Connect with us

บทความ

รวมแนวหนังสยองขวัญที่อยู่ในเกม Resident Evil 7 ที่คุณอาจไม่เคยรู้

อาจจะดูเก่าไปเสียหน่อย กับการหยิบยกเรื่องราวของเกม Resident Evil 7 BioHazard มาพูดถึงมุมมองที่ตกค้างของเกมนี้ ที่ใครหลายคนอาจจะคิดไม่ถึง เพราะตัวเกม Resident Evil 7 ในภาคนี้นั้น ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของแนวเกมตัวเอง ให้กลับไปเป็นแนวสยองขวัญ ที่เต็มไปด้วยปริศนาที่ต่างกับเรื่องราวใน Resident Evil ภาคแรกๆ ที่เรายังพอเดาทางได้ว่าตัวเกมจะไปในรูปแบบใด แต่ใน Resident Evil 7 ตอนที่เรายังไม่ได้เล่นนั้น เราแทบไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น จนเมื่อตัวเกมถูกปล่อยออกมาให้เราได้เล่น แฟนๆ ก็ได้รับมุมมองการเล่นแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในเกมซีรี่ส์นี้ ซึ่งแนวทางความสยองขวัญนั้นอาจจะดูใหม่ในฐานะของเกมสยองขวัญ แต่สำหรับคนดูหนังแล้วมันเป็นมุกปกติที่เราเห็นได้ทั่วไป วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเกม Resident Evil 7 ได้หยิบยืมแนวหนังแบบใดมาใช้บ้าง ถ้าพร้อมแล้วตามมาเลย

Demo Resident Evil 7 กับหนัง The Blair Witch Project

เริ่มต้นจากตัว Demo ในเกม Resident Evil 7 ที่เราได้เล่นกันก่อน ที่ในเกมนั้นเราจะได้รับบทเป็นรายการทีวี ที่มาถ่ายทำรายการบุกบ้านผี และเราจะได้เห็นมุมมองผ่านกล้องวีดีโอของตัวละครใน Demo ตัวนี้ ซึ่งถ้าใครที่ชอบดูหนังสยองขวัญยุคเก่าๆ หน่อย อาจจะคุ้นเคยกับตัวหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านกล้องวีดีโอธรรมดา ซึ่งหนังเรื่องแรกๆ ที่ใช้การเล่าเรื่องแบบนี้ และสร้างปรากฏการณ์หนังผีแนวนี้ให้เกิดขึ้น ก็คือเรื่อง The Blair Witch Project หรือในชื่อไทยคือ สอดรู้ สอดเห็น สอดเป็น สอดตาย ที่เรื่องราวของสามนักศึกษาที่มาถ่ายวีดีโอเรื่องราวของป่าต้องสาป โดยหนังจะเล่าเรื่องราวผ่านกล้องวีดีโอตลอดทั้งเรื่อง แถมฉากตัวละครยืนหันหลังให้กล้อง ก่อนจะหันมาในสภาพศพ ก็ช่างเหมือนกันจริงๆ

ตามหาเมีย (หาลูก) ท่ามกลางฆาตกรโรคจิต  The Hills Have Eyes

สำหรับเรื่องราวของครอบครัวฆาตกรโรคจิตในโลกของเกมนั้น อาจจะดูเป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่น่าสนใจ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ในโลกของภาพยนตร์นั้น เรื่องนี้แบบนี้มักจะเป็นเรื่องปกติที่ เรามักจะเห็นกันได้บ่อยๆ แต่เรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวฆาตกรโรคจิตสุดโหดตายยาก และตัวเอกเป็นผู้ชายที่ไร้ ซึ่งแต่เขาต้องเข้าไปช่วยเหลือคนที่รักจากดงศัตรู เรื่อง The Hills Have Eyes หรือชื่อไทยคือ โชคดีที่ตายก่อน ดูจะตรงกับเรื่องราวใน Resident Evil 7 มากที่สุด เพราะเรื่องราวใน The Hills Have Eyes จะเล่าถึงครอบครัวใหญ่ที่มารถเสียกลางทะเลทราย ก่อนจะเจอครอบครัวฆาตกรโรคจิตมาฆ่าทุกคน และจับลูกสาวของพระเอกไป  ตัวเอกที่ดูเป็นคนธรรมดาไร้ทางสู้ ต้องหาทางไปช่วยลูกสาวของตน ซึ่งคล้ายกับที่ Ethan Winters ทำใน Resident Evil 7 ไม่มีผิด แถมยังใส่ชุดคล้ายๆกันด้วย

