Connect with us

บทความวงการเกม

8 เกม Resident Evil ที่ควรเอามา Remake

ถ้าจะพูดถึงเกมสยองขวัญตอนนี้วินาทีนี้ คงไม่มีเกมไหนจะน่าสนใจไปกว่า Resident Evil Evil 2 Remake ที่ใครหลายคนคงจะทราบกันดี ว่าเกมนี้คือการนำเกม Resident Evil 2 ที่เคยวางจำหน่ายเมือ 21 ปีที่แล้วมาทำการ Remake เปลี่ยนแปลงกราฟฟิกเรื่องราวทุกอย่างจนแทบจะกลายเป็นเกมใหม่ และด้วยความสำเร็จอันงดงามของ Resident Evil Evil 2 Remake จึงทำให้แฟนทั่วโลกอยากให้ทาง Capcom เอาเกม Resident Evil ภาคเก่าๆเหล่านี้กลับมาทำใหม่บ้างก็ดี ซึ่งจะมีภาคไหนบ้างที่น่าสนใจบ้างเรามาดูกัน

Resident Evil Survivor

เริ่มต้นเกมแรกที่แฟนๆเกม Resident Evil หลายคนอาจจะไม่รู้จัก หรือจำไม่ได้ว่าเคยมีเกมภาคนี้อยู่ด้วย กับ Resident Evil Survivor หรือ Biohazard Gun Survivor ในชื่อภาษาญี่ปุ่นที่วางจำหน่ายวันที่ 27 มกราคมที่ญี่ปุ่นและ 31 มีนาคมที่อเมริกาเหนือปี 2000 บนเครื่อง PlayStation 1 โดยตัวเกม Resident Evil Survivor จะเป็นเกมแรกที่ใช้มุมมองบุคคลที่ 1 ในการดำเนินเกมที่ต้องใช้จอยปืนอย่าง GunCon ที่เป็นปืนยอดนิยมในยุคนั้น โดยเราจะได้ควบคุมตัวละครความจำเสื่อม ที่พยายามค้นหาความจำของตนเอง และหนีออกมาจากเกาะ

ซึ่งถ้าเกมนี้จะถูกทาง Capcom เอามา Remake ก็น่าจะเปลี่ยนจากมุมมองของการยิงแบบเกมตู้ มาเป็นแนวการเล่นแบบ Resident Evil 7 ที่เป็นมุมมองบุคคลที่ 1 ที่เปลี่ยนรูปแบบของเกมให้เป็นการแก้ไขปริศนา และใส่กราฟิกที่สมจริง แต่ยังคงเรื่องราวอ้างอิงจาก Resident Evil Survivor เพียงเท่านี้ก็มากพอที่จะทำให้แฟนๆ Resident Evil ต้องการได้ เพราะเรื่องราวในเกมภาคนี้ก็เต็มไปด้วยปริศนาที่น่าสนใจ ถ้าทาง Capcom เอามา Remake ต้องเป็นภาคหนึ่งน่าจดจำของแฟนๆ อย่างแน่นอน

Resident Evil Code Veronica

เมื่อพูดถึงเกม Resident Evil Code Veronica คงเป็นหนึ่งในภาคที่ใครหลายคนอยากจะให้ทาง Capcom เอามา Remake ไม่แพ้ Resident Evil 3 เพราะเกมภาคนี้ เป็นการเล่าเรื่องที่เป็นเรื่องราวใหม่ที่เดินไปข้างหน้า ไปยังสถานที่ใหม่ เรื่องราวใหม่ๆ อย่างเป็นทางการครั้งแรกในฐานะภาคเสริม ที่แม้จะไม่มีตัวเลขกำกับ แต่เรื่องราวของ Code Veronica กลับเป็นการสานต่อที่เดินไปข้างหน้า มากกว่า Resident Evil 3

โดยภาคนี้เราจะได้เล่นเป็น Claire Redfield ที่ถูกจับไปขังบนเกาะ RockFort กับการเอาชีวิตรอดจากฝาแฝดโรคจิต กับตัวละครใหม่ๆ ที่ให้เราได้เล่น ตัวเกมวางจำหน่ายบนเครื่อง Dreamcast วันที่ 3 กุมภาพันธ์ ปี 2000 ลองคิดดูว่าถ้าเกม Resident Evil Code Veronica ถูกเอามาทำกราฟิกแบบเดียวกับ Resident Evil Evil 2 Remake จะน่าสนใจขนาดไหน ยิ่งเรื่องราวในเกมที่สานต่อจากภาคหลัก แถมมีการหักมุมไปมาของเรื่องราว ภาคนี้จึงน่าสนใจยิ่งกว่าการเอา Resident Evil 3 มาทำเสียอีก

Resident Evil Gaiden

เมื่อพูดถึงเกม Resident Evil Gaiden เชื่อว่าหลายคนคงจะไม่รู้จักเกมภาคนี้ เพราะตัวเกม Resident Evil Gaiden นั้นถูกทำลงบนเครื่อง Game Boy Color ที่พัฒนาเกมโดย Capcom และ M4 วางจำหน่ายวันที่ 14 ธันวาคม 2001 โดยในเกมภาคนี้เราจะได้รับบทเป็น Leon S. Kennedy และ Barry Burton สองตัวละครจากภาคหลัก กับการระบาดของไวรัสบนเรือโดยสารขนาดใหญ่ ซึ่งตัวเกมนั้นจะเป็นกึ่งๆเกมภาษา ตรงที่เมื่อเจอซอมบี้ ตัวเกมจะตัดภาพไปเป็นแบบมุมมองบุคคลที่ 1 กับการกดจังหวะการวิ่งของแถบสีให้ทันเพื่อโจมตีศัตรู โดยเรื่องราวจะเล่าถึง Leon ที่มาสืบสวนบนเรือเดินสมุทร Starlight มีข่าวลือว่ามีอาวุธขายชีวภาพชนิดใหม่ แต่เมื่อ Leon มาถึงบนเรือก็เต็มไปด้วยซอมบี้ไปแล้ว  แค่เนื้อเรื่องก็น่าสนใจขึ้นมาแล้ว ลองคิดถึงตัวกราฟิกของ Leon ในฉบับ Remake มาอยู่บนเรือเดินสมุทรจะน่าสนใจขนาดไหน

Resident Evil Dead Aim

Resident Evil Dead Aim ก็จัดเป็นอีกหนึ่งภาคของซีรี่ย์ Resident Evil ที่ถูกลืม ทั้งที่ตัวเกมก็ทำออกมาได้ดี และครั้งนี้ก็เป็นครั้งที่ 2 ที่ทาง Capcom เอาฉากบนเรือมาใช้ในเกม หลังจากภาค Gaiden โดยตัวเกม Resident Evil Dead Aim วางจำหน่ายวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ปี 2003 บนเครื่อง PlayStation 2 โดยภาคนี้จะเป็นการบอกเล่าเรื่องราวหลังจาก Raccoon City 4 ปี ที่เกี่ยวข้องกับพนักงานของ Umbrella  ที่ขโมยเชื้อ T-Virus มาขายบนเรือเดินสมุทร Spencer Rain ก่อนจะเกิดการรั่วไหลจนทำให้ผู้โดยสารกลายเป็นซอมบี้

โดยระบบการเล่นของเกมภาคนี้จะการผสมระหว่างการควบคุมแบบมุมมองบุคคลที่ 3 อย่างเกม Resident Evil 2 Remake แต่เมื่อเราเล็งปืนจะยิงตัวเกมจะเปลี่ยนเป็นมุมกล้องแบบเกมยิงมุมมองบุคคลที่ 1 โดยการใช้จอยปืนในการการคุมตัวละคร  ซึ่งถ้าทาง Capcom อยากจะเอาเกมนี้มาทำใหม่ ก็น่าจะทำเป็นแนวมุมมองบุคคลที่ 1 แบบ Resident Evil 7 ไปเลยจะดีกว่า แบบนั้นดูแล้วจะน่าสนใจมากๆ

Resident Evil Outbreak 1-2

เมื่อพูดถึงเกม Resident Evil Outbreak ทั้งภาค 1 และภาค 2 เกมนี้วางจำหน่ายครั้งแรกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2003 กับภาค 2 วันที่ 9 กันยายน 2004 เชื่อว่าคงจะมีเกมเมอร์น้อยคนที่ได้เล่นเกมนี้ในรูปแบบของเกมออนไลน์ ที่เราจะได้รับบทเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตในเมือง Raccoon ที่แต่ละตัวละครจะมีพลังและความสามารถที่ต่างกัน เพื่อไปยังสถานที่ต่างๆ ในเมือง Raccoon กับระบบการเล่นที่ต่างกับ Resident Evil ภาคอื่นๆ ทั้งการมุดหลบซอมบี้ การใช้ท่อนเหล็กในการโจมตีศัตรู

