รวมนานาสาเหตุที่ไม่ควรพลาดชม ‘Perseverance ลงจอดบนดาวอังคาร’ เช้ามืด 19 กพ. นี้

ทั้งยังมีอุปกรณ์ตรวจจับและเก็บข้อมูล MEDLI2 (Mars Science Laboratory Entry, Descent, and Landing Instrumentation 2) ช่วยรวบรวมข้อมูลสำคัญระหว่างการเดินทางบนดาวอังคาร ชุดเครื่องมือวิเคราะห์สภาพแวดล้อมบนดาวอังคาร (Mars Environmental Dynamics Analyzer: MEDA) ซึ่งจะรวมรวบข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสภาพอากาศ สภาพภูมิอากาศ และฝุ่นละออง นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยีผลิตก๊าซออกซิเจนบนดาวอังคาร (MOXIE) ที่มีจุดมุ่งหมายคือการผลิตออกซิเจนจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศของดาวอังคารเพื่อเป็นเชื้อเพลิงและการหายใจด้วย 

เซ็นเซอร์ MEDLI2 อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และสายรัด ที่ติดตั้งบนพื้นผิวด้านในของแผงป้องกันความร้อนของยาน Perseverance
Credit: NASA / JPL-Caltech

ซึ่งทั้งหมดนี้ จะช่วยให้ภารกิจสำรวจโดยมนุษย์มีความปลอดภัยและบรรทุกน้ำหนักมาได้มากขึ้นในอนาคต

ที่ยิ่งไปกว่านั้นคือ ทีมพัฒนายังต้องเผชิญความลำบากในการทำงานเนื่องจากวิกฤตโควิด การพัฒนาอุปกรณ์ต่าง ๆ ให้ทันตามกำหนดการ จึงต้องใช้ความพยายามเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัว อย่างที่เรย์ เบเคอร์ (Ray Baker) ผู้บริหารระบบการบินของภารกิจที่ปฏิบัติงานอยู่ที่ Jet Propulsion Laboratory (JPL) กล่าวไว้ในตอนที่ยานเพอร์เซเวียแรนส์จะเดินทางออกจากโลกว่า

“ในฐานะวิศวกร การสร้างรถสำรวจที่ซับซ้อนนี้เป็นสิ่งที่ยากที่สุดที่เคยทำมา และไวรัสโคโรนาก็ทำให้มันท้าทายขึ้นไปอีก” 

ดังนั้น ความน่าเอาใจช่วยในภารกิจนี้ จึงเป็นเพราะนอกจากความยากแล้ว ทีมที่ทำภารกิจนี้ยังต้องใช้ความเพียรพยายามอย่างสูง ภายใต้สถานการณ์โควิดด้วย สมชื่อ ‘เพอร์เซเวียแรนส์ (Perseverance)’ ที่มีความหมายว่า ความพยายามจริง ๆ

ก้าวแรกของการเดินทางไป – กลับดาวอังคาร

ในการพิสูจน์ว่ามีหรือเคยสิ่งมีชีวิตมาก่อนหรือไม่ ยานเพอร์เซเวียแรนส์จำต้องนำดินและหินตัวอย่างมาจากดาวอังคารด้วย ซึ่งนั่นนับเป็นครั้งแรกของการส่งยานสำรวจออกไปดาวอังคารและนำมันกลับมายังโลก

โครงการนำตัวอย่างจากดาวอังคารกลับมายังโลกเป็นการวางแผนร่วมกันโดยองค์การนาซาและองค์การอวกาศยุโรป (European Space Agency) เนื่องจากบนโลก เราสามารถตรวจสอบตัวอย่างด้วยเครื่องมือที่ใหญ่และซับซ้อนซึ่งไม่สามารถส่งไปยังดาวอังคารได้ ณ ห้องปฏิบัติการภาคพื้นดิน นักวิทยาศาสตร์จะสามารถตรวจสอบหาสัญญาณของสิ่งมีชีวิตจากตัวอย่างดังกล่าวนั้นได้อย่างละเอียดยิ่งขึ้น

ครั้งแรกกับภาพสุดคมชัดประหนึ่งร่วมทริปขับรถไปบนดาวอังคารด้วยตัวเอง!

ด้วยกล้องจำนวนถึง 23 ตัว ที่ติดไปกับยานสำรวจและอุปกรณ์บนยาน ทำให้ภารกิจนี้กลายเป็นภารกิจที่มีจำนวนกล้องสูงที่สุด มากกว่าภารกิจดาวเคราะห์อื่นใดในประวัติศาสตร์ เราจะได้เห็นมุมมองความละเอียดสูงตั้งแต่การลงจอดของยาน ในย่ำรุ่งของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2564 และน่าจะได้เห็นภาพทิวทัศน์และตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ในรายละเอียดที่น่าทึ่งเสมือนได้ไปเดินย่ำสำรวจเอง ในวันถัด ๆ ไปอีกด้วย

นี่คือความพยายาม ‘บิน’ บนดาวเคราะห์ดวงอื่นเป็นครั้งแรก

แม้ว่าเราจะเคยส่งยานต่าง ๆ ไปสำรวจดาวอังคาร แต่นั่นล้วนเป็นการ ‘แล่น’ ‘ร่อน’ หรือ ‘โคจร’ รอบดาว ไม่ใช่การ ‘บิน’

ฮาวาร์ด กริป (Havard Grip) หัวหน้านักบินของ Ingenuity กล่าว

“พี่น้องตระกูลไรต์ได้แสดงให้เห็นว่าการบินที่ขับเคลื่อนด้วยชั้นบรรยากาศของโลกนั้นเป็นไปได้ และด้วย Ingenuity เราก็กำลังพยายามทำแบบเดียวกันนี้บนดาวอังคาร ”

ภาพจำลอง Ingenuity บินเหนือพื้นผิวดาวอังคาร เพื่อสำรวจภูมิประเทศของดาว
Credits: NASA/JPL-Caltech

(อ่านต่อหน้า 4 คลิกด้านล่างเลย)