ระยะเวลากว่า 2 สัปดาห์สามารถบอกประชาชนคนดูหนังได้แล้วล่ะว่าหนังใหม่ Tony Jaa ผู้เป็นความหวังดารานักบู๊ไทยที่กะจะไปไกลระดับโลก กับหนังใหม่ชื่อ Skin Trade (หรือชื่อไทย “คู่ซัดอันตราย“) ภายใต้การลงทุนของค่ายใหม่เป็นอัน “เจ๊ง” เรียบร้อยโรงเรียนฮอลลีวูดในไทยแล้ว

osososos

หนังกวาดรายได้จากหน้า Box Office ไทยไปได้แค่ 4 ล้านบาท โรงหนังยังแสดงความอำมหิตเหมือนเดิมคือลดรอบ – ลดโรงฉายทันทีที่ 3 วันแรกตั๋วมันไม่วิ่ง เอาจำนวนโรงไปเทให้ Avengers ดีกว่าเยอะ หนังนั่นรับทรัพย์เต็มๆ (ธุรกิจโรงหนังช่วงนี้รับทรัพย์บ่อยนะครับ Fast7 ก็กวาดไปเกือบ 400 ล้าน!! น่าซื้อหุ้น MAJOR เก็บไว้นะ)

2015-05-12_145420ที่มา: Pantip

คำตอบที่น่าเจ็บปวดที่โทนี่จาและเจ้าของหนังได้รู้แล้วคือคอหนังเทศเขาแห่กันไปดู Fast7 เป็นความอาลัยแด่พอล วอร์กเกอร์ หาใช่ไปให้กำลังใจจา! ..ยิ่งความอยากดูทวีขึ้นเป็นพันเท่าหลังเสี่ยเจียงส่งเรื่องฟ้องศาลฐานละเมิดสัญญานักแสดง ศาลท่านพิจารณาแล้วว่ามีมูลจริงจึงมีคำสั่งระงับฉายออกมา คนดูร้องเสียหลงกันทั้งประเทศ ด่าเสี่ยเสียๆ หายๆ (แม้ว่าคนสั่งระงับฉายคือศาลไม่ใช่เสี่ย) ศาลเองแม้ไม่ต้องกลัวใครแต่ก็ยังต้องกลัวชาวเน็ต สั่งยกเลิกคำสั่งเดิมทำให้หนังรอดตายฉายได้อย่างหวุดหวิด แถมเป็นการสร้างกระแสเฮงซะยิ่งกว่าเฮงให้ค่ายหนังฝรั่งและโรงหนังกวาดรายได้กันอุตลุด!

Furious-7ที่มาของภาพ: www.forbes.com

จนกระทั่งวันนี้ หนัง Fast7 ยังยืนโรงอยู่ได้แม้เข้าฉายมานานนับเดือนแล้ว ..ตัวเลขรายได้สร้างขวัญและกำลังใจไม่น้อยแก่ตัวจา พนมและ “ไมเคิล ดี เซลบีย์” หรือ “ไมค์” นายทุนหนังและผู้จัดการคนใหม่ของจาพนม ผู้อยู่เบื้องหลังการพาจาทะยานสู่ฮอลลีวูดให้ไปโลดแล่นในหนัง Fast7 ได้ ซึ่งจากผลงานที่ผ่านมานี้ยังไงก็ต้องชื่นชมว่า จา พนม เราทำหน้าที่ของตนเองได้ดีมาก ออกฉากน้อย แต่น่าจดจำ ลีลาในฉากการต่อสู้สำคัญกับพอล วอร์กเกอร์กินขาด แถมตอนวันเปิดตัวหนังบนพรมแดงวอร์กออฟเฟรมฮอลลีวูดเขาก็สปีคอิงลิชได้อย่างน่าทึ่ง แววตาความรู้สึกเปี่ยมไปด้วยฟีลลิ่งการทำเพื่อชื่อเสียงประเทศชาติมากกว่าการหาเงินเข้ากระเป๋าตนเอง ตรงนี้ต้องปรบมือ