ซึ่งถ้าทาง Capcom เอาเกมทั้งสองภาคมาทำใหม่ ก็ควรจะใส่เรื่องราวใหม่ๆ เพิ่มเติมลงไป แบบที่ทำกับ Resident Evil 2 กับกราฟิกที่สวยสมจริงแบบในตอนนี้ เชื่อว่าแฟนๆ เกมทั่วโลกต้องสนใจอย่างแน่นอน ลองคิดถึงการวิ่งหนีซอมบี้ช้างซอมบี้เสือกับจระเข้ตัวเกมจะน่าสนใจขนาดไหน บวกกับระบบออนไลน์ที่ดีเมื่อเทียบกับในยุคนั้น คิดว่าเกม Resident Evil Outbreak ต้องออกมาดีอย่างแน่นอน

Resident Evil 3 Nemesis

ถ้าจะบอกว่าเกมภาคไหนที่จะเป็นม้ามืด ในการถูก Remake มากที่สุด ทุกคนก็คงจะชี้มาที่เกม Resident Evil 3 อย่างไม่ต้องสงสัย เพราะด้วยเรื่องราวที่เอามาทำเป็นเกมนั้น จะเป็นการเล่าในช่วงก่อนและหลังเหตุการณ์ใน Resident Evil 2 จึงทำให้ Capcom สามารถใส่เรื่องราวต่างๆลงไปได้มากกว่าสมัย Resident Evil 2 Remake รวมถึงฉากที่จะเป็นเมือง Raccoon ทั้งเมือง ที่ยิ่งใหญ่มากกว่าใน Resident Evil 2 Remake โดยเกมนี้วางจำหน่ายครั้งแรกในเดือนกันยายนปี 1999

ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกมภาคนี้น่าสนใจ น่าจะเป็นตัวละครอย่าง Nemesis ที่เป็นการเปิดเรื่องราวของการถูกไล่ล่า ของสัตว์ประหลาดร่างยักษ์ที่แสนจะน่ากลัว ซึ่งหลายคนคงจะได้เห็นความน่าสนใจในตัวของ Mr.X ในฉบับ Remake ไปแล้ว ว่าทำออกมาได้ดีขนาดไหน ซึ่งถ้าเอาระบบนั้นมาดัดแปลงเพิ่มเติมให้เข้ากับ Nemesis ตัวเกมจะยิ่งน่าสนใจกว่านี้มากๆเลยทีเดียว

Resident Evil 0

เมื่อพูดถึงเกม Resident Evil 0 เราต้องบอกก่อนว่าเกมนี้ยังไม่เคยถูก Remake มาก่อน จะมีเพียงแค่เกมฉบับเก่าที่เคยประกาศการสร้าง ลงบนเครื่อง 64 DD ที่ต่อพ่วงกับ Nintendo 64 เมื่อปี 1995 และด้วยยอดขายที่ต่ำเตี้ยของ 64DD ในยุคนั้น จึงทำให้ทาง Capcom เปลี่ยนใจทำเกมนี้ลงบนเครื่อง Nintendo 64 แทน ก่อนที่ทาง Capcom จะล้มเลิกโครงการในตอนนั้น และเริ่มทำใหม่เปลี่ยนแปลงกราฟฟิกให้เทียบเท่า Resident Evil  1 Remake ที่วางจำหน่ายในวันที่ 12 พฤศจิกายน 2002 บน GameCube เป็นที่แรก ซึ่งแม้ตัวเกมจะทำออกมาได้ดี กับกราฟฟิกที่สวยสมจริงแบบเดียวกับที่ Resident Evil 1 Remake เป็น แต่ตัวเกมกลับยังคงการควบคุมตัวละคร รวมถึงมุมกล้องที่เป็นแบบเก่า และถ้าทาง Capcom เอาเกมนี้มา Remake ใหม่ ก็ควรเปลี่ยนระบบมุมกล้องการควบคุมตัวละคร รวมถึงฉากเสียใหม่ ให้ดูมืดและมีมิติมากขึ้น แบบที่ทำกับ Resident Evil 2 Remake ก็คิดว่าตัวเกมภาคนี้ต้องน่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

Resident Evil 3.5

ปิดท้ายด้วยภาคที่ทาง Capcom น่าจะเอามา Remake ที่สุดอีกหนึ่งภาค นั่นคือ Resident Evil 3.5 ที่ตัวเกมภาคนี้คือเกมต้นแบบของ Resident Evil 4 ที่เคยโปรโมทในงาน E3 และ TGS ปี 2003 ที่เล่าถึงตัว Leon ที่ต้องเข้าไปในคฤหาสน์ร้างเพียงคนเดียว หนำซ้ำตัว Leon ของเรายังโดนไวรัสบางอย่าง จนทำให้เห็นภาพหลอน ตัวเกมมีรูปแบบการเล่นที่คล้ายกับ Resident Evil 2 Remake มากๆ แถมเนื้อเรื่องก็น่าสนใจ ถ้าทาง Capcom คิดจะเอาเกมภาคนี้มาปิดฝุ่นใส่ความหลอนสยองขวัญลงไป ในแบบกราฟิกแบบ Resident Evil 2 Remake ต้องน่าสนใจมากๆอย่างแน่นอน ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเกม Resident Evil 3.5 เป็นอย่างไร ก็หาดูตาม YouTube เพราะมีให้เราได้ชมมากมาย แล้วคุณจะรู้ว่าทำไมเกมภาคนี้จึงมาติดอันดับ

เป็นอย่างไรกันบ้างกับ 8 เกมของ Resident Evil ที่น่าจะเอามา Remake มากที่สุด ซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นเพียงแค่ความคิดของแฟนๆเกม Resident Evil เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะเกิดขึ้นจริง ซึ่งเราในฐานะแฟนๆก็ได้แต่หวัง ว่าเกมภาคต่างๆเหล่านี้จะถูกเอามา Remake แบบเดียวกับที่ Resident Evil 2 Remake ได้ คงต้องรอดูกันต่อไปว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งถ้ามีความคืบหน้าเกี่ยวกับเกมเหล่านี้ เราจะรีบมารายงานให้ทราบทันที

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความวงการเกม

สรุปตัวอย่าง CGI ยาว 5 นาทีของ “Rainbow Six Siege” หรือนี่จะเป็นการมาของโหมดเนื้อเรื่อง ?? มาวิเคราะห์กัน

Published

on

ในงาน Six Invitational 2019 จัดขึ้นที่ Montreal, Canada ณ วันที่ 11-17 กุมภาพันธ์ 2019 เป็นงานแข่งขัน E-SPORT ของเกม Rainbow Six Siege มีทีมต่างๆจากทั่วโลก รวมไปถึงเอเชียเองด้วยก็ได้ไปเข้าร่วม และดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ที่เมื่อมีการจัด Event E-SPORT เมื่อไร ก็จะมีการเปิดตัวโชว์เนื้อหาของเกมใหม่ๆออกมา และอย่างที่แฟนๆเกมรู้กันดีว่าภายในงานนี้จะมีการเปิดตัว Operation Burnt Horizon เนื้อหาเสริมแรกสำหรับ Year 4 Pass ที่วางจำหน่ายไปแล้วในเดือนธันวาคม 2018

แต่แล้ว Ubisoft ก็ได้เซอร์ไพรส์แฟนๆอีกครั้ง เมื่อมีการเปิดโชว์ตัวอย่างใหม่ในรูปแบบ CGI กลางงาน Six Invitational 2019 แบบสดๆ ให้คนดูตกใจกัน และถือว่าไม่บ่อยนักที่เราจะได้เห็นตัวอย่าง CGI จาก Rainbow Six Siege ยาวขนาด 5 นาที แสดงว่านี่จะต้องมีอะไรเกิดขึ้นกับตัวเกมอย่างแน่นอน หลายๆคนที่ไม่เคยเล่นก็อาจจะสงสัยว่า ไอ่ Rainbow Six Siege เนี่ยมันเกมที่เน้น Multiplayer แล้วมันมีเนื้อเรื่องกับเขาด้วยหรอ ?? ก็ต้องขอบอกว่า มีครับ และมีเยอะมากด้วย

ขอแนะนำให้รู้จัก Harishva “Harry” Pandey หรือ The New Six ของทีม Rainbow เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วสำหรับคนที่เล่นเกม ทีม Rainbow จะมีผู้อำนวยการ หรือจะเรียกว่าหัวหน้าหน่วยก็ได้อยู่ ซึ่งในภาค Siege ผู้อำนวยการของทีม Rainbow ก็คือ Aurelia “Six” Arnot โดยเธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับชื่อ Six เธอมีหน้าที่ดูแลและคัดเลือกคนมาเข้าร่วมทีม โดยการรวมตัวของทีม Rainbow ครั้งนี้เกิดขึ้นเพื่อร่วมกันต่อต้านผู้ก่อการร้ายนามว่า “White Masks” ที่ก่อเหตุไปทั่วโลก

