Skylab Food and Tray (1973 - 1974) Image Credit: NASA

‘FOOD IN SPACE’ เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่แม้อยู่ในอวกาศ!! (ตอนแรก)

อุปกรณ์ที่ถูกจัดเรียงให้เห็นวิธีการกินอาหารหนึ่งมื้อบนยานอวกาศในโครงการเจมินี
Credit: Smithsonian National Air and Space Museum

สำหรับการกินอาหารแข็งครั้งแรก (Solid food) ในอวกาศ เกิดขึ้นบนยานเจมินี 3 เมื่อนักบินอวกาศ จอห์น ยัง (John Young) นำอาหารตัวอย่างสองแพ็กเพื่อลิ้มลองในภารกิจ 5 ชั่วโมง เขาทำให้เพื่อนนักบินอวกาศ เจอร์วิล กริสสัม (Virgil Grissom) แปลกใจ ด้วยการยื่นแซนด์วิชเนื้อวัวบดซึ่งซื้อมาจากร้านอาหารที่ชายหาดในรัฐฟลอริดาให้กินด้วยกัน อย่างไรก็ตาม กริสสัมไม่สามารถกินแซนด์วิชให้หมดไปได้ เนื่องจากเกิดเศษขนมปังกระจายขึ้นมา

ในโครงการอะพอลโล อาหารแห้งแช่แข็งได้รับการพัฒนาขึ้นไปอีกนิด ขั้นตอนที่ทำให้แห้งเพื่อดึงน้ำออกจากอาหาร กลายเหลือเพียงการดึงความชื้นออกด้วยระบบสุญญากาศ บรรจุภัณฑ์ที่เดิมเป็นลักษณะท่อ ก็เริ่มพัฒนาเป็นแบบถุงไร้ท่อ ซึ่งมีทั้งแบบฉีดน้ำใส่ลงไปแบบเดิม และแบบที่ไม่อาศัยการเติมน้ำด้วย สามารถใช้กรรไกรตัดซองนำอาหารออกมารับประทานได้เลย หลังจากกินอาหารเสร็จ เม็ดฆ่าเชื้อแบคทีเรียเล็ก ๆ จะถูกใส่ลงไปแทนที่ในถุงนั่นทันที

ในยุคนี้นอกจาก บรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่จะเป็นท่อ (Tube) เป็นส่วนประกอบแล้ว ‘การกินอาหารด้วยท่อ’ ยังรวมอยู่ในระบบยังชีพภายในยานอวกาศและชุดอวกาศด้วย ทั้งนี้ ก็เพื่อป้องกันนักบินอวกาศอดตายหากเกิดเหตุฉุกเฉินที่ทำให้ไม่สามารถถอดหมวกอวกาศ และรับประทานอาหารภายในห้องโดยสารในยานได้อย่างปกติ

ภาพซ้าย – ระบบให้อาหารฉุกเฉิน (Contingency Feeding System)
หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นภายในยาน นักบินอวกาศก็ยังคงยังชีพอยู่ได้ด้วยระบบให้อาหารฉุกเฉิน (Contingency Feeding System) อย่างที่เห็นในภาพคือระบบที่ว่าของอะพอลโล 11 ซึ่งช่วยให้นักบินอวกาศกินอาหารเหลวผ่านท่อเล็ก ๆ ในหมวกนักบินอวกาศได้
Credit: Smithsonian National Air and Space Museum
ภาพขวา – อุปกรณ์ดื่มน้ำในชุดอวกาศ (In-suit Drinking Device)
นอกจากระบบในยาน การกินผ่านท่อโดยมีถุงอาหารติดภายในชุดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง
เมื่อนักบินอวกาศต้องปฏิบัติภารกิจนอกยานเป็นเวลานาน อะพอลโล 13 คือภารกิจแรกที่ทำเช่นนั้น แ
ละในภารกิจอะพอลโล 15 นักบินอวกาศก็ยืดอกพกถุงแอปริคอตไว้เป็นของว่างยามที่อยู่บนพื้นผิวดวงจันทร์ด้วย
Credit: Smithsonian National Air and Space Museum

(อ่านต่อหน้า 3 คลิกด้านล่างเลย)