8 วิธีรู้ทันข่าวลวง ยุติการแชร์มั่ว สู้โควิด-19 ที่นักวิทย์ขอออกมาบอกให้โลกรู้

การให้ข้อมูลอย่างจริงใจและเป็นมิตร

เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เคอร์รี คาโตนา (Kerry Katona) นักร้องชาวอังกฤษได้แชร์โพสในอินสตาแกรมว่า เด็กที่ติดเชิ้อโควิดควรถูกแยกจากพ่อแม่ไปอยู่ที่โรงพยาบาลเพียงลำพัง นายแพทย์ แรนจิตต์ ซิงค์ จึงรีบออกมาโพสต์โต้ตอบว่า มันไม่เป็นความจริง และโพสต์สรุปข้อมูลที่ถูกต้องจากหน่วยงานกุมารเวชศาสตร์และสุขภาพเด็ก วิทยาลัยหลวงแห่งสหราชอาณาจักร (UK Royal College of Paediatrics & Child Health) ซึ่งคาโตนาได้ขอบคุณเขาสำหรับการให้ข้อมูลนี้ 

แซกนีกล่าวว่า การหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าหรือสนับสนุนข้อมูลเป็นกุญแจสำคัญ ที่จะให้ผู้คนเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนความคิด “เราต้องพยายามอธิบายข้อมูลด้วยความจริงใจ แต่อย่าพูดให้อีกฝ่ายรู้สึกแย่ หรือทำเหมือนกับว่าเขาเป็นคนโง่ เพราะคนส่วนใหญ่ก็ต้องการหาความจริงกันทั้งนั้น” 

กอร์ดอน เพนนีคุก นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเรจินา (University of Regina) ในแคนาดา แสดงผลการศึกษาการประเมินพาดหัวข่าวเกี่ยวกับโควิดของกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มในสหรัฐฯ   โดยครึ่งหนึ่งเป็นพาดหัวข่าวที่ถูกต้องและอีกครึ่งคือที่ผิดแผกจากความเป็นจริงไป พบว่า ผู้เข้าร่วมการทดลองไม่สามารถตอบได้ว่า อันไหนเป็นเรื่องจริงหรือข่าวปลอม ค่าเฉลี่ยของกลุ่มแรก คนจำนวน 47% จะแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง และ 43% จะแชร์ข้อมูลที่ผิด ส่วนกลุ่มที่สอง จะต้องประเมินความถูกต้องของพาดหัวข่าวชิ้นหนึ่งซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับโควิดก่อนการประเมินความถูกต้องของข้อมูลในแบบเดียวกัน การทำแบบนี้เหมือนจะทำให้ผู้คนฉุกคิดมากขึ้นอีกนิด เพราะมีจำนวน 50% ที่จะแชร์ข้อมูลที่ถูกต้อง และ 40% จะแชร์ข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง แต่ก็แสดงให้เห็นว่า ผู้คนทั่วไปยังแยกความถูกผิดของข้อมูลได้ยากอยู่ดี

แซกนี อ้างถึงตัวอย่างของโรแบร์โต้ บูริโอนี (Roberto Burioni) แพทย์และนักจุลชีววิทยาที่มหาวิทยาลัยซาน ราเฟลเอเล (San Raffaele University) ซึ่งสร้างชื่อให้ตัวเองด้วยการยืนหยัดต่อสู้กับผู้ที่ไม่สนับสนุนการฉีดวัคซีนป้องกันโรค “หากนักวิทยาศาสตร์ให้ความใส่ใจกับการสื่อสาร พวกเขาก็สามารถสร้างชื่อของตนให้เป็นที่รู้จักยอมรับในสังคมได้” 

ภาพของโรแบร์โต้ บูริโอนี (Roberto Burioni) ประกอบบทความ
‘นักวิทยาศาสตร์อิตาเลียนผู้กลายเป็นคนดัง ด้วยการตอบโต้ผู้ต่อต้านการใช้วัคซีนเพื่อป้องกันโรค’
(This Italian scientist has become a celebrity by fighting vaccine skeptics) ที่เป็นที่กล่าวขานกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมา
Credit: TANIA/CONTRASTO/REDUX

อย่างไรก็ตาม แม้การออกมายืนหยัดทางความคิดอาจเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางวิชาชีพ แต่เวสต์ก็ยังคงยืนยันว่า การออกมาแสดงจุดยืนหรือข้อมูลต่อสาธารณะในช่วงเวลานี้เป็นสิ่งจำเป็น “นักวิจัยไม่ควรปล่อยให้เรื่องของความเป็นมืออาชีพเข้ามาขวางทางการช่วยเหลือสังคมด้วยการต่อสู้กับข้อมูลผิด ๆ ในวิกฤตโควิดนี้”  และนี่เองจึงเป็นที่มาของวิธีการจับผิดข้อมูลลวงเบื้องต้นที่นักวิทยาศาสตร์ได้ออกมาแนะนำในบทความของวารสาร NATURE ให้พวกเราได้รับรู้

8 วิธีช่วยให้สะดุดหยุดคิดก่อนเชื่อ

ครั้นจะให้ชาวบ้านทั่วไปมานั่งไล่ตามอ่านงานวิจัย เพื่อพิสูจน์แยกแยะข่าวจริงข่าวปลอมก็ดูจะเป็นงานที่ยากและเฉพาะทางไปสักหน่อย จะรอให้นักวิทยาศาสตร์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านออกมาชี้แจงแถลงไขทีละเรื่อง ข่าวลือก็แพร่ไปทั่วเสียแล้ว นักวิทยาศาสตร์เลยสรุป 8 วิธีง่าย ๆ ให้คนทั่วไปลองใช้แยกแยะความจริงความเท็จกัน ดังนี้

