Connect with us

บทความวงการเกม

มาแบ่งแยกประเภทซอมบี้ในวีดีโอเกมกัน

เมื่อเราพูดถึงซอมบี้ในวีดีโอเกม เชื่อว่าเกมเมอร์หลายๆคนคงจะรู้จักและคุ้นเคย กับศพเดินได้เหล่านี้เป็นอย่างดี เพราะถ้าไม่นับในหนังล่ะก็ ในโลกของวีดีโอเกมก็จัดเป็นอีกแหล่งหนึ่ง ที่ใช้บริการของเหล่าผีดิบพวกนี้อยู่บ่อยครั้ง และแต่ละเกมก็จะมีผีดิบซอมบี้ที่ต่างกันไป วันนี้เราเลยหยิบยกประเภทของซอมบี้ในแบบต่างๆ จากหลายๆเกมมาให้อ่านกัน จะมีแบบไหนอะไรอย่างไรบ้างมาดูกัน

ซอมบี้ที่เกิดจากการทดลอง

ซอมบี้แบบแรกที่เรามักจะเห็นได้บ่อยที่สุด นั่นก็คือซอมบี้ที่เกิดจากการทดลองทางวิทยาศาสตร์  ซึ่งซอมบี้พวกนี้จะเป็นผู้ประสบภัย ที่บังเอิญอยู่ในเหตุการณ์เชื้อไวรัสรั่วไหลออกมา จนทำให้ตัวเองติดเชื้อ โดยส่วนมากจะเป็นการติดเชื้อผ่านทางอากาศ เช่นใน Resident Evil 6 ที่มีการปล่อยหมอกให้คนติดเชื้อ ซึ่งซอมบี้เหล่านี้จะไม่มีสติความเป็นมนุษย์ จะโหยหาแต่เนื้อสดเท่านั้น

ซอมบี้ที่ถูกกัด

ต้องบอกก่อนว่าซอมบี้ที่ถูกกัด กับซอมบี้ที่ได้รับเชื้อในหัวข้อแรก คือซอมบี้ประเภทเดียวกัน แต่การถูกกัดก็คือการแพร่เชื้อของไวรัสผ่านทางน้ำลาย โดยการแพร่เชื้อด้วยวิธีนี้จะเกิดขึ้นได้จากผู้ติดเชื้อเพียงแค่คนเดียว ก็สามารถแพร่กระจายเชื้อไปสู่คนอื่นๆได้ ซึ่งในหนังจะรวมการถูกข่วนไปด้วย แต่ในวีดีโอเกมยังไม่มีเกมไหนที่ใช้วิธีนี้

ซอมบี้วิ่งเร็ว

สำหรับซอมบี้ประเภทนี้นั้น เพิ่งจะถูกมีมาเมื่อไม่กี่ปีนี้ เพราะกระแสหนังซอมบี้อย่าง 28 Days Later ที่มีการเปลี่ยนแปลงซอมบี้ที่เคยมี จากที่เคยเดินช้าๆ เชื่องๆ มาเป็นซอมบี้ที่วิ่งเร็วจนสยอง ซึ่งเกมที่ใส่ซอมบี้แบบนี้ลงไปก็มีอย่าง The Last of Us กับเกมใหม่อย่าง Days Gone ที่ไม่ได้แค่วิ่งเร็วอย่างเดียว แต่วิ่งเร็วแบบมาทั้งกองทัพอีกด้วย

ซอมบี้ที่เกิดจากธรรมชาติลงโทษ

ซอมบี้แบบธรรมชาติลงโทษ ก็หมายถึงมันเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ หรือจู่ๆก็เกิดขึ้นมาอย่างไม่ทราบสาเหตุ ว่ามันเกิดจากอะไร ซึ่งเกม The Last of Us คือตัวอย่างชั้นดีในการแยกประเภทซอมบี้ ที่เกิดจากเห็ดราที่แพร่กระจายไปทั่ว ซึ่งคนที่สูดสปอร์เห็ดเหล่านั้นเข้าไป ก็จะติดเชื้อทันที และจะค่อยๆ เปลี่ยนร่างไปโดยเริ่มจาก Runners ที่เป็นการติดเชื้อหลังโดนกัด Stalkers ร่างกายเริ่มมีเห็ดขึ้นบนหัวมีความดุร้ายมากขึ้นวิ่งเร็วขึ้น Clickers จะมีใบหน้าเป็นเห็ดไม่มีใบหน้าของมนุษย์หลงเหลือ จะอาศัยล่าเหยื่อจากการฟังเสียง Bloaters ร่างโตเต็มที่เหมือนศพอืด ที่มีสปอร์เห็ดออกมาจากตัวตลอดเวลา และสุดท้าย Corpse คือร่างที่ตายแล้วหลังจากร่าง Bloaters ที่จะเป็นตัวปล่อยเชื้อเห็ดในอากาศ

ซอมบี้กลายพันธุ์

ซอมบี้กลายพันธุ์นั้น จัดเป็นวิวัฒนาการอีกหนึ่งขั้นของซอมบี้ทั่วไป ซึ่งพวกนี้อาจจะมีเพียงแค่ไม่กี่ตัวเท่านั้นที่สามารถเป็นได้ แถมเมื่อวิวัฒนาการแล้ว กลับมีความร้ายกาจมากขึ้นไปอีกหลายเท่า ซึ่งเกือบทุกเกมจะมีซอมบี้แบบนี้อยู่ด้วยตลอด

ซอมบี้ที่เปลี่ยนไปตามลักษณะพิเศษของคนๆนั้น

ซอมบี้ประเภทที่เปลี่ยนไปตามลักษณะพิเศษของคนๆนั้น จะต่างจากซอมบี้ที่วิวัฒนาการจากข้อที่แล้ว เพราะซอมบี้แบบนี้จะมีโอกาสเกิดขึ้นมาน้อยมาก และจะเกิดขึ้นได้กับลักษณะเพราะกับคนๆนั้น เช่นร่างอ้วนเกินไป หรือมียีนส์ DNA ที่ไวรัสต้องการ จึงทำให้ผู้ติดเชื้อคนนั้นเปลี่ยนร่างให้ต่างจากซอมบี้ปกติ ซึ่งในหลายๆเกมก็มีซอมบี้แบบนี้ให้เราได้สู้

ซอมบี้มีสติปัญญา

หลายคนอาจจะสงสัยว่าในเกม Resident Evil ภาค 4-6 นั้นจัดเป็นซอมบี้ด้วยหรอ  เพราะเท่าที่ดูแล้วคนกลุ่มนี้ก็ยังคงมีสติปัญญา สามารถสื่อสารกันได้ และใช้อาวุธที่ซับซ้อนอย่างปืนได้ด้วย แบบนี้ไม่น่าจะเรียกว่าซอมบี้ แต่น่าจะเรียกว่าคนคลั่งมากกว่า แต่ในโลกของภาพยนตร์นั้น เจ้าพ่อหนังซอมบี้อย่าง George A. Romero เจ้าพ่อผู้ให้กำเนิดหนังซอมบี้ ได้สร้างหนังซอมบี้เรื่อง The Crazies ขึ้นมา นั่นจึงเป็นตัวกำกับว่า คนที่ไร้สติที่มากกว่า 5 คนขึ้นไป ก็จัดรวมหมวดหมู่ในฐานะซอมบี้ไปด้วยนั่นเอง

