Connect with us

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์แอร์โฮสเตสสาว กับสายการบินในฝันอย่าง “Emirates”

ถ้าจะพูดคุยกับแอร์โฮสเตสสักคน แบไต๋ไม่พลาดที่จะแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับแอร์หมวกแดง แห่งสายการบิน Emirates อย่างแน่นอน! เพราะวันนี้บีจะพาทุกคนไปรู้จักกับ Patricia หรือ แพร – พิมพ์ชนก แสงเพ็ญพราว กันค่ะ

Published

on

แพร พิมพ์ชนก แสงเพ็ญพราว

สาวหมวกแดงแห่งดูไบ!

ถามสาวๆ สัก 100 คน บีมั่นใจว่า 30 กว่าเปอเซ็นต์ของสาวๆ ในปัจจุบัน ต้องตอบว่าอาชีพในฝันคือ “แอร์โฮสเตส” แน่ๆ เพราะเป็นอาชีพที่ได้ท่องเที่ยวรอบโลก เหมือนได้เที่ยวฟรีเพราะได้เงินค่าอยู่ ค่ากินในแต่ละประเทศด้วย แถมเวลาจะบินไปไหน ยังได้ส่วนลดค่าเครื่องบินอีก อื้อออหือ คุ้มยิ่งกว่าคุ้ม และในปัจจุบันก็มีหลายสายการบินที่เปิดรับสาวๆ ชาวเอเชีย โดยเฉพาะสายการบินระดับโลกอย่าง Emirates ที่เรียกได้ว่าเป็นสายการบินในฝัน อันดับแรกๆ ของสาวไทยเลยก็ว่าได้ และแน่นอนว่า ถ้าจะพูดคุยกับแอร์โฮสเตสสักคน แบไต๋ไม่พลาดที่จะแนะนำให้ทุกคนได้รู้จักกับแอร์หมวกแดง แห่งสายการบิน Emirates อย่างแน่นอน! เพราะวันนี้บีจะพาทุกคนไปรู้จักกับ Patricia หรือ แพร – พิมพ์ชนก แสงเพ็ญพราว กันค่ะ

เล่าให้ฟังหน่อย ทำไมถึงเลือกทำอาชีพ “แอร์โฮสเตส”

อาชีพแอร์ต้องขอบอกเลยว่าเป็นอาชีพในฝันที่แพรอยากทำมาตั้งแต่เด็กๆ แล้วค่ะ เพราะได้ไปเที่ยวทั่วโลก เปิดมุมมองใหม่ๆ เจอผู้คนใหม่ๆ รายได้ก็ดีด้วยค่ะ สามารถดูแลครอบครัวได้เป็นอย่างดีเลย แต่สมัยเด็กๆ คิดว่าไกลเกินเอื้อมมากๆ เพราะคุณสมบัติและขั้นตอนการสมัครกว่าจะมาเป็นแอร์ได้คือโหดและหินมากๆ ค่ะ

เป็นไงมาไง ถึงอยู่สายการบินแขกในฝันของสาวๆ อย่าง Emirates ได้

เริ่มแรกเราต้องสมัครออนไลน์ในเว็บของสายการบินก่อนค่ะ ต้องรอลุ้นว่าจะได้เรียกให้ไปสัมภาษณ์มั้ย พอได้สัมภาษณ์ วันนั้นมีผู้สมัครกว่าพันคนค่ะ เยอะมากๆ เลย แต่เราไปแบบไม่เครียด คิดแต่ทำให้เต็มที่ แสดงความเป็นตัวเราออกมาให้กรรมการและเพื่อนๆ เห็น ให้เค้ามีความสุขเวลาอยู่กับเรา หรือฟังเราพูด เราตอบค่ะ คือไปแบบชิลๆ ไม่กดดันตัวเอง รอบแรกของวันสัมภาษณ์คือการยื่นเรซูเม่ให้กรรมการค่ะ บางคนเรียกรอบนี้ว่ารอบ 3 วิ เพราะเราแค่ยื่นเรซูเม่พร้อมกับเขียนชื่อเราลงบนกระดาษเท่านั้นเอง แต่สำหรับแพรมันคือรอบ 3 นาที (หัวเราะ) คือคุยเล่นกับกรรมการนานมากค่ะ กรรมการชวนคุย จนคุยตอบไปเพลินเลย แล้วหลังจากนั้นก็ผ่านไปรอบสัมภาษณ์กลุ่มเล็ก และไปรอบสัมภาษณ์กลุ่มใหญ่ เท่านี้ยังไม่พอ ต้องไปสู่รอบทดสอบภาษาอังกฤษค่ะ

ตอนนั้นจำได้เลยว่าทำชั่วโมงเดียว ยากมาก ฝนตกหนักมากอีก เครียดสุดๆ ไปเลย (หัวเราะ) แต่ก็ผ่านมันมาได้ ทำให้ไปถึงรอบสัมภาษณ์เดี่ยว ซึ่งรอบนี้เป็นการคุยกับกรรมการตัวต่อตัวยาวนานถึง 30 นาที! แพรยังคงจำวันนั้นได้อยู่เลยค่ะว่ามันยาวนานขนาดไหน เป็นการรัวภาษาอังกฤษที่ยาวนานสุดแล้วในชีวิตของแพร ผู้ที่เพิ่งเรียนจบคณะศิลปศาสตร์ เอกภาษาไทยคนนี้ (หัวเราะ) พอสัมภาษณ์เดี่ยวเสร็จ เราก็ส่งรูปแคชชวล กับรูปฟอร์มอลไปค่ะ รอผลว่าผ่าน ไม่ผ่าน ปรากฏว่าผ่านค่า เลยได้มาเทรนที่ดูไบ แล้วเริ่มบินมาจนถึงทุกวันนี้ค่ะ ทรหดมาก กว่าจะได้บิน (หัวเราะ)

เป็นสาวหมวกแดงแล้ว ตอนนี้รู้สึกว่าตัวเองประสบความสำเร็จรึยัง

มีสาวๆ หลายคนเลยที่อยากเป็นแอร์แขก สวมหมวกแดง ตัดภาพมาที่ตัวเองตอนนี้ได้สวมหมวกแดงสมใจอยากแล้ว คิดว่าตัวเองประสบความสำเร็จมาในจุดหนึ่งค่า แต่สาเหตุที่ทำให้แพรประสบผลสำเร็จครั้งนี้แน่นอนว่าไม่ได้มาแบบง่ายๆ แต่มันมาจากความไม่ย่อท้อ ความตั้งใจของเราที่เรารู้ความฝันเรา และพยายามเดินตามความฝันแล้วคว้ามันมาให้ได้ ขอบคุณตัวเองที่ไม่ล้มเลิกความฝัน ขอบคุณที่ฮึดสู้ฝึกฝนมาตลอด ตอนนี้ก็ประสบความสำเร็จไปอีกก้าวแล้วค่ะ

