Connect with us

What The Fact

5 ตัวละครที่มีฮีลลิ่งแฟคเตอร์ ที่ดีที่สุดของจักรวาลมาร์เวล !! (MARVEL COMIC)

Published

on

สวัสดีครับ วันนี้กลับมาอีกครั้งแล้วกลับเรื่องราวของจักรวาลฮีโร่ของ มาร์เวล เรื่องราวของการ์ตูนคอมิกส์ตระกูลฮีโร่นี้มีอะไรให้พูดถึงอยู่เยอะมาก ไม่หมดไม่สิ้นสักที แล้วเรื่องราวที่เราจะนำมาเสนอในวันนี้เป็นเรื่องที่เราน่าจะคุ้นเคยกันดีอยู่แล้ว นั่นก็คือพลัง ฮีลลิ่งแฟคเตอร์ ครับผม มันก็คือพลังที่ฟื้นฟูร่างกายแบบรวดเร็วมากๆ และบอกก่อนเลยว่าในจักรวาลของ มาร์เวล นั้นมีคนที่มีพลังนี้อยู่เต็มไปหมด แต่เราจะมายกตัวละครที่แบบฮีลตัวเองได้เร็วแบบเวอร์ๆ ให้ได้อ่านกัน เอาล่ะคงอยากรู้แล้วใช่มั้ยล่ะว่าจะมีใครบ้าง งั้นเราไปพบกับ 5 ตัวละครที่มีฮีลลิ่งแฟคเตอร์ ที่ดีที่สุดของจักรวาลมาร์เวล กันเลยครับผม !!!


5 ตัวละครที่มีฮิลลิ่งแฟคเตอร์ ที่ดีที่สุด

1.X23 (ลอล่า)

X23 หรือ ลอล่า ฮีโร่สาวที่มีดีเอนเอของ วูฟเวอร์รีน หรือ โลแกน ที่ได้จากการทดลองอยู่ในตัว จึงทำให้เธอมีพลังกรงเล็บและ ฮีลลิ่งแฟคเตอร์ เหมือนกันครับผม แถมยังมีพลังการฟื้นตัวยิ่งกว่าวูฟเวอร์รีนอีกด้วย อาจจะเป็นเพราะเธอยังเป็นเด็กอายุน้อย พลังเลยยังไม่เสื่อมสภาพลง เราคงจะเคยเห็นเธอโลดแล่นผ่านหนัง LOGAN กันไปบ้างแล้ว ซึ่งในคอมิกส์เองเรื่องราวของ ลอล่า และสเกลพลังก็ไม่ได้ต่างกันมากสักเท่าไหร่ครับผม

2.วูฟเวอร์รีน (โลแกน)

มาถึงตัวละครในดวงใจใครหลายๆ คนรวมถึงผมด้วย ฮีโร่ที่มาพร้อมกับกรงเล็บคู่ใจของเค้า วูฟเวอร์รีน หรือก็คือ โลแกน นั่นเองครับผม ซึ่งพลัง  ฮีลลิ่งแฟคเตอร์  ไม่ได้จัดว่าดีที่สุดของจักรวาลมาเวล แต่พูดถึงพลังนี้คนส่วนมากก็นึกถึงหน้าวูฟเวอร์รีนกันมาก่อนแน่นอน แต่ทว่าพลังนี้ของเค้าจะอารมณ์เหมือนกับคนปกติทั่วไปแต่แค่พลังในการฮีลจะเยอะกว่าเดิมหลายเท่า ยกตัวอย่างเช่นเวลาคนปกติบาดเจ็บพอเวลาผ่านไปบาดแผลก็จะค่อยๆ หายไปเอง วูฟเวอรีน เองก็เช่นกัน ยิ่งถ้าเค้าพักผ่อนเพียงพอหรือมีสภาพร่างกายที่แข็งแรงเค้าก็จะยิ่งฟื้นฟูร่างกายได้ไวขึ้นเท่านั้นครับ