  1. ความน่าเชื่อถือของแหล่งข้อมูล คำพูดคลุมเครือประเภท ‘เพื่อนของหมอบอกว่า’ “ฉันมีเพื่อนเป็นหมอเขาบอกว่า” ‘นักวิทยาศาสตร์อ้างว่า’ หรือ ‘หมอในจีนระบุ’ ที่ไม่แน่ชัดว่า คน ๆ นั้นเป็นใครกันแน่ เป็นสัญญาณแรกที่บ่งบอกแล้วว่าข้อมูลนี้ไม่น่าเชื่อถือเอาซะเลย
  2. ภาษาแย่ ๆ แหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือส่วนใหญ่จะมาจากนักสื่อสารมวลชนที่สังกัดสื่อเจ้าใหญ่ ข้อความหรือข่าวที่เขาเขียนจะผ่านกระบวนการตรวจสอบข้อมูลต่าง ๆ รวมถึงการใช้ภาษาให้ถูกต้อง ดังนั้นให้พึงระวังข่าวที่มีการใช้คำผิด ๆ มีความหมายกำกวม การสะกดแย่ ๆ หรือใช้รูปประโยคผิดคำไวยากรณ์ ก็ช่วยให้จับไต๋พวกนักต้มตุ๋น หรือคนที่หวังโพสต์สร้างกระแสได้
  3. การติดต่อทางอารมณ์ ถ้ามีบางสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกโกรธเคืองหรือสุขใจมาก ๆ โปรดจงระวังไว้ เพราะผู้ที่สร้างข้อมูลลวงรู้ดีว่า การใช้ถ้อยคำ หรือเรื่องราวหวือหวาเพื่อดึงดูดอารมณ์ กระตุ้นให้เกิดการแชร์ต่อมากที่สุด
  4. ข่าวหายากหรือข่าวลวง บทความดี ๆ นั้นหายาก หากข้อมูลนั้นมีที่มาจากแหล่งข่าวเพียงแหล่งเดียว หรือเป็นสื่อเจ้าเดียวที่มีข้อมูล โปรดระวังไว้ โดยเฉพาะอันที่อ่านไปแล้วมีบางส่วนบางตอนซ่อนเร้น ชวนให้สงสัยต่อยิ่งต้องระวังไว้ให้ดี
  5. การใช้แอคเคานต์ปลอม การใช้แอคเคานต์ปลอมที่ดูคล้ายของจริง เช่น  @BBCNewsTonight เป็นกลวิธียอดนิยมที่ใช้หลอกลวงให้ผู้คนหลงเชื่ออยู่เสมอ การใช้รูปภาพประกอบที่ชวนให้เข้าใจผิดหรือเว็บปลอมก็เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ต้องระวังด้วย
  6. การแชร์ที่มากเกินไป หากมีคนกระตุ้นให้คุณส่งต่อข้อความหรือข่าวนั้น ๆ พวกเขาอาจต้องการรายได้จากการโฆษณาหรือการแชร์ต่อที่เกิดขึ้น หาใช่เป็นเรื่องจริงอย่างที่กล่าวอ้าง (โอโห้ เคสนี้ในไทยมีเยอะมาก แต่บางกรณีอาจไม่ใช่ผลของรายได้โดยตรง อาจต้องการเป็นกระแส หรือต้องการเผยแพร่ความเชื่อ ความศรัทธาอื่น ๆ ต่อไป เช่น แชร์โพสต์นี้ต่อจะมีโชคลาภ ร่ำรวย โชคดีตลอดปี หรือ แชร์ต่อแล้วจะมีความสุข พ้นจากเคราะห์กรรม หรือ หากไม่แชร์คนรอบตัวจะต้องมีอันเป็นไป บลา ๆๆ)
  7. ติดตามวิเคราะห์ผู้ได้ผลประโยชน์ ลองคิดพิจารณาดูว่าใครจะเป็นผู้ได้ผลประโยชน์จริง ๆ จากการที่คุณเชื่อถือข้อมูลนี้ ตัวคุณเองหรือใครกันแน่
  8. ตรวจสอบข้อเท็จจริง คุณต้องอ่านข่าวตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่แค่อ่านหัวข้อข่าวผ่าน ๆ (โอโห้ ข้อนี้ก็โดนกันไปอีก) หากมีข้อมูลส่วนใดน่าสงสัยให้ลองเช็กเว็บไซต์ต้นทาง ตรวจดูว่ามีการลบเว็บไซต์ หรือข้อมูลบางส่วนไปหรือไม่ หรือจะหาข่าวทำนองเดียวกันจากสื่ออื่น ๆ ดู ว่าอธิบายให้ความหมายเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ก็จะช่วยให้พิจารณาข้อมูลได้เฉียบคมขึ้นเช่นกัน

เอาล่ะ จำไว้ให้ดีก่อนอ่านข่าวหรือข้อมูลแล้วแชร์กันต่อไป ยิ่งเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวแบบนี้ ก็ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะบอกเทคนิคดังกล่าวกับคนใกล้ตัวอย่างพ่อแม่พี่ป้าน้าอา ให้คอยระวังและน่าจะช่วยลดการแชร์ข่าวลวงในแช9 ในไลน์ไปได้มากโข (เอ๊ะ นี่เราก็ชวนให้แชร์ต่อเหมือนกันนิ แต่เราทำไปเพื่อช่วยทุกคนคัดแยกข่าวจริงจากข่าวลวง ไม่ได้หลอกหรอก จริง ๆ นะ  ^^)  และช่วยลดความตื่นตระหนกที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย

อ้างอิง

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save