เล่าเหตุการณ์การบิน ไฟล์ทที่ประทับใจหรือสนุกสนานให้ฟังหน่อยสิ

แน่นอนว่าพอตอนบินมาเยอะๆ ต้องมีเหตุการณ์มาให้เล่าสู่กันฟัง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แพรประทับใจไม่รู้ลืมค่ะ เรื่องนี้มันเกิดจากไฟลท์บริสเบนไปดูไบค่ะ แพรได้ทราบว่าจะมีผู้โดยสารที่ทางสายการบินจะเรียกว่า visually impaired คือผู้พิการทางสายตาค่ะ แพรก็ได้ไปดูแลเค้า ทราบว่ามี 2 ท่าน และ 2 ท่านนี้เป็นคู่สามี ภรรยากันค่ะ แพรก็คอยดูแล คอยพูดคุย พาเขาไปห้องน้ำ พาเขาทานข้าว แล้วได้คุยกับ 2 ท่านนี้ตลอดไฟลท์ ตอนสุดท้าย 2 ท่านนี้บอกว่า เค้าเป็น Motivational speaker จะมาพูด motivate ที่เมืองดูไบ และแต่ก่อนบินสายการบินอื่น พนักงานไม่เคยมาทำถึงขนาดนี้เท่าเราเลย ขอบคุณมากๆ มันเป็นไฟลท์ที่วิเศษที่สุด เรามีความสุขมาก คุณอยู่ประเทศไทยใช่มั้ย พวกเราอยากไปประเทศไทย เพราะคนไทยคงน่ารักแบบคุณ และก่อนจากกันผู้โดยสาร 2 ท่านนี้ ก็ยื่นโปสการ์ดประเทศออสเตรเลียให้ค่ะ คือมันซาบซึ้งมากๆ ทำให้แพรมีกำลังใจในการทำงานต่อไปมากๆ เลย

ส่วนเหตุการณ์อีกอันที่ขำปนเอ็นดูคือทำไฟลท์ฮ่องกงไปกรุงเทพค่ะ ผู้โดยสารเต็มลำมากๆ เกินครึ่งคือเป็นกลุ่มทัวร์ใหญ่กลุ่มนึงค่ะ พอ boarding กลุ่มทัวร์ทุกคนเกินสองร้อยกว่าคนเดินมาขอลูกเรือถ่ายรูป เซลฟี่กันทุกคน คล้ายเราเป็นดาราดัง (หัวเราะ) แต่ละคนขอถ่ายรูปไม่ต่ำกว่าคนละ 5 รอบ ลูกเรือยิ้มจนเขินกล้องไปเลยค่ะ (หัวเราะ) พอตอนทำเซอร์วิส แพรพูดจีนได้นิดหน่อย ก็ได้พูดจีนไป คนจีนก็แบบว้าว คุณพูดจีนได้ด้วย ผู้โดยสารตบมือเสียงดังให้ใหญ่เลยค่ะ ก็ได้แต่ขำแก้เขินไป ทำไปเขินไป ตลอดทั้งไฟลท์จนกระทั่งแลนด์กรุงเทพเลย

แพรรู้สึกว่าอาชีพนี้ มีเสน่ห์ยังไงบ้าง

ณ ตอนนี้แพรทำอยู่ที่สายการบินเอมิเรตส์ เป็นสายการบินอันดับ 1 ของโลก ทำให้ต้องทำงานร่วมกับเพื่อนที่มาจากหลากหลายเชื้อชาติ หลากหลายวัฒนธรรม ทำให้เราได้เจอเพื่อนใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลาค่ะ อีกทั้งสายการบินเอมิเรตส์ยังมีเส้นทางการบินที่เยอะมากๆ ทำให้แพรได้ไปเปิดหูเปิดตาเห็นสิ่งใหม่ๆ เพียบเลยค่ะ

มันทำให้เราเป็นคนมองโลกที่กว้างขึ้นด้วยนะแพรว่า เราได้ทั้งทำงานบนฟ้า พอแลนด์เราก็ได้พักโรงแรมที่ดี ได้เงิน allowance แถมยังได้ไปเที่ยวที่ประเทศนั้นๆ กับเพื่อนร่วมงานใหม่ๆ อีก นี่แหล่ะค่ะ ที่คิดว่าเป็นเสน่ห์ของอาชีพนี้ งานนี้มันเป็นไลฟ์สไตล์ที่ไม่จำเจ (ยิ้ม)

สกิลสำคัญ ที่คิดว่า แอร์โฮสเตส ต้องมี!

มองโลกให้แง่บวกเอาไว้ไม่ว่าจะเจอเรื่องแย่ยังไง ถ้ามองบวกไว้ ตัวเราจะพาให้คิดแต่เรื่องที่ดี และจะทำให้เราไปเจอแต่สิ่งที่มันดีๆ ค่ะ งงมั้ยนะ (หัวเราะ) เอาเป็นว่า ให้มองโลกแง่บวกไว้เสมอค่ะ เพราะที่นี่เจอกับคนมากหน้าหลายตา บางอย่างช่างแตกต่างกับพื้นเพของเรา ถ้าเรามองแต่แง่ลบ เราจะไม่มีความสุขกับการทำงานเลยค่ะ

คนที่อยากเป็นแอร์ เป็นสจ๊วต แพรก็ขอให้ทุกคนสู้ๆ ค่ะ อย่าละทิ้งความพยายาม อย่าทิ้งความฝันไปอย่างง่าย ทำให้เต็มที่ ฝึกฝนเพิ่มพูนทักษะหรือสิ่งที่เราต้องพัฒนา ฝึกให้ตัวเองเป็นคนคิดบวก กล้า มั่นใจ แล้วลุยเลยค่ะ ถ้าเราทำเต็มที่ไม่มีอะไรที่ยากเกินแน่นอนค่ะ สักวันฝันมันต้องกลายเป็นจริงค่ะ

มาแบไต๋แล้ว ช่วยแนะนำแอปดีๆ ที่แอร์ต้องมีหน่อยค่ะ

แอปพลิเคชั่นที่แพรชอบใช้ ก็จะเป็นพวกเช็คสภาพอากาศของประเทศที่เราจะไป, เช็คค่าเงินตราต่างประเทศ, แอปเรียนรู้ภาษาต่งประเทศแบบเบสิกๆ เลย เผื่อเอาไว้พูดในไฟลท์ แล้วก็ชอบแอปที่เอาไว้บันทึกว่าเราไปประเทศไหนมาบ้างแล้วค่ะ เก็บเป็นเช็คลิสต์ มันคือแอป Mark O’Travel ค่ะ เอาไว้บันทึกว่าเราเคยไปประเทศไหนมาแล้วบ้าง ไปมากี่ประเทศ กี่ทวีปแล้ว ไปมาทั้งหมดนับเป็น เปอเซ็นต์ของโลกเรา



จุดเด่นของแอปคือเข้าใจง่าย สีสันสวยงามน่าใช้งานค่ะ เนื่องจากมีหลายแอปเหมือนกันที่ทำมาคล้ายแอปนี้ แต่ลักษณะการใช้งาน แอปนี้ง่าย สวยงามกว่ามากค่ะ และยังสามารถเลือกเป็นตัวเมืองยิบย่อยลงไปของประเทศนั้นๆ ได้อีก แต่ตรงนี้เราต้องทำการเสียเงินนิดนึงค่า

พอมีแอปนี้ ทำให้คนเป็นลูกเรืออย่างเรามีความตั้งใจทำงาน อยากบินเก็บประเทศให้ครบแมพค่ะ (หัวเราะ)

ดาวน์โหลด

เป็นอาชีพที่ดูสนุกสนาน และท้าทายอีกอาชีพหนึ่งเลย และที่น่าอิจฉาที่สุด คงไม่พ้นเรื่องที่ได้พบปะกับผู้คน และเพื่อนใหม่ทั่วโลกด้วย!! ใครอยากทำอาชีพแอร์โฮสเตส ก็ต้องมั่นใจ คิดบวก และกล้าลุยเหมือนที่แอร์หมวกแดงคนนี้ฝากไว้ อ๊ะ สู้! บีเป็นกำลังใจให้สาวๆ ทุกคนเช่นกันค่ะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement

บันเทิง

JIB เผยกลยุทธ์พิชิตใจเกมเมอร์ ด้วยสาวๆ PinkuNotori GamerGirls

Published

on

JIB เผยที่มา PinkuNotori GamerGirls วัยใส หน้าตาน่าเอ็นดูน่ารักมุ้งมิ้งใต้ชายคา JIB ร้านค้าปลีกที่มีหน้าร้านกระจายอยู่ทุกหนแห่งทั่วประเทศ