ซอมบี้สัตว์

แน่นอนว่านอกจากมนุษย์แล้วสัตว์ก็กลายเป็นซอมบี้ได้ แถมยังคงความร้ายกาจที่เพิ่มขึ้นกว่าตอนเป็นสัตว์ปกติอีกด้วย ยิ่งตัวไหนที่เป็นสัตว์กินเนื้อที่ดุร้ายด้วยแล้ว จะยิ่งเพิ่มความน่ากลัวโหดร้ายดุดันมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า ซึ่งใครที่เคยเล่น Resident Evil Outbreak ทั้งสองภาคมาแล้ว คงจะทราบดีถึงความน่ากลัวของสัตว์เหล่านี้

เป็นอย่างไรกันบ้างกับเรื่องราวของซอมบี้ที่เราเอามานำเสนอ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเพียงภาพรวมกว้างๆ ของซอมบี้ที่มีอยู่ในวีดีโอเกมเท่านั้น ซึ่งถ้าจะให้แยกย่อยลงไปอีก ก็คงจะต้องแบ่งเป็นเกมๆไป เพราะแต่ล่ะเกมก็จะมีรูปแบบการติดเชื้อ และตัวซอมบี้ที่ต่างกัน เอาไว้มีโอกาสเราจะมาแบ่งประเภทซอมบี้แต่ล่ะเกมให้ชมกัน ส่วนครั้งหน้าจะเป็นเรื่องอะไรก็ติดตามกันได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความวงการเกม

รวมตัวละครเพศที่สามในวีดีโอเกม ใครเอ่ยที่เรารู้จักกันบ้าง

Published

on

เมื่อพูดถึงตัวละครต่างๆในเกม เรามักจะคิดถึงตัวละครชายหญิงที่สวยหล่อเท่ ไม่ก็หน้าตาน่ารักน่ากลัวออกไปเลยก็มี และนอกจากตัวละครเหล่านี้แล้ว ในโลกของเกมยังมีตัวละครที่น่าสนใจอีกประเภท ที่ถูกใส่เอาไว้ในเกม นั่นคือตัวละครเพศที่สามหรือเพศทางเลือก ที่มีตัวละครหลายตัวถูกใส่อยู่ในเกมต่างๆ วันนี้เราเลยไปค้นหาตัวละครเพศที่สามเหล่านั้นมาให้ได้อ่านกัน จะมีใครบ้างนั้นมาดูกัน

Tracer จากเกม Overwatch

เริ่มต้นตัวละครคนแรก กับ Tracer จากเกม Overwatch ที่ชาวเกมเมอร์น่าจะรู้จักหรือเคยเห็นเธอตามเกมต่างๆ แถมเธอนั้นยังไปปรากฏตัวในหนังเรื่อง Ready Player One ด้วย โดยเธอนั้นเป็นหนึ่งในฮีโร่ยอดนิยมในเกม Overwatch และเธอก็เป็นเพศทางเลือกที่ชอบผู้หญิงด้วยกัน ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการเปิดเผยอย่างเป็นทางการโดย Blizzard ในการ์ตูนสั้นเกี่ยวกับวันคริสต์มาส ที่ Tracer ต้องหาของขวัญไปให้แฟนของเธอที่ชื่อ Emily นั่นเอง

Ellie จากเกม The Last of Us

สำหรับ Ellie นั้นยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Naughty Dog ถึงการเป็นเพศที่สามของเธอ แต่แฟนๆ ต่างก็จินตนาการกันไปเรียบร้อยแล้ว ถึงความชอบเพศเดียวกันของสาวน้อยปากจัดคนนี้ ซึ่งประเด็นที่ทำให้แฟนคิดไปเองนั้นเริ่มจากเรื่องราวใน DLC Left Behind ที่ Ellie ไปได้จูบกับเพื่อนสาวที่มาหาเธอ ซึ่งในตอนนั้นหลายคนต่างคิดไปต่างๆนาๆว่า Ellie ต้องเป็นหญิงชอบหญิง จนกระทั่งในตัวอย่าง The Last of Us Part II เราได้เห็นฉากจูบกันของ Ellie อีกครั้ง คราวนี้แฟนๆเลยพอจะเดาได้ว่าสิ่งที่พวกเขาคิดนั้นเป็นเรื่องจริง

Poison จากเกม Final Fight

สำหรับตัวละคร Poison จากเกม Final Fight นั้นเป็นการเข้าใจผิดและล้อเลียนจากแฟนๆ มากกว่า จะเป็นการสร้างที่จงใจของทีมพัฒนา ซึ่งในตอนที่เกม Final Fight วางจำหน่ายในญี่ปุ่น ตัวละคร NPC ที่เราได้สู้นั้นจะเป็นตัวละครผู้หญิงผมแดงที่เราเห็น แต่พอเกม Final Fight ไปที่อเมริกา ตอนนั้นก็มีกระแสการต่อต้านการใช้ความรุนแรงในผู้หญิง และความเท่าเทียมกัน ดังนั้นทาง Capcom เลยต้องเปลี่ยนตัวละครสาวที่เราจะได้อัดมาเป็นผู้ชายแทน พอถูกเปลี่ยนแบบนี้ชาวเกมเมอร์เลยเอามาล้อกันว่า Poison นั้นเป็นผู้ชายที่แปลงเพศนั่นเอง ซึ่งนอกจากเกม Final Fight แล้วเธอยังไปเป็นนักสู้ในเกม Street Fighter X Tekken กับ Street Fighter 3 ด้วย

Bridget จากเกม Guilty Gear

เชื่อว่าวินาทีแรกที่คุณได้เห็น Bridget จากเกม Guilty Gear คุณต้องคิดว่าตัวละครตัวนี้เป็นสาวน้อยน่ารักอย่างแน่นอน แต่ความจริงแล้วเธอเอ๊ยเขานั้นเป็นเด็กผู้ชายที่แต่งตัวเป็นผู้หญิงเท่านั้น แต่จิตใจของเขานั้นเป็นชายแท้ 100% แต่การที่ต้องแต่งเป็นหญิงนั้น ต้องย้อนกลับไปตอนสมัยที่ Bridget เกิด เขาและพี่ชายเกิดมาเป็นฝาแฝด แต่ด้วยความเชื่อในหมู่บ้านเขา ที่มีกฎห้ามมีแฝดเพศเดียวกัน ทางพ่อแม่ของ Bridget จึงจับลูกชายมาแต่งหญิง  และที่มาของการออกแบบ Bridget นั้น คุณ  Ishiwatari บอกว่าเขาต้องการความแปลกใหม่ให้กับเรื่องราว จึงสร้างให้  Bridget เป็นชายแต่งหญิงนั่นเอง

Jherii Gallo จากเกม ‎Dead Rising 3

มาต่อกันที่หนุ่มนักกล้ามเอ๊ย…สาวนักกล้ามอย่าง Jherii Gallo จากเกม ‎Dead Rising 3 กันต่อ โดยตัวของ Jherii นั้นเธอเป็นหญิง 100% แต่ด้วยความที่เธอมีหุ่นที่บึกบึนเป็นนักกล้ามที่รูปร่างใหญ่โต จึงทำให้คนมักเข้าใจผิดว่าเธอนั้นเป็นผู้ชาย และเมื่อเกิดเหตุการณ์ซอมบี้บุกเมืองตามเนื้อเรื่องในเกม Dead Rising 3 ตัวพระเอกของเราก็ดันไปเรียกเธอว่าคุณผู้ชาย เลยทำให้เธอโมโหถึงขีดสุด บวกกับการกินยาเพิ่มกล้ามเนื้อมากเกินไป จนทำให้สติของเธอแตกจนบ้าคลั่ง