3.เดอะฮัลค์

นี่คงเป็นตัวละครที่หลายคนจะนึกว่าแกมีแค่พละกำลังที่มหาศาลอย่างเดียว แต่รู้มั้ยว่าจริงๆ แล้ว เดอะฮัลค์ ของเราเองก็มี  ฮีลลิ่งแฟคเตอร์ เหมือนกัน แถมยังดีกว่าของ x23 หรือ วูฟเวอร์รีนอีกด้วยมั้ง มีอยู่ตอนนึงที่พี่แกเล่นไปสู้กับเวคเตอร์จนผิวหนังหลุดหายออกไปหมด แต่ เดอะฮัลค์ ก็สามารถฮีลตัวเองจนกลับมาเหมือนเดิมได้ในเวลาอันสั้น อย่างที่เห็นในรูปข้างบนเลย แต่ทว่า ฮีลลิ่งแฟคเตอร์ ของเดอะฮัลค์นั้นจะไม่ค่อยเสถียรสักเท่าไหร่ นั่นก็เพราะว่าความสามารถในการฟื้นตัวเองจะขึ้นอยู่กับความโกรธของเค้า อารมณ์แบบยิ่งโกรธมากก็ยิ่งรักษาตัวเองได้เร็วขึ้นเท่านั้น !!

4.เดดพลู

พูดถึงตัวละครที่มี ฮีลลิ่งแฟคเตอร์ ที่ดีที่สุดเราคงจะมองข้ามตัวละครนี้ไปไม่ได้เลยนั่นก็คือ เดดพูล ครับผม เรียกได้ว่าแทบจะเป็นอมตะเลยด้วยซ้ำ ไม่ว่าเค้าจะโดนระเบิดหัว ตัวขาด ไส้ทะลักให้ตายยังไง เค้าก็ยังสามารถฟื้นฟูร่างกายตัวเองให้กลับมาเหมือนเดิมได้ตลอด ซ้ำยังเคยถูก ธานอส สาปให้กลายเป็นอมตะอีกด้วย แต่ปัจจุบันคำสาปนั้นได้คลายไปแล้วนะครับ แต่ก็ยังถือว่าเดดพูลเป็นตัวละครที่สุดยอดเรื่อง ฮีล ตัวเองอยู่ดี

5.จังเกิ้ล น็อต

มาถึงตัวละครที่น้อยคนจริงๆ ที่จะรู้จักเค้า นั่นก็คือ จังเกิ้ล น็อต วายร้ายที่มีพละกำลังมหาศาลที่ได้รับมาจาก เมจิก เจม ซึ่งเป็นไอเทมที่นอกจากมอบพลังแล้วยังทำให้ผู้ใช้มี  ฮีลลิ่งแฟคเตอร์ ที่สุดแสนจะวิเศษอีกด้วย เรียกได้ว่าแทบจะพอๆ กับเดดพลูหรืออาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เคยมีอยู่ตอนนึงที่เค้าเหลือแต่กระดูกแต่ก็ยังจะสามารถฟื้นตัวกลับมาในเวลาเพียงไม่กี่วิินาทีอีกด้วย ว่ากันว่าต่อให้เค้าแหลกสลายกลายเป็นผง แต่ถ้ายังมีเซลของ จังเกิ้ล น็อต อยู่แม้แต่เซลเดียวเค้าก็ยังสามารถฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติได้เลย ถ้านึกภาพไม่ออกก็คงพอๆ กับจอมมารบู ในดราก้อนบอลนั่นแหละครับผม !!


ก็จบกันไปแล้วครับผมกับ 5 ตัวละครที่มีฮีลลิ่งแฟคเตอร์ ที่ดีที่สุดของจักรวาลมาร์เวล ถ้ามีอะไรผิดพลาดประการใดก็ขออภัยด้วยครับผม แต่ก็อย่างที่บอกไว้ข้างต้นยังมีตัวละครที่มีพลังของ ฮีลลิ่งแฟคเตอร์ อีกหลายคนมากๆ ในจักรวาลของมาร์เวล ถ้าเพื่อนๆ รู้จักใครอีกก็ลองคอมเมนต์เข้ามาพูดคุยกันได้นะครับผม แล้วเจอกันใหม่ในบทความต่อไปจ้า

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Escape Plan 2: Hades หนังแหกคุกท่าดีทีเหลวแห่งปี

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

กลับมาอีกครั้งในรอบ 5 ปีสำหรับแรมโบ้แหกคุกใน Escape Plan 2: Hades ซึ่งคราวนี้ไร้เงาของป๋า อาร์โนลด์ ชวาเซเนกเกอร์ แต่ได้ ‘The Animal’ เดฟ บาติสต้า ที่จะมาช่วย ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน แรมโบ้รุ่นดึกทำภารกิจแหกคุกอีกครั้ง พร้อมด้วย หวงเสี่ยวหมิง สตาร์จากแดนมังกรและแร็ปเปอร์ดัง 50 Cent มาร่วมแจมบทบาทสำคัญในเรื่องด้วย

การกลับมาในครั้งนี้ของ Escape Plan 2 ก็ทำการออกแบบคุกใหม่ได้ไฮเทคโคตร ๆ ดูฉีกแนวดี หนังพยายามปูพรมผูกปมสร้างสถานการณ์ต่าง ๆ ที่จะทำให้ เรย์ เบรสลิน (ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน) มีเหตุต้องกลับไปช่วยเหลือเพื่อนอีกครั้งในคุกเฮเดส ซึ่งเคลมว่าเป็นคุกอเวจีที่ไม่มีใครสามารถออกมาได้ ซึ่งในช่วงแรกของการปูทางนั้น ฟอร์มหนังดูมีของไม่น้อยเลย นั่นทำให้เกิดความคาดหวังว่าภาคนี้น่าจะสนุกกว่าภาคที่แล้วด้วยซ้ำ

แต่ใครจะไปรู้ว่าแท้ที่จริงแล้ว หน้าหนังคุณหลอกดาวมากก! ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลก็เพราะหนังพยายามทำเอาใจพี่จีนนายทุนมากเกินไปนั่นแหละ เลยกลายเป็นว่า สตอลโลน และ บาติสต้า มีสภาพไม่ต่างอะไรกับดาราสมทบ ให้หวงเสี่ยวหมิง สวมบทเป็น ไมเคิล สกอฟิลด์ หล่อ ๆ ทั้งเรื่อง มาทรงเดียวกับ China Salesman ที่ไปขนดาราหมดสภาพแพ็คคู่กับสตาร์เกรดรองมาเป็นป๋าดันให้พระเอกจีนปล่อยของไม่มีผิด แต่เอาไปเอามา พลอตเรื่องก็เละ พาร์ที่ควรจะเป็นจุดขายอย่างเรื่องการใช้เหตุผลวิเคราะห์ ปฏิภาณไหวพริบ หรือความคิดสร้างสรรค์ในการแหกคุก หรือทำยังไงก็ได้ให้เชื่อว่าตัวละครตัวนี้ดูมีสมองแหกคุกหน่อยก็ยังไม่ถึงขั้นนั้น มันตื้นเขิน อะไรมันก็ดูง่ายเวอร์ แต่อย่างน้อย หวงเสี่ยวหมิง ก็มีอินเนอร์ในฉากต่อสู้อยู่พอตัว

เพียงแต่…แกจะเอาหวงเสี่ยวหมิงมาแบกทั้งเรื่องไม่ได้! มันเอาไม่อยู่ว้อย! 

อย่างไรก็ตาม ถ้าพูดถึงภาพรวมของ Escape Plan 2 มันเริ่มต้นมาด้วยการวางปมทิ้งไว้หลายอย่างให้ซับซ้อน แต่สุดท้ายก็ตัดจบง่าย ๆ เกินคาด แถมยังมีหลายปมที่ไม่ได้คลี่คลายให้ชัดเจน มีความวอนนาบีในการเล่นแร่แปรธาตุให้ทุกอย่างมันดูล้ำ ดูเจ๋ง ท่ามกลางความเล่นใหญ่ แต่พี่จีนอาจลืมไปว่าคนดูทั่วโลกไม่ได้คิดจะเออออหยวน ๆ ทนดูอะไรง่อย ๆ ได้นาน ๆ เหมือนละครหลังข่าวนะ เอาจริง ๆ ฉากบู๊ที่ทำให้หนังเรื่องนี้ยกระดับก็มาจากลุงแรมโบ้อยู่สองสามฉากนี่แหละ แล้วเรื่องไดอะล็อกของตัวละครก็ยังเป็นเหมือนหนังซุปเปอร์ฮีโร่ยุคไดโนเสาร์ ไอ้ประเภทฝากไว้ก่อนเถอะ หรือว่าเราจะตามล่ามันให้จงได้เนี่ย มันมุกรุ่นพ่อแล้ว มันไม่ควรหลุดออกจากปากของคนอย่าง สตอลโลน แล้ว