ซึ่งตรงนี้ผู้เล่นจะได้ต่อสู้กับพวก White Masks ก็ในโหมด Terrorist Hunt นั้นเองครับ โดย AI พวกนั้นก็คือ White Masks นั้นแหล่ะ โดยหน้าที่ของเราก็แล้วแต่เช่น จัดการหยุดระเบิด ช่วยเหลือตัวประกัน ปราบศัตรูให้หมด อะไรพวกนี้เป็นต้น ส่วนในโหมด Multiplayer ที่เราเห็นเหล่า Operators มาแบ่งทีมยิงกันเองนั้น มันเป็นการฝึกซ้อมใน Virtual reality ของทีม Rainbow ครับ โดยเหตุการณ์ในช่วง Outbreak ของ Operation Chimera จะเป็นครั้งแรกที่ผู้เล่นเห็นเหล่า Operators ต่างฝ่ายมาร่วมมือกัน

กลาง คุณ Lucien Soulban ขวา คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle

และการมาของ Harry หรือ The New Six นั้นจะหมายถึงอะไรกันแน่ ? จากที่ผมได้ดู Live สดๆ มาโดยเป็นการพูดคุยของ Chief Writer คุณ Lucien Soulban และ Narrative Director คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle (ชื่อโคตรยาว) มาพูดถึงแนวทางของเนื้อเรื่องภายในเกม ที่ตลอด 3 ปีตั้งแต่วางขายมานั้น ทีมงานพยายามใส่ความลึกล้ำของตัวละครทั้งหมดทั้ง Lore และเสียงพากย์ ให้มีความเชื่อมโยงกันนั้นเอง


 The Hammer and the Scalpel


เปิดตัวอย่างมา เราจะเห็นการฝึกซ้อมของทีม Rainbow ปกติ โดยเราจะเห็น Thatcher และ Dokkaebi กำลังจะบุก Dokkaebi ได้ใช้ Tablet ของเธอเข้า Hack กล้องวงจรปิดของฉากเพื่อที่จะได้เห็นวิสัยทัศน์โดยรวมก่อนบุกเข้าไป แต่ Thatcher นั้นรอไม่ไหว และกลับใช้ระเบิด EMP บุกเข้าห้องแทน แน่นอนว่ามันทำให้ทั้งกล้อง และแสงไฟในห้องดับหมด หลังจากฝึกเสร็จ Dokkaebi นั้นไม่พอใจเป็นอย่างมาก เธอได้เข้ามาคุยกับ Thatcher และมีการเถียงกันเล็กน้อย ก่อนที่เธอจะเอาเรื่องนี้ไปปรึกษากับ Harry

Harishva “Harry” Pandey เขานั้นมีบทบาทอยู่ในทีม Rainbow มาตั้งแต่เริ่มรวมทีมใหม่แล้ว เขาเป็นที่ปรึกษาส่วนตัวของ Aurelia “Six” Arnot ผู้อำนวยการทีม Rainbow นอกจากนี้เขายังเป็นที่ปรึกษาด้าน จิตวิทยา และ การทหารให้กับตัวเธอเอง และคนในทีม Rainbow ทุกคนอีกด้วย หน้าที่หลักๆของเขา ก็คือช่วยเหลือ Aurelia ในการคัดกรองและคัดเลือกผู้สมัครเข้าทีม เพื่อให้แน่ใจว่าเขาสามารถเข้ากันได้ดีกับทีม Rainbow ได้เป็นอย่างดี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา Harry เป้าหมายที่จะรวบรวมทีมที่มีโดดเด่นและหลากหลายมากที่สุดในโลก โดยภารกิจในครั้งนี้จะประกอบไปด้วยวัตถุประสงค์หลัก 3 อย่าง ได้แก่ “To be the best, train with the best, joint training exercises, and comradery.” โดยเขามีแผนจะคัดเลือก Operators ที่มีความสามารถในการต่อต้านกับภัยคุกคามด้านเทคโนโลยี (เช่น Drone, อุปกรณ์สวมใส่, อาวุธไฮเทค, นาโนเทคโนโลยี) โดย Operators อย่าง Clash และ Finka นั้นตรงตามกับสิ่งที่เขาตามหาเป็นอย่างมาก

สำหรับเรื่องการเป็นที่ปรึกษาให้กับทีม Rainbow นั้น เราจะเห็นได้จากตอน Operation Para Bellum ที่ทั้งสองตัวละครใหม่อย่าง Alibi และ Maestro มีการประเมินผลทางจิตวิทยาเพิ่มเข้ามาในส่วนของประวัติตัวละคร ซึ่งตรงนี้หากผู้เล่นไม่สังเกตให้ดีก็อาจจะไม่เห็น ตัวอย่างนี้เตรียมการมาทั้งหมด 8 เดือนเต็ม โดยได้คุณ Andy McQueen นักแสดงทีวีซีรี่ส์ชื่อดังมารับบทพากย์เสียง Harry ให้ในครั้งนี้อีกด้วยครับ

จากการพูดคุยกันของ ของ Chief Writer คุณ Lucien Soulban และ Narrative Director คุณ Emmanuel Ralaimihoatra-Bajolle เขาได้บอกว่า ในตัวอย่างเราจะเห็นถึงการขัดแย้งกันของ 2 Operators Thatcher และ Dokkaebi ที่ทั้งสองคนนั้นอายุห่างกันมาก ใช้ภาษาต่างกัน ทัศนคติและความคิดต่างกัน บ้านเกิดก็ต่างกัน วัฒนธรรมและการเป็นอยู่ก็ต่างกัน แต่สิ่งที่ทั้งสองคนเหมือนกัน ก็คืออยู่ทีม Rainbow เหมือนกัน และต้องทำงานร่วมกันตลอดเวลา

ซึ่งตรงนี้มันก็เหมือนกับตัวผู้เล่นเกมทั่วโลกเอง ที่ต่างคนต่างมีอายุที่ห่างกัน ใช้ภาษาไม่เหมือนกัน อยู่คนละประเทศ แต่ก็ต้องมาเล่นเกมร่วมกันในทีมเดียวกัน โดยในตัวอย่างที่เราได้ดูไปนั้น มันคือภาพสะท้อนของสังคมใน Rainbow Six Siege นั้นเองครับ

“Outbreak” โหมดการเล่นแบบ Coop ใหม่ที่ถูกเพิ่มเข้ามาใน Operation Chimera”

แล้วตกลงมันจะสื่อถึงอะไรกันแน่ ?? เรื่องนี้เองพวกเขาไม่ได้ให้คำตอบเอาไว้ และเราเองก็คงไม่มีทางรู้จนกว่าจะได้เห็นประกาศอย่างเป็นทางการ แต่ถึงอย่างนั้นก็ตามเรื่องนี้ก็น่าจะคาดเดากันได้ง่ายๆอยู่แล้ว เพราะในช่วงต้นปีที่แล้วนั้น Operation Chimera ซึ่งเป็นอัปเดตแรกของ Year 3 ได้มีการเพิ่มโหมด Outbreak ซึ่งเป็นโหมดเสริมที่ทำออกมาให้ผู้เล่นได้สนุกกัน แถมยังมีการเติมเต็มเนื้อเรื่องของ Rainbow Six เข้าไปอีกด้วย

และแน่นอนว่าอัปเดตแรกของ Year 4 นั้นได้ประกาศออกมาแล้วในชื่อ Operation Burnt Horizon จะต้องมีโหมดอะไรสักอย่างมาให้เราเล่นในช่วงต้นปีนี้อย่างแน่นอน และจากที่เราเห็นตัวอย่างล่าสุดที่เป็น Teaser ล่าสุดไปก็จะเห็นว่า ไอ่ Operators ใหม่สองตัวนี้มันค่อนข้างจะหลุดความเป็นทหาร หรือ หน่วยปฏิบัติการพิเศษ ไปมากเลยทีเดียว ซึ่งมันก็น่าจะเข้าทางกับการที่ Harry ต้องการอะไรใหม่ๆจากทีม Rainbow นั้นเองครับ

และแน่นอนว่าหากมีการเคลื่อนไหวอะไรใหม่ๆเกี่ยวกับ Rainbow Six Siege ทีมงาน Beartai เองจะรีบนำมาอัปเดตกันให้ทราบอย่างแน่นอน !!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความ

สรุปเนื้อเรื่องสุดมันส์ “Metro Last Light: แสงสุดท้ายแห่งแดนนิวเคลียร์มรณะ”

Published

on

ขอต้อนรับกลับสู่ประเทศแม่รัสเซียกันอีกครั้ง สภาพอากาศยังคงปกติดีด้วยลมอุ่น ๆ จากพายุรังสีและฝุ่นนิวเคลียร์ที่มีให้เห็นบ้างประปราย แม้การผจญภัยบทที่หนึ่งของ Artyom ใน Metro 2033 “ฝ่านรกแดนอุโมงค์สยอง” จะจบไปแล้ว แต่บทใหม่ที่ท้าทายกว่าเก่ากำลังจะเริ่มต้นขึ้น ว่าแล้วก็มาสานต่อเรื่องราวกันต่อในภาค Last Light เลยดีกว่า พร้อมจะมุดลงอุโมงค์ใต้ดินแห่งกรุงมอสโควไปพร้อมกันรึยังสหาย?