เกมมรณะของ Lucas Baker Saw

อีกหนึ่งความน่าสนใจและสนุกของเกม Resident Evil 7 นั้นคือการที่เราต้องเล่นเกมมรณะของเจ้า Lucas Baker ที่แต่ละเกมนั้นก็สุดโหด ถ้าพลาดคือความตายแบบไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว ซึ่งไอ้มุกเกมมรณะที่เล่นผ่านรอดเล่นพลาดตายนั้น มันช่างเหมือนกับหนังเรื่อง Saw หรือในชื่อไทย เกมต่อตาย..ตัดเป็น ที่ตัวหนังจะเล่าถึงกลุ่มคนที่ไม่เห็นคุณค่าในชีวิตตัวเอง (พวกติดยาฆ่าตัวตายโจร) เอามาเล่นเกมมรณะ ที่เดิมพันด้วยชีวิตของตัวเอง ซึ่งถ้าเล่นผ่านก็จะรอดชีวิต แต่ถ้าพลาดคือตาย แถมรูปแบบของเกมใน Resident Evil 7 ก็คล้ายๆ กับในหนัง และฉากล้วงมือลงไปในชักโครกก็คล้ายกันมากๆอีกด้วย

คนคลั่งใช้อาวุธฆ่าคน The Crazies

ยังอยู่กับครอบครัว Baker ที่ถ้าใครซึ่งได้เล่นเกม Resident Evil 7 มาก่อน คงจะทราบดีว่าเรานั้นต้องต่อสู้กับคนในครอบครัว Baker ที่ดูเหมือนจะมีสติ ที่สามารถพูดได้สื่อสารกับเราและกินอาหารได้ แถมยังสามารถใช้อาวุธในการต่อสู้ ซึ่งดูแล้วมันก็คล้ายๆกับผู้คนในเกม Resident Evil 4 แต่จะเชื่อรึเปล่าว่าแนวทางของตัวละครคนคลั่งแบบนี้นั้น มีมานานแล้วในโลกของภาพยนตร์ ซึ่งเรื่อง The Crazies ก็คือต้นแบบชั้นดีที่เหมือนกับเรื่องราวในเกม Resident Evil 4 และ 7 มากๆ ทั้งกลุ่มคนที่มีสติแต่เหมือนไม่มีสติที่ออกฆ่าคน แถมยังสามารถสื่อสารกันและใช้อาวุธในการต่อสู้ได้ แบบเดียวกับที่ครอบครัว Baker ทำไม่มีผิด แต่ตัวหนังนั้นจะไม่ได้บอกเล่าตรงๆ ว่าอาการคลั่งของผู้คนนั้นเกิดมาจากอะไรเท่านั้น

คำว่า Loser บนแขน Ethan กับหุ่นกระบอกตัวตลก IT

อันนี้ดูเหมือนจะเป็นความจงใจของทีมพัฒนาเกม Resident Evil 7 ที่จงใจทำหุ่นกระบอกในห้องเล่นเกมมรณะของ Lucas Baker ที่ดูแล้วคล้ายกับเจ้าตัวตลกปีศาจที่ชื่อว่า Pennywise ในหนังเรื่อง IT ไม่มีผิด แถมคำว่า Loser ที่ถูกสลักบนแขนของ Ethan นั้น ก็เป็นชื่อของกลุ่มตัวเอกที่เรียกตัวเองว่า Losers Club ที่มีความหมายเดียวกันแบบจงใจ จนคนที่เล่นเคยดูหนังเรื่องนี้ต้องต้องคิดแบบเดียวกันอย่างแน่นอน โดยตัวหนังนั้นไม่ได้มีส่วนอะไรที่ตรงกับในเกม เป็นเพียงแค่หยิบยืมบางส่วนของหนังเรื่องนี้มาใส่ในเกมเท่านั้น