ถ้าพูดถึงร้าน JIB คงไม่ต้องถามต่อว่าขายอะไร เพราะเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางอยู่แล้ว และด้วยกว่า 150 สาขาทั่วประเทศก็พอเป็นเครื่องยืนยันได้ถึงความสำเร็จ และการตอบรับจากลูกค้าได้เป็นอย่างดี ส่วนโครงการ PinkuNotori นั้น จะมีที่มาแหล่งไปอย่างไรนั้น ต้องมาติดตามถึงวิสัยทัศน์ของพี่จิ๊บ ของน้องๆ หรือคุณ สมยศ เชาวลิต แม่ทัพใหญ่แห่ง JIB ครบเครื่องเรื่องไอที

2 พ.ย. 2560 ก่อตั้งเพจ

https://www.facebook.com/PinkuNotori/

3 พ.ย. 2560 ประกาศออดิชั่น

20 ธ.ค. 2560 ขึ้น Cover Facebook Page เป็นสมาชิก PinkuNotori ทั้ง 11 คน

คุณสมยศ เชาวลิต แม่ทัพใหญ่แห่ง JIB ครบเครื่องเรื่องไอที

ผมเห็นโครงการนี้ตั้งแต่ช่วงปลายปีที่แล้ว 2560 ที่มาที่ไปของโครงการ PinkuNotori คืออะไรครับ?

JIB – จริงๆ โปรเจคนี้มันเป็นโปรเจคที่ คือผมเองเห็นก่อนว่าในสตรีม คนอื่นเล่นเกมคนก็ดูเยอะพอสมควร ต่างคนต่างมีช่องของตัวเอง บน Twitch บ้าง Facebook บ้าง Youtube บ้าง เป็นกลุ่มก็มีนะ แต่มันไม่แข็งแกร่ง เพราะขาดสปอนเซอร์ ขาดคนสนับสนุน ซึ่งก่อนหน้านี้เราเคยไปสนับสนุนกลุ่มพวกนี้มาแล้วบ้าง แบบมาขอสปอนเซอร์ 5,000 – 10,000 บาท ขอเสื้อ ขอโน้ตบุ๊ค แต่เรารู้สึกว่ามันไม่ยั่งยืน และไม่ค่อยต่อเนื่อง บางคนทำๆ แล้วก็หายไป มันขาดความต่อเนื่อง

ผมเลยมองว่า ผมอยากมีทีมแนว PR แต่ต้องเล่นเกมเป็นด้วย ต้องยอมรับว่าหน้าตาก็มีส่วน ผมต้องการให้กลุ่มนี้มา แล้วก็มาสื่อสารกับน้องๆ คนที่เป็นกลุ่มเดียวกันที่เล่นเกม หรือให้ผู้ใหญ่ดูนะว่าการเล่นเกมมันไม่ใช่แค่เรื่องไร้สาระนะ มันสามารถทำรายได้ และสามารถแบ่งเวลายังไงในขณะที่เรียน แบบมีรายได้มาอาจจะไม่เยอะมากแต่ก็มีรายได้ แต่บางคนถึงกับเยอะเลยก็มีนะ ดีกว่าเรียนหนังสือแล้วไม่มีรายได้

ให้เด็กเรียนไป ทำงานไปได้ใช่ไหม

JIB – ใช่ ก็มาทำงานหลังเลิกเรียน มาไลฟ์ตอน 4 โมงเย็น กับ 2 ทุ่ม ทีมเรามี 11 คน ก็จะสลับกันไลฟ์ ดูว่าใครว่างวันไหน

มิ้น – เราจะมีการจัดตารางกันล่วงหน้าในแต่ละเดือน ก็ดูว่าใครว่างวันไหน

เท่ากับว่า ทีมนี้เกิดขึ้นในเหตุผลที่ว่า อยากให้เป็นกลุ่มเป็นก้อน และในเชิงภาพลักษณ์ ใช่ไหม

JIB – ใช่ คือมันเป็นทีมที่เราสร้างขึ้นมาเอง เราสามารถให้เขาโปรโมทอะไรก็ได้ และผมอยากสื่อให้สังคมเห็นว่า เล่นเกมถ้าจัดระเบียบดีๆ สอนเซอร์ดีๆ คุณก็สามารถที่จะมีรายได้ ยังดีกว่าเล่นแล้วไม่ได้อะไรเลย แต่เราก็มีงานขั้นต่อให้เด็กๆ ทำว่าต้องไลฟ์เดือนละกี่ครั้ง ส่วนถ้ารีบอีเวนท์ ก็ได้เงินต่างหาก

เห็นตอนเด็กๆ สตรีมเกม คุณจิ๊บมีไปคอมเม้นต์ว่าถ้าชนะจะให้เงิน 3,000 บาท

JIB – ก็ให้จริงถ้าได้ที่ 1 แต่วันไหนคนเก่งๆ เล่นรวมกันผมก็ไม่คอมเม้นต์ นั่งดูอย่างเดียว

ที่บอกว่าใช้น้องในเชิง PR นี่รวมไปถึงใช้ในแง่การตลาดด้วยไหม

JIB – ยังไม่ได้ใช้ในแง่การตลาด เราใช้ในแง่ PR เช่นเวลา JIB ไลฟ์ทุกวัน ก็เชิญน้องมาในฐานะเกมเมอร์

คิดว่าน้องๆ จะมาช่วยทำให้ยอดขายดีขึ้นด้วยไหม

JIB – อนาคตก็จะเป็นแบบนั้น เพราะน้องเป็นเกมเมอร์ คนที่ติดตามก็จะเข้ามาดูว่า น้องใช้อุปกรณ์อะไร ทำงานอย่างไร

ลงทุนไปเยอะไหม

JIB – เยอะแล้วครับ เริ่มโดนบ่นแล้วครับ(ขำ) แต่เราทำแล้วมีคนดูเยอะ เราไม่ได้โปรโมทอะไรเยอะ มันก็จะค่อยๆ ขึ้นไปของมันเอง

มีแผนจะลงทุนเพื่อโปรโมทไหม

JIB – ไม่นะ ผมว่ามันดูไม่จริง

จะทำแคมเปญไหม

JIB – ทำนะ เรากำลังคิดว่าจะทำสินค้า PinkuNotori

ทำแบบแยกคนเลยไหม

JIB – เราจะทำแบบกลางๆ เป็นตัว PinkuNotori ก่อน

คิดไปไกลไหม มีแผนจะทำเพลงเองไหม รอบที่แล้วเห็นเต้นเพลงคุกกี้กัน

JIB – เพลง JIB เรามีอยู่แล้ว รอบนี้เพลงใหม่เลย และเรากำลังทำเพลงของ PinkuNotori ใหม่

เด็กๆ ในทีม ไม่ได้มีความสามารถแค่เล่นเกมอย่างเดียวใช่ไหม

JIB – มีร้องเพลง เต้น เล่นเกม

มีกฎอะไรให้น้องๆ ไหม ห้ามมีแฟน ห้ามเกรดต่ำ อะไรแบบนี้

JIB – ยังไม่ได้ห้ามขนาดนั้น กำลังร่างสัญญาใหม่ให้ชัดเจนอยู่ เพราะเรากำลังทุ่มงบลงไปเพื่อโปรโมททีมอีก ให้คนรู้ว่าเด็กๆ มีความสามารถ เช่นประกอบเครื่องได้ คัฟเวอร์เพลงได้ ซึ่งเราก็จะสนับสนุนในสิ่งที่น้องเก่งด้วย

มองไว้ถึงการใช้น้องๆ มาสร้างรายได้ไหม

JIB – ผมยังไม่มองถึงขนาดนั้น เอาแค่ให้มีรายได้เข้ามาบ้างก็โอเค ตอนนี้มีแต่ค่าใช้จ่าย ผมยังคิดอยู่ว่า ถ้าเด็กคนไหนชอบเล่นเกมอะไร ก็จะจ้างโค้ชมาสอนให้เก่งขึ้นไปอีก ไม่ใช่แค่เล่นๆ แต่มองถึงการแข่งขันอีสปอร์ต ต้องมีโอกาสได้รางวัล เรากำลังมองว่าจะจัด League ผู้หญิงโดยเฉพาะ โดยใช้อีกบริษัทหนึ่ง มองอยู่ว่าจะจัดแข่งเกม PUBG ซึ่งใช้งบเยอะมาก ประมาณ 16 ล้าน โดยมีทีมในไทย 5 ทีม ต่างชาติ 15 ทีม คือเอาที่ 1 ของแต่ละประเทศมา เงินรางวัลประมาณ 1 ล้านบาท จะจัดให้ใหญ่ที่สุดใน South east asia และจะจัดแบบเป็น League ด้วย ซึ่งข้อเสียของบ้านเราคือ คนลงทะเบียนยังไม่ชัด ใครเป็นใครก็ยังไม่รู้จัก แต่ผมจะจัดใหญ่เลย ให้รางวัลเยอะ

มีแผนจะทำทีมแข่งเกมเองเลยไหม

JIB – มีแผนจะทำทีมชาย 1 ทีม จะเน้นเล่นเก่งไปเลย แต่คงจะไม่ให้ชื่อ Pinku

แล้วชื่อ PinkuNotori มาจากไหน

JIB – น้องๆ เขาตั้งมาเอง JIB ก็คือนก Notori ก็แปลว่านก มาจากภาษาญี่ปุ่น แต่เราอยากให้มันดูน่ารัก ก็เลยใส่ Pinku เข้าไป เป็นนกสีชมพูโบยบิน

แล้วคัดเลือกตัวกันมาอย่างไร

JIB – ก็มีคนมาสมัครเกือบ 200 คน ถ้าเปิดรับสมัครอีกรอบ คิดว่าน่าจะมีคนสมัครมาเป็น 1,000 แล้วก็คัดเลือกกันมา ก็ดูหลายอย่าง ดูความสามาถเรื่องเกม บุคลิก อัธยาศัย แล้วก็มีผลโหวต จากคลิปของน้องๆ ให้แต่ละคนพรีเซ้น ได้เป็นคะแนนส่วนหนึ่ง และเราก็นำมาวิเคราะห์ว่าแต่ละคนมีจุดเด่นอะไร แต่ละคนมีความต่อเนื่องแค่ไหน จะมีเวลาให้เรามากน้อยแค่ไหน คะแนนโหวตบวกกับกรรมการตัดสิน คือจริงๆ เรารับ 12 คน พอคัดมาจริงแล้วเหลือ 11 คน เพราะถอนตัวไป 1 คน

จะมีรุ่น 2 มาไหม

JIB – รุ่น 1 ไม่ยอมให้รับ(ขำ)

น้องๆ เล่นเกมอะไรกันบ้าง

JIB – เล่นเกมที่ดังๆ ในกระแส เช่น PUBG, DOTA, Counter Strike, Over Watch, Black Desert ตัวผมเองก็เพิ่งมาเล่นเกมตอนที่รับน้องๆ เข้ามา เริ่มเล่น PUBG ก่อน ติดงอมแงมไปถึงลูก จนโดนย่าบ่น สุดท้ายก็เลิกเล่น

บรรยากาศการพูดคุยเป็นไปอย่างสนุกสนาน แต่ในส่วนของภาคการบริหารเนื้อหามีประมาณนี้ ส่วนของน้องๆ รออีกนิดนะ โดยเรามีสัมภาษณ์ น้อง มิ้น น้องจูน น้องแซนด์

ตัวอย่างการสตรีมเกมของน้องๆ Pinkunotori

มิ้นเดี่ยว

แซนด์เดี่ยว

จูน-มิ้น

จูน

ช่องทางการติดตาม Facebook และ instagram ของสาวๆ Pinkunotori

Mint (น้องมิ้น)

Facebook: https://bit.ly/2JHBMpR
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.mint

Sand (น้องแซนด์)

Facebook: https://bit.ly/2MrezKD
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.sand

Prim (น้องพริม)

Facebook: https://bit.ly/2HMO924
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.prim

June (น้องจูน)

Facebook: https://bit.ly/2LQVtfQ
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.june

Namwan (น้องน้ำหวาน)

Facebook: https://bit.ly/2t52n9q
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.namwan

Peach (น้องพีช)

Facebook: https://bit.ly/2JAfoTo
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.peach

Lookmhoo (น้องลูกหมู)

Facebook: https://bit.ly/2ycwC44
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.lookmhoo

Jinny (น้องจินนี่)

Facebook: https://bit.ly/2HMGTn8
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.jinny

Muay (น้องหมวย)

Facebook: https://bit.ly/2lamkYW
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.muay

Noon (น้องนุ่น)

Facebook: https://bit.ly/2JTlrSi
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.noon

Pat (น้องแพท)

Facebook: https://bit.ly/2HNH55h
Instagram: https://www.instagram.com/pinkunotori.pat

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์สาว Strategic Planner และไขข้อข้องใจ อาชีพนี้ทำอะไรบ้าง!

Published

on

เป็นอีกสายงานที่ต่อยอดไปได้ไกล สำหรับอาชีพ “Strategic Planner” และดูเหมือนหลายๆ คน ก็ให้ความสนใจในสายงานนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว ประจวบเหมาะกับล่าสุดได้พูดคุยกับสาว strategic planner ทำให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องงานและความน่าสนใจของอาชีพนี้แบบเต็มเปี่ยม เลยทำการเชื้อเชิญให้ ปุ๊น – สุพรทิพย์ กตัญญูบุญญาพงศ์ มานั่งเม้าคุยกันยาวๆ กับคอลัมน์ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” ซะเลย แอบกระซิบเพิ่มเติมว่าเธอเคนทำงานที่ Line Thailand ด้วยนะ! อยากรู้จักเธอกันแล้วล่ะสิ ไปอ่านกันเลยค่ะ!

ทำไมถึงเลือกทำอาชีพ Strategy Planner คะ

โอ้โห! ถ้าถามคำถามนี้เนี่ย ตอบกันยาวเลยนะ (หัวเราะ) เอาเป็นว่า ปุ๊นลองทำอะไรมาหลายอย่าง สุดท้ายก็มาลงตัวและรู้ว่า เราชอบและถนัดการคิดวิเคราะห์ มากกว่าการสั่งการหรือการลงไปทำจริง แบบนี้ก็แล้วกัน

แล้วมาเริ่มต้นทำด้านนี้ได้ยังไง

ย้อนกลับไปเมื่อ 3-4 ปีก่อน เราจบสายงานโรงแรมมาก่อนค่ะ เคยทำงานในโรงแรมอยู่แป้บนึง รู้สึกว่ายังไม่ใช่ เพราะงานส่วนที่ทำตอนนั้นเป็นงาน Routine ที่ไม่ค่อยได้ initiate อะไรเท่าไหร่ เลยตัดสินใจลาออก โดยที่ยังไม่ได้งาน

มาเจอกระทู้ Pantip อันนึง เล่าว่าได้ทำงานที่บริษัทไลน์ ตอนนั้นก็ไม่คิดอะไรเลย เห็นว่าออฟฟิศน่ารักดี ก็เลยลองสมัคร ปรากฏว่าได้ ก็ได้มาทำงานในส่วนของ service ที่ชื่อว่า LINE@

ตอนทำงานที่ LINE@ จริงๆ มีโอกาสได้ทำอะไรหลายอย่างมากๆ ตั้งแต่ Sales ,Marketing ,Business Development รวมไปถึง Training ขอหมายเหตุก่อนว่า LINE@ คือบริการสำหรับ SMEs เป็นเครื่องมือทางการตลาดอีกเครื่องมือนึงที่มีคุณภาพ ช่วยกระตุ้นและปิดยอดขายได้ดีถ้ามี Strategy ค่ะ ตอนทำงานที่ LINE@ เลยมีโอกาสได้เจอ พูดคุย หรือสอน SMEs เยอะมากๆ โดยเฉพาะปีแรกนี่ เน้นหนักไปในทาง Training เลย คือวันๆ สอนแต่ทำการตลาดผ่าน LINE@ รวมไปถึงให้คำปรึกษาด้านการทำธุรกิจ ซึ่งตอนนั้นรู้สึกมีความสุขมากๆ รู้สึกว่าเราได้ทำประโยชน์และช่วยเหลือผู้ประกอบการหลายคน อินมากถึงขนาดที่มีความคิดว่า จะให้เข้าใจเค้าจริงๆ เราต้องทำแบรนด์เองจริงๆ สิ จะได้รู้ลึก รู้จริง เข้าใจปัญหา เลยทำแบรนด์เกรียนๆ ของตัวเองขึ้นมาแบรนด์นึงด้วย ทำอยู่พักใหญ่ๆ ลงทุนเอง ขายเอง เหนื่อยมากจนเข้าใจหัวอก SMEs เลย

สักพัก พอ Service เริ่มขยายตัว ก็ไม่ได้มีโอกาสเทรน SMEs เยอะเหมือนปีแรกแล้ว เพราะมาเน้นในด้านการวางกลยุทธ์มากกว่า ซึ่งในขอบเขตการวางกลยุทธ์ มันจะต้องตั้งต้นจากการหาสิ่งที่เรียกว่า Business Insight  เลยค้นพบว่า อีกอย่างที่ตัวเองชอบทำมากๆ คือสิ่งที่เรียกว่า Data analyst คือ การค้นหา Research ดู Trend และวิเคราะห์ว่า Fact ข้อนี้กำลังบอกอะไรเรา เวลาที่ทำ Data สามารถนั่งจ้องคอมได้ข้ามวัน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นนักสืบ กำลังค้นหาหลักฐาน จากที่เกิดเหตุ และเรามีความเชื่อว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมันมี hint อยู่แล้ว อยู่ที่เรามองเห็น hint นั้นหรือเปล่า

ระหว่างที่ทำงานที่ LINE ต้องบอกว่า มีความสุขมาก ทุกอย่างดีมากๆ ตัวงานดี เพื่อนร่วมงานดี สวัสดิการดี ทุกอย่างดีเลิศ แต่จุดหักเหคือ วันที่ค้นพบคำตอบว่า ชีวิตเกิดมาเพื่อทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด และแบ่งปันสิ่งที่เรามีกับคนที่ต้องการ วันนั้นคือวันที่ ไปเจอกับพี่ชาวเขาคนนึง ที่เข้ามาในกรุงเทพเพื่อตั้งใจจะมาหาความรู้เพื่อกลับไปพัฒนาชุมชนที่ยากจน มาคนเดียวแบบไม่มีเงินและไม่รู้อะไรเลย เริ่มต้นจาก 0 และเราตัดสินใจที่จะ​ “แบ่งปัน” ความรู้ที่บังเอิญโชคดีจากประสบการณ์ที่เคยสอน SMEs ให้เค้า แล้วเค้าขอบคุณจากใจจริงมากๆ วันนั้นรู้สึกดี ร้องไห้น้ำตาไหล และคิดว่า อืม นี่แหละคือสิ่งที่อยากทำ เลยมองตัวเองปลายทางว่า อยากจะแบ่งปันความรู้เท่าที่มี ให้กับ SMEs ที่เริ่มต้น ซึ่งแปลว่า เราจะต้องเพิ่มสกิลด้านการวางแผนให้กว้างขึ้น การวางแผนงานให้ LINE อย่างเดียวเลยไม่ตอบโจทย์ละ จังหวะเดียวกันกับที่เราได้รู้จัก เอเจนซี่เล็กๆ แต่เก่งมากๆ อยู่ที่นึง เค้ากำลังหา Strategy Planner อยู่ ซึ่งมันตอบโจทย์มากตรงที่ เวลารับโจทย์จากใครมาก็ตาม จะต้องทำ Research หนักมาก และลูกค้ามีหลากหลาย ทุก Industry มันช่วยเพิ่มสกิลการมองกว้างและมองรอบด้านให้เรามากขึ้น ที่สำคัญงาน Planner เป็นงานที่ไม่ต้องเข้าออฟฟิศ สามารถทำงานจากที่ไหนก็ได้ จะเข้าออฟฟิศเฉพาะเวลาที่ต้องประชุม หรือมีนัดกับลูกค้าเท่านั้น เท่ากับว่า เราจะมีเวลาไปทำอะไรอื่นๆ มากขึ้น อย่างเช่น เป้าหมายที่จะช่วยชาวเขาคนนั้นสร้างแบรนด์ให้สำเร็จ (ยิ้ม)

ได้ยินคำว่า strategy planner บ่อยๆ แต่หลายคนก็ยังสงสัยว่าทำเกี่ยวกับอะไร..

งาน Strategy Planner แปลตามตัวโต้งๆ ก็คือ นักวางแผนกลยุทธ์นั่นแหละ ซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายสาย แต่ละสายก็โฟกัสในขอบเขตที่แตกต่างกัน แต่ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ นักวางแผนกลยุทธ์ก็เหมือนกุนซือที่รับคำสั่งจากหัวหน้าก๊ก กุนซือเก่งๆ ไม่ว่าหัวหน้าจะอยากทำอะไร จะสร้างทัพให้ยิ่งใหญ่ จะให้ทัพมีชื่อเสียงหรือจะยึดประเทศ พอได้คำสั่งมาแล้ว ต้องประเมินสถานการณ์ได้เฉียบขาดและสุดท้ายวางกลยุทธ์เพื่อให้ถึงเป้าหมายนั้นได้ไม่ผิดพลาดแม้แต่เซนเดียว!

strategy planner มีสายไหนบ้างคะ แล้วปุ๊นทำอยู่สายไหน

Strategy Planner ปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 4 สาย ซึ่งทั้ง 4 สาย ถึงจะทำงานคนละแบบ ก็แท็กทีมไปด้วยกัน อย่างสมมติเล่นๆ ว่า เราได้รับโจทย์ให้วางแผนจีบผู้หญิงคนนึง

สายแรกที่จะมาพัวพัน คือสาย Branding สายนี้ จะเป็นสายที่รู้จักเป้าหมายดีที่สุด เป็นสายแห่งการขุดคุ้ยค้นหาข้อมูล เป้าหมายชื่อแส้อะไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร มีแฟนมาแล้วกี่คน เลิกล่าสุดเมื่อไหร่ เพราะเหตุอันใด ขุดคุ้ยเสร็จแล้วก็เอาข้อมูลมาคิดวิเคราะห์ว่า ความเป็นไปได้ในการไปจีบแล้วสำเร็จน่ะมีไหม และถ้าอยากจะให้โอกาสสำเร็จมันสูงที่สุดต้องเข้าไปด้วยกลยุทธ์อะไร ตีเนียนเป็นเพื่อนก่อนไหม อะไรอย่างนั้น

จากนั้นก็จะส่งไม้ต่อให้ สาย Commu สายนี้จะมานั่งคิดวิเคราะห์ต่อว่า ถ้าจะแกล้งทำเป็นเพื่อน แล้วคนเป็นเพื่อนเค้าคุยกันแบบไหน วิธีการพูดกับเป้าหมายให้น่าสนใจและโดดเด่นกว่าคู่แข่งคนอื่นๆ ต้องทำยังไง และที่สำคัญคือ พูดเข้าหูไม่พอ ต้องให้เค้าเข้าใจด้วย ต้องทำยังไง

ส่วนสองสายสุดท้ายนี่ ก็สายแปด กับ สายเก้า เห้ย ไม่ใช่! มุกบาทสองบาทก็ขอเล่นนะ (หัวเราะ) สองสายสุดท้ายนี่ ใกล้เคียงกันมาก คือสาย Media กับ Digital สองสายนี้จะดูในเรื่องของช่องทางที่ทำให้ประชิดตัวเป้าหมายได้ดีที่สุด เช่น เป้าหมายของเราชอบออกกำลังกาย งั้นช่องทางที่เราจะเข้าไปเจอและมีโอกาสได้พูดคุยนอกจากที่บ้านและที่ทำงาน ก็ต้องเป็นฟิตเนสอย่างแน่นอน แต่สาย Digtal เนี่ยก็จะตามชื่อเค้า คือเน้นช่องทางดิจิตอลจ๋าๆ ไปเลย ซึ่งเป็นสายที่ปุ๊นทำงานอยู่ปัจจุบันและรู้สึกเลยว่า ท้าทายมาก

ย้อนกลับไปตอนที่ทำงานที่ LINE@ สักหน่อย ประสบการณ์กับบริษัทชื่อดังแห่งนี้เป็นยังไงบ้าง

เล่าให้ฟังก่อนว่า LINE@ เป็นเครื่องมือที่ใช้ปิดการขายและทำ CRM ที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ ด้วยฟีเจอร์ของ LINE@ และราคาที่คุ้มเกินคุณภาพแบบจับต้องได้รายเดือน ทำให้ LINE@ เหมาะกับทุกคนที่ทำธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นน้องๆ นักศึกษามือสมัครเล่น ยัน SMEs รุ่นใหญ่ เพราะฉะนั้นหน้าที่ของปุ๊นหลักๆ ตอนนั้นคื เป็น Strategy สาย Branding พยายามทำความเข้าใจธรรมชาติของคนทำธุรกิจ ค้นหาปัญหาและอุปสรรคของเค้า และใช้ LINE@ เป็นเครื่องมือในการจบปัญหาทุกอย่าง

ไลฟ์สไตล์และการทำงานระหว่างองค์กรขนาดใหญ่และขนาดเล็ก แตกต่างกันยังไงบ้าง

พูดถึงไลฟ์สไตล์ คือแทบจะไม่ต่างกันหรือต่างกันก็น้อยมากๆ จนไม่รู้สึก อาจเป็นความโชคดีของปุ๊นด้วยที่ได้ร่วมงานแต่กับบริษัทเจ๋งๆ ไลฟ์สไตล์ตอบโจทย์ชีวิตเรามาก ทำงานไม่ต้องตอกบงตอกบัตร เน้นที่ผลงาน จริงจังแต่สภาพแวดล้อมผ่อนคลาย ให้อิสระ เบื่อๆ ก็แทงพูลได้ มีพูลทั้งสองบริษัท หรือทำงานล่วงเวลาก็มีห้องนอนให้  ที่สำคัญคือเพื่อนร่วมงานทั้งสองบริษัท โคตรน่ารัก ให้ความรู้สึกแบบเพื่อนพี่น้อง รักกันแต่เคารพและให้เกียรติกันมาก

ส่วนการทำงาน ก็อาจจะมีความต่างกันนิดหน่อยตรงที่ตอนทำงานที่ Line ปุ๊นจะอยู่ในมุมของ corporate ที่ขอความช่วยเหลือให้เอเจนซี่คิดงานบ้างหรือสั้นๆ คือเราเป็นลูกค้าเอเจนซี่นั่นแหละ แต่พอตัวเองมาทำเอเจนซี่ คราวนี้มันก็คือการเปลี่ยนบท กลายมาเป็นคนที่ต้องไปเสนองานแทนละ ก็แปลกๆ ดี

โปรเจ็คโปรดของปุ๊น

ยากจังแฮะ… ถ้าตอบว่าชอบทุกงานที่ทำออกไป เพราะถ้าไม่ชอบจะไม่ทำได้ปะ (หัวเราะ) งั้นเอาเป็นพาร์ทที่ชอบที่สุดในการทำงานละกันเนอะ พาร์ทนั้นก็คือ พาร์ทขุดคุ้ยข้อมูล เป็นพาร์ทที่ปุ๊นหลงไหลมาก จากปกติเป็นคนง่วงนอนระหว่างวันง่าย เหมือนเด็กอนุบาลที่ต้องนอนกลางวันหลังอาหาร แต่ถ้าเริ่มทำ Data เราจะกลายเป็นอีกคนไปเลย นั่งอยู่กับคอมโดยไม่ง่วงข้ามวันข้ามคืนได้เฉย ซึ่งความมันส์ของการขุดคุ้ยข้อมูลคือ ความรู้สึกที่เหมือนกับตัวเองได้สวมวิญญาณนักสืบที่หาเบาะแสในที่เกิดเหตุ มีสิ่งของมากมายตกอยู่ในที่เกิดเหตุ แต่ต้องมาคิดว่า เอ๊.. สิ่งของอันไหนนะเป็นหลักฐานบ่งชี้ตัวฆาตกร แล้วเวลาที่เราเจอ clue อันนั้นนะ ความรู้สึกมันแบบ ใช่! ตรูเจอตัวคนร้ายแล้ว

คิดว่า strategy planner ท้าทายตรงไหนคะ

ถ้าเป็นสายงานปัจจุบัน ความท้าทายคือความรู้เรื่องเครื่องมือต่างๆ ด้วยความที่โลกดิจิตัลมันหมุนไวมากๆ บางทีเครื่องมือเก่าๆ เรายังเรียนรู้ไม่ถึงไหน อันใหม่มันมาจ่อตูดละ หรือบางทีก็เครื่องมือเดิมนี่แหละแต่ปรับเปลี่ยนอัลกอริทึ่มกันเป็นว่าเล่น เพราะฉะนั้นถ้าเราวิ่งตามไม่ทัน เราจะพลาดโอกาสในการใช้เครื่องมือดีๆ ช่วยลูกค้าไป

อยากเป็น strategy planner ควรมีทักษะอะไรบ้างคะ

อย่างแรกเลยคิดว่า ต้องเป็นคนขี้สงสัยหรือชอบตั้งคำถามนะ แต่ตั้งอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็นคนชอบหาคำตอบด้วย และการหาคำตอบก็ต้องเป็นวิธีที่มีโลจิค ใช้ความคิดที่เป็นระบบ รู้จักแยกแยะ คิดวิเคราะห์ มองรอบด้าน มองกว้าง และมองลึกให้เป็น ที่สำคัญอีกอย่างที่ควรมี คือต้องเป็นพวกใฝ่รู้ ใฝ่เรียน ความรู้รอบตัวเยอะๆ ทันโลก ทันเหตุการณ์ ประมาณนี้แหละ

ทราบมาว่าสนใจเรื่องจิตวิทยาพอสมควร ทำไมถึงสนใจด้านนี้

โอ้โห จิตวิทยานี่คือที่สุดแล้ว ถามว่าจิตวิทยาให้ความรู้อะไรและนำไปใช้ในชีวิตประจำวันยังไง ตอบได้ทันทีเลยว่า จิตวิทยาทำให้ปุ๊น​ achieve life goal ของปุ๊น คือ “มีความสุขทุกวัน” เพราะการเรียนจิตวิทยาคือการทำความเข้าใจธรรมชาติของคน และเมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของคนแล้ว เราจะไม่มีความทุกข์จากการตั้งความหวัง หรือไม่พอใจว่าทำไมเค้าไม่เป็นดั่งใจเรา ตอนแรกๆ ที่เริ่มต้นศึกษาจิตวิทยา ก็ชอบอ่านหนังสือจำพวก manipulate นะ เช่น วิธีการทำให้คนทำตามคำสั่งเรา หรือ วิธีการทำให้คนตกหลุมรัก แต่พอยิ่งอ่านก็ยิ่งไม่ชอบ รู้สึกว่ามันคือศาสตร์มืด คือการประดิษฐ์หรือสร้างอะไรเปลือกๆ เลยมองจิตวิทยาเป็นอะไรที่ลึกกว่านั้น มองถึงการเข้าใจถึงตัวตน และยอมรับในสิ่งที่มันเป็นไป ซึ่งตรงกับหลักพระพุทธศาสนาและทำให้กราฟชีวิตมีความสุขสูงขึ้นเรื่อยๆ

งานอดิเรกยามว่างของปุ๊น

งานอดิเรกหลักมีอยู่ไม่กี่อย่าง อย่างแรกคือชอบออกไปวิ่งตามริมถนนต่างๆ (หัวเราะ) เพราะเป็นคนขี้เบื่อมาก ถ้าวิ่งสถานที่เดิมจนเริ่มจำภาพต้นไม้และทางได้หมดแล้ว จะอยากเปลี่ยนไปหาที่วิ่งใหม่ๆ ที่เดาภาพข้างทางไม่ออกทันที ส่วนอีกอย่างคงจะเป็นการอ่านหนังสือ​ พออ่านแล้วตกตะกอนอะไรได้ ก็เขียนๆ เล่น ลงไปในเฟสตัวเอง จะว่าไปการเขียนนี่ก็เป็นอีกอย่างที่ชอบมาก จริงๆ แล้วจะมีสมุดจดของตัวเอง ที่เอาไว้เขียนไม่ให้ตัวเองลืมว่าเคยตกตะกอนอะไรเอาไว้ แต่ไหนๆ ก็เขียนแล้ว บางทีก็จะมีบ้างโพสต์ลงเฟสส่วนตัว เผื่อมีใครผ่านมาเห็นแล้วเป็นประโยชน์ก็ดีกว่าอ่านอยู่คนเดียว

แบ่งเวลาการทำงานกับการใช้ชีวิตยังไง

ตอบแบบจริงๆ เลยนะ คือ ไม่ได้แบ่ง (หัวเราะ) ก็เรียงลำดับความสำคัญคือให้เวลากับงานเป็นอันดับแรก ทำงานให้เต็มที่ที่สุดจนเสร็จ จากนั้นถ้ามีเวลาเหลือ จะให้เวลากับตัวเอง ตัวเอง และตัวเอง เพื่อนนี่ไม่ค่อยให้หรอก (หัวเราะ) ชอบอยู่กับตัวเอง

แรงบันดาลใจในการทำงาน

ใช้ความอยากขับเคลื่อนชีวิตการทำงาน ปักธงไว้ในหัวว่า ยิ่งเราเก่งมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งช่วยคนอื่นได้ดีขึ้นมากเท่านั้น เพราะฉะนั้นแรงบันดาลใจ คือยิ่งเรียนรู้ได้มาก ก็ยิ่งให้ได้มากเท่านั้นแหละ

แอปที่ใช้ในการทำงาน

ไม่งานได้มั้ย (หัวเราะ) แอปที่ใช้ประจำเลย ตอนนี้คือ walkr เป็นแอปสำหรับคนที่ชอบวิ่ง หรือถ้าไม่วิ่งแต่มีเป้าหมายอยากจะเดินให้มากขึ้นทุกวันก็เยี่ยม คือมันจะ track ความเคลื่อนไหวของเรายิ่งเราเดินมาก เราก็ได้ energy ในแอปมาก แล้วถามว่าอี energy ตรงนี้เอาไปทำอะไร เอาไปสร้างดาว สร้างจรวดในกาแล็กซี่ของเราได้ จะมีดาวสวยๆ ประหลาดๆ เยอะแยะมากมายรอให้เราสร้างมันอยู่ สร้างดาวของตัวเองไม่พอ เราสามารถไปดูกาแล็กซี่ของเพื่อนได้ด้วยนะ ยิ่งเพื่อนเป็นพวกออกกำลังกายด้วยแล้ว แนะนำเลยว่า ให้เพื่อนโหลด เราโหลด พอเพื่อนมีดาวสวยๆ เยอะ เราจะเริ่มกดดันไปโดยปริยาย คราวนี้แหละ ดาวเพื่อนเยอะ ดาวเพื่อนสวย จะทำยังไงล่ะ เอ้า วิ่งสิรอไร!

ดาวน์โหลด

หวังว่าข้อมูลวันนี้จะอัดแน่นพอให้คนที่อยากเป็น strategic planner ได้เตรียมตัวและเอาไปใช้ได้นะคะ เพราะวันนี้สาระประโยชน์มาแบบเน้นๆ จัดเต็มจริงๆ ส่วนใครที่อยากให้ “พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์คนเก่งๆ ในอาชีพไหน ก็อย่าลืมคอมเม้นท์บอกกันด้วยล่ะ แล้วแบไต๋จะจัดให้อย่างรวดเร็วเลย!

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

สัมภาษณ์

“พี่เค้าใช้แอปอะไรนะ” สัมภาษณ์ผู้ช่วยทางกฎหมายจากบริษัทเกมชื่อดัง!

Published

on

งานด้านกฎหมาย ถือเป็นอีกงานที่คนส่วนใหญ่ในสังคมมองว่าเป็นงานที่สำคัญ และน่าจับตามอง รวมถึงให้การยอมรับนับถือคนที่ทำงานในสายงานนี้ ในขณะเดียวกันงานด้านกฎหมายก็ขึ้นชื่อในเรื่องของความโหดหินไม่น้อยเช่นกัน.. แต่จะเป็นจริงหรือไม่เพียงใด เราในสายตาคนนอกคงบอกไม่ได้เท่ากับคนในวงการด้านกฎหมายโดยตรง วันนี้แบไต๋เลยจะพาคุณผู้อ่านไปพูดคุยกับ มิ้นท์ – ชวิศา อัตภูมิ ผู้ช่วยทางกฎหมายจากเครือ Sea Group ซึ่งมีบริษัทชื่อดังอย่าง Garena, Shoppee และ AirPay กันค่ะ

เริ่มต้นทำอาชีพ Legal Assistant ได้ยังไงคะ

คือคิดไว้ตั้งแต่ก่อนเรียนจบแล้วค่ะ ว่าหลังเรียนจบจะสมัครงานเลย พอเห็นว่าที่ Garena เปิดรับสมัครก็ยื่นใบสมัครมาที่นี่ทันทีเลยค่ะ และที่เลือกทำด้านกฎหมายก็เป็นเพราะเราเรียนมาทางด้านนี้โดยตรงด้วยค่ะ มิ้นท์เลยคิดว่าเราควรจะต่อยอดจากสิ่งที่เรามีอยู่ให้มันพัฒนามากยิ่งขึ้นค่ะ

หลายๆ คนอาจยังไม่ทราบว่า Legal Assistant ทำเกี่ยวกับอะไรบ้าง อยากให้คุณมิ้นท์เล่าให้ฟังหน่อย

เป็นงานที่เกี่ยวกับการจัดการเอกสารทางด้านกฎหมายค่ะ ในแต่ละทีมจะมีการทำโปรเจ็คต่างๆ ฝ่ายกฎหมายจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาว่าสิ่งไหนทำได้หรือทำไม่ได้ หากตกลงกันเรียบร้อยแล้ว มิ้นท์จะเป็นจัดเตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับสัญญานั้นทั้งหมด เพื่อเสนอเซ็นกับกรรมการบริษัท และการตอบจดหมายตำรวจ รวมไปถึงการจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทใหม่ การแก้ไขเพิ่มทุน เปลี่ยนแปลงสำนักงานด้วยค่ะ