(ใครยังไม่ได้อ่านเนื้อเรื่องภาคแรก Metro 2033 ก็ไปอ่านกันก่อนได้ที่นี่นะ: https://www.beartai.com/article/308483)

*ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าสปอยล์แบบจัดหนักจัดเต็มนะจ๊ะ ใครอยากเล่นเองรู้เองอย่าเพิ่งอ่าน!

เมื่อแสงแห่งการไถ่บาปปรากฏตรงหน้า เขาจะคว้ามันไว้หรือไม่

งานเก่าที่ยังค้างคา

หลังจากเหตุการณ์ตอนจบภาค Metro 2033 พระเอกหนุ่ม Artyom ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกหน่วย Ranger อย่างเป็นทางการจากผลงานที่เขาใช้จรวดมิสไซล์ถล่มรัง Dark One เป็นจุล เขาปรับตัวใช้ชีวิตอยู่กับพลพรรค Ranger ในฐานลับ D6 มาเกือบปีแล้ว แต่ความรู้สึกผิดที่เขาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ Dark One ยังคงตามหลอกหลอนและทำให้เขานอนฝันร้ายแทบทุกคืน วันหนึ่ง Artyom ตื่นจากฝันร้ายด้วยเสียงปลุกของ Khan สหาย Ranger ลึกลับผู้มีสัมผัสที่หก เขาแจ้งข่าวดีให้ Artyom ทราบว่ายังคงมี Dark One เหลือรอดอยู่อีกหนึ่งตน และมันอาจเป็นกุญแจสำคัญของมนุษยชาติรวมถึงทำให้ Artyom หยุดฝันร้ายสุดหลอนที่เขาเจออยู่ได้ Khan พยายามโน้มน้าวให้ Artyom เดินทางไปกับเขาเพื่อหาทางช่วยเหลือ Dark One ตนนี้ แต่ Ulman ก็ดันผ่านเข้ามาเรียกตัว Artyom พอดี เมื่อเขาเห็นว่า Khan ลักลอบเข้ามาในฐาน D6 โดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งสองจึงถูก Ulman พาตัวไปหา Miller หัวหน้าหน่วย Ranger แห่งกองกำลัง Spartan และผู้คุมฐานทัพ D6 แห่งนี้

เหล่า Ranger จับจองฐาน D6 เป็นบ้านของตนเองไปแล้ว

Khan รายงานสถานการณ์ที่เขาเจอให้ Miller ทราบ และพยายามอธิบายว่า Dark One เพียงตนเดียวไม่เป็นภัยกับใครทั้งนั้น แต่ Miller เห็นต่าง เขายังเชื่ออย่างปักใจว่าเผ่า Dark One คือภัยร้ายที่สุดที่เหล่ามนุษย์ใน Metro เคยพบเจอ และสั่งให้ Artyom เดินทางไปกับ Anna นักแม่นปืนระดับพระกาฬของ Ranger ผู้เป็นลูกสาวของเขา เพื่อขจัด Dark One ที่เหลือให้สิ้นซาก Khan คัดค้านหัวชนฝาแต่ก็ถูก Ranger คนอื่นคุมตัวออกไปจากห้อง เขากล่าวทิ้งท้ายกับ Artyom ว่านี่เป็นโอกาสไถ่บาปของเขา จงอย่าปล่อยให้มันสูญเปล่า

รังของ Dark One กลายเป็นซากปรกหักพังไปหมดแล้ว

Artyom และ Anna ใช้รถรางเดี่ยวเดินทางจากฐาน D6 สู่พื้นดิน ระหว่างทาง Anna พูดจาดูแคลน Artyom ตลอดเวลาแถมยังเรียกเขาว่าเจ้ากระต่ายน้อยอีก เมื่อเข้าใกล้ซากรังของ Dark One เธอจึงสั่งให้ Artyom เดินเข้าไปเป็นตัวล่อจากทางพื้นดินในขณะที่เธอคอยยิงคุ้มกันให้ เพราะเธอรู้ดีว่า Artyom เป็นคนเดียวที่มี “พรสวรรค์” ที่ทำให้เขาไม่โดนพลังของ Dark One สะกด Artyom ฝ่าฝูงหนูยักษ์ Watcher เข้าสู่ซากรัง Dark One ได้อย่างไม่มีปัญหา เมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับ Dark One ตัวสุดท้ายเขาก็เหนี่ยวไกไม่ลง เนื่องจากเจ้า Dark One ตนนี้ยังเป็นเหมือนแค่เด็กตัวเล็ก ๆ เท่านั้น แต่ Anna ไม่หวั่นไหวไปกับเขาด้วย เธอลั่นกระสุนสไนเปอร์ใส่เป้าหมายทันที เจ้า Dark One น้อยตกใจและรีบเผ่นหนีทันที Artyom วิ่งไล่ตามจนจับตัวมันไว้ได้ แต่มันก็สัมผัสโดนตัว Artyom ด้วยเช่นกัน Dark One ใช้พลังมองถึงอดีตของ Artyom จนทำให้เขาหมดสติไปพักหนึ่ง เมื่อเขาลืมตาตื่นขึ้นมาก็พบว่าทหารจากพรรคนาซีเข้ามายึดพื้นที่ไว้หมดแล้วและ Dark One น้อยโดนจับขังไว้ในกรง ส่วน Artyom ก็ได้รับการทักทายเป็นรองเท้าบู้ทเบอร์ 5 จนหลับไปอีกรอบ

Pavel ทหารฝ่ายแดงที่จับพลัดจับผลูต้องมาร่วมมือกับ Artyom

สหายใหม่กับภัยที่คืบคลาน

Artyom ตื่นขึ้นมาในห้องสอบสวนของนาซี พวกมันประหารพลเรือนไปต่อหน้าต่อตาเขาจากข้อหามียีนส์กลายพันธุ์ จากนั้นมันก็ยิงผู้ร่วมอุดมการณ์พรรคแดงทิ้งไปอีกคน จนมาถึง Artyom ที่กำลังจะโดนเค้นคอว่า Ranger มีธุระอะไรในถิ่นนาซี จังหวะนั้นเองที่นักโทษฝ่ายแดงอีกคนคว้าปืนออกจากมือยามด้านหลัง Artyom ไม่รอช้าเข้าล็อคคอเจ้าหน้าที่สอบสวนนาซีตรงหน้าทันที หลังจากจัดการนาซีในห้องเรียบร้อยแล้ว ทหารแดงก็แนะนำตัวเองว่าเขาชื่อ Pavel Morozov และพูดติดตลกว่าช่างหัวฝ่ายของตัวเองดีกว่า ตอนนี้ทหารเลวอย่างเราต้องจับมือกันหาทางเอาตัวรอด Pavel นำทาง Artyom หนีออกทางช่องทิ้งขยะ จากนั้นทั้งคู่ก็ลัดเลาะผ่านค่ายกักกันและแหกคุกนาซีผ่านประตูหน้าสถานี พวกเขาควบรถรางสาดกระสุนต้านผู้ติดตาม ล้มลุกคลุกคลานผ่านอุโมงค์ร้างที่เต็มไปด้วยแมงมุมยักษ์ แล้วลุยผ่านซากเมืองบนพื้นดินกับฝูงมิวแต้นท์อีกนับสิบ Artyom กับ Pavel เริ่มสนิทกันจนถึงขั้นเป็นสหายเพราะทั้งคู่ผลัดกันช่วยชีวิตกันและกันตลอดทาง ในที่สุด Pavel จึงเสนอแนะว่าให้เดินทางไปให้ถึงสถานี Red Line แล้วแยกย้ายกันที่นั่น ซึ่ง Artyom ก็ไม่ได้ขัดแต่อย่างใด

