Connect with us

What The Fact

[รีวิว]American Assassin : หนังสายลับเดิม ๆ เพิ่มเติมคือความมันส์

โดยส่วนตัวจะเชื่อถือหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายขายดี เพราะอย่างหนึ่งยอดขายของนิยายก็เป็นสิ่งการันตีคุณภาพของเนื้อหามาแล้วว่าต้องสนุก แต่ก็เยอะนะที่พอผ่านกระบวนการดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์หรือเจอผู้กำกับที่อ่อนหัดหรือไม่เคารพต้นฉบับก็พาให้เสียของไปก็มาก แต่ก็อุ่นใจหน่อยที่ว่าเครดิตผู้ดัดแปลงบทภาพยนตร์มีชื่อเอ็ดเวิร์ด ซวิค ผู้กำกับระดับออสการ์ เคยเป็นคนเขียนบทและกำกับ The Last Samurai (2003) และล่าสุดคือ Jack Reacher: Never Go Back (2015) หนังแนวสายลับเช่นเดียวกัน และอีกหนึ่งคือ มาร์แชล เฮิร์สโควิตซ์ ที่ร่วมเขียนทั้ง 2 เรื่องนั้นกับ เอ็ดเวิร์ด ซวิค , เอ็ดเวิร์ดถูกวางตัวให้เป็นผู้กำกับ American Assassin ในปี 2012 แต่กำหนดการเปิดกล้องเลื่อนจากกำหนดเดิมมาก เอ็ดเวิร์ดเลยถอนตัวออกไป

Published

on

โดยส่วนตัวจะเชื่อถือหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายขายดี เพราะอย่างหนึ่งยอดขายของนิยายก็เป็นสิ่งการันตีคุณภาพของเนื้อหามาแล้วว่าต้องสนุก แต่ก็เยอะนะที่พอผ่านกระบวนการดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์หรือเจอผู้กำกับที่อ่อนหัด หรือไม่เคารพต้นฉบับก็พาให้เสียของไปก็มาก แต่ก็อุ่นใจหน่อยที่ว่าเครดิตผู้ดัดแปลงบทภาพยนตร์มีชื่อเอ็ดเวิร์ด ซวิค ผู้กำกับระดับออสการ์ เคยเขียนบทและกำกับ The Last Samurai (2003) และล่าสุดคือ Jack Reacher: Never Go Back (2015) หนังแนวสายลับเช่นเดียวกัน และอีกหนึ่งคือ มาร์แชล เฮิร์สโควิตซ์ ที่ร่วมเขียนทั้ง 2 เรื่องนั้นกับ เอ็ดเวิร์ด ซวิค , เอ็ดเวิร์ดถูกวางตัวให้เป็นผู้กำกับ American Assassin ในปี 2012 แต่กำหนดเปิดกล้องเลื่อนจากเดิมมาก เอ็ดเวิร์ดเลยถอนตัวออกไป

 

มิตช์ แรปป์ เป็นอีกหนึ่งสายลับในโลกวรรณกรรมที่ถือกำเนิดในรูปแบบนิยายมาตั้งแต่ปี 1999 ผลงานเขียนของวินซ์ ฟลินน์ ชาวอเมริกัน เขาเขียนวีรกรรมของมิตช์ ออกมาแล้วถึง 12 เล่ม มากกว่าแจ๊ค ไรอัน ที่ออกมา 9 เล่ม (แจ๊ค ไรอัน จูเนียร์ อีก 13 เล่ม) แต่น้อยกว่า แจ๊ค รีชเชอร์ ที่ออกมาแล้วถึง 22 เล่ม (โลกสายลับนี่ซื่อซ้ำ ๆ กันนะ เจมส์ กะ แจ๊ค) นิยายซีรีส์ของมิตช์ แรปป์ประสบความสำเร็จต่อเนื่องอย่างสูง ทุกเล่มจะติดอันดับนิยอร์คไทม์เบสต์เซลเลอร์ และไม่เสื่อมความนิยมแม้จะมีอายุเกือบ 20 ปี โดยเฉพาะ 3 เล่มหลังสุดขึ้นถึงอันดับ 1 ทุกเล่มทำยอดขายรวมกันกว่า 20 ล้านเล่ม จึงเป็นเรื่องน่าแปลกว่าทำไมมิตช์ แรปป์ ถึงใช้เวลาเกือบ 20 ปี กว่าจะก้าวเข้าสู่โลกภาพยนตร์