Play video

แต่การวัดผลจาก Skin Trade หนังฮอลลีวูดเต็มตัว(แต่เกรดบี) นี้ถือว่า “สอบตก” อีกครั้ง …ความเจ็บปวดที่เคยเกิดกับจามันตามกลับมาหลอกหลอนอีกครั้งคือการได้รับบทนำใน “หนังห่วย” อีกแล้ว …ห่วยจนแทบจะเรียกได้ว่า “ห่วยที่สุดในบรรดาหนังที่เคยรับเล่นมา” ถ้าไม่นับ องค์บาก 2 และ 3 ที่เจ้าตัวลงแรงกำกับเอง (นั่นอาจเรียกว่าห่วยที่สุดจริงๆ)

poster1

..ประเด็นเรื่อง Human Trafficking หรือการค้ามนุษย์ที่ใส่ไว้ในหนังเป็นเรื่อง “อีกแล้วหรือฟ๊ะ?” สำหรับคุณผู้ชมชาวไทยที่ “เห็นจนเบื่อ” กับหนังฝรั่งที่ถ่ายทำในเมืองไทยเสมอๆเสนอมุมมองนี้ คนไทยในหนังฝรั่งถ้าไม่เป็นกะหรี่-กะเทย ให้แข็งแรงขึ้นหน่อยก็เป็นมาเฟียค้ายา! ซึ่งก็ต้องทำใจว่าภาพลักษณ์ที่นานาประเทศเขามองเรามันก็ไม่พ้นเรื่องนี้จริงๆนั่นแหละแต่มันน่าช้ำใจตรงที่ผู้กำกับหนังฝรั่งเรื่องนี้คือ “คนไทย” คุณ “เอกชัย เอื้อครองธรรม” ผู้กำกับระดับนานาชาติที่เคยนำผลงานหนัง/ละครเวทีไทยไปแสดงต่อชาวโลกจนเขาเห็นความดีงามอยู่บ่อยๆกลับทำหน้าที่ได้ไม่สมชื่อชั้นนัก (บทเรื่องนี้เขียนเค้าโครงโดยคุณ Dolph Lundgren นักแสดงนำ.. งั้นโทษคนเขียนบทแล้วกัน!…ฮา)

20110415103133632c58ab-c207-4aba-99c4-d9f73aaf6dab

คุณ “เอกชัย เอื้อครองธรรม” ผู้กำกับภาพยนตร์เรื่อง Skin Trade

ที่มา: www.siff.com

จะประเด็นอะไรก็ช่าง แต่สุดท้ายหนังมันออกมาไม่หนุก..ก็จบ! …ระยะเวลา 96 นาทีที่แสนสั้นสำหรับหนังทั่วๆไป ผู้กำกับฯสามารถทำให้เรารู้สึกยาวนานได้ในหนังเรื่องนี้ ตลอด 96 นาทีนี้สร้างความอึดอัดใจระหว่างชมพอสมควรเพราะมันให้อารมณ์เดิมๆของหนังจาพนมในระยะหลังๆคือ “ดูแล้วก็งั้นๆ..เมื่อไหร่จะจบอ่ะ?” (ในรอบที่ผมดูมีผู้ชมอยู่ 3 คนเดินออกไปก่อน 2คน เหลือผมคนเดียวในโรงอย่างวังเวง!) ..หนังถูกถ่ายทอดแบบ “โชว์รีลการต่อสู้” หลากหลายซีนมาแปะๆ ต่อๆ กัน อารมณ์ไม่ใช่ เหตุผลไม่ต้อง ซึ่งที่ผ่านมา “ปรัชญา ปิ่นแก้ว” ก็เคยถูกสับเละเช่นนี้มาแล้วจากผลงาน “ต้มยำกุ้ง” และทำให้จา พนมโดยล้อคำว่า “ช้างกูอยู่ไหน?” ยันลูกบวช (เอ่อ..ชีวิตจริงเขามีลูกสาวน่ารักเชียว)