ทั้ง 2 ช่วยกันฝ่าด่านนาซีและภัยอันตรายอีกสารพัด

เมื่อมาถึงสถานี Red Line ได้อย่างปลอดภัย สหายใหม่ Pavel จึงขอเลี้ยงเหล้า Artyom เสียหน่อย พระเอกของเรากระดกเข้าไปแก้วแล้วแก้วเล่าอย่างเพลิดเพลิน แต่เขาเริ่มเอะใจว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากลก็ตอนที่ Pavel พาเพื่อนใหม่ในชุดทหารแดงมายืนประกบที่โต๊ะ 2 คน เมื่อเห็นว่าแกล้งโง่ต่อไปก็เท่านั้น Pavel เลยเผยตัวว่าอันที่จริงเขาไม่ได้เป็นแค่ทหารเลวของฝ่ายแดง แต่เป็นเจ้าหน้าที่ทหารระดับสูงแห่งพรรคคอมมิวนิสต์เลยต่างหาก และน่าเสียดายที่เขาคงจะปล่อย Artyom ไปไม่ได้เพราะหน้าที่ของเขาคือรวบรวมข้อมูลสำคัญทุกอย่างเกี่ยวกับฐาน D6 ของฝ่าย Ranger กล่าวจบแล้ว Artyom ก็ฟุบลงคาโต๊ะจากฤทธิ์ยานอนหลับในแก้วเหล้า…

โฉมหน้าของ Korbut วายร้ายจอมวางแผนแห่งทัพแดงที่หวังจะครอบครองแดน Metro

แม้จะถูกซ้อมอย่างหนักในห้องสอบสวนของคอมมิวนิสต์แต่ Artyom ก็ยังไม่ปริปาก เขาอาศัยจังหวะที่ยามปลีกตัวไปด้านนอกแก้พันธนาการของตัวเองแล้วหลบหนีผ่านทางช่องระบายอากาศ ระหว่างที่คลานอยู่ในท่อแอร์ Artyom เผอิญผ่านไปถึงห้องทำงานของหัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์ ทำให้เขาได้ยินแผนการร้ายของ “Korbut” หัวหน้าหน่วยข่าวกรองทหารของพรรคแดง ดูเหมือนว่าหมอนี่จะเป็นผู้ชักใยกองกำลังทหารแดงที่แท้จริง นอกจากนี้ Korbut ยังต้องการจะยึดครองฐาน D6 แล้วใช้สรรพาวุธที่อยู่ในนั้นควบคุมสถานีใน Metro ทั้งหมด Artyom ยังได้รู้ข้อมูลว่า Pavel เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดคือมือขวาของ Korbut และยังมี Ranger ไส้ศึกชื่อว่า Lesnitsky เป็นสมุนของเขาอีกหนึ่งคน ข่าวร้ายเรื่องใหม่ก็คือ Lesnitsky ได้แอบขโมยอาวุธเชื้อโรคออกมาจากห้องนิรภัยใน D6 แล้ว ซึ่งหมอนี่อาจจะเอาไปทดสอบกับสถานีไหนก็ได้ใครจะรู้

ทหารแดงมีอยู่ทั่วทุกแห่ง Artyom ต้องใช้เงามืดตามที่กำบังให้เป็นประโยชน์

จุดเริ่มต้นของหายนะ

Artyom ย่องไปตามเงามืดในสถานี Red Line จนในที่สุดเขาก็พบกระเป๋าเป้สัมภาระของตัวเอง เขารีบคว้าปืนและอุปกรณ์ยังชีพทั้งหมดแล้วมุ่งหน้าออกจากสถานีของพรรคแดงทันที เพราะเขารู้ว่าเป้าหมายต่อไปของ Lesnitsky คือเจ้าหนู Dark One และ Anna คู่หูของเขา แต่เขาก็ช้าไปก้าวหนึ่ง Lesnitsky ได้ตัว Dark One ไปก่อน ส่วน Anna ก็ถูกควบคุมตัวอยู่ที่สถานีเล็ก ๆ ระหว่างทางซึ่งตอนนี้มันเต็มไปด้วยไฟกาฬเผาผลาญอาคารบ้านเรือนทุกหลัง ผู้คนที่ยังหลงเหลือมีเพียงกองกำลังพรรคคอมมิวนิสต์ที่สวมชุดฆ่าเชื้อรัดกุมมิดชิด พวกมันเผาทำลายทุกอย่างที่ขวางหน้าโดยอ้างว่าสถานีนี้แปดเปื้อนโรคระบาดร้ายแรง แต่ Artyom รู้ดีว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เมื่อเขาสืบหาข้อมูลเพิ่มเติมจากการไล่เก็บทหารแดงจึงทำให้ทราบว่าพวกคอมมิวนิสต์ต่างหากที่เป็นคนปล่อยเชื้ออีโบล่าดัดแปลงเข้าสู่สถานี เพียงเพราะ Lesnitsky ต้องการทดสอบพิษสงของเชื้อไวรัสร้ายที่เขาขโมยออกมาจากฐาน D6

อย่าแหยมกับ Ranger นะพวกเอ็ง

หลังจากใช้เปลวไฟเป็นที่กำบังแล้วค่อย ๆ จัดการทหารแดงไปทีละคนสองคน Artyom ก็เข้าถึงตัว Anna และรีบช่วยเธอออกมาจากสถานี แต่พวกเขากลับโดนดักซุ่มโจมตีจาก Lesnitsky ก่อนจะถึงทางออก ทั้งคู่ช่วยกันโต้กลับ Ranger ผู้ทรยศกลับไปได้แต่หน้ากากของพวกเขาแตกเสียหาย Artyom พา Anna โซซัดโซเซออกจากสถานีมาได้แล้วจึงหมดสติไป เมื่อฟื้นขึ้นมาเขาก็พบว่า Anna ตื่นขึ้นมาก่อนซักพักแล้วและพวกเขาอยู่ในเขตกักกันเชื้อโรคเพื่อตรวจดูว่าทั้งคู่ติดเชื้ออีโบล่ามาด้วยหรือไม่ Anna ขอบคุณ Artyom ที่มาช่วยชีวิตเธอเอาไว้ ความรู้สึกที่เธอมีกับ Ranger หนุ่มตรงหน้าเปลี่ยนไปแล้ว เธอตัดสินใจโอบกอด Artyom เอาไว้ ซึ่งเขาก็น้อมรับมันเอาไว้ด้วยจุมพิต หากนี่จะเป็นคืนสุดท้ายที่ทั้งคู่ได้มีลมหายใจ พวกเขาก็ใช้มันอย่างคุ้มค่าแล้ว

Dark one เยาวว์วัยตนนี้อาจเป็นความหวังสุดท้ายของมนุษยชาติ

ลุยแหลกชิง Dark One

โชคดีที่ดวงของ Artyom และ Anna ยังไม่ถึงฆาต ผลตรวจโรคระบาดของทั้งสองออกมาปกติดี Khan เดินทางมาพบกับ Artyom ที่เขตปลอดเชื้อเพื่อบอกว่าเขารู้ตำแหน่งของเจ้า Dark One น้อยแล้ว พร้อมกับเสนอตัวเข้าช่วยเหลือเพื่อชิง Dark One. คืนมาจากฝ่ายคอมมิวนิสต์ พระเอกของเราแยกตัวจาก Anna เพื่อติดตาม Dark One ต่อ ส่วน Anna จะเดินทางกลับไปที่ Polis เพื่อสมทบกับกองกำลัง Ranger ทั้ง Artyom และ Khan กระโดดขึ้นรถรางติดอาวุธแล้วเร่งเครื่องติดตามรถไฟของพรรคแดงทันที Artyom ลักลอบขึ้นรถไฟมาได้และยิงต่อสู้กับทหารแดงอย่างดุเดือด เขาลุยประจัญบานจนมาถึงโบกี้ขนสัมภาระส่วนหน้าของรถไฟและได้พบกับ Dark One ที่ถูกขังอยู่ในกรงสัตว์ Artyom ตัดสินใจหยุดรถไฟด้วยการทำให้มันตกราง ม้าเหล็กล้มคว่ำและไถลไปตามอุโมงค์ใต้ดินส่งเสียงกึกก้องกัมปนาท เหล็กกล้าหักสะบั้น ข้าวของหลุดลอยกระจัดกระจาย แต่ Artyom ก็ยังรอดมาได้และที่สำคัญคือเขาช่วยเหลือ Dark One ได้สำเร็จ