ก่อนเข้าถึงรีวิว ขอเพิ่มเติมเรื่องราวเบื้องหลังอีกสักหน่อยนะ เพราะเส้นทางกว่าจะมาเป็นหนังนี่น่าสนใจมาก วินซ์ ฟลินน์ เขียนนิยายมิตช์ แรปป์ ออกมาได้ 13 เล่ม เขาก็เสียชีวิตด้วยมะเร็งต่อมลูกหมาก แม้ผู้ให้กำเนิดตายแต่มิตช์ แรปป์ ก็ไม่ได้ตายไปด้วย ไคล์ มิลล์ เข้ามาสานต่อวีรกรรมของมิตช์ แรปป์ ไคล์ เขียนออกมาแล้วอีก 2 เล่ม และเรื่องล่าสุด Enemy of the State ก็จะออกจำหน่ายในเดือนตุลาคมนี้ ไคล์ มิลล์ เคยทำงานสานต่อแบบนี้มาแล้ว เขาเคยเขียนนิยายในซีรีส์ โคเวิร์ต-วัน ต่อจากโรเบิร์ต ลัดลัม ที่เสียชีวิตไปในปี 2001

ที่จริงแล้วมิตช์ แรปป์ ถูกค่ายซีบีเอสฟิล์มซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นหนังตั้งแต่ปี 2008 เดิมทีเรื่องที่จะสร้างคือ “Consent to Kill”นิยายเล่มที่ 6 วางตัว อังตวน ฟุควา The Equalizer (2014) , Olympus Has Fallen (2013) ให้มากำกับ คริส เฮล์มเวิร์ธ  รับบท มิตช์ แรปป์ และ บรู๊ซ วิลลิส ในบท สแตน เฮอร์ลีย์ แต่ระหว่างที่อยู่ในขั้นตอนเตรียมสร้าง วินซ์ ฟินน์ ก็ออกนิยายตอนใหม่ “American Assassin”มาในปี 2010 ซึ่งเนื้อหาในเล่มนี้ย้อนไปเล่าจุดกำเนิดของมิตช์ แรปป์ และเหตุที่เขามาเป็นมือสังหารของ CIA เนื้อหาของเล่มนี้ทำให้งานสร้างหนังหยุดชะงัก แล้วหันมาสร้าง “American Assassin”เพราะหนังเรื่องแรกก็ควรจะเล่าจุดกำเนิดของมิตช์ แรปป์ ทีมงานเริ่มต้นหาตัวนักแสดงใหม่ให้ตรงกับวัยของมิตช์ แรปป์ที่บรรยายไว้ในหนังสือ ว่าเป็นหนุ่มวัยเพิ่งจบการศึกษา และมองการณ์ไกลว่าถ้าหนังประสบความสำเร็จ วัยของตัวแสดงจะได้เติบโตไปพร้อมกับภาคต่อของหนังที่มีวัตถุดิบรอให้สร้างอีกเป็น 10 ภาค

 

แล้วตัวเลือกก็มาจบที่ ดีแลน โอ.ไบรอัน เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในวัย 26 ใกล้เคียงกับที่บรรยายไว้ในนิยาย ดีแลน เปลี่ยนบุคลิกจากเด็กหนุ่มใน Maze Runner ไปแบบคนละภาพลักษณ์เลย กว่าจะมาเป็นมิตช์ แรปป์ ดีแลน ต้องผ่านเวิร์คช็อปหนัก ๆ มาทั้ง MMA, โยคะ, ชกมวย, ยิงปืน, เวทเทรนนิ่ง, ยิวยิตสุ, คิกบ๊อกซิ่ง และครูฝึกของเขาคือ โรเจอร์ หยวน คนเดียวกับที่ฝึกแดเนียล เคร็ก ก่อนมาเป็นเจมส์ บอนด์ สุดท้ายดีแลนก็ขึ้นจอในหุ่นเฟิร์มแต่ไม่ถึงกับล่ำบึ้ก นัก ดีแลน สื่อภาพของ มิตช์ แรปป์ หนุ่มอมทุกข์และความแค้นไว้ภายในให้รู้สึกได้

หนังดัดแปลงเรื่องราวสะเทือนใจจากเดิมไปนิด ในนิยายแฟนสาวตายในเหตุวางระเบิดเครื่องบิน มาเป็นเหตุกราดยิงหมู่บนหาดทราย แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ก็สร้างผลกระทบต่อจิตใจได้รุนแรงดีกว่า ให้มิตช์ ได้เห็นภาพแฟนสาวตายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้เขาระเบิดความแค้นออกมาด้วยการฝึกฝนการต่อสู้ทุกรูปแบบ มีจุดมุ่งหมายเพื่อตามล่าหัวหน้าหน่วยก่อการร้ายชาวมุสลิม มิตช์แทรกซึมจนเข้าถึงหัวหน้าหน่วยก่อการร้ายมุสลิม วีรกรรมของเขารู้ไปถึงCIA ก็เลยใช้ประโยชน์จากมิตช์ ด้วยการตามรอยเขาไปจนถึงที่กบดานของผู้ก่อการร้าย หนังวางพลอตเริ่มต้นมาได้แข็งแรงชวนติดตามมากกับการล้างแค้นของมิตช์ แต่แล้วก็ขมวดจบเรื่องราวการล้างแค้นเสียตั้งแต่ต้นเรื่อง มิตช์ ถูกหว่านล้อมให้เข้าCIA ถูกส่งไปฝึกกับ สแตน ครูฝึกจอมโหดประจำ CIA และกลายเป็นศิษย์เอก

หลังจากศิษย์และอาจารย์เผชิญหน้ากันไม่นาน ก็เดินเข้าสู่โหมดหนังสายลับรูปแบบเดิม ๆ เป๊ะ เหมือนอย่างที่เราดูกันมาแล้วนับสิบเรื่อง ผู้ก่อการร้ายชิงพลูโตเนียมมาจากรัสเซีย ประกาศขายทอดตลาดให้ใครก็ได้ซื้อไปทำนิวเคลียร์ สแตนและมิตช์ ถูกมอบหมายให้ยับยั้งแผนการนี้ก่อนที่พลูโตเนียมจะกลายเป็นนิวเคลียร์มาถล่มสหรัฐ เนื้อหาจากนี้เต็มไปด้วยฉากเดิม ๆ ในหนังสายลับ ตามรอยคนขายพลูโตเนียมไปหลาย ๆ ประเทศ ร่วมมือกับสายลับท้องถิ่น สืบเบาะแสจากเพื่อนเก่าในวงการ หนอนบ่อนไส้ในทีม และฉากโดนจับทรมาน แต่ในภาพที่ซ้ำซาก ก็มีจุดที่ช่วยพยุงหนังไว้ได้ คือตัวตนของมิตช์ แรปป์ ที่ถูกบรรยายออกมาให้แตกต่างจากบรรดามือสังหารรุ่นพี่ทั้งหลาย  มิตช์เป็นมือสังหารไฟแรง ด้วยความที่ยังหนุ่มแน่นและมีความแค้นส่วนตัว ทำให้มิตช์มีความมุทะลุ มีเลือดบ้ารุนแรง ไม่เคยฟังหัวหน้า เชื่อมั่นในสัญชาติญาณตัวเอง แต่ด้วยความเก่งและเป็นลูกรักของไอรีน รองผู้บัญชาการCIA ก็เหมือนมีคนให้ท้ายตลอดเวลา