แล้วใน 1 วัน คุณมิ้นท์ต้องทำอะไรบ้าง

หลักๆ เลยคือจะเป็นงานเกี่ยวกับเอกสารกฎหมายค่ะ ตรวจสอบความถูกต้องของสัญญา ก่อนให้คณะกรรมการลงนาม หรือตอบจดหมายตำรวจกรณีตำรวจขอข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ในการตามหาตัวคนร้าย ประมาณนี้ค่ะ

บริษัท Sea เป็นอีกบริษัทที่ใครๆ ก็อยากเข้าไปทำงาน อยากให้คุณมิ้นท์เล่าถึงบรรยากาศการทำงานให้คนที่กำลังสนใจหน่อยค่ะ

ในเครือ Sea Group ของเราจะมีธุรกิจอยู่ 3 แบรนด์ใหญ่เลยคือ Garena ธุรกิจเกมออนไลน์ Shopee ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ และ AirPay ธุรกิจรับชำระเงินออนไลน์ เป็นบริษัท Start up ที่ถือได้ว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างมากเลยค่ะ ทำให้เวลาที่เราทำงานมันก็จะมีความกดดันอยู่บ้าง ด้วยเนื้องานที่มันเกี่ยวข้องกับกฎหมายคือเราต้องหาข้อมูลมาอย่างดี แล้วถึงจะสามารถทำได้เพื่อไม่ให้มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น แต่ถึงแม้ว่างานจะเครียด บริษัทก็มีสวัสดิการให้ดีมากๆ เลยค่ะ มีทั้งมุมพักผ่อน โต๊ะตีปิงปอง โต๊ะพูล หรือจะเป็นไอศรีม น้ำผลไม้ นม ขนม ก็มีค่ะ  

ชอบอะไรในบริษัทที่สุดคะ

ชอบสวัสดิการค่ะ (หัวเราะ) ที่นี่มีของกินเยอะมาก ตู้น้ำผลไม้ นม ไอศรีม ขนมขบเคี้ยว ขนมปัง ตู้มาม่าหยอดเหรียญ ครบมาก

ตั้งแต่ทำงานที่นี่มา ชอบโปรเจ็คไหนที่สุดคะ

มิ้นท์ชอบงานที่ต้องออกนอกสถานที่ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นไปทำเรื่องขออนุญาตนำเข้าเกมส์ออนไลน์ตัวใหม่ หรือไปจดทะเบียนแก้ไขที่เกี่ยวข้องกับบริษัท อะไรก็ได้ค่ะที่ไม่ต้องนั่งอยู่กับที่นานๆ

ประสบการณ์การทำงานที่ประทับใจที่สุด

สิ่งทีทำให้เรารู้สึกดีหรือประทับใจสำหรับมิ้นท์คือการที่เรานำความรู้ที่ได้เรียน มาใช้ประโยชน์ได้ เช่น เวลาที่มีคนมาขอคำปรึกษาว่าเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เขาควรจะทำอย่างไรต่อไปได้บ้างในทางกฎหมาย หรือมีข้อสงสัยเกี่ยวกับกฎหมาย แล้วเราสามารถอธิบายให้เขาเข้าใจได้ ประมาณนี้ค่ะ

ความยาก-ง่าย ของการทำงานด้านนี้คืออะไร

ความยากคือการนำกฎหมายมาประยุกต์ใช้กับเคสที่เกิดขึ้นจริงในองค์กรค่ะ ต้องยอมรับว่าตอนที่เรียน เราเรียนแค่หลักของกฎหมายค่ะ ทำให้เวลาที่ต้องให้คำปรึกษาหรือแนะนำอะไรที่เกี่ยวกับกฎหมาย เราต้องทำการค้นข้อมูลหรือฎีกาที่ใกล้เคียงกับเคสนั้นๆ แล้วนำมาวิเคราะห์ว่าเราจะทำแบบไหนต่อไป ส่วนความง่ายนั้นมิ้นท์มองว่าถ้าเรามีความรู้ความเข้าใจบวกกับประสบการณ์แล้วกฎหมายก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้วค่ะ

สำหรับคุณมิ้นจุดเด่นหรือข้อดีของงานด้านนี้คืออะไร

มิ้นท์คิดว่ากฎหมายไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด มันมีระบบในตัวของมัน ถ้าเราเปิดใจที่จะศึกษา มันก็เป็นเรื่องที่ไม่ยากค่ะ กฎหมายสายธุรกิจจุดเด่นของมันเลยคือมีความทันสมัยนะ เพราะจะต้องพัฒนาไปตามเทคโนโลยี อย่างเช่น ในโลกยุคปัจจุบันมีการใช้จ่ายผ่าน internet banking กันมากขึ้น กฎหมายก็จะต้องมีการบัญญัติเนื้อหาที่ครอบคลุม ป้องกัน เหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวผู้ใช้ ทำให้เราต้องติดตามข่าวสารหรืออัพเดตเกี่ยวกับกฎหมายพวกนี้เรื่อยๆ ได้ความรู้ดีค่ะ

ถ้าอยากทำงานด้านกฎหมายต้องมีสกิลอะไรบ้าง

สิ่งที่ต้องมีเลยคือความอดทนและขยันศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมค่ะ คนที่เรียนกฎหมายมาและจะทำงานด้านนี้ต้องยอมรับเลยว่าเขาต้องอ่านหนังสือ หรือหาความรู้ไปตลอด เพราะทั้งตัวกฎหมายหรือฎีกานั้นมันจะมีการเปลี่ยนแปลง แก้ไขอยู่ตลอดค่ะ

ว่ากันว่าทำงานด้านกฎหมาย มันก็จะเครียดหน่อยๆ ผ่อนคลายยังไงบ้างคะ

ยอมรับเลยค่ะ ว่าทำงานด้านกฎหมายบางวันจะเครียดมากๆ วิธีการกำจัดความเครียดของมิ้นท์คือการออกกำลังกายในทุกวันจันทร์-ศุกร์ค่ะ หรือไม่ก็เล่นเกมส์ ROV หรือ Free Fire แอบขายของ (หัวเราะ)

งานอดิเรกในวันหยุดสุดสัปดาห์ของคุณมิ้นท์คืออะไร

มีหลักๆ อยู่ 2 อย่างค่ะ ถ้าไม่ได้ไปทำธุระที่ไหนช่วงกลางวันจะอ่านหนังสือเพราะว่ากำลังเรียนต่อเนติบัณฑิตด้วยและตอนเย็นจะหาร้านกินบุพเฟ่ ประมาณนี้ค่ะ (หัวเราะ)

แอปพลิเคชั่นที่ชอบใช้ในการทำงานค่ะ

แอปที่มิ้นท์ใช้เป็นประจำเลยคือ Lawphin ค่ะ มันคือแอปที่รวบรวมประมวลกฎหมาย พระราชบัญญัติ กฎหมายอื่นๆ รวมถึงฎีกาต่างๆ ให้เราได้ศึกษาเพิ่มเติม สะดวกต่อการใช้งานมากๆ เลยค่ะ เราไม่ต้องพกประมวลกฎหมายเล่มใหญ่หลายๆ เล่มไปให้หนักกระเป๋าอีกเลย เป็นแอปที่ดีมากๆ ค่ะ

www.lawphin.com

ดาวน์โหลด

วันนี้เราก็ได้รู้พื้นฐานการทำงานของสายงานด้านกฎหมายกันไปแล้ว ซึ่งก็เป็นอีกสายงานที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว ส่วนครั้งหน้าเราจะพาคุณผู้อ่านไปพบกับคนมีความสามารถในสายงานไหนอีก ก็อย่าลืมติดตามกันนะคะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!