Erica Anderson จากเกม Catherine

เมื่อพูดถึงเกม Catherine เชื่อว่าเกมเมอร์หลายๆคนคงจะคิดถึงเกมแนว 18+ นิดๆ แต่ความจริงแล้วตัวเกมหลักๆนั้นคือแนว Puzzle แก้ไขปริศนา ที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับฝัน โดยภายในเรื่องนั้นนอกจาก 2 สาว Catherine แล้วยังมีตัวละครสาวสวยที่ชื่อว่า Erica Anderson ที่เราจะได้พบเธอบ่อยๆ ในบาร์เหล้า โดยเธอนั้นเป็นเพื่อนสมัยเด็กกับ Vincent Brooks, Jonathan Ariga และ Orlando Haddick ซึ่งพวกเขาไม่รู้ว่า Erica นั้นแปลงเพศเป็นสาวสวยและเป็นเพื่อนชายสมัยเด็กของเขา

Kanji Tatsumi จากเกม Persona 4

มาต่อกันที่หนุ่มโหดเลือดร้อนนักเลงประจำโรงเรียน จนไม่มีใครกล้าคบอย่าง Kanji Tatsumi จากเกม Persona 4 ถ้าใครที่เคยเล่นเกมนี้มาก่อน จะทราบว่าตัว Kanji นั้นขึ้นชื่อในความเป็นนักเลงขาโหด ที่รุมอัดยากูซ่าเป็นสิบด้วยตัวคนเดียวมาแล้ว แต่ในอีกมุมหนึ่งนั้นเขากลับเป็นผู้ชายที่ชอบเย็บปักถักร้อยเป็นอย่างมาก และในเกมเราจะได้เห็นรสนิยมทางเพศ ที่อยู่ในก้นบึ้งจิตใจของเขาที่ปกปิดเอาไว้ในโลกทีวี ก่อนที่เจ้าตัวจะยอมรับในสิ่งที่ตัวเองเป็นว่ามีจิตใจเป็นหญิง จนมีพลัง Persona อันร้ายกาจมา

Chihiro Fujisaki จากเกม Danganronpa

มาต่อกันที่เกมแนวสืบสวนอย่างเกม Danganronpa ที่เราจะได้รับบทเป็นเด็กนักเรียนธรรมดา ที่บังเอิญได้รับเชิญให้มาเรียนในห้องเรียนสอนพิเศษ ที่รวบรวมนักเรียนดีเด่นทางด้านต่างๆเอาไว้ ก่อนจะเกิดเหตุฆาตกรรมและหาว่าใครคือคนร้าย ซึ่งหนึ่งในตัวละครที่ถูกฆ่าในเรื่องนี้ก็คือ Chihiro Fujisaki ที่ดูภายนอกแล้วเขาคือนักเรียนหญิงที่เก่งคอมพิวเตอร์ แต่ความจริงแล้วเขาเป็นผู้ชายที่มีจิตใจเป็นผู้หญิง และอีกหนึ่งเหตุผลที่ต้องแต่งเป็นหญิง เพราะจะได้ไม่ถูกพวกผู้ชายรังแกนั่นเอง ซึ่งด้วยความสามารถในการเขียนโปรแกรมของ Fujisaki จึงเปลี่ยนแปลงข้อมูลตัวเองให้เป็นผู้หญิงเมื่อเข้าโรงเรียนนั่นเอง

Leo Kliesen จากเกม Tekken

ปิดท้ายด้วยตัวละครสาวหล่ออย่าง Leo Kliesen จากเกม Tekken โดยตัวของเขานั้นเป็นชาวเยอรมัน ที่มีวิชาต่อสู้เป็นแบบมวยจีนโบราณอย่าง Bajiquan ส่วนประวัติของ Leo นั้นเป็นลูกของประธานบริษัท G Corporation ซึ่งเขาเข้าร่วมการแข่งขัน Tekken เพราะต้องการตามหาความจริงของการเสียชีวิตของแม่ของเขา โดยมี Kazuya Mishima อยู่เบื้องหลัง เขา(เธอ) จึงใช้โอกาสนี้แก้แค้น และด้วยความที่เธอนั้นเป็นสาวห้าว ทุกคนจึงไม่รู้ว่าเธอนั้นเป็นผู้หญิงนั่นเอง

เป็นอย่างไรกันบ้างกับตัวละครเพศที่สามที่เราเอามานำเสนอ ซึ่งต้องบอกก่อนว่าสิ่งที่อยู่ในบทความนี้ไม่ใช่การล้อเลียนหรือต่อว่าเพศที่สาม แต่ทางทีมงานต้องการบอกให้ผู้อ่านทราบว่า ในโลกของวีดีโอเกมนั้นเปิดกว้างสำหรับเพศที่สามมากขึ้น และยังมีอีกหลายเกมที่มีระบบการเล่นที่ให้เราสามารถแต่งงานกับเพศเดียวกันได้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรอีกต่อไปในสังคมตอนนี้ และถ้าใครมีตัวละครเพศที่สามอีกก็เอามาพูดคุยกันได้ เพื่อว่าคราวหน้าจะได้รวบรวมมานำเสนออีก

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

Game Review

[Review] Just Cause 4 มหากาฬระเบิดภูเขา เผาเกมให้แหลกละเอียด !!

Published

on

ในวงการเกม มีอยู่หลายเกมที่พยายามส่งภาคต่อออกมาเรื่อยๆ บ้างก็เพื่อหาเงิน บ้างก็เพื่อขยายฐานแฟนคลับ ในหมู่เกมเหล่านั้นล้วนแต่จะออกมาดี ตรงตามความคาดหวังของแฟนๆ และมันจะอยู่บางเกมที่เล่นขนออกภาคต่อมาเยอะ ชนิดที่ว่าไม่ได้มีใครร้องขอ แต่ก็ยังดันทุรังออกภาคต่อมาจนเล่นแทบไม่ทัน ถ้าจะพูดให้นึกภาพออก ก็คงจะเป็นเกมอย่าง Sniper Elite. Sniper Ghost Warrior 3, ซีรี่ส์ Warhammer, Far Cry และอื่นๆอีกมาก บ้างก็ออกมาดูดี บ้างก็ออกมาแย่เสียจนรับไม่ได้

Just Cause เองก็เป็นหนึ่งในนั้นครับ แต่เอาเข้าจริงแล้วภาคต่อของเกมนี้มันก็ไม่ได้แลดูเยอะหรืออะไร เพราะมันก็มีแค่ 4 ภาคเท่านั้นหากเรานับภาคล่าสุดเข้าไปด้วยแต่ปัญหาคือ ตั้งแต่ภาค 2, 3, 4 ตัวเกมมันแลดูไม่มีอะไรแปลกใหม่ที่น่าสนใจเลยนี่สิ

Just Cause เป็นเกมแนว Action Open World ระเบิดภูเขา เผากระท่อม ชนิดที่ว่าไมเคิล เบย์ และ อาหลอง ต้องยอมสยบให้ ตัวเกมวางจำหน่ายภาคแรกไปตั้งแต่ปี 2006 ก่อนที่จะออกภาคต่อตามมาในปี 2010 และภาค 3 ในปี 2015 ก่อนที่จะออกภาค 4 มาในปี 2018 หากดูกันดีๆ แล้วก็จะเห็นว่าตัวเกมภาค 4 ก็ไม่ได้มาเร็วเกินไปหรืออะไร แต่ส่วนตัวแล้วผมกลับรู้สึกว่าเกมภาค 4 มันมาเร็วเกินไป อาจจะเป็นเพราะตัวเกมภาค 3 วางจำหน่ายในช่วงเดือนธันวาคมด้วย

แต่ก่อนเราจะเข้าบทความรีวิวเกม ก่อนอื่นขอขอบคุณ Bandai Namco Entertainment Asia สำหรับตัวเกมที่ใช้รีวิวในครังนี้ด้วยครับ


Welcome to Paradise


Just Cause 4 จะเล่าเรื่องต่อจากภาค 3 หลังจากระเบิดเกาะบ้านเกิดตัวเองไปแล้ว Rico ตัวเอกของเรื่องได้มาถึงเกาะ Solis แถบอเมริกาใต้ จากที่เขาได้รู้มาว่าพ่อของเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับกองกำลังทหาร Black Hand ที่เกาะนี้ โดยเขามีหน้าที่ต้องจัดการเข้ายึดหอคอยขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า “Project Illapa” ที่นึกภาพตามก็จะคล้ายๆกับ หอคอย Ganondorf ใน Zelda โดยตัวเกมจะเปิดอิสระให้ผู้เล่นจะทำอะไรยังไงตรงไหนก่อนก็ได้ ทำให้เกมนี้กลายเป็น Open World จริงๆ ไม่มีอะไรมาหยุดผู้เล่นจากการสำรวจได้เลยครับ

และนั้นคือทั้งหมดในส่วนของเนื้อเรื่องครับ “อ้าวเฮ้ย มีใครกันบ้างที่เข้ามาเล่น Just Cause แล้วต้องการเสพเนื้อเรื่อง นี่มันเป็นเกมแห่งการทำลายล้างทุกสิ่งที่ขวางหน้า การออกสำรวจโลกกว้างไม่ใช่หรอ” ผมจะถามกลับคือ นี่มันปี 2018 ไม่ใช่หรือ เกมที่มีเนื้อเรื่องดีๆ อย่างน้อยก็ยังพอมีให้ติดตาม และ Gameplay สนุกๆ สุดมันส์ ก็มีให้เห็นเยอะไป แต่สำหรับ Just Cause 4 แล้ว ผมถามตัวเองตลอดการเล่น 25 ชั่วโมงของผมว่า “เนื้อเรื่องคืออะไรวะ”

ตลอดทั้งเกม ผู้เล่นจะไม่ได้รับการเล่าเรื่องอะไรเลยทั้งสิ้นครับ Open World ตามชื่อ ไม่มีอะไรมาบังคับว่าต้องไปทำอะไรตรงไหนยังไง ไม่มีสิ่งไหนมาล็อคคุณ คุณจะออกไปตรงจุดไหนของแผนที่ หน้าที่ของผู้เล่นคือ ยึดฐานที่มั่นของศัตรูพวก Black Hand ต่างๆ ให้ได้มากที่สุด เพื่อที่จะได้ Squad และส่งออกไปควบคุมโซนต่างๆเพิ่ม

ของรางวัลจากการควบคุมโซนต่างๆ สำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธใหม่ๆ และการอัพเกรด Grappling hook ซึ่งผมจะพูดถึงมันในภายหลัง โดยในเกมจะแบ่งช่วง Event Story ใหญ่ๆ ออกเป็น 3 Event นั้นคือ Operation Thunderbarge, Operation Windwalker, และ Operation Sandstinger ครับ ก่อนที่จะถึง Event ใหญ่ครั้งสุดท้ายก่อนจบเกม Operation Illapa หลังจากที่เราสามารถยึด Project Illapa ได้

ป้าไม้เขียวขจี

โดยแต่ละ Operation ก็จะมีจุดเด่นที่แตกต่างกันออกไป โดยมีจะการแบ่งภูมิภาค และสภาพอากาศที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของเกมภาคนี้ ใน Operation Thunderbarge เราจะได้พบเจอกับป่าไม้ ภูเขาต่างๆ โดยสภาพอากาศที่เป็นจุดเด่นก็คือ ท้องฟ้านี่แหล่ะครับ ขณะทำภารกิจในภูมิภาคนี้เราอาจจะได้เจอกับฝนตกรุนแรง ที่มีฟ้าผ่าตลอดเวลา ใครที่คิดว่าฟ้าฝ่าในเกมมันไม่น่ากลัว ผมอยากให้คิดใหม่ถ้ามาเล่นในเกมนี้ครับ เพราะมันน่ากลัวจนทำให้คุณโหลดเซฟใหม่ได้เลยล่ะ

ทุ่งนาสุดกว้างงงงง

Operation Windwalker เป็นภูมิภาคที่ผมชอบมากที่สุดในเกม ผู้เล่นจะได้เจอกับทุ่งนากว้างๆ ขับรถกินลมชมวิวไปตามทาง และหมู่บ้านขนาดเล็กๆ แต่ก็ต้องมาเจอกับฝันร้าย เมื่อสภาพอากาศในภูมิภาคนี้คือ พายุทอร์นาโดครับ ไม่ว่าจะทำภารกิจอยู่หรือไม่ ผู้เล่นอาจจะได้เจอกับพายุทอร์นาโดลูกใหญ่ ที่จะพัดทำลายอยู่อย่างที่ขวางหน้า ราวกับหนังเรื่อง Twister ผมเคยมีบางจังหวะที่กำลังต่อสู้กับพวก Black Hand อยู่ดีๆ ก็มีไอ่พายุลูกนี้โผล่เข้ามา พัดทุกๆ คนกระจุยกระจายไปไม่รู้ทิศรู้ทาง แต่ก็ยังไม่วายยิงกันต่ออยู่ดี ถือว่าสร้างความสนุกได้ดีเลยล่ะ

ถ้าไม่บอกว่า Just Cause นี่นึกว่า Forze Horizon

Operation Sandstinger คือความฝันของคนที่ชอบเดินทางในทะเลทราย หรืออยากได้บรรยากาศแบบ Wasteland ครับ ไม่ต้องเดาเลยว่าสภาพอากาศที่เป็นปัญหาในภูมิภาคนี้คือพายุทรายครับ ฟังดูแล้วมันอาจจะไม่ดูอันตรายเท่าฟ้าผ่า หรือพายุหมุน แต่ความน่ากลัวของพายุทรายคือมันทำให้เรามองอะไรไม่ค่อยจะเห็นเลย แถมยังเคลื่อนไหวช้ามากๆ บอกลาร่มกับ Wingsuit ไปได้เลย เพราะเราจะโดนพายุทรายพัดจนไม่สามารถทรงตัวได้นั้นเอง

ทำลายมันให้หมด !!

ต่อมาเรามาพูดถึง Chaos Bar กันบ้างครับ ระบบนี้หายไปในภาค 3 ย้อนกลับไปในภาค 2 มันก็ไม่มีอะไรมากนอกจากได้แต้มที่ก็ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร แต่ใน Just Cause 4 นี้ Chaos Bar เปรียบได้เหมือน EXP Bar ของผู้เล่นครับ เราสามารถเพิ่ม Chaos Bar ได้โดยการสร้างความโกลาหลให้เจ้าพวก Black Hand ด้วยสารพัดวิธีระเบิด เมื่อเราได้ Chaos Bar เต็มเอา เราจะสามารถส่ง Squad 1 ทีมเข้าไปเปิดแผนที่ได้ และจะได้สามารถใช้ Supply Drop ได้มากขึ้นด้วย

ในแต่ละภูมิภาคต่างๆ จะมีพวกฐานทัพของ Black Hand กระจายอยู่มาก โดยเราสามารถเข้ายึดฐานพวกนี้ได้ ของรางวัลจากการยึดสำเร็จ ก็จะเป็นพวกอาวุธชนิดพิเศษ ยานพาหนะใหม่ๆ ไล่ไปตั้งแต่รถธรรมดา ยันเครื่องบินติดอาวุธหนัก รถถังหลากชนิด หรือแม้กระทั่งรถสปอตสุดหรู สำหรับใครที่อยากขับรถกินลมชมวิว

มาพูดถึง Grappling hook กันบ้างเอาจริงๆแล้ว Just Cause มันจะเป็นเกม Action Open World ธรรมดาๆไปเลย ถ้าไม่มีสิ่งนี้ และในภาคนี้เหมือนว่าในที่สุดทีมพัฒนาก็รู้สักทีว่าสิ่งที่ผู้เล่นต้องการมากที่สุดคืออะไร และนั้นมันก็คือการ Mod Grappling Hook นั้นเองครับ

ตัวอย่างหน้าตาตอน Mod

Grappling Hook ภาคนี้มีของเล่นใหม่เพิ่มเข้ามาไม่มากครับ แต่เราสามารถปรับแต่งมันได้จนเล่นกับมันได้ทั้งวันจนลืม Mission ไปเลยทีเดียว อย่างแรกเลยคือตัวเกมจะแบ่ง Mod Slot ออกเป็น 3 ช่อง โดยที่ผู้เล่นจะ Custom ให้แต่ละช่องใช่ Mod แบบไหนก็ได้ โดย Mod ทั้งหมดจะมีอยู่ 3 แบบคือ สายสลิงธรรมดาโดยมีความสามารถในการดึงสายเข้าหากันแบบปกติ แบบที่สองคือสายสลิงที่สามารถปล่อยลูกบอลลูนได้ แบบที่สามคือสายสลิงที่สามารถติดไอ่พ่นได้

โดยเราสามารถใช้ Grappling Hook ทำ Combo กับ Mod รูปแบบต่างๆได้ตามใจไม่เกิน 10 เส้นครับ ยกตัวอย่างเช่นในตู้คอนเทนเนอร์ เราสามารถติดสายสลิง Mod ลูกบอลลูกไว้ 4 เส้น และใช้ Mod ไอพ่นไว้ 2 เส้น กลายเป็นยานพาหนะไปในตัวได้เลย เราสามารถทำการควบคุมให้ไอพ่นแรงขึ้นได้ โดยการกด F หรือเข้าไป Mod เพิ่มเติมอีกทีครับ

หรือจะเล่นสนุกแบบนี้

ยกตัวอย่างเช่นลูกบอลลูน ทีเราสามารถ Mod กำหนดมันให้ลอยได้สูงต่ำแค่ไหน ให้มันคอยบินติดตามเราไหม สามารถทำลายได้หรือไม่ และเมื่อมันระเบิด ต้องการให้มันระเบิดแรงแค่ไหน อะไรแบบนี้เป็นต้นครับ

ไนตรัสเวอร์ชั่น Homemade

เรียกได้ว่าจัดเต็มกันจริงๆ ตลอดทั้งเกมเราจะสามารถใช้เจ้า Grappling Hook กับ Mod เหล่านี่เป็นอาวุธสุดยอด ต่อกรกับพวกเฮลิคอปเตอร์ของศัตรู โดยการโยนดึงมันเข้ากับสิ่งของต่างๆ หรือสร้างของเล่นที่สนุกที่สุดในเกมได้เลย ยกตัวอย่างที่ผมชอบทำ ก็คือเอา Mod ไอพ่นมาติดท้ายรถและใช้เป็นไนตรัสที่แรงยิ่งกว่า Fast & Furious นี่แหล่ะ

หากติดเยอะไป ก็จะกลายเป็นแบบนี้


GFX


Just Cause เป็นอีกหนึ่งเกมที่โดดเด่นเรื่องกราฟิกภายในเกมครับ เกร็ดเล็กน้อย รู้หรือไม่ว่าใน Just Cause 2 ณ เวลาที่มันวางจำหน่าย ตัวเกมนั้นรองรับเพียงแค่ DirectX 10 อย่างเดียวเท่านั้นๆ ทั้งที่ในเวลานั้น DirectX 9 เป็นที่นิยมเสียมากกว่า ทำเอาใครหลายๆ คนอดเล่นเกมนี้ไปตามๆกันครับ

ใน Just Cause 3 ถือว่าเป็นการก้าวกระโดดไปอีกขั้น ด้วยการที่ตัวเกมสามารถสร้างฉากภายในเกมออกมาได้สวยงามมากๆ พร้อมกับการเล่นที่ลื่นไหล ทำให้มันเป็นเกมที่ดูดีมากๆ ในตอนนั้น หากเรานำมาเล่นตอนนี้ก็ยังคงจะพบว่ามันยังสวยไม่เปลี่ยนแปลงเลย

ถามจริง …

แต่แล้วความผิดหวังก็ต้องมาถึง Just Cause 4 คือหายนะของคำว่า Downgrade ครับ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าตัวเกมที่ผมใช้รีวิว เป็นเวอร์ชั่น PC ที่รันในความละเอียดภาพแบบ Full โดยตั้งค่ากราฟิกไว้สูงสุดเท่าที่เกมจะปรับให้ได้ ในฉากแรกที่เกมส่งมาคือภูเขาหิมะ ซึ่งตรงนี้ตัวผมยังไม่รู้สึกอะไรมาก แต่พอเมื่อมาเจอกับฉากในป่าครั้งแรก ตรงนี้ผมถึงกับสบถคำหยาบออกมาไม่รู้กี่สิบคำ พร้อมกับสงสัยว่า “นี่มันเกมปีอะไรวะเนี่ย”

เหมือนจะสวย แต่ไม่

ตัวเกมมีปัญหาในเรื่องกราฟิกอยู่หลายจุดมากครับ เรื่องแรกเลยคือตัวเกมมีการบีบอัด Texture ออกมาแย่มาก การแสดงผลของแสงและเงาที่เหมือนทำออกมาได้ไม่ดี การลบรอยหยักภายในเกมที่ไม่รู้ว่าจะมีไว้ทำอะไร เพราะมันไม่ช่วยอะไรเลย Model ตัวละครทุกตัวภายในเกม เหมือนหลุดมาจากเกมปี 2008 ยังไม่นับเรื่องการแสดงผลของน้ำที่ห่วยมาก ทั้งๆ ที่อยู่ในเกาะแท้ๆ แต่เหมือนจับเอาน้ำมาใส่ไว้ให้รู้ว่าตรงนี้คือน้ำนะยังงั้นแหล่ะ

ขับรถเข้าใส่ Tornado คือความคิดที่ไม่ดีสักเท่าไร

ทั้งหมดนี้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า ถ้าเรากลับไปเล่น Just Cause 3 ก็จะเห็นได้ชัดเลยว่ากรา ฟิกในภาค 3 ทำได้ดีกว่าภาค 4 เยอะมากๆครับ ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะเรื่องแสงสีที่มีส่วนด้วย แต่ไม่เลยสักนิด ใน Just Cause 4 มันโดน Downgrade ไปจริงๆ จากข้อมูลที่ได้มา ในเกมนี้มีการใช้ Engine ใหม่ Apex Engine ออกแบบมาเพื่อระบบ Dynamic Weather และ Physic แบบใหม่ สำหรับการใช้ Grappling Hook และ Object ภายในเกม

ซึ่งมันก็ดีครับ หากเรามองในแง่ของ Gameplay แต่ส่วนตัวผมกลับรุ้สึกว่ามันมากเกินไปหน่อยที่จะเข็นเอาเกมที่มีกราฟิกตกยุคแบบนี้มาขายในปี 2018 ปีที่ชาวเกมเมอร์พร้อมจะด่าคุณได้ทุกเมื่อ หากเกม AAA ที่มีกราฟฟิกสวยงามมาก่อน กลับโดน Downgrade ในภาคต่อของเกมที่พวกเขารัก นอกจากนั้นแล้วผมยังมองอีกว่า อาจจะเป็นเพราะด้วยการที่ตัวเกมต้องวางจำหน่ายใน Console ด้วย จึงจำเป็นต้องลดคุณภาพลง เพราะใน Just Cause 3 เวอร์ชั่น Console นั้นทำ Frame Rate ไว้ได้แย่มาก แต่เฮ้ย นี่เวอร์ชั่น PC นะ เอ็งไม่คิดจะทำอะไรหน่อยหรือไง


Performance


มาพูดถึงเรื่อง Performance และการเล่นด้วยรวมกันบ้างครับ อย่างแรกที่ผมต้องการจะพูด ก็คือการออกแบบ UI และการจัดการหน้าเมนู ที่ผมไม่เข้าใจจริงๆ ว่า สิ่งที่มันดีๆ อยู่แล้วในภาค 3 จะมาทำให้มันแย่ลงในภาค 4 ทำไม ตัวเกมกลับมาใช้รูปแบบดั้งเดิมของ Just Cause 2 ซึ่งบอกตามตรงว่ามันรกมากๆ

ตลอดทั้งเกมผู้เล่นต้องใช้เจ้า Comm Link โดยหน้าที่ของมันก็คือแผนที่ภายในเกม การจัดการ Mod Grappling Hook, การเรียกใช้ Supply Drop, Leaderboard Challenge ต่างๆ ที่ทำมาได้รกมากๆ แถมยังไม่สามารถซูมเข้าออกแผนที่ได้อีกด้วย นอกจากนี้หากเราพูดถึงการใช้เมาส์คีย์บอร์ดในการควบคุมเมนูต่างๆ ก็ต้องบอกว่ามันรู้สึกไม่ใช่เลยสักนิด ตัวเกมถูก Port โดยตรงมาจาก Console ล้วนๆ โดยแทนที่ปุ่มของ PC ไปก็เท่านั้น

และพูดถึงการบังคับตัวละครในเกม ยังดีที่ตัวเกมทำออกมาได้ค่อนข้างดีสำหรับการควบคุมตัวละครครับ แต่ก็แสดงให้เห็นอยู่ว่ามันออกแบบมาสำหรับชาว Console โดยเฉพาะ และยิ่งไปกว่านั้น หากเราเข้าไปใน Setting ของเกม สิ่งแรกที่จะพบเลยคือ เราไม่สามารถปรับความไวของมุมกล้องได้มากกว่า 100 ฟังดูอาจเป็นเรื่องธรรมดา แต่ผมต้องไปปรับ DPI เมาส์เพิ่มมากถึง 1800 เพื่อที่จะหันมุมกล้องได้อย่างปกติ ไม่ช้าจนเกินไป

กลับมาพูดถึงเรื่องการบังคับหน้าเมนูกันอีกครั้ง เวลาเราจะเลือกอะไร แน่นอนว่าเราต้องใช้เคอร์เซอร์เมาส์และคลิกซ้ายเพื่อเลือก หากเราต้องการกลับหน้าก่อน เป็นปกติที่เราจะกด ESC ใช่ไหมครับ แต่เกมนี้ไม่เป็นอย่างนั้น หากผู้เล่นกด ESC ก็จะออกจากหน้าเมนูโดยที่ไม่สนว่ากำลังทำอะไรอยู่กลับสู่เกมทันที หากต้องการอยากจะกลับหน้าก่อน ก็ต้องคลิกขวา เข้าใจกันง่ายๆว่า คลิกซ้าย = A คลิกขวา = B นั้นแหล่ะครับ

จากปัญหาด้านบน จริงๆมันก็อาจจะไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรมาก แต่สำหรับผมมันก็น่ารำคาญอยู่มากเลยทีเดียว ส่วนอีกเรื่องที่จะพูดถึง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับระบบการเล่นครับ แต่นั้นคือเรื่อง Cutscene ภายในเกม

ภาพจาก Pre-Reader Cutscene

เชื่อหรือไม่ว่า Just Cause 4 นั้นใช้ Pre Reader Cutscene อยู่ครับ อีกครั้งที่ผมขอย้ำว่านี่มันปี 2018 นะ อะไรก็ตามที่เป็น Pre Reader ควรจะหายไปจากวงการเกมได้แล้ว แต่เกมนี้อินดี้มากๆครับ ครั้งแรกที่ผมเจอ ผมนึกว่ากำลังเล่นเกมสมัย Playstation 2 อยู่เสียอีก เพราะนอกจากจะแย่แล้ว คุณภาพที่พี่แก Reader ออกมายังห่วย มีภาพแตกให้เห็นเป็นระยะอีกด้วย ยังดีที่เราจะไม่เจอไอ่เจ้า Pre-Reader Cutscene บ่อยๆนัก

สุดท้ายเรื่องที่ผมอยากจะบ่นก็คือ การ Port ครับ อย่างที่ผมบอกไปว่ารีวิวครั้งนี้ผมเล่นในเวอร์ชั่น PC โดยปรับกราฟฟิก Setting และคุณภาพไว้ที่สูงสุดที่ Full HD สเป็คที่ผมใช้ก็คือ Ryzen 5 1600 + GTX 1070Ti + 16GB Ram ผมใช้จอ 75Hz โดยไม่เปิด Vsync สามารถเล่นได้ที่ 60-75 FPS โดยไม่นิ่งๆอยู่ที่ 75FPS ตลอดเวลาครับ

ก่อนที่จะตัดสินอะไร เรามาดูกันก่อนครับ ด้วยสเป็คคอมระดับนี้ กับกรา ฟิกแค่นี้ ผมกลับทำ FPS ได้ค่อนข้างน้อยกว่าที่ควรจะเป็นมากๆ นี่มันใช้ทรัพยากรเครื่องมากพอๆกับเกมอย่าง PUBG เลยทีเดียว และเพื่อตัดสิน ผมลองเอาตัวเกมไปต่อกับจอคอมพิวเตอร์ที่รองรับความละเอียดภาพ 1440p พอเข้าเกมก็พบว่า นี่มันดูแย่กว่า Full HD เสียอีก และยังมีการพูดถึงเกี่ยวกับการที่ตัวเกม Crash ระหว่างเล่นอยู่บ่อยๆ สำหรับคนที่ใช้การ์ดจอ Nvidia ซึ่งตรงนี้ส่วนตัวผมยังไม่เคยเจอกับตัวเองครับ


The Verdict


ตัวผมเองใช้เวลาเล่นไปประมาณ 25-30 ชั่วโมง ก่อนที่จะมารีวิวในครั้งนี้ แถมยังเป็นการเล่นแบบไม่ต่อเนื่องเสียอีก เพราะผมไม่สามารถทนกับการทำ Mission เดิมๆวนซ้ำไปมา แค่เล่นให้จบเนื้อเรื่องหลักที่มีเหมือนไม่มี ก็ถือว่าอดทนสุดๆแล้ว หากเบื่อๆ ก็ไปเกรียนชาวบ้านในเกมเล่น มีบ้างที่พยายามออกสำรวจโลกต่างๆ จะเจอกับแค่ Easter Egg ขำๆอย่างภาพด้านบนเท่านั้น

รีวิวจากผู้ใช้ Steam Mostly Negative

Just Cause 4 เปิดตัวมาด้วยราคาที่สูงมากๆ เท่ากับเกม AAA ทั่วไป 1,989.00 บาทใน Steam แต่คุณภาพที่ได้กลับไม่สมกับราคามากนัก หากคุณมีภาค 3 อยู่แล้ว ผมแนะนำให้คุณเล่นภาค 3 ต่อไป จนกว่าภาค 4 จะลดราคาเสียเถอะ ส่วนตัวผมแล้วก็คงยังเข้าไปเล่นอยู่บ้าง หากเบื่อๆ หรือหัวร้อนจากการลง Rank ใน Rainbow Six Siege ครับ

สรุปแล้ว Just Cause 4 เป็นอีกหนึ่งเกมที่น่าผิดหวังในสิ้นปี 2018 นี้อยู่มากครับ หากใครที่เป็นแฟนๆ และคาดหวังกับมัน ก็อาจจะพบกับความผิดหวังอยู่บ้าง สำหรับแฟนๆหน้าใหม่ ผมเดาว่าแค่เปิดมาเจอฉากในป่าของ Mission แรกก็น่าจะขายแผ่นทิ้งกันบ้างแล้ว แต่เอาเข้าจริงแล้ว เกมนี้ยังเป็นเกมที่สนุกอยู่มากๆครับ ด้วยการ Action แบบครบเครื่องจัดเต็ม พร้อมลุยอยู่ตลอดเวลา และของเล่นเก่าหน้าใหม่อย่าง Grappling Hook Mod ที่จะทำให้ตลอดทั้งการเล่นของคุณนั้นสนุก และหัวเราะได้เรื่อยๆเลยล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

10 แนวเนื้อเรื่องของเกม ที่มักจะหากินได้ซ้ำๆ (แต่เราก็เล่น)

Published

on

เมื่อพูดถึงองค์ประกอบโดยรวมของเกมหนึ่งเกมต้องมี นั่นคือเนื้อเรื่อง, กราฟฟิก, ระบบการเล่น, ตัวละครและอะไรอีกหลายๆอย่าง เพื่อมาประกอบรวมกันจนเป็นเกมหนึ่งเกมที่เราได้เล่น และเนื้อเรื่องเองก็มีส่วนสำคัญในเนื้อเรื่องที่ชาวเกมเมอร์อย่างเราๆ ชื่นชอบ แต่ก็มีหลายเกมเหมือนกันที่ชอบใช้มุกซ้ำๆ มุกเดิมๆ เอามาหากิน จนเวลามีภาคใหม่ของเกมชื่อนี้มาปุ๊บ เราจะรู้ทันทีว่าว่าเนื้อเรื่องหลักๆ ต้องเป็นแบบนี้แน่ๆ และไม่ใช่แค่เกมเดียวแต่มีหลายเกมที่ใช้มุขซ้ำๆแบบนี้ เรามาดูกันว่ามีมุขอะไรบ้างที่นักพัฒนาเอามาใช้ในเกมกัน

เจ้าหญิงถูกจับตัวไปอีกแล้ว

เมื่อเราพูดถึงเรื่องราวของเจ้าหญิงถูกจับตัวไป เชื่อว่าใครหลายคนคงจะนึกออกทันทีว่าเรากำลังพูดถึงเกมอะไร เพราะเนื้อเรื่องหลักๆ เกือบทุกภาค (ย้ำว่าเกือบ) ของเกมที่ชื่อว่า Mario จะมีการจับตัวเจ้าหญิงไปเสมอ ซึ่งก็มีบางภาคที่เจ้าหญิง Peach ของเราก็เป็นตัวเอกไปช่วยทุกคนที่ถูกจับ อย่างภาค Super Princess Peach ก็มี และไม่ใช่แค่ Mario เท่านั้นที่ใช้มุขนี้ แต่หลายๆ เกมก็เอามาใช้อย่าง Ghouls ‘n Ghosts หรือแม้แต่ The Legend of Zelda กับ Dragon Quest ก็เอามาใช้ นับเป็นมุกคลาสสิคจริงๆ

ตัวร้ายจะครองโลก

อีกหนึ่งมุขซ้ำซากแต่เราก็ยังเล่น และไม่เคยบ่นว่าไม่เบื่อกันรึไง กับมุกตัวร้ายที่ออกมาประกาศว่าข้าจะครองโลก ซึ่งเกมที่เอาเรื่องนี้มาเป็นจุดเด่นก็คงหนีไม่พ้นเกม RockMan หรือ MegaMan ที่เราคุ้นเคย ซึ่งถ้านับเฉพาะภาคหลักๆ 11 ภาค เราก็จะเห็น Dr.Wily  วางแผนจะครองโลกไปแล้วถึง 11 ครั้ง นี่ยังไม่ยับภาคเสริมที่อยู่ในจักรวาลเดียวกันในภาคต่างๆอีกนะ และไม่ใช่แค่เกมนี้เกมเดียวที่ใช้ เพราะเกมชื่อดังอย่าง Resident evil 5 ก็ใช้มุกนี้กับเขาด้วย กับความพยายามจะครองโลกของ Wesker โดยการใช้ไวรัสคัดเลือกคนที่อยู่บนจุดสูงสุดของวิวัฒนาการ หรือเกม Pokemon ก็ใช้มุขนี้หลายภาคเช่นกัน

ไม่มีเนื้อเรื่อง

หรือถ้าเรื่องราวมันน่าปวดหัวก็ไม่ต้องมีมันไปเลยก็ได้ ขอแค่เกมสนุกเล่นเพลินก็พอแล้ว ยิ่งเกมยุคเก่าๆหลายเกมก็ใช้มุขนี้ คือเริ่มต้นมาเราก็รู้เลยว่าต้องทำอะไร โดยที่ไม่ต้องสนใจเนื้อเรื่องเนื้อหาใดๆให้ยุ่งยาก อย่างเกม PackMan หรือ Tetris ที่ไม่ต้องสนใจเนื้อเรื่อง และนอกจากสองเกมนี้ ก็มีเกมกีฬาต่างๆอย่างแข่งรถ, ฟุตบอล หรืออเมริกันฟุตบอล ที่ไม่ต้องมีเนื้อเรื่องมีแค่การแข่งขันก็พอ ซึ่งหลังๆ เกมแนวนี้ก็เริ่มมีเนื้อเรื่องใส่ลงไปแล้วแต่ไม่ค่อยได้รับความนิยมเท่าไหร่

ตัวเอกเดินทางออกจากหมู่บ้านไปกู้โลก

ถ้าพูดถึงมุขตัวละครเดินทางออกจากหมู่บ้าน อันนี้หลายคนคงจะคิดถึงเกมซีรี่ส์ Dragon Quest กันอย่างแน่นอน เพราะเกือบทุกภาคจะเป็นการเดินทางของผู้กล้า ที่ต้องไปปราบราชาปีศาจ ซึ่งไม่ใช่แค่เกมนี้เกมเดียวแต่เกมภาษาหลายๆเกมก็ใช้ อย่าง Final Fantasy, เกมตระกูล  Tales of หรือแม้แต่ Pokemon ก็นับรวมในส่วนนี้ด้วย เพราะการเดินทางออกจากหมู่บ้านคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางอันยิ่งใหญ่ที่หลายเกมใช้ และเป็นการปูเรื่องที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับการปูเนื้อเรื่องในเกมที่นักพัฒนาชอบใช้ และแม้แต่เกมชื่อดังอย่าง The Last of Us ก็ใช้เรื่องนี้เช่นกัน

เจ้าชาย (เจ้าหญิง) ผู้ตกอับ

มุกเจ้าหญิง (เจ้าชาย) ตกอับโดนชิงบัลลังก์จนต้องออกมาเดินทาง มุกนี้เราก็มักจะเห็นได้บ่อยๆ ในหลายๆ เกม แต่ส่วนมากจะไม่เอามาเป็นประเด็นหลักๆ ในเกมเสียเท่าไหร่ ส่วนมากจะเป็นเนื้อเรื่องของตัวละคร หรือเนื้อเรื่องที่ถูกใส่เข้ามามากกว่าอย่างเกม Final Fantasy ภาค 9 และภาค 12 ที่เล่าถึงเจ้าหญิง Garnet และเจ้าหญิง Ashe ที่ต้องออกเดินทางเพื่อชิงบัลลังก์คืนมา หรือแม้แต่ Dragon Quest 8 กับ 11 ก็ใช้มุกนี้ และอีกหลายๆ เกม ถ้าคุณสังเกตดีๆ จะเห็นเลยว่ามีเยอะมาก

ตามล่าสมบัติ

เรื่องของการล่าสมบัตินี้คงไม่ต้องยกตัวอย่างกันมาก เพราะเราคงจะรู้อยู่ว่ามี 2 เกมชื่อดังที่ใช้เรื่องของการตามล่าสมบัติเป็นแกนหลักในทุกๆภาค ซึ่งเกมที่ดูจะเป็นเกมแรกๆที่เริ่มใช้แนวนี้ก็มีซีรี่ส์ Tomb Raider ก่อนที่เกมอื่นๆจะยึดเอามาใช้เช่นกัน แต่มักจะเป็นแค่ในเนื้อเรื่องหรือซ่อนไปกับตัวละครต่างๆ เท่านั้น และอีกหนึ่งซีรี่ส์ที่ดังไม่แพ้ Tomb Raider และใช้การล่าสมบัติเช่นกัน ก็มี Uncharted ที่ทำออกมาได้ดี หรือเกมเก่าหน่อยอย่าง Torneko no Daibōken ก็เป็นแนวตะลุยดันเจียนแต่เนื้อหาคือการตามล่าสมบัติตามที่ต่างๆเอามาขาย และอีกหลายๆเกมที่ยึดเอามาใช้

กอบกู้โลก

ไอ้มุขกอบกู้โลกนี่ดูจะเป็นมุกคาสสิคแบบสุดๆ ที่เกือบทุกเกมที่คุณคิดออกจะมี และบางเกมไม่ใช่แค่ปกป้องโลก แต่ปกป้องทั้งจักรวาลเลยก็มี ซึ่งหลายๆ เกมอาจจะเริ่มต้นจากเรื่องราวเล็กๆ อย่างการเดินทางของตัวละคร ก่อนจะขยายเรื่องราวไปจนถึงการปกป้องโลก หรือการกระทำของตัวละครที่เริ่มต้นจากแค่ไปหาสมบัติ ก่อนจะบานปลายไปปกป้องโลก ซึ่งมุขนี้คือมุกประจำที่เราเห็นจนเบื่ออีกหนึ่งแบบ ยกตัวอย่างเกม Dead Space ที่เริ่มต้นจากการเอาตัวรอดจากยานที่มีมนุษย์ต่างดาวในภาคแรกๆ ไปจนถึงการปกป้องจักรวาล และอีกหลายๆเกมที่ไม่ได้เอามาแกนหลักแต่ก็เอามาใส่

แก้แค้น

แน่นอนว่าถ้าคิดถึงการแก้แค้นหลายคนคงจะคิดถึงเกมในซี่รี่ส์ God of War ไตรภาคแรกๆบนเครื่อง PS3 อย่างแน่นอน เพราะเรื่องนี้มีแกนหลักๆอยู่อย่างเดียวคือการแก้แค้น (ไม่นับฉบับ PS4) ซึ่งเกมแนวๆ นี้มักจะเป็นเกมที่เน้นตัวเอกที่เป็นดาร์กฮีโร่ ไม่ก็ตัวละครที่ไม่ใช่คนดีแต่เป็นตัวร้าย หรือแม้แต่เกมน่ารักๆ อย่าง Angry Birds ก็จัดอยู่ในหมวดหมู่การแก้แค้นเหมือนกัน อีกเกมที่มีประเด็นแก้แค้นเหมือนกัน Fallout New Vegas แม้แต่เกมชื่อดังอย่าง Metal Gear Solid V The Phantom Pain ก็มีแกนหลักเกี่ยวกับการแก้แค้นของตัวละครต่างๆในเรื่องเช่นกัน

ซอมบี้ครองโลก

ไอ้มุขซอมบี้ครองโลก ก็เป็นอีกหนึ่งมุขคลาสสิคที่ถูกเอามาใช้บ่อย ซึ่งเราไม่ขอนับเกม Resident evil เป็นแนวซอมบี้ครองโลก เพราะเรื่องราวของเกม Resident evil ส่วนมากจะจำกัดแค่บางพื้นที่ ขณะที่เกมอย่าง Dead Rising, The Last of Us, Days Gone หรือแม้แต่ Overkill’s The Walking Dead จะถูกจัดอยู่ในหมวดหมู่นี้ ซึ่งมีหลายเกมมากๆที่เอาเรื่องราวของซอมบี้ครอบโลกมาใช้ในเกม

สงคราม

ปิดท้ายด้วยมุกที่หลายเกมเอามาใช้เยอะไม่แพ้แนวอื่น นั่นคือแนวสงครามซึ่งไม่ใช่แค่สงครามโลกเพียงอย่างเดียว แต่มันรวมถึงสงครามทุกอย่าง ซึ่งส่วนมากจะเป็นเกมแนวยิงที่มักจะหยิบยกเรื่องราวของสงครามมาใช้ แต่ก็มีเกมแนววางแผนการรบ หรือเกม RPG รวมถึงแนวอื่นๆก็เอามาใช้ แต่จะเป็นการแฝงเอาไว้ในเรื่องราว หรือเล่ากว้างๆมากกว่าจะเอามาเป็นแกนหลัก แบบเกมแนวยิงอย่าง Call of Duty, Battlefield หรือสงครามต่างดาวอย่าง Gears of War ที่เอาเรื่องราวของสงครามมาเป็นแกนหลัก

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 10 แนวเกมที่ถูกเอามาใช้บ่อยๆ หวังว่าคงจะถูกใจกันไม่มากก็น้อย และยังมีอีกหลายแนวที่เป็นแกนหลักของเรื่อง ที่เรายังไม่ได้เอามานำเสนอ อย่างเช่นแนวผีหลอกวิญญาณหลอน หรือแนวรักๆใคร่ๆที่สองแนวนี้แม้จะเป็นที่นิยม แต่ก็ไม่มากเท่า 10 แนวที่เราเอามานำเสนอ ซึ่งถ้าใครมีแนวไหนหรือเกมแบบใดจะนำเสนออีกก็บอกกันมาได้ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองกันและกันของชาวเกมเมอร์

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!