Skylab Food and Tray (1973 - 1974) Image Credit: NASA

‘FOOD IN SPACE’ เพราะเรื่องกินเป็นเรื่องใหญ่แม้อยู่ในอวกาศ!! (ตอนแรก)

อาหารยุคสถานีอวกาศ 

ในช่วงยุค 1970 ถือเป็นช่วงที่อาหารอวกาศมีความก้าวหน้าอย่างมาก เนื่องจากการกำเนิดของสถานีอวกาศ ทำให้นักบินอวกาศต้องไปประจำการและอาศัยอยู่ในอวกาศนานขึ้น บนสถานีอวกาศจึงต้องมีส่วนที่เป็น ‘ห้องครัว’ ขึ้นมา อย่างในสถานีอวกาศสกายแล็บ (Skylab Space Station) ซึ่งเป็นสถานีอวกาศลำดับ 2 ถัดจากสถานีอวกาศซัลยุต 1 (Salyut 1) ของสหภาพโซเวียต เพราะมีห้องครัวนี้ นักบินอวกาศจึงมีโอกาสได้เตรียมและปรุงอาหารเองตามใจอยาก แทนที่จะถูกระบุชัดเป็นมื้อ ๆ ตามถุงที่ระบุมาเหมือนแต่ก่อน ช่วยให้เกิดการพัฒนาคุณภาพและเพิ่มความหลากหลายของอาหารยิ่งขึ้น  

ภาพห้องครัวเต็มรูปแบบในภารกิจสกายแล็บ ที่ซึ่งนักบินอวกาศสามารถปรุงอาหารและรับประทานอาหารที่ตนเองเลือกได้
Credit: Smithsonian National Air and Space Museum
ภาพถาดอาหารบนสถานีอวกาศสกายแล็บ
หากเทียบกับภาพด้านบนจะเห็นว่าถาดนี้มีขนาดประมาณหนึ่งช่วงคน พอดีกับพื้นที่ที่นักบินอวกาศใช้พอดี
Credit: NASA

สถานีอวกาศสกายแล็บ อาศัยโซลาร์เซลล์ผลิตพลังงานแทนที่เชื้อเพลิงที่ผลิตน้ำในยุคก่อน จึงมีการติดตั้งตู้เย็นเพิ่มขึ้นมาด้วย ทำให้นักบินอวกาศสามารถจัดเก็บอาหารได้หลากหลายกว่าเดิม และหนึ่งในอาหารจานโปรดของนักบินอวกาศนั้นก็คือ ‘ไอศกรีม’

ไอศกรีมที่ว่าก็คือไอศกรีมธรรมดาแบบที่เรา ๆ ท่าน ๆ กินกันบนโลกนี่แหละ (ก็มีตู้เย็นแล้วนิ) แม้ก่อนหน้านี้ในโครงการอะพอลโลจะมีการพัฒนาไอศกรีมอวกาศ ในรูปแบบที่นำไปทำให้แห้งและเย็น (Freeze-dried ice cream) หรือในอีกชื่อหนึ่งคือกระบวนการ Lyophilization ที่ดึงน้ำออกมาจากเนื้อไอศกรีมด้วยการลดความดันอากาศลงจนทำให้เนื้อเหลวของมันกลายเป็นก๊าซ จากนั้นนำไปเข้าสู่ระบบสุญญากาศและแช่แข็งไว้จนตกผลึก (Crystallization) วิธีการนี้ทำให้ไอศกรีมสามารถเก็บไว้ที่อุณหภูมิห้องได้โดยไม่ละลาย แถมยังมีความแข็งกว่าไอศกรีมปกติ แต่ยังคงนุ่มเมื่อกัดเข้าไป