สรุปการกลับมาครั้งนี้ของ Escape Plan ถือว่าแย่กว่าภาคที่แล้วอีก ไม่ได้มีความใกล้เคียงกับหนังแหกคุกดี ๆ เลย เดินเรื่องเอื่อย แถมชอบยืดเรื่องนานอีก นี่มันเข้าสูตรพี่จีนชัด ๆ! ซีจีรวม ๆ ถือว่าพอใช้ได้ เพียงแต่ไม่ได้น่าจดจำเท่าไหร่ ยกเว้นคำคมคูล ๆ ที่พอจะสอดแทรกออกมาให้เห็นระหว่างที่หวงเสี่ยวหมิงคิดหาวิธีแหกคุก แต่ที่เฟลหนักก็คือลาสบอสของหนัง ที่เอาเข้าจริงไม่มีห่าอะไรเลย! ง่อยมากกถึงมากที่สุด มิติตัวละครอ่านง่าย มีคุณสมบัติครบถ้วนทุกประการตามที่หนังแผ่นควรมี

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Inuyashiki: ลุง! มันจะเท่เกินไปแล้วเฟร้ย

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ในคืนหนึ่งที่เกิดเหตุประหลาดขึ้นบนฟ้า ชาย 2 คนที่บังเอิญอยู่ในที่นั้นได้ฟื้นจากความตายขึ้นพร้อมร่างกายที่เปลี่ยนไป หนึ่งคือ อินุยาชิกิ (รับบทโดย คินาจิ โนริตาเกะ) ลุงแก่ใกล้เกษียณผู้ที่ล้มเหลวในการเป็นผู้นำครอบครัวที่ไม่มีใครในบ้านเคารพหรือเห้นคุณค่า ซ้ำร้ายเขายังเป็นโรคร้ายใกล้ตายอีก ส่วนอีกหนึ่งคือ ชิชิกามิ ฮิโระ (รับบทโดย ซาโตะ ทาเครุ) เด็กหนุ่มหน้าตาดีผู้ที่ครอบครัวแตกแยก เขาจึงซ่อนความเกลียดชังสังคมและโลกใบนี้อยู่ภายใน ด้วยพลังมหาศาลที่ได้รับมาจากอุบัติเหตุครั้งนั้น เด็กหนุ่มเลือกนำมาใช้เพื่อฆ่าคนที่ทำร้ายจิตใจเขาเพื่อระบายความรู้สึกแปลกแยกภายในใจของตนเอง ขณะที่ชายแก่เลือกที่จะปกปิดตัวตนและลุกขึ้นเป็นฮีโร่เพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างลับ ๆ วิธีคิดและทางเลือกที่ต่างกันชักนำให้ทั้งสองต้องมาปะทะกันโดยมีโลกทั้งใบเป็นเดิมพันในที่สุด

หนังสร้างจากมังงะและแอนิเมะชื่อเดียวกันของ โอคุ ฮิโรยะ (ผู้เขียน Gantz) ซึ่งมีแฟน ๆ ชื่นชอบอยู่พอสมควร โดยยังได้ผู้กำกับที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในการดัดแปลงมังงะสายโชเน็นของญี่ปุ่น (ในความคิดส่วนตัวเลยนะ) อย่าง ซาโต้ ชินสุเกะ  ที่เคยทำหนังไซไฟเนื้อหาดีจากมังงะอย่าง Gantz (2010) ทั้ง 2 ภาค และ I Am A Hero (2015) มาแล้ว ส่วนที่มีพลาดบ้างก็มีนะอย่าง Death Note: Light Up the New World (2016) แต่โดยถือว่ายังโอเคนะ โดยรอบนี้ยังได้ดารานำที่ลงตัวมากอย่าง คินาจิ ดารารุ่นเก๋าที่เคยคว้ารางวัลขวัญใจผู้ชมจากเวทีออสการ์ญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ มาแล้ว และดารารุ่นลูกที่มาแรงเหลือเกินอย่าง ซาโตะ ซึ่งเราคงคุ้นหน้าเขาบ่อยจากหนังญี่ปุ่นที่เข้าฉายหลายเรื่องช่วงปีที่ผ่านมาทั้ง Ajin: Demi-Human (2017) และที่กำลังเข้าโรงอยู่ตอนนี้ อย่าง The 8-Year Engagement ด้วย

สมทบด้วยดาราวัยรุ่นชั้นนำอย่าง ฮองโก คานาตะ จาก Fullmetal Alchemist (2017) และดาราสาวมากความสามารถ มิโยชิ อายากะ จากซีรีส์ GTO: Great Teacher Onizuka (2014) คือต้องบอกว่าแคสติ้งหลายเรื่องขัดตาขัดใจแฟน ๆ ตั้งแต่ประกาศชื่อ (นี่ยังรวมถึง Bleach หนังจากมังงะที่ผู้กำกับซาโต้คนเดียวกันนี้ กำลังทำโพสต์อยู่ตอนนี้ด้วยนะ) แต่กับเรื่องนี้ผมว่าลงตัวพอสมควรเลยนะ ไม่มีขัดใจทั้งตัวแสดงและการดีไซน์ตัวละครไม่หลุดโลกแฟนตาซีจ๋าแบบญี่ปุ่นเกินไปด้วย เป็นหนังที่ดูมีความสากลมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ ไม่แปลกใจที่หนังไปได้รับคำชมมากมายจากฝรั่งตาน้ำข้าวในการเดินสายเทศกาลต่าง ๆ

สิ่งที่ดีมาก ๆ จนรู้สึกขนลุก น้ำตารื้นตั้งแต่ครึ่งเรื่อง คือบรรยากาศแบบหนังญี่ปุ่นชั้นดี ที่มักไม่ค่อยเห็นในหนังจากมังงะที่มักเว่อและแฟนซีจนดูตลก ๆ แต่เรื่องนี้กลับใช้ทั้งภาพ บท ได้อย่างสวยงามจริงจังขึงขังมาก หลาย ๆ ฉากบทดึงมาจากตัวมังงะได้อย่างกระชับและลงตัว เช่นฉากที่คุณลุงอินุยาชิกิบ่นกับหมาที่ถูกทิ้งว่า ถ้าตัวเขาตายไปจะมีใครร้องไห้ให้เขามั้ย นี่ก็สะเทือนใจมาก เพราะฉากก่อนหน้าคือฉากที่เขาเลือกที่จะไม่บอกใครในครอบครัว ซึ่งมันพูดระหว่างบรรทัดไว้ด้วยภาษาภาพว่า ฉันไม่ได้กลัวที่จะบอกเรื่องจะตาย แต่ฉันกลัวที่จะรู้ว่าอาจไม่มีใครแคร์แม้รู้ว่าเขากำลังจะตาย ซึ่งมันโคตรหดหู่เลย เป็นต้น

หนังจึงมีการถ่ายทอดปมในใจของตัวละครเกี่ยวกับความเหงาเศร้าเปล่าเปลี่ยวในสังคมญี่ปุ่นอยู่เสมอ ด้วยพื้นฐานตัวละครที่มีมิติเช่นนี้เองทำให้หนังเรื่องนี้เป็นแอ๊กชั่นไซไฟจากมังงะที่เข้มข้นและจับต้องได้ รู้สึกใกล้ตัวเรา เหมือนอย่างที่เรารู้สึกกับความลังเลแบบวัยรุ่นของ Spider-man ในแบบที่เราทุกคนเคยผ่าน หรือได้เห็นจริง ๆ จากคนรอข้าง ความแข็งแรงของตัวละครนี้ทำให้สไปดี้เป็นฮีโร่ที่คนเข้าถึงง่ายสุดในโลก ซึ่งเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับ อินุยาชิกิ นี้ด้วย

ความจริงจังจากตัวมังงะ ยังตามมากหลอกหลอนเราด้วยฉากการสังหารหมู่หลายต่อหลายครั้ง ที่บางฉากต้องใช้คำว่าโคตรรุนแรงต่อความรู้สึกคนดู คือมันอึดอัดจนอยากปิดตาไปเลยก็มี คิดว่าหนังน่าจะเหมาะกับคนดูที่มีวุฒิภาวะระดับหนึ่งมากกว่าเด็ก ๆ นะครับ แต่แม้จะใส่ฉากโชว์ความชั่วช้ามา แต่หนังก็ไม่ลืมที่จะใส่มิติเบื้องหลังการกระทำของตัวร้ายอย่าง ชิชิกามิ ทำให้เราอดเข้าใจและเห็นใจเขาในบางแง่ไม่ได้ ถึงขนาดว่ากลางเรื่องเราอาจรู้สึกว่าเขาคือ พระเอก ผู้ลุกขึ้นมาสู้กับความเฮงซวยของสังคมอีกคนหนึ่งด้วยซ้ำไป

แต่หนังมันเจ๋งตรงนี้ล่ะครับ มันสอนว่าคนสองคนต่างวัยต่างความคิด ได้รับพลังมาเหมือนกัน ต่างคนต่างมีปัญหาคล้าย ๆ กัน แต่เราจะเลือกใช้พลังนั้นอย่างสร้างสรรค์หรือทำลาย เราจะอดทนอดกลั้นต่อความคิดร้ายในใจได้แค่ไหน คนจะผ่านอุปสรรคของดวงชะตาไปได้ก็ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งและยึดมั่นในความดี ไม่ใช่เพียงพลังกายเหนือมนุษย์

ข้อเสียของหนังที่เห็นชัดสุดคือ ฉากซีจีที่แม้ฉากแปลงร่างหรือกลไกไซบอร์กจะทำได้เนี้ยบมาก แต่การซ้อนฉากหลังยังไม่เนี้ยบ โดยเฉพาะฉากบินบนท้องฟ้า หรือบินไล่ล่านี่ เรียกว่าไม่เนียนเท่าไหร่เลย ดูหลอกตาสุด ๆ ส่วนบทเองแม้จะลุ่มลึกและถ่ายทอดจากต้นฉบับได้ดี แต่ด้วยการรวบรัดเนื้อหาให้อยู่ใน 2 ชั่วโมงนิด ๆ ต้องบอกว่าบางอย่างถูกเล่าข้ามไปเช่น การที่ตำรวจหาตัวชิชิกามิเจอนั้นไม่เคยได้รับการบอกว่าเพราะอะไร หรือการขับเคลื่อนเรื่องบางอย่างก็ดูเร็วอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน แต่โดยภาพรวมต้องบอกว่า หนังโคตรดีครับ แฟนหนังที่เป็นคอมังงะต้องโคตรประทับใจอ่ะ

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]The Incredibles 2 : อย่าคิดว่านี่คือการ์ตูน มันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่ชั้นดีที่สนุกมาก

Published

on

“สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex”

ก่อนไปดูเรื่องนี้ ผมก็เปิดโหมดในการรับชมการ์ตูนดิสนีย์เต็มที่ คาดหวังความสนุกสดใสสไตล์เด็ก ๆ แต่ระหว่างที่ได้ชม ในใจผมก็รำพึงอยู่ตลอดเวลา นี่มันไม่ใช่หนังเด็กแล้ว บทภาพยนตร์นี่มันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่ดี ๆ นี่เอง เนื้อหาของหนังไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจผู้ชมรุ่นเล็กเลย แม้หน้าตาหนังจะดูสนุกสนานสไตล์อนิเมชั่น แต่เนื้อหากลับหนักอึ้งเกินคาด พ่อแม่ซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องรับปัญหาทั้งในบ้านนอกบ้าน ตัวแม่รับหน้าที่ตัวแทนของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ออกไปแสดงศักยภาพให้โลกเห็นว่าเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ยังมีประโยชน์ต่อโลก เพื่อกู้คืนภาพลัษณ์และศักดิ์ศรี หวังว่าทางการจะยกเลิกกฏหมายแบนซูเปอร์ฮีโร่ ในขณะที่พ่อต้องรับหน้าที่พ่อบ้าน สอนการบ้านลูก และรับมือกับลูกสาวที่ย่างเข้าวัยรุ่นและเจ้าอารมณ์ ส่วนตัวเขาเองก็อิจฉาเมียที่ได้ออกไปพะบู๊ได้รับเสียงสรรเสริญจากประชาชนแทนที่จะเป็นเขา ซึ่งโดยรวมแล้วเนื้อหาหนักและเจาะกลุ่มผู้ชมรุ่นใหญ่กว่าภาคที่แล้วมาก

หนังเปิดเรื่องด้วยฉากแอ็คชั่นทั้งครอบครัวพาร์ พ่อแม่กับลูกทั้ง 3 และโฟรโซน ออกมายับยั้งการปล้นธนาคารของอันเดอร์ไมเนอร์ วายร้ายที่มาพร้อมกับรถหัวเจาะขนาดยักษ์ เป็นฉากแอ็คชั่นที่ดูแล้วก็สงสัยกับตัวเอง ว่าที่ดูอยู่นี่มันคือหนังการ์ตูน แต่ทำไมมันสนุกจังวะ งานออกแบบฉากแอ็คชั่นยอดเยี่ยมสนุกไม่แพ้หนังซูเปอร์ฮีโรคนแสดงเลย สถานการณ์ชวนลุ้นตื่นเต้น ทั้งต้องยับยั้งแผนปล้นธนาคาร ทั้งต้องช่วยเหลือผู้คน ทั้งต้องไล่ตามจับอันเดอร์ไมเนอร์ แล้วบทก็กระจายหน้าที่ให้ทุกคนได้มีบทบาท แถมยังสอดแทรกมุกตลกกับการเกี่ยงกันดูแล แจ๊ค-แจ๊ค เจ้าตัวเล็กที่ยังไม่ประสีประสา

จากนั้นก็เปิด 2 ตัวละครใหม่คู่สำคัญพี่น้องตระกูลเดเวอร์ วินสตัน และ เอเวอลีน ที่เป็นแฟนคลับของมิสเตอร์อินเครดิเบิ้ล และ อีลาสติเกิร์ล พร้อมสนับสนุนให้ยกเลิกกฏหมายแบนซูเปอร์ฮีโร่ ด้วยการผลักดันให้อีลาสติเกิร์ลออกปฏิบัติการอีกครั้ง และยังเอื้อเฟื้ออุปกรณ์ ชุด พาหนะ และบ้านพักให้ครอบครัวพาร์ด้วย แผนการเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี อีลาสติเกิร์ลได้รับการสรรเสริญจากประชาชน ท่านทูตออกโรงสนับสนุนยกเลิกแบนซูเปอร์ฮีโร่

แต่แล้วก็มีวายร้ายตัวใหม่ สกรีนสเลฟเวอร์ ที่มีความสามารถในการสะกดจิตผู้คนผ่านจอมอนิเตอร์ให้ทำเรื่องร้าย ๆ กลายเป็นภารกิจครั้งใหญ่ของครอบครัวพาร์ และโฟรโซน ที่จะต้องยับยั้งแผนการของสกรีนสเลฟเวอร์และกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังนี้ออกมา ตรงจุดนี้แหละที่หนังโดนเสียงบ่นเรื่องแสงแสบตา และมีผลต่อสุขภาพคนดู เพราะก่อนที่สกรีนสเลฟเวอร์จะสะกดจิตจะยิงแสงกะพริบที่สว่างมากเป็นเวลานานใส่เหยื่อ ก็ยอมรับนะว่าสว่างและรบกวนสายตามากจริง ๆ แม้ว่าตัวเองจะสายตาปกติก็ยังรู้สึกไม่สบายตา ถึงฉากนี้ก็เบือน ๆ หน้าหลบกันหน่อยแล้วกัน

สกรีน สเลฟเวอร์ ตัวร้ายประจำภาคนี้

ฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องนับว่าเป็นจุดที่พีคจริง ๆ เราคาดหวังมาตลอดว่าอยากเห็นเจ้า 3 พี่น้องได้มีฉากโชว์ความสามารถของตัวเองบ้าง แล้วก็ได้เห็นจริง ๆ ทั้ง 3 ต้องรับศึกที่นับว่าหนักหนา ต้องเอาใจช่วยกันสุด ๆ ที่ถูกใจคนดูสุด ๆ คือการดันแจ๊ค-แจ๊ค ขวัญใจคนดู ที่แย้มโชว์ทิ้งท้ายไว้ภาคที่แล้วว่าเจ้าหนูน้อยมีความสามารถมากมาย มาถึงภาคนี้ แจ๊ค-แจ๊ค ก็เลยได้ทั้งโชว์ความน่ารักและสามารถหลากหลายเกินคาด ได้มีซีนเดี่ยว ๆ ของตัวเอง กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่มีสีสันสุดแล้วในภาคนี้ แถมยังเพิ่มความสนุกด้วยการใส่บรรดาซูเปอร์ฮีโร่จากทั่วโลกมาอีก 5- 6 ตัว ซึ่งแต่ละรายก็มีความสามารถแตกต่างกันไป จะมีเสียดายนิดก็คือตัวตนที่แท้จริงของสกรีนสเลฟเวอร์ที่เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะเดาได้ตั้งแต่กลางเรื่องแล้วล่ะ

เหล่าซูเปอร์ฮีโร่หน้าใหม่ในภาคนี้

ยอมรับจริง ๆ ว่า The Incredibles 2 เป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ คุ้มค่าการรอคอย เป็นหนังอนิเมชั่นที่สร้างจากบทภาพยนตร์ที่ดี ถ้าถูกนำมาสร้างเป็นหนังคนแสดง จะเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ยอดเยี่ยมกว่าทั้งหนังดีซีและมาร์เวลเสียด้วยซ้ำ เป็นหนังที่แบ่งพื้นที่ของฉากแอ็คชั่นและดราม่าได้อย่างลงตัว ที่ผิดคาดมากก็คือด้านดราม่านี่ล่ะ ไม่คิดว่าหนังจะเขียนให้หนักได้ขนาดนี้ เพราะหนังไม่ได้เน้นขายฉากแอ็คชั่นต่อสู้กับวายร้ายเป็นหลักอย่างที่คิดว่าเพื่อจะขายเด็ก แต่กลับยกเรื่องราวปัญหาของแต่ละคนมาขยาย ทั้งเรื่องแม่ที่ต้องออกมาทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวได้พิสูจน์ความสามารถของซูเปอร์ฮีโร่ฝ่ายหญิงอย่างที่เธอรอคอยมานาน พ่อที่อิจฉาแม่ออกนอกหน้าเหตุที่ไม่ได้โอกาสทำหน้าที่ซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจผู้คนอย่างแต่ก่อน แต่ก็พยายามพิสูจน์ว่าเขาก็สามารถทำหน้าที่พ่อบ้านได้ดีเช่นกัน

แล้วหนึ่งในภาระนั้นก็คือการต้องเข้าใจความรู้สึกของลูกสาววัยรุ่น ไวโอเล็ตในวัย 14 ที่กำลังมีความรักแบบปั๊บปี้เลิฟกับเพื่อนชายที่โรงเรียน ตัวร้ายของเรื่องก็ฉีกขนบของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ได้เป็นตัวประหลาดมีพลังพิเศษแต่อย่างใด เป็นตัวร้ายที่มีมันสมองปราดเปรื่อง แล้วก็ทำเอาเหล่าซูเปอร์ฮีโร่เหนื่อยได้เหมือนกัน

ผู้ให้เสียงพากย์คาแรกเตอร์นำ , ซาราห์ โวเวล คนพากย์เสียง “ไวโอเลต” มุมซ้ายล่าง…น่ากลัวมาก

สรุปได้ว่า The Incredibles 2 สนุกเกินคาดมากมาย อย่าทำให้หน้าหนังที่เป็นอนิเมชั่นทำให้เราเข้าใจผิดว่านี่คือหนังการ์ตูน แล้วจะต้องเหมาะสำหรับเด็ก ตรงกันข้ามเนื้อหาเรื่องราวของ The Incredibles 2 นั้นเป็นเนื้อหาผู้ใหญ่ชัด ๆ เด็กไปดูน่าจะไม่สนุกด้วยซ้ำ และการที่หนังเว้นช่วงห่างจากภาคแรกถึง 14 ปี ไม่ต้องกังวลว่าจะจำเนื้อหาภาคแรกไม่ได้ แล้วจะดูไม่สนุก หนังแทบไม่ได้อ้างถึงภาคแรกเลย จำพื้นเพแค่ว่า ภาคที่แล้วครอบครัวพาร์ และโฟรโซนโดนรัฐบาลสั่งให้ปลดเกษียณจากการทำหน้าที่ซูเปอร์ฮีโร่และมาใช้ชีวิตเช่นสามัญชนเท่านั้นพอ หรือแม้แต่ใครที่ไม่เคยดูภาคที่แล้ว ก็สามารถดูภาคนี้ได้รู้เรื่องและสนุกไปกับหนังได้ครับ ด้วยความที่ครอบครัวพาร์เป็นที่รักของคนดูมาตั้งแต่ภาคแรกเข้าฉาย และคนดูรอคอยการกลับมาของครอบครัวนี้อยู่นาน หนังเลยได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม ตัวเลขเปิดตัวสุดสัปดาห์ถล่มทลายมากด้วยรายรับเฉพาะในอเมริกากวาดไปแล้ว 182 ล้านเหรียญ ด้วยตัวเลขขนาดนี้ มั่นใจได้เลยว่าภาค 3 ไม่ต้องรอกันนานแล้วล่ะครับ

แถมท้ายอีกนิดว่า “Bao”การ์ตูนสั้นแปะหัวหนัง น่ารักและซาบซึ้งมาก อินไปกับหนังได้โดยไม่ต้องมีบทพูดสักคำเดียว

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!