ผู้ที่เคยช่วยชีวิต Artyom เอาไว้ในอดีตก็คือเผ่า Dark One นั่นเอง

Dark One น้อยสัมผัสกับตัว Artyom เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำในอดีตให้เขา นั่นทำให้เขาจำสาเหตุที่ตนสามารถต้านทานพลังจิตของเผ่าพันธุ์ Dark One ได้ ในวัยเด็ก Artyom ที่กำลังอยู่ในวัยอยากรู้อยากเห็นชวนเพื่อนอีก 2 คนขึ้นไปดูทิวทัศน์บนผืนโลก พวกเขาปีนขึ้นมาได้สำเร็จ แต่ไปได้เพียงหน้าประตูสถานีก็ถูกฝูงมิวแต้นท์ดักทำร้าย เพื่อนทั้งสองของเขารีบหนีเข้าสถานี ในขณะที่ Artyom ยังคงยืนนิ่งทำอะไรไม่ถูก Dark One ก็ปรากฏตัวเข้ามาช่วยกันเขาจากฝูงมิวแต้นท์เอาไว้ได้ทันควันและยังได้สัมผัสตัว Artyom โดยตรง นั่นทำให้เขาเป็นมนุษย์คนแรกที่ได้มีปฏิสัมพันธ์กับ Dark One และยังเป็นดั่งสะพานที่เชื่อมมนุษย์สายพันธุ์ใหม่และเก่าเข้าด้วยกัน น่าเสียดายที่เขาทำให้ Dark One ตนนั้นต้องผิดหวังเมื่อเขากดสวิตช์ปล่อยจรวดเข้าทำลายบ้านของเผ่าพันธุ์ Dark One เมื่อหนึ่งปีก่อน

สภาพบนพื้นดินยังคงเต็มไปด้วยกากพิษและสัตว์อันตรายมากมาย

สะสางบัญชีแค้น

Artyom ตั้งใจแน่วแน่ว่าเขาต้องปกป้องเจ้า Dark One ตัวน้อยตนนี้ให้ปลอดภัยไปตลอดรอดฝั่งให้ได้ ภารกิจนี้คือหนทางไถ่บาปของเขา Artyom, Dark One และ Khan เดินทางผ่านสภาพภูมิประเทศสุดเลวร้ายบนพื้นดินโดยมีที่หมายเป็นสถานี Polis ที่ซึ่งการประชุมสงบศึกระหว่างฝักฝ่ายตามสถานีต่าง ๆ กำลังจะเริ่มต้นขึ้น ทั้งสามคนช่วยกันฟันฝ่าฝูงมิวแต้นท์สารพัดสายพันธุ์ จนท้ายที่สุดพวกเขาก็ต้องเผชิญหน้ากับหนอนบ่อนไส้ Lesnitsky และ Pavel เพื่อนตัวแสบอีกรอบ ต่างกันตรงที่ครั้งนี้ Artyom พร้อมปิดบัญชีแค้นเต็มแก่แล้ว

ดาหน้ากันเข้ามาเลย! ไอ้พวกสายลับตัวแสบ!

หลังจากยิงปะทะกันไม่นาน Lesnitsky ก็ต้องพ่ายแก่ฝีมือที่เหนือกว่าของ Ranger หนุ่ม เขาตัดสินใจไม่ฆ่าหมอนี่และปล่อยให้ Dark One ล้างจิตใจอันสกปรกให้ไม่สามารถทำร้ายใครได้อีก Artyom ไล่ติดตาม Pavel ต่อจนจัดการกับเขาได้ กรรมชั่วของ Pavel ทำให้จิตของเขากำลังจะถูกส่งเข้าสู่นรกที่เต็มไปด้วยวิญญาณของผู้ผิดบาป แต่ในวินาทีสุดท้าย Artyom ตัดสินใจยื่นมือออกไปดึงจิตขอฝเขากลับมาเพราะเห็นแก่ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนที่เคยมีให้กัน เมื่อจบเรื่องแล้วทั้ง 3 คนจึงมุ่งสู่ทางเข้าสถานี Polis ตรงหน้าเพื่อขัดขวางแผนร้ายของคอมมิวนิสต์

ตัวแทนสถานีต่าง ๆ เริ่มแคลงใจหน่วย Ranger

ปราการด่านสุดท้าย

เมื่อ Artyom และ Khan พาตัว Dark One มาส่งกับ Miller เขาทั้งช็อคทั้งโกรธทั้งคู่ที่ขัดคำสั่งของเขาโดยตรง แต่ Khan ขอร้องให้ Miller เชื่อใจเขาซักครั้ง เพราะนี่เป็นหนทางที่จะหยุดสงครามครั้งใหญ่ใน Metro เอาไว้ได้ Miller ตัดสินใจวัดดวงด้วยการพาเจ้าหนู Dark One เข้าไปในที่ประชุม สถานีต่าง ๆ กำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่กองกำลัง Ranger ไม่ยอมแบ่งปันทรัพยากรใน D6 ให้สถานีอื่นใน Metro หารู้ไม่ว่ามรดกในคลังแสงของ D6 มีเพียงเชื้อไวรัสมรณะเท่านั้น Dark One น้อยใช้พลังจิตสะกดให้ Chairman Moskvin หัวหน้าพรรคแดงที่กำลังปลุกปั่นสถานีอื่นให้คายความจริงออกมา เขาหลุดปากออกมาหมดทั้งเรื่องที่ตัวเองเป็นแค่หุ่นเชิดของ Korbut เรื่องที่หมอนั่นต้องการชิงไวรัสใน D6 เพื่อขจัดทุกสถานีที่แข็งขืน และเรื่องที่กองกำลังของพรรคแดงทั้งกองร้อยกำลังเตรียมบุกฐาน D6 ของ Ranger อยู่ในขณะนี้

หน่วย Ranger รีบระดมกำลังเตรียมรับมือผู้รุกราน

เมื่อ Miller รู้ว่าการประชุมสันติภาพเป็นแค่แผนหันเหความสนใจของ Korbut เขาจึงรีบเกณฑ์ Artyom, Khan รวมถึงกองกำลัง Ranger ทั้งหมดขึ้นรถไฟมุ่งไปยังประตูหน้าของฐาน D6 โดยเร็วที่สุด ในขณะที่ Dark One น้อยตัดสินใจแยกทางกับ Artyom ตรงนี้ เพื่อไปหาทางปลุกพรรคพวก Dark One ที่หลงเหลือและกำลังหลับใหลอยู่ลึกเข้าไปใน D6 แต่เขาสัญญาว่าจะกลับมาช่วยเหลืออีกแรงแน่นอน ส่วน Anna ถูก Miller และ Artyom ทิ้งไว้เบื้องหลัง เพราะพวกเขารู้ดีว่านี่อาจเป็นศึกหนักศึกสุดท้ายที่ทั้งสองไม่รอดชีวิตกลับมา และกองกำลัง Ranger ก็อาจถูกกวาดล้างจนสิ้นซากจากเหตุการณ์ครั้งนี้ก็เป็นได้

ผนึกกำลังรวมเป็นหนึ่ง!

Ranger ปะทะกองทัพแดง

ทั้งสามมาถึงที่หมายในช่วงที่ศึกใหญ่กำลังจะอุบัติ กองกำลัง Ranger ที่พร้อมทั้งขวัญกำลังใจ ยุทโธปกรณ์ และฝีไม้ลายมือ เตรียมตัวรับมือกับข้าศึกจำนวนมากมายมหาศาลประหนึ่งชาว Spartan ที่ต้องปะทะกับกองทัพ Persian และแล้วมันก็เริ่มต้นขึ้น ทหารแดงนายแล้วนายเล่ากรูเข้ามาที่ด่านหน้าของฐาน D6 พระเอกของเราและสหายศึกลั่นไกปืนในมืออย่างไม่รอช้า เสียงแผดกระสุน ลูกตะกั่วแหวกอากาศ และเสียงระเบิดดังสนั่นไปทั่วอุโมงค์อันมืดมิด Artyom, Khan, Miller, Ulman และ Ranger ฝีมือพระกาฬอีกหลายสิบนายยืนหยัดสู้กับข้าศึกอย่างไม่หวั่นเกรง แม้จำนวนของพวกเขาจะน้อยกว่าทหารแดงจนน่าใจหายแต่ทั้งหมดก็กัดฟันสู้สุดใจขาดดิ้น Artyom ต้องรับมือกับกองร้อยทหารเลว ทหารหุ้มเกราะติดอาวุธหนัก หรือแม้แต่รถถังด้วยปืนและกระสุนเท่าที่พอจะหาได้ตรงหน้า Ranger ผู้หาญกล้าเริ่มล้มตายไปทีละคนสองคน ส่วน Artyom เองก็สู้ตายจนแทบจะหมดแรงถือปืนขึ้นมายิง ในช่วงที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด กองกำลังคอมมิวนิสต์ก็หยุดการบุกลงกลางคัน สมรภูมิกลับสู่ความเงียบสงบเพียงชั่วครู่แล้วม้าเหล็กหุ้มเกราะก็พุ่งออกมาจากความมืด ปะทะกับปราการของ Ranger เข้าอย่างจัง…

แม้พวกเขาจะสู้อย่างถวายชีวิต แต่จำนวนคนมันผิดกันเกินไป…

ด่านสุดท้ายของกองกำลัง Spartan พังทลายลงอย่างไม่มีชิ้นดี Miller และ Attyom บาดเจ็บหนักจนแทบขยับตัวไม่ได้ สายตาของเขามองเห็น Korbut และลูกสมุนก้าวเข้ามาดูผลงานตัวเองอย่างพอใจ แต่ Miller ยังเหลือไพ่ตายใบสุดท้าย นั่นคือสวิตช์ระเบิดทำลายสถานีที่ตกอยู่ตรงหน้า Artyom เขาเอื้อมมือออกไปพร้อมจะพลีชีพตัวเองเพื่อปกป้อง Metro แต่ก่อนที่เขาจะทันสับสวิตช์ เวลารอบตัวก็หยุดลง Dark One น้อยปรากฏตัวออกมาจับมือ Artyom เอาไว้และบอกว่าไม่ต้องกังวลไป เขาได้พาครอบครัวของตัวเองมาช่วยแล้ว

แสงสุดท้ายของแดน Metro หาใช่มนุษย์ไม่… มันคือเจ้า Dark One น้อยผู้นำความหวังตนนี้ต่างหาก

Dark One นับสิบตนใช้พลังจิตล้างสมองทหารแดงทั้งกองทัพจนสิ้นฤทธิ์ ส่วน Korbut ก็โดน Dark One น้อยเล่นงานจนหมดสภาพ พลิกสถานการณ์ให้กองทัพแดงแตกพ่ายในทันที หลังจบศึก Miller สูญเสียขาทั้งสองข้าง Ulman เสียชีวิตในหน้าที่ และ Khan ก็หายตัวไปอย่างลึกลับ ส่วน Artyom และ Anna ก็ต้องเตรียมต้อนรับลูกน้อยที่กำลังจะมาลืมตาดูโลกในไม่ช้า เจ้า Dark One น้อยออกเดินทางไปพร้อมกับครอบครัวเหลืออยู่ของเขา มุ่งหน้าสู่แดนนิวเคลียร์บนพื้นผิวโลกเพื่อตามหา Dark One ตนอื่น ๆ ต่อไป แต่เขาสัญญาว่าจะกลับมาหา Artyom อีกแน่นอน กลับมาเพื่อช่วยฟื้นฟูโลกใบนี้ให้น่าอยู่อีกครั้ง เพราะเขาคือแสงแห่งความหวังสุดท้ายที่ชาว Metro รอคอยมานานแสนนาน…

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

บทความวงการเกม

รวมคู่รักในมุมมองแบบต่างๆ ของวงการเกม

Published

on

หลังจากผ่านเทศกาลตรุษจีนมา ก็ถึงเวลาที่หนุ่มสาวหลายคนรอคอย นั่นคือเทศกาลวันแห่งความรักในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี ที่ช่วงนี้ไม่ว่าจะหันไปทางไหนก็คงจะต้องอบอวลไปด้วยความรักอย่างแน่นอน และเมื่อเราหันกลับมาที่วีดีโอเกม เราก็คงจะได้เห็นเรื่องราวความรักแบบต่างๆที่อยู่ในเกมมากมาย วันนี้เราจะมาจำแนกแยกเรื่องราวความรักแบบต่างๆมาให้ได้อ่านกัน โดยจะหยิบยกเนื้อเรื่องของเกมตัวละครบางตัวมาเป็นตัวอย่าง จะมีความรักแบบไหนมุมใดบ้างมาดูกันเลย

รักนะแต่ไม่แสดงออก Leon กับ Ada

รักนะแต่ไม่แสดงออก จัดเป็นมุมมองความรักอันดับต้นๆ ที่นักพัฒนาเกมชอบเอาใช้มากที่สุด  โดยเฉพาะนักพัฒนาชาวญี่ปุ่นที่ชอบเอาเรื่องราวความรัก แบบประมาณว่าผมรักคุณนะคุณก็รักผมแต่เรารักกันไม่ได้ อาจจะเพราะหน้าที่การงานสิ่งที่ต้องแบกรับ หรืออะไรหลายๆ อย่าง ซึ่งคู่ที่ดูแล้วจะเหมาะกับความรักแบบนี้คือคู่ของ Leon กับ Ada

ถ้าใครได้เล่นเกมซีรี่ส์ Resident Evil มาตลอด จะทราบดีว่า Leon กับ Ada นั้นรู้จักกันครั้งแรกในเกม Resident Evil 2 ซึ่งตัว Ada นั้นอยู่ในฐานะสายลับหลายหน้า ที่ทำงานให้กับหลายองค์กร ซึ่งในเกม Resident Evil 2 ตัว Ada นั้นดูเหมือนจะหลอกใช้พ่อหนุ่ม Leon ในการทำภารกิจ และดูเธอจะไม่ได้รัก Leon เลย แต่ด้วยความซื่อหรืออะไรบางอย่างที่มีจึงทำให้ Ada ตกหลุมรักพ่อตำรวจหน้านิ่งคนนี้ โดยเธอนั้นตามช่วยเหลือ Leon อยู่หลายครั้งมากๆ ตั้งแต่ภาค 2 ที่โยนปืน Rocket Launcher ให้หรือในภาค 4 กับภาค 6 ที่เราจะได้เล่นเป็น Ada ที่คอยช่วย Leon ตลอดอยู่เบื้องหลัง ทำให้เรารู้ว่าทั้งคู่ต่างรักกันมากๆ แต่ด้วยหน้าที่จึงทำให้แสดงออกมาไม่ได้นั่นเอง

รักที่พลัดพราก Aerith กับ Zack

ถ้าจะให้พูดถึงมุมมองความรักที่ต้องพลัดพราก ถ้าจะให้อธิบายแบบเห็นภาพง่ายๆ ก็คงจะเป็นความรักที่คนสองคนรักกันมากๆ แต่ต้องแยกจากกันไม่มีวันได้พบกันอีกแล้ว ซึ่งถ้าจะหยิบยกเรื่องราวแบบนี้มาพูดในเกมแล้ว บอกเลยว่ามีหลายคู่มากๆ แต่คู่ที่ทำให้เรารู้สึกสงสารและเห็นใจมากที่สุด ก็คงต้องเป็นคู่ของ Aerith กับ Zack ในเกม Final Fantasy Vll โดยคู่นี้เริ่มต้นจากความบังเอิญของโชคชะตา ที่ทำให้ Zack ได้เจอกับสาวขายได้ดอกไม้ Aerith โดยบังเอิญ ซึ่งทั้งสองคนก็เข้ากันได้ดี และให้โบว์สีชมพูเป็นของขวัญครบรอบที่พบกันครบ 1 วัน

ก่อนที่โชคชะตาจะเล่นตลกกับ Zack ที่ต้องเจอเรื่องต่างๆ มากมาย จนเวลาผ่านไปกว่า 4 ปีที่ Aerith ไม่รู้เรื่องราวอะไรเกี่ยวกับชายหนุ่มที่เธอรักเลย แต่เธอก็พยายามเขียนจดหมายหา Zack ตลอด 4 ปีถึง 88 ฉบับ และแน่นอนว่าจดหมายไม่เคยไปถึง Zack เลย จนฉบับสุดท้ายที่ Aerith เขียนทิ้งไว้ในโบสถ์ ซึ่งเป็นเพียงฉบับเดียวที่ Zack ได้อ่าน และในวินาทีสุดท้ายของ Zack ก่อนที่เขาจะตาย Zack ได้ยินเสียง Aerith เป็นประโยคสุดท้ายว่า ฮาโหล ที่เป็นประโยคแรกที่ Zack ได้ยินเมื่อเจอกับ Aerith ครั้งแรก และอย่างที่เราได้ทราบกันว่าสุดท้ายทั้งคู่ก็ได้อยู่ด้วยกันบนสวรรค์ ในตอนท้ายของ Final Fantasy VII Advent Children นับว่าน่าสงสารมากๆ

คู่รักคู่ทรหด Nathan กับ Elena

เมื่อพูดถึงความรักแบบคู่รักคู่ทรหด คงจะหมายถึงความรักของคนสองคน ที่ต้องผ่านการรักๆ เลิกๆ จนต้องแยกจากกันเพราะทะเลาะกันอยู่บ่อยครั้ง ที่ส่วนมากจะเกิดจากความไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิดซ้ำไปซ้ำมา ซึ่งลึกๆ แล้วทั้งคู่ก็รักกันแต่ทั้งสองคนก็ไม่ยอมรับในเรื่องนี้ แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ต้องมาเจอกันอีก และได้เข้าใจกันในที่สุด ซึ่งไม่มีคู่ไหนจะเหมาะสมไปกว่าคู่ของ Nathan กับ Elena ในเกม Uncharted ที่ถ้าใครเล่นเกมนี้มาทุกๆ ภาค จะทราบความสัมพันธ์ของทั้งคู่เลยว่า จะออกไปทางพ่อแง่แม่งอนรักๆ เลิกๆ ต่างคนต่างงี่เง่าต่างคนต่างเอาแต่ใจจนรักๆ เลิกๆ ไปมา แต่โชคชะตาก็เหวี่ยงให้ทั้งคู่มาเจอกัน จนต้องผ่านเรื่องราวต่างๆ ด้วยกัน จนสุดท้ายทั้งคู่ก็ยอมเปิดใจและรักกันในที่สุด เป็นการปิดตำนานคู้จิ้นที่แฟนๆที่รอคอยกันเลยทีเดียว

ความรักใสๆ แบบเด็กๆ Ellie กับ Riley

เมื่อพูดถึงความรักใสๆ แบบเด็กๆ นั้น เราจะหมายถึงความรักที่ไร้เดียงสาของเด็กๆ ที่ยังไม่รู้จักว่าความรักที่แท้จริงคืออะไร ตอนนั้นรู้แค่ว่าเรารักคนๆ นี้และยอมทำทุกอย่างเพื่อคนๆ นี้ แม้หลายๆเรื่องจะเป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสมก็ตาม ซึ่งนั่นก็ไม่ใช่ความรักที่ผิด เพราะความรักนั้นไม่มีรูปแบบและคำจำกัดความ ยกตัวอย่างคู่ของ Ellie กับ Riley ในเกม The Last of Us ในส่วนของ DLC Left Behind ที่เราจะได้เห็นมุมมองความรักของเด็กๆ ที่ยังไม่รู้เดียงสาว่าความรักคืออะไร เพียงแค่ตอนนั้นต่างคนต่างรู้สึกดีให้กัน จนเผลอใจไปเท่านั้น ซึ่งในตอนท้ายของ DLC คนที่ได้เล่นคงจะทราบดีว่าเรื่องราวเป็นอย่างไรต่อไป

คู่จิ้น Mario กับ  Princess Peach

มาที่ความรักแบบที่เรียกว่าคู่จิ้นกันบ้าง โดยความหมายของคู่จิ้นนี้หมายถึง คนสองคนที่ไม่จำกัดความว่าต้องเป็นแค่ชายหญิง ที่ดูภายนอกแล้วทั้งสองคนนี้เหมาะสมกันมากๆ ไม่ว่าจะดูมุมไหนก็เข้ากัน จนน่าจะจับให้เป็นแฟนกันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย ซึ่งคู่จิ้นในเกมนั้นเอาจริงมีอยู่เยอะมากๆ แต่คู่จิ้นในตำนานที่ชาวเกมเมอร์รู้จักกันเป็นอย่างดี นั่นคือคู่ของ Mario กับ Princess Peach ที่ไม่ว่าจะดูมุมไหนทั้งสองคนนี้ก็เหมาะสมกันอย่างกับกิ่งทองใบหยก นี่ยังไม่นับสิ่งที่ทั้งคู่ต้องเจอมาตั้งแต่ภาคแรกๆมาจนถึงปัจจุบัน มาจนถึงตอนนี้ก็ปาเข้าไป 30 กว่าปีแล้ว ทั้งสองคนก็ยังไม่ได้รักกันเสียที เราคงต้องจิ้นกันต่อไปว่าจะเกิดอะไรขึ้น

ความรักไร้พรมแดน MasterChief กับ Cortana

ถ้าจะให้เราจำกัดความของความหมาย ที่เกี่ยวกับความรักไร้พรมแดน คงจะหมายถึงความรักอันบริสุทธิ์ ที่คนสองคนแม้จะต่างศาสนา ต่างเชื้อชาติหรือแม้แต่จะต่างเผ่าพันธุ์แต่ก็รักกันได้  ซึ่งในโลกของวีดีโอเกมนั้นมีมาแล้วมากมายหลายคู่ ที่เป็นความรักระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ต่างดาว หรือความรักระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร แต่ก็ไม่มีคู่ไหนจะทำให้เราอินและสะเทือนใจไปกว่าคู่รักระหว่าง MasterChief กับ Cortana ในเกม Halo ที่ทั้งสองนั้นเริ่มต้นจากการเป็นคู่หูในการทำภารกิจต่างๆ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาด้วยกันมากมาย จนเกิดเป็นความรัก ที่แม้อีกฝ่ายจะไม่มีตัวตนเป็นเพียงภาพโฮโลแกรมที่จับต้องไม่ได้ แต่ทั้งคู่ก็รักกันอย่างบริสุทธิ์ใจ แต่เหมือนโชคชะตาเล่นตลก เมื่อทั้งคู่ต่างเปิดใจให้กัน โชคชะตาก็นำพาทั้งคู่ต้องแยกจากกัน  และในภาคล่าสุดที่ยังค้างคาใจแฟนๆ Cortana ที่เป็นคนรักของ MasterChief ก็กลายเป็นตัวร้ายที่จะทำลายโลก คงต้องรอดูว่าเรื่องราวของทั้งคู่จะจบลงอย่างไรในอนาคต

ความรักเพศเดียวกัน Tracer กับ Emily

อย่างที่เราบอกเสมอ ว่าความรักไม่มีแบบไหนผิดหรือแบบไหนถูก ซึ่งการรักเพศเดียวกันไม่ว่าจะเป็นชายรักชาย หรือหญิงรักหญิงนั้นไม่ใช่สิ่งที่ผิด ซึ่งในหลายๆเกมก็พยายามใส่เนื้อหาในเรื่องนี้ลงไปอย่างมากมาย แต่ที่ดูเด่นและน่าสนใจที่สุด ก็คงจะเป็นคู่ของ Tracer กับ Emily ในเกม Overwatch ที่ถ้าใครได้อ่านหรือดูเรื่องราวของ Tracer มา จะทราบดีว่าเธอนั้นมีแฟนสาวชื่อ Emily และทั้งคู่ก็ใช้ชีวิตอยู่รวมกันแบบสามีภรรยา และล่าสุดทาง Blizzard Entertainment ก็เปิดเผยเรื่องราวของ Soldier 76 ที่น่าจะเป็นชายรักชายอีกด้วย นับว่าเป็นการเปิดเผยเรื่องราวที่สำคัญ ให้เราทราบว่าเกมยุคนี้เปิดใจให้กับความรักแบบนี้มากขึ้นนั่นเอง

รักเดียวใจเดียว Princess Peach กับ Bowser

วกกลับมาที่เรื่องราวของเกม Super Mario อีกครั้ง กับมุมมองความรักที่เรียกว่า รักเดียวใจเดียวไม่คิดจะเปลี่ยนใจ ซึ่งถ้าเราจะจำกัดความรักแนวนี้ก็สามารถแปลไปสองอย่าง นั่นคือความรักที่สองคนรักกันไม่คิดจะมีใครอีกแล้วตลอดจนตาย กับความรักแบบรักเขาหรือเธอข้างเดียว อาจจะไม่กล้าบอกความในใจ ได้แต่เก็บไว้ในใจคนเดียว และก็ไม่สนใจใครรักคนนี้คนเดียว หรือจะเป็นความรักแบบบอกรักไปแล้วแต่เขา (เธอ) ไม่รับรัก แต่ก็ยังรักอยู่แบบนั้น ซึ่งคู่ที่น่าจะเอามายกตัวอย่างที่สุด ก็น่าจะเป็น Princess Peach กับเจ้า Bowser ที่ไม่ว่ายังไงเจ้า Bowser ก็ยังคงรัก Princess Peach แบบรักเดียวใจเดียวไม่คิดจะมองใคร  แม้ Princess Peach จะไม่รักก็ตาม (ก็เล่นจับเขามาแบบนี้เป็นใครจะรัก) ซึ่งนี่ก็จัดเป็นความรักเดียวใจเดียวได้เหมือนกัน

เป็นอย่างไรกันบ้างกับมุมมองความรักที่เราเอามานำเสนอ เนื่องในวันแห่งความรัก โดยในบทความนี้จะขอพูดถึงแค่มุมมองความรักที่สมหวังสวยงาม เอาใจคนที่กำลังมีความรักในช่วงวัน Valentine เอาไว้คราวหน้าถ้ามีโอกาสเราจะเอามุมมองความรักแบบผิดๆ หรือไม่ดีมานำเสนอบ้าง ซึ่งในวีดีโอเกมนั้นก็มีอยู่มากมายหลายคู่เลยทีเดียว ยังไงก็รอติดตามกันได้  สุดท้ายนี้การบอกรักในวัน Valentine ไม่ใช่แค่การบอกรักของคู่รักเท่านั้น แต่ยังเป็นความรักที่เราสามารถมอบให้พ่อแม่ เพื่อน สัตว์เลี้ยง ได้อีกด้วย และไม่ใช่เพียงแค่วัน Valentine แต่เราสามารถบอกรัก และมีความรักได้ทุกวันไม่ใช่แค่วันนั้นวันเดียว

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!