การกลับมาครั้งที่ 4 ของแมตต์ เดมอน กับบทเจสัน บอร์น ตามเสียงเรียกร้องของแฟน ๆ ที่แมตต์ เดมอน เคยยืนกรานไว้ว่าเขาจะกลับมาเป็นบอร์น ต่อเมื่อผู้กำกับพอล กรีนกราส จาก Bourne Supremacy (2004) และ Bourne Ultimatum (2007) กลับมากำกับเท่านั้น หนังบอร์น ถือว่าเป็นขุมทรัพย์มหาศาลของค่ายยูนิเวอร์แซล ทำกำไรสูงทุกภาค โดยเฉพาะ Bourne Ultimatum กวาดรายได้ทั่วโลกไปถึง 442 ล้านเหรียญ เมื่อแมตต์ เดมอน ไม่กลับมาก็เลยต้องหาทางออกด้วยการเขียนตัวละคร อารอน ครอส ขึ้นมาใหม่เสมือนเป็นภาคแยกของ Bourne ให้เจเรมี เรนเนอร์มารับบทใน The Bourne Legacy (2012) แม้เสียงตอบรับไม่ดีเท่า Bourne แต่ก็ทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ ยูนิเวอร์แซลเลยจะทำภาคต่อในปี 2016 แต่แล้วพอล กรีนกราส ก็เกิดตกปากรับคำว่าจะกลับมาทำ Bourne ต่อแล้ว แมตต์ เดมอน โอเค ยูนิเวอร์แซลเลยเลื่อนโครงการภาคต่อของ Bourne Legacy ให้ไปโผล่ปี 2018 นู่นแทน เพราะแฟน ๆ ตั้งตาคอยการกลับมาในรอบ 9 ปีของ เจสัน บอร์น กันมากกว่า

kY8gJlR56J78vWqEHdg6FSyKT8d

เป็นบอร์นภาคแรกที่บทภาพยนตร์ไม่ได้ดัดแปลงจากนิยายของโรเบิร์ต ลัดลัมแล้ว และเปลี่ยนมือเขียนบทจากโทนี่ กิลรอย ขาประจำมาตลอดทั้งไตรภาค Bourne และ Bourne Legacy มาเป็น คริสโตเฟอร์ เราส์ มือตัดต่อขาประจำของ พอล กรีนกราส ที่โดดมาลองเขียนบทเป็นครั้งแรก และดูเป็นทิศทางใหม่ที่ดี กลายเป็นบอร์นภาคที่ดูง่ายสุด เนื้อหาไม่ซับซ้อนตัวละครไม่มาก ประเด็นหลักของเรื่อง บอร์นยังคงตามหาอดีตของตัวเองที่เกี่ยวพันกับโครงการเทรดสโตน คลำไปจนเจอเงื่อนงำที่เกี่ยวกับการตายของพ่อและตัวร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด ไม่พอรอบนี้บอร์นจะต้องเจอกับ แอสเส็ต มือสังหาร CIA จอมโหดที่มีความแค้นส่วนตัวกับบอร์น แอสเส็ต ถือได้ว่าเป็นตัวร้ายที่ทั้งเก่งทั้งดุประสบการณ์และมีพิษสงพอที่จะทำให้บอร์นเหนื่อยและเจ็บได้ บทแอสเส็ต ได้วินเซนต์ คาสเซิล ดาราฝรั่งเศสฝีมือดีมารับบท ส่วนนางเอกภาคนี้ได้ อลิเซีย วิแคนเดอร์ สาวงานชุกคนล่าของวงการมารับบทเป็นเฮทเธอร์ ลี เป็นหัวหน้าหน่วยไล่ล่าเจสัน บอร์น เธอศึกษาประวัติของบอร์นแล้วก็ยิ่งสงสัยว่าบอร์นมีเจตนาร้ายกับ CIA จริงหรือ อลิเซีย ในเรื่องนี้รวบผมสูงแต่งหน้าบางแต่ถือได้ว่าเป็นลุคที่สวยที่สุดของอลิเซีย ที่เคยเห็นบนจอภาพยนตร์มา

jason-bourne-trailer-04

หนังยังคงกลิ่นอายความเป็นบอร์นไว้ได้ดี ด้วยสไตล์ที่เฉพาะตัว เป็นสายลับที่ลุยเดี่ยวถนัดต่อสู้ด้วยมือเปล่า ไม่มีอุปกรณ์ไฮเทค ไหวพริบเป็นเลิศ และพูดน้อย ทั้งเรื่องนี้ แมตต์ เดมอน มีบทพูดแค่ 25 บรรทัด ภาคนี้มาแบบให้แฟน ๆ บอร์นให้ได้หายคิดถึง ลุยกันตั้งแต่เริ่มเรื่อง บอร์นเป็นทั้งผู้ล่าและผู้ถูกล่า เขาต้องหนีการตามล่าของทีมCIA และแอสเส็ตที่หมายชีวิตเค้า ขณะเดียวกันก็ต้องตามสืบว่าใครคือตัวจริงผู้อยู่เบื้องหลังเทรดสโตน หนังยังคงเอกลัษณ์ของความเป็นหนังสายลับที่ดำเนินเรื่องในหลาย ๆ ประเทศ เดี๋ยวไปประเทศนั้นมาโผล่ประเทศนี้ เดินเรื่องเร็ว แอ็คชั่นแม้ไม่ใหญ่โตแต่ก็มาถี่ ไม่มีฉากผ่อนคันเร่ง ให้ตัวละครคุยกันยาว ๆ ฉากแอ็คชั่นท้ายเรื่องค่อนข้างวินาศสันตะโร พังรถไปเล่น ๆ 170 คัน และที่สำคัญฉากต่อสู้มือเปล่าที่เป็นจุดขายของหนังบอร์นยังมีให้เห็น อัดกันหนัก ๆ สมจริงเช่นเคย เป็นการกลับมาที่ตอบสนองให้แฟน ๆ หายคิดถึงได้สมอยาก ใครที่ไม่เคยดูภาคก่อน ควรทำการบ้านเรื่องที่ไปที่มาของบอร์นและโครงการเทรดสโตนมาก่อนจะได้ดูรู้เรื่องนะครับ

Play video