1594128494195811851

..ผลงานเรื่องนี้ทำให้ผมได้นั่งสังเคราะห์จริงๆแล้วว่าเป็นเพราะ “ทักษะทางการแสดง” ของเขาเองนั่นแหละที่ทำให้หนังออกมาแบนราบเสมอ เขาเล่นได้แบบเดียว เจ็บก็เจ็บแบบเดียว ฮึดก็ฮึดแบบเดียว เวลาต่อสู้ก็ร้องเจ็บปวดแบบเดียวโดยไร้ซึ่งบทพูดที่มีเสน่ห์ ซึ่งจุดนี้คือปัญหาของการเขียนบทหนังแอคชั่นให้เขาเล่นในทุกๆ ครั้งคือคนเขียนบทนึกถึงแต่ภาพเขาเตะต่อยแบบน่าอัศจรรย์ แต่ไม่เคยมีใครนึกถึง “ห้วงความคิดคำนึง” ของตัวละครของเขาระหว่างต่อสู้เลย… มันเลยทำให้การสู้นั้นออกมาแบนๆ แบบเตะไปต่อยมา ไม่เหมือนการต่อสู้ของเฉินหลงที่มีลูกล่อลูกชนลูกฮาลูกเศร้าเคล้าน้ำตาที่ให้คุณค่าได้มากกว่า ..ถ้าเปรียบเทียบก็จะเห็นภาพมากขึ้นว่า Tony Jaa ในบท “Kiet” (เกียรติ) คอลเซ็นเตอร์รับจ้างฆ่าพอลวอร์กเกอร์ในหนัง Fast7 แม้จะออกมาวูบสั้นๆและไม่พูดพล่ามทำเพลงมากก็เปิดศึกกับพระเอกอย่างบ้าคลั่ง แต่ฝรั่งคนเขียนบทมันก็ยังรู้จักใส่บทเข้าปากให้โทนี่จาพูด …ประโยค “Too Slow!” ที่เขาพูดก่อนปิดประตูขังพอลจึงเป็นซีนที่น่าจดจำ (และถูกจำมายำเขากลับในตอนท้ายเรื่องได้อย่างมันส์) นี่คือความละเมียดที่หนังฝรั่งให้ แต่กลับกันหนังฝรั่งหัวใจไทยเรื่องนี้ไม่มี …

อีกหนึ่งประเด็นที่ผมคิดว่าน่าจะเกิดจากปัญหาสุขภาพที่คุณจาน่าจะเร่งรักษาคือ “อาการตาแดง” ที่ระยะหลังมานี้ผมมองแล้วก็ไม่สบายใจและแอบห่วงพระเอกตาแดงก่ำคนนี้ถึงสุขภาพในระยะยาว ถ้าสามารถเปลี่ยนแปลงมันได้ จะทำให้การสื่อสารทางอารมณ์ดีขึ้นด้วยในภาพรวม

ส่วนเสี่ยเจียงผู้ที่โลกต่างคิดว่าจะเอาอะไรกันหนักหนากับจา สัญญาต่ออัตโนมัตินี่มันสัญญาทาสชัดๆ มีความจริงที่เจ็บปวดซ่อนอยู่ในหัวใจ ผมในฐานะคนเคยใกล้ชิดกับเงินทุนของแกก็บอกได้เพียงว่าแกเป็นคนคลั่งหนังไทยมาก แกอยากให้ประเทศไทยได้รับชื่อเสียงที่ดีงามในด้านหนังซึ่งเป็นงานที่แกทุ่มทั้งชีวิตเพื่อมัน แกลงทุนทำหนังมา 50 ปี ได้มาก็มาก และเจ๊งก็มาก (มีคนแบกความฝันมาใช้เผาเงินแกเยอะครับ) ก็ถือว่าอย่างน้อยๆแกก็เป็นคนนึงที่ได้ทำเพื่อ “แบรนด์ประเทศไทย” แกพูดอย่างไม่อายปาก แกบอก “กูลงทุน 400 ล้านทำหนัง ถ้ากูไม่หวังกำไรแล้วมึงว่ากูควรหวังอะไร?”