อย่างไรก็ตาม ไอศกรีมนี้ไม่ได้รับความนิยมจากนักบินอวกาศเลย และไม่ได้ถูกนำมาใช้ในภารกิจด้วย นักบินอวกาศ ไมค์ มัสซิมิโน (Mike Massimino) ถึงกับกล่าวถึงความไม่พอใจต่อไอศกรีมชนิดนี้ว่า มัน ‘น่าขยะแขยง’ และคล้าย ‘วัสดุก่อสร้างมากกว่าอาหาร’ เสียอีก ทว่ามันกลับกลายเป็นของที่ระลึกยอดนิยมที่มีขายในพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์ในสหรัฐฯ (Science museums) และร้านขายของที่ระลึกของนาซา และเห็นว่ามีบริการส่งไปรษณีย์ด้วย ใครสนใจก็ลองสั่งมาชิมกันดูได้

มาที่ฟากโซเวียตกันบ้าง ในช่วงนี้ สหภาพโซเวียตเองก็มีระบบทำความร้อน(Heating System) ในยาน และมีการใช้อาหารแห้งแช่แข็งแทนที่การใช้อาหารจากท่อเช่นกัน จึงเริ่มมีการกำหนดโปรแกรมอาหารขึ้นมาเป็นกิจลักษณะเช่นกัน เริ่มแรกเป็น 3-Day Diet บนยานโซยุส-9 (Soyuz-9) ในปี 1975 แล้วขยายเป็น 6-Day Diet ในภารกิจต่อ ๆ มา และบนสถานีอวกาศมีร์ (Mir Space Station) ในปี 1986 โดยเสิร์ฟควบคู่ไปกับอาหารสไตล์อเมริกัน และค่อย ๆ พัฒนาไปเป็น 16-Day Russian Diet ซึ่งใช้ครั้งแรกในปี 2014 บนสถานีอวกาศนานาชาติ (International Space Station: ISS) ในที่สุด

หลังต่างฝ่ายต่างแข่งกันพัฒนาด้านอวกาศกันมายาวนาน ในปี 1975 ก็เกิดโครงการความร่วมมือระหว่างสหรัฐอเมริกาและโซเวียต คือโครงการอะพอลโล-โซยุส (Apollo-Soyuz Test Project: ASTP) ทำให้นักบินอวกาศทั้งสองสัญชาติต่างได้ลิ้มลองรสชาติอาหารของอีกฝ่ายเป็นครั้งแรก นักบินอเมริกันได้ชิมอาหารพิเศษของรัสเซียอย่างคาเวียร์และบอร์ชท์ (Borscht หรือ Borsch เป็นซุปรัสเซีย มีลักษณะกึ่งข้นกึ่งใส โดดเด่นด้วยสีออกแดงม่วงด้วยบีทรูทซึ่งเป็นส่วนผสมหลัก ความเข้มของสีขึ้นอยู่กับผักชนิดอื่น ๆ ที่ใส่ลงไป มักรับประทานโดยใส่ซาวครีมกินคู่กับขนมปัง) ที่มาในรูปแบบบรรจุหลอดด้วย

ซุปบอร์ชท์โรยหน้าด้วยผักชีฝรั่งและเมทาน่า (ซาวครีม) ในเวอร์ชั่นปกติบนโลก
Credit: liz west
นักบินอวกาศสหรัฐฯ โธมัส พี สแตฟฟอร์ด (Thomas P. Stafford) ผู้บัญชาการลูกเรือ ASTP
และ โดนัลด์ “เดเก้” สเลย์ตัน (Donald “Deke” Slayton) เยี่ยมชมยานอวกาศโซยุซของสหภาพโซเวียต
หลังการพบปะในอวกาศครั้งประวัติศาสตร์ของสองชาติ ทั้งคู่ได้ร่วมแลกเปลี่ยนอาหารกับเพื่อนนักบินอวกาศชาวรัสเซีย และถือหลอด Borscht (ซุปบีทรูท) ซึ่งมีฉลากวอดก้าเพื่อถ่ายภาพไว้เป็นที่ระลึก
Credit: Smithsonian National Air and Space Museum

(อ่านต่อหน้า 4 คลิกด้านล่างเลย)