เด็กขาดครอบครัวใน Orphan

ถ้าใครที่ได้เล่นเกม Resident Evil 7 จนจบ จะทราบดีว่าเรื่องราวภายในเกมนี้นั้น ต้องการสื่อถึงเรื่องราวการขาดความรักของเด็กสาว ที่ชื่อ Eveline ที่เธอต้องเติบในห้องทดลอง และสิ่งที่เธอต้องการนั่นคือครอบครัวแบบคนทั่วไป ซึ่งเรื่องราวตรงนี้มันช่างคล้ายกับหนังเรื่อง Orphan หรือในชื่อไทยคือเด็กนรก แต่เรื่องราวในเกม Resident Evil 7 กับในหนังเรื่อง Orphan จะสลับกันเล็กน้อย

สปอยล์ทั้งหนังและเกมนะก๊ะ
เพราะในเกมนั้นตัวของ Eveline จะค่อยๆ แก่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการขาดไวรัสในการคงอายุ แต่ในหนังเรื่อง Orphan จะต่างกันตรงที่ตัวของเด็กหญิงนั้น ความจริงคือคนอายุ 30 กว่าแล้ว แต่ด้วยความผิดปกติของสมองจึงทำให้เธอไม่โตแบบคนทั่วไป (ให้คิดถึงนักสืบจิ๋วโคนัน) แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเด็ก(อีกคนไม่ใช่เด็กแล้ว)

ต่างต้องการครอบครัวที่มีความสุข แต่สิ่งที่เธอทั้งคู่ทำไปนั้น มันค่อนข้างจะผิดไปอยู่มากเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็เหมือนกันมากๆเลยทีเดียว

หญิงสาวชุดขาวไร้ทางสู้กับกลุ่มฆาตกร Wrong Turn

ปิดท้ายด้วยสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญ ที่ในยุคหนึ่งเกือบทุกเรื่องจะต้องมีแบบนี้ นั่นคือหญิงสาวไร้ทางสู้ ที่สวมเสื้อกล้ามสีขาวกับกลุ่มคนฆาตกรปีศาจสัตว์ประหลาดซอมบี้โรคจิต ที่ตามไล่ล่าเราก่อนที่เธอเหล่านั้นจะเอาคืนแบบสาสม ซึ่งหนังที่ดูแล้วจะตรงกับเรื่องราวใน Resident Evil 7 มากที่สุด ก็น่าจะเป็นเรื่อง Wrong Turn หรือชื่อไทยสุดน่ากลัวว่าหวีดเขมือบคน ที่เล่าถึงกลุ่มคนที่เดินทางโดยใช้ทางรัดพิเศษที่ไม่ค่อยมีคนใช้ ซึ่งคนที่ผ่านมาทางนี้จะถูกกลุ่มคนฆาตกรโรคจิตตามล่า และตัวเอกของเราไม่ว่าจะดูมุมไหนก็ช่างคล้ายกับ Mia Winters มากๆ และสิ่งที่เธอต้องเจอและทำในช่วงหลังๆ ของเกม ก็คล้ายๆ กับในหนัง Wrong Turn ภาคแรกมากๆ อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการรวมแนวหนังสยองขวัญที่อยู่ในเกม Resident Evil 7 ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ซึ่งทั้งหมดที่เรากล่าวมานั้น ไม่ใช่การยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Capcom แต่เป็นการคาดเดาจากประสบการณ์ดูหนังของทีมงาน ที่มองเห็นสิ่งต่างๆในเกม Resident Evil 7 ที่เหมือนกับหนังสยองขวัญเรื่องต่างๆที่เคยดู โดยเราจะขอข้ามเรื่องราวของ The X-Files ที่คล้ายกับในเกม Resident Evil 7 ออกไป เพราะตรงนั้นทุกคนคงจะทราบกันอยู่แล้ว  และถ้าเรามีเรื่องราวอะไรที่เกี่ยวกับ Resident Evil อีก เราจะรวบรวมมาให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกอย่างแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความเทคโนโลยี

มุมมองป๋าเต็ด-ยุทธนา กับอนาคตของวงการเพลงในโลกไฮเทคโนโลยี

Published

on

เรื่องราวของเทคโนโลยีนั้นไม่ได้ส่งผลกระทบกับเรื่องกีกๆ อย่างคอมพิวเตอร์ หรือสมาร์ตโฟนอย่างเดียว แต่โลกดนตรีก็เปลี่ยนไปเยอะมากตามเทคโนโลยีที่อยู่รอบตัว ซึ่งเรื่องนี้คงไม่มีใครให้ข้อมูลได้ดีกว่า ป๋าเต็ด-ยุทธนา บุญอ้อม ผู้คร่ำหวอดในวงตรีเพลง ดีเจ และการจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเสียงเพลงมายาวนาน ซึ่งให้ความเห็นภายในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ไว้อย่างน่าสนใจครับ

สถานที่ที่ฟังเพลง มันเปลี่ยนวงการเพลงในแต่ละยุคแต่ละสมัย

  • ยุคเพลงคลาสสิก ทำเพลงเพื่อสรรเสริญพระเจ้า เครื่องดนตรีเลยต้องดัง และเสียงยาวๆ เลยกลายเป็นออแกนเป็นพระเอก
  • ต่อมาคนรวยอย่างฟังเพลงที่บ้าน ซึ่งห้องที่ฟังก็เปลี่ยนไป เสียงไม่ได้ก้องอย่างห้องใหญ่ ดนตรีเลยเปลี่ยนเป็นวงเล็กลง
  • ดนตรีแจ๊ส เกิดในผับ ต้องต่อสู้กับเสียงคนที่คุยกัน ทำให้เสียงดนตรีต้องดัง และมีจังหวะที่จะแทรกเข้าไประหว่างผู้คนได้
  • ปัจจุบัน สถานที่จัดคอนเสิร์ตของวงดังๆ กลายเป็นสถานที่ใหญ่มาก เช่นสนามกีฬา ซึ่งคนที่มาฟังก็แมสมากๆ เพลงจึงต้องมีท่อนที่จำง่ายๆ ให้คนร้องตามได้

เทคโนโลยีการบันทึกเสียง ก็เปลี่ยนรูปแบบเพลง

  • ยุคแผ่นเสียงต้องทำให้เพลงสั้นลง เพราะหน้าแผ่นเสียงมีจำกัด จะเพลงยาวแบบเพลงคลาสสิกที่มีหลาย Movement ก็ไม่ไหว
  • ยุควิทยุต้องเปิดทีละเพลง เพลงเลยสั้นลงเหลือราว 3.30 นาที เพราะนานไปเดี๋ยวคนหมุนหนี ทำให้สถานีวิทยุไม่เปิด
  • ยุคเทปมีหน้า B ก็เอาไว้ลงเพลงแปลกๆ ที่ไม่ฮิต เลยมีศัพท์เรียกว่า B side
  • ยุคหนึ่ง ringtone ฮิตมาก การแต่งเพลงก็ต้องดีไซน์ฮุคหนึ่ง ความยาวสัก 30 วิเพื่อไปอยู่ใน ringtone ได้เพราะๆ
  • ยุคโซเซียล อันนี้น่าสนใจมาก เมื่อ Tierra Whack ออกเพลง 1 นาทีทั้งอัลบั้ม เพื่อออกใน instragram ได้

เทรนด์วงการเพลงในอนาคตจะเป็นยังไง

  • ศิลปิน noname จะดังเร็วขึ้น ถ้าทำเพลงฮิตจริงๆ เพราะตอนนี้กระจายได้เร็วมากผ่าน Social Media (ลองดูตัวอย่างในบทความนี้นะครับ “10 ที่สุดของเนื้อร้องเพลงไทยในปี 2018” )
  • ธุรกิจคอนเสิร์ตเติบโตอย่างรุนแรง บัตรก็แพงขึ้น เพราะคนออกมาร่วมมากขึ้น
  • ตอนนี้ AI สามารถช่วยแต่งเพลงได้ โดยเฉพาะช่วยแต่งทำนอง แต่ง Beat ที่คนน่าจะติดหู
  • เพลงสำหรับผู้สูงอายุ คนแก่เริ่มใช้ออนไลน์มากขึ้นแล้ว
  • ไวนิลจะเริ่มกลับมา เทปก็กลับมาในบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มซื้อความทรงจำ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

สรุปเทรนด์เทคโนโลยี 2019 โดยผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Techsauce

Published

on

เนื่องจากว่าเว็บแบไต๋นั้นเกี่ยวกับเทคโนโลยีมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอีกหนึ่งหัวข้อในงาน CREATIVE TALK CONFERENCE 2019 (CTC 2019) คือเรื่องราวเกี่ยวกับเทรนด์เทคโนโลยีที่กำลังจะเกิดในปี 2019 ครับ ซึ่งในหัวข้อนี้ได้คุณมาร์ค-อิสริยะ ไพรีพ่ายฤทธิ์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Blognone และ Brand Inside พร้อมคุณมิมี่-อรนุช เลิศสุวรรณกิจ ผู้ร่วมก่อตั้ง Techsauce ขึ้นให้ข้อมูลครับ

เทรนด์เทคโนโลยีปี 2019 คือ ABC

ความเห็นจากคุณมาร์ค เทรนด์เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนไปมากในปี 2019 คือ ABC ครับ ซึ่งประกอบไปด้วย

AI – Artificial Intelligence

ซึ่งความหมายของปัญญาประดิษฐ์ในช่วงปี 2019 AI คือระบบ Automation หรือระบบช่วยทำงานต่างๆ นะครับ ยังไม่ใช่ AI แบบที่เป็นหุ่นยนต์แทนมนุษย์ได้เหมือน Terminator ตัวอย่างของ AI ในยุคปี 2019 เช่นการคัดแยกรูป ซึ่งถ้าไม่ใช้ AI จะต้องใช้แรงคนถึกแยกเอง ซึ่งลักษณะ AI แบบนี้จะเติบโตและหลากหลายขึ้นในปี 2019

แต่คุณมาร์คก็ตั้งข้อสังเกตว่า พื้นฐานของ AI คือมันพัฒนายากอยู่แล้ว ต้องใช้นักวิจัยเก่งๆ อ้างอิงวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ระดับสูงถึงจะทำได้ ซึ่งทำให้การสร้าง AI แบบเฉพาะทางสักชุดหนึ่งทำยาก ถ้าบริษัทไม่มีทรัพยากรเพียงพอ แต่ถ้าเป็นงานทั่วไปที่คนทั่วไปใช้ เช่นแยกรูป แยกเสียง ก็มีบริษัทใหญ่ๆ ก็วิจัยและทำผลิตภัณฑ์ออกมาให้ใช้บริการแล้ว

BLOCKCHAIN

คุณมาร์คคาดว่าปี 2019 เทคโนโลยี Blockchain กำลังจะตายลง เพราะมันไม่ได้ออกแบบมาสำหรับทุกอย่าง อย่างที่เราเห็นหลายๆ บริษัทประกาศว่าจะนำ Blockchain มาใช้ แต่สุดท้ายก็ออกสู่ตลาดจริงไม่ได้ ทำให้ทิศทางของ Blockchain ไปในกลุ่มเฉพาะมากขึ้น เพราะมันเหมาะสำหรับงานที่เป็นลำดับ หรือ sequential และยกตัวอย่างไปที่ BitTorrent ที่ออกแบบมาสำหรับยุคที่เน็ตช้าๆ พอเน็ตเร็วขึ้นก็ทำให้ BitTorrent เลื่อมความนิยมลงไป เพราะกด Steaming ก็ดูได้เลย

CLOUD

คลาวด์เป็นเทคโนโลยีที่เกิดมานานแล้ว แต่ก็ยังมีความสำคัญอยู่ตลอด ตอนนี้เกิดกระแสในธุรกิจคือปลาใหญ่กินปลาเล็ก ทำให้รายใหญ่กินรวบในตลาด รายเล็กๆ สู้ไม่ได้ทั้งด้านเงินทุนและเทคโนโลยี ซึ่งทำให้รายใหญ่มีอำนาจต่อรองสูงขึ้น

ความคิดเห็นด้านเทรนด์เทคโนโลยีจาก Techsauce

คุณมิมี่จาก Techsauce มองว่า AI จะมาคู่กับ Data เสมอ ทำให้องค์กรต้องเอาคนมาทำงานกับข้อมูลมากขึ้น แต่ปัญหาของทุกองค์กรคือหาคนไม่ได้ โดยเฉพาะคนไทยที่หายากมาก ทำให้ต้องไปดึงมาจากต่างประเทศ

และบริษัทไทยเริ่มถูกคุกคามมากขึ้น จากคู่แข่งที่เมื่อก่อนอยู่นอกวงการกัน กลายเป็นว่าตอนนี้คนที่รู้ข้อมูลดีที่สุดกลับเป็นบริษัท Technology แม้ว่าบริษัทเราจะอยู่ในธุรกิจมานาน เช่น แบงค์ หรือการสื่อสาร แต่ข้อมูลไปอยู่กับ facebook, google ที่รู้จักลูกค้าเรามากกว่า ปีที่ผ่านมาเราจึงเห็นว่าแบงค์เข้าไปจับมือกับบริษัทเทคโนโลยี เพื่อให้บริการในรูปแบบใหม่ๆ และเก็บข้อมูลเองมากขึ้น

ถ้าเป็นนักธุรกิจ ตอนนี้เราต้องรู้เรื่องอะไร

  • มาร์ค Blognone – เทคโนโลยีภาพรวมของ 2019 เทียบกับ 2018, 2017 นั้นต่างไปไม่มาก เมื่อเทียบกับ 10 ปีก่อนหน้านี้ที่เทคโนโลยีเปลี่ยนกันโหดมาก เช่นดูสมาร์ตโฟนตอนนี้ ไม่ได้ต่างกันมากแล้วในแต่ละปี เทรนด์ความก้าวหน้าตอนนี้คือใครต่อยอดได้เจ๋งกว่า ดีกว่า ก็จะชนะ ซึ่งคุณมาร์คยกตัวอย่างอย่างน่าสนใจว่า ปัจจุบันมีแคมเปญการตลาดเจ๋งๆ มากมายที่เล่นกับเทคโนโลยี แต่สุดท้ายผลแพ้ชนะของแคมเปญวัดกันที่ Operation หน้างานว่าใครจะจัดการได้ดีกว่า ถ้าสื่อสารออกไปดี ทั่วถึง แต่หน้างานไม่สามารถจัดการกับปัญหาได้ มีข้อผิดพลาดในการทำงาน สุดท้ายพังไปก็มีมาก
  • มิมี่ Techsauce – คือการปรับความคิดของคนที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี มองว่า People กับ Process เป็นกระบวนการสำคัญ ซึ่งต้องเริ่มจากคนที่เป็นหัวก่อน ต้องให้ความสำคัญ และเข้าใจภาพรวมว่าอะไรกำลังจะเปลี่ยนไป กระทบกับธุรกิจเรายังไง ตอนนี้อาจจะตื่นตัว กลัวโดน Disrupt แต่โฟกัสออกมาว่าจะทำอะไร แก้อะไร ต้องทำออกมาเป็น Action ให้ได้ แล้วจะหาเครื่องมือหรือเทคโนโลยีที่เหมาะกับปัญหาของเรา สรุปคือ ต้องรู้ก่อนว่าปัญหาของเราคืออะไรกันแน่ แล้วค่อยหาเครื่องมือ
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความเทคโนโลยี

บก. The STANDARD เล่าให้ฟัง อนาคตสื่อเป็นยังไง คนทำสื่อควรทำอย่างไรบ้าง?

Published

on

เป็นอีกหนึ่ง Session ในงาน Creative Talk Conference 2019 (CTC 2019) ที่น่าสนใจ เมื่อ เคน-นครินทร์ วนกิจไพบูลย์ Editor-in-Chief ของสื่อยุคใหม่ที่เติบโตเร็วอย่าง THE STANDARD พูดในหัวข้อ “The Future of Content Creation” ซึ่งในฐานะของคนทำสื่อยุคใหม่ที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในไทย เราก็ต้องอยากฟังอยู่แล้วว่าคุณเคนมีแนวคิดอย่างไรบ้าง

ปัญหาของการสื่อสารใน Social Media ตอนนี้คือสารพัดสิ่งที่เปลี่ยนไปตลอด

เรื่องแรกที่คุณเคนพูดถึงคือเรื่อง Disruption ที่มาเป็นระลอกๆ กลุ่มแรกที่โดนคือเพลงที่โดนไปก่อนหน้านี้แล้วหลายปี ส่วนปี 2018 คือสื่อหรือแบงค์ และปี 2019 น่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์

สิ่งที่มา Disrupt คือ Platform ซึ่งแพลทฟอร์มหมายถึงตัวกลางที่แลกเปลี่ยนคุณค่าระหว่างกัน เมื่อก่อนผู้ผลิตกับผู้บริโภคเนื้อหาแยกกันอย่างชัดเจน ผู้อ่านก็ไม่สามารถเป็นผู้ผลิตได้ง่ายนัก แต่ตอนนี้ทุกคนมีสิทธิ์เท่ากันหมด มีโอกาสแสดงตัวให้คนอื่นได้ไถผ่านอย่างรวดเร็วเหมือนกัน ทุกคนเป็นสื่อได้หมด

ตอนนี้บรรณาธิการกลายเป็นหุ่นยนต์ (อัลกอริทึมของเฟซบุ๊ก) ข่าวที่ผ่านตาเราใช้หุ่นยนต์เลือกทั้งหมด

การจะสร้างเนื้อหาที่ดีได้ต้องเข้าใจ 3 อย่างคือ

  1. เข้าใจตัวเองว่าตัวเองเด่นเรื่องอะไร เช่น The Standard ทำนิตยสารมาก่อน ก็เก่งเรื่องการทำให้สวย หรือใส่ความคิดสร้างสรรค์ เราก็มุ่งทางนี้
  2. ต้องเข้าใจกลุ่มผู้อ่าน หรือกลุ่มที่อ่านสื่อของคุณเป็นใคร เราทำกำลังทำเนื้อหาให้ใครเสพ
  3. เข้าใจโลก เข้าใจเทคโนโลยีใหม่ เข้าใจอัลกอริทึมว่าคิดยังไง

มองภาพ Social Media แทนอะไรในไทยตอนนี้

  • facebook คือสังคมเสมือนของไทย ทุกอย่างรวมอยู่ในนี้หมด เหมือนโลกเสมือนออนไลน์
  • Twitter คือเทรนด์ตอนนี้ เป็นตัวจุดกระแส กระแสหลายอย่างมาจาก # ทวิตเตอร์เป็นสิ่งที่ทำให้คนไปร่วมกับประเด็นนั้นๆ แตกต่างจาก facebook ที่คนจะบอกเรื่องของตัวเองออกมา
  • Instagram คือ Lifestyle Magazine
  • Youtube คือทีวี อย่างในต่างจังหวัดเปิดค้างไปเรื่อยๆ เลย วิ่งไปทั้งวันแทนช่องทีวีไปแล้ว
  • LINE Today เป็นหนังสือพิมพ์

ซึ่งเนื้อหาของเราก็เหมือนเป็นไข่ ที่เอาไปทำได้หลายอย่าง เพราะฉะนั้นการจะไปอยู่กับแพลทฟอร์มไหนก็ต้องปรุงให้เหมาะกับแพลทฟอร์มนั้นๆ ไม่ใช่เนื้อหาเดียวกันไปอยู่ในทุกแพลทฟอร์ม ได้รับการปรุงแบบเดียว มันก็ไม่เกิด

สื่อระดับโลกจึงมี Social Media Editor เพื่อปรุงเนื้อหาเดียวกันให้แตกต่างกัน

พฤติกรรมผู้บริโภคก็เปลี่ยน สื่อยุคเก่าคือ Lean back คนดูเหมือนนั่งชิวๆ พิงไปกับเบาะ แล้วรับสิ่งที่สื่อจะนำเสนอออกมาอย่างเดียว ส่วนปัจจุบันคนเสพสื่อเป็นแบบ Lean forward คือผู้บริโภคเป็นคนเลือกเนื้อหาได้ทันที และมีสิทธิโวยวายเมื่อทำเนื้อหาไม่ถูกใจ และเปลี่ยนได้ทันที

ทำให้คนทำสื่อไม่ใช่ผู้เลือกนำเสนอเนื้อหาอีกต่อไป คนทำสื่อเป็นผู้ถูกเลือกโดยผู้เสพสื่อ คนทำสื่อต้องถ่อมตัว เพราะเราเข้าไปอยู่ในพื้นที่ส่วนตัวของคนอื่น ทำให้โฆษณาใน social น่ารำคาญมาก ในขณะที่โฆษณาทีวีไม่น่ารำคาญเท่า ซึ่งเรามีเวลาเพียง 1.7 วินาทีในการดึงคนให้สนใจ

เนื้อหาที่ดีคืออะไร

  1. มันน่าสนใจรึเปล่า เช่นข่าวดารา แมว พวกนี้น่าสนใจอยู่แล้ว แต่ผู้เสพก็ไม่ได้ความรู้อะไรเพิ่มเติม
  2. เป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ แต่มันจะน่าเบื่อๆ หน่อย
  3. แต่ถ้าทำข้อมูลที่มีประโยชน์และน่าสนใจไปด้วย ก็จะได้ดียิ่งกว่า คือ เรื่องดี และ เล่าดี
    1. เรื่องดี มันเป็นเหมือนสูตรสำเร็จว่า เรื่องที่มีประโยชน์คืออะไร ไม่ว่าเมื่อไหร่ เรื่องดี เนื้อหาดี มันก็มีรูปแบบตายตัวของมัน
    2. แต่เล่าดีมันเปลี่ยนไปตามสื่อที่ไปอยู่ตลอดเวลา ต้องเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ใช้เครื่องมือที่มีทั้งหมด เพื่อให้เล่าดี ตื่นตาตื่นใจ

สรุปพฤติกรรมผู้ใช้ตอนนี้

  1. ทุกอย่างต้องตอนนี้ Generation Now ยิ่งเร็ว ยิ่งดี
  2. ไม่สนใจว่าจะฉายเมื่อไหร่ ตอนไหน เพราะคนดูจะดูย้อนหลังเอาในเวลาที่เหมาะ Anywhere anytime
  3. รูปภาพและวิดีโอจู่โจมได้มากกว่าตัวอักษรอย่างเดียว
  4. คนแชร์เพราะเนื้อหาบอกตัวตนของตัวเอง

“ทางที่ดีที่สุดในการทำนายอนาคต คือสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง”

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!