SANYO DIGITAL CAMERAที่มาของภาพ: www.manager.co.th

..ทุนก้อนนี้คืองานสุดท้ายที่ไม่มีวันสร้างเสร็จอย่าง “ไอ้หนุ่มกังนัม” งานที่ทำให้จามาเจอกับ Dolph Lundgrend ดาราใหญ่ที่เสี่ยจ้างมาให้ (ข่าวว่าค่าตัว 60 ล้าน) และดีลกันว่าจะให้จาร่วมแสดงใน Skin Trade หนังทุนฝรั่งของดอล์ฟด้วย ..เสี่ยเจียงจัดแถลงข่าวกันเป็นมั่นเหมาะ เงินถูกทะยอยเบิกไปสร้างแล้ว 26 ล้านบาท หนังสือสัญญาถูกส่งไปต่อกันอัตโนมัติเพราะใครจะคิดว่าไม่ต่อในเมื่อ 2 เดือนก่อนหมดสัญญายังมาขอเงินทำหนังใหม่อยู่เลย.. เสี่ยเจียงเปิดเผยกับผมด้วยใจจริงว่า

“ถ้าวันหนึ่งจามาขอโทษ กูก็จะบอกว่ายกโทษให้ แต่มึงกับกูมันคนละทางกันแล้ว ทำงานกันต่อไปไม่ได้หรอก”

…อยู่ด้วยกันมา 10 ปีทำหนังไปได้แค่ 5 เรื่องและมีปัญหาดราม่าระหว่างถ่ายทำทุกเรื่อง แก้ปัญหาให้ด้วยน้ำมิตรแบบคนกันเองให้ทุกครั้ง แต่พอได้เล่น Fast7 ก็เผ่นหนีไปเลย ทั้งๆที่เคลียร์กันแล้วว่าให้เล่นหนังฝรั่งได้ “แต่อย่าทิ้งหนังไทยไป” เสี่ยเจียงขอแค่นี้ …

เสี่ยเจียงแม้ไม่ได้เล่นอินเทอร์เน็ต แต่แกก็รู้กระแสดีว่าผู้คนเกลียดแก ลูกๆ พยายามปิดไม่อยากให้พ่อรู้กลัวเครียด แต่แกก็หาวิธีรู้ของแกเองจนได้ แกบอกว่า

“กูรู้ตัวกูดี อีกไม่กี่ปีกูก็ตายแล้ว แต่ก่อนกูตายกูอยากมั่นใจว่าลูกๆกูจะอยู่ได้ ลูกน้องกูจะอยู่ได้ เพื่อนๆกูจะอยู่ได้”

เสี่ยเจียงตัดสินใจไม่ฟ้องหนัง Skin Trade ก่อนเข้าโรงฉายอันอาจจะส่งผลเป็นการสร้างกระแสให้หนังอีก แต่หลังหนังเข้าโรงฉายไป 3 วัน เสียงปลายสายโทรศัพท์ที่เสี่ยเจียงโทรหาผมเมื่อบ่ายวันเสาร์เป็นเสียงร้องว่า “พระเจ้ามีจริง! พระเจ้ามีตา! ..หนังมันห่วยกว่าที่กูเคยสร้างให้มันอีก”  …ผมไปช่วยสมทบทุนหนังเขาด้วยตาตนเองแล้วพบว่า “ห่วยจริง” จบ! …รอลุ้นชีวิตจริงของเขาต่อไปด้วยใจปรารถนาดี 🙂

หนุ่ยรู้โลกรู้ #117 : ล้วงลึกๆความรู้สึกเสี่ยเจียงเมื่อหนังใหม่โทนี่จา…เจ๊ง!!! โดยหนุ่ย พงศ์สุข หิรัญพฤกษ์

ที่มา: หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก