง 25 กรัม ให้พลังงาน 90 kCal เอง แถมมาจากไขมันแค่ 5 kCal (ก็แน่ละส่วนใหญ่เป็น ข้าว แป้ง น้ำตาล) แต่สิ่งที่เซอร์ไพรส์ คือ พวกวิตามินบี และธาติเหล็ก ได้มาจากได้ธัญพืชเต็มเมล็ดแน่ๆ กินกับนมและผลไม้ ตามที่ข้างกล่องแนะนำ ก็ถือว่าเป็นตัวเลือกอาหารเช้าที่ครบคุณค่าได้ดีทีเดียว

สุดท้ายนี้แอบสงสัย ว่ากล่องนี้ผลิตจากทุ่งข้าวสาลีที่ไหน ดูข้างกล่องก็บอกแค่แบ่งบรรจุในไทย

แต่ใครจะเชื่อ . . . TOPS มีบอกไว้ ตามป้ายด้านล่างนี้เลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!