และด้วยลูกบ้าของมิตช์นี่แหละ ทำให้หนังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ฉากแอ็คชั่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ถูกประเคนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีฉากตัวละครพูดคุยจิ๊จ๊ะกันมากจุดเด่นอีกอย่างของ American Assassin ก็คือฉากต่อสู้ประชิดตัว ทั้งดีแลน และ ไมเคิล ต่างก็เล่นได้รุนแรงสมจริง ประยุกต์สิ่งของรอบตัวมาเป็นอาวุธ ในขณะที่บทนำวางนักแสดงมาได้ลงตัว แต่กับเทย์เลอร์ คิตช์ ในบทโกสต์ หลังจากได้โอกาสเป็นพระเอกมาหลายเรื่องแล้วก็ไม่เกิด เทย์เลอร์ ก็ขอลองเป็นตัวร้ายดูสักครั้งสิ  แต่ผลลัพธ์ก็ไม่เวิร์คนะครับ ด้วยสรีระเทย์เลอร์ ดูเป็นอดีตทหารมากประสบการณ์ได้ แต่ในฐานะตัวร้ายสุดของเรื่องเทย์เลอร์ไม่มีความน่ากลัวเลย การปรากฏตัวแต่ละครั้งไม่รู้สึกถึงรังสีอำมหิต ยิ่งฉากเผชิญหน้ากับไมเคิล คีตัน นี่ด้อยมาก ข่มบารมีคีตันไม่ลงเลย เมื่อตัวร้ายไม่น่ากลัว ก็เลยทำให้บรรยากาศของหนังไม่ระทึกเท่าที่ควร นี่ขนาดมีระเบิดลูกโตอยู่ในมือนะ ห่างชั้นสิบเท่ากับความน่ากลัวของ เดนนิส ฮอปเปอร์ใน Speed ที่มีแค่ระเบิดลูกเล็ก ๆ ในรถเมล์ แต่ท้ายที่สุดหนังก็พาเราไปสู่จุดตูมตามในไคลแมกซ์ได้น่าพอใจ แต่ไม่ใช่เพราะการแสดง แต่เป็นเพราะภาพสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์ที่ทำออกมาได้ใหญ่โต ก็ถือว่าเป็นการใช้ทุนสร้างเพียง 33 ล้านได้คุ้มเงินนะ

มิตช์ แรปป์ น่าจะหาช่องให้ตัวเองแจ้งเกิดในฐานะมือสังหารอีกคนบนโลกฮอลลีวู้ดได้สำเร็จนะ เป็นหนังสายลับอีกเรื่องที่ดูสนุก แอ็คชั่นโหด ๆ แรง ๆ จัดมาต่อเนื่อง เดินเรื่องเร็ว ไคลแมกซ์เวอร์วัง ดารานำสอบผ่าน น่าจะได้เห็นวีรกรรมภาคต่อไป ของมิตช์ แรปป์ละครับ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

ภาพยนตร์ Joker ได้ชื่อในการถ่ายทำแล้ว : อาจเริ่มถ่าทำ ก.ย. นี้

ภาพยนตร์ Joker ของผู้กำกับ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ กำลังรวมทีมงานสร้างในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้

Published

on

THS รายงานว่า ภาพยนตร์ Joker ของผู้กำกับ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ (ไตรภาค The Hangover) จะเริ่มถ่ายที่นิวยอร์ก ในเดือนกันยายน 2018 นี้ โดยจะใช้ชื่อในการถ่ายทำว่า Romeo

แหล่งข่าวได้อ้างว่า ท็อดด์ ฟิลลิปส์ ได้ดึงผู้กำกับภาพ ลอว์เรนซ์ แชร์ (ไตรภาค The Hangover, War Dog) มาร่วมงานอีกครั้ง พร้อมด้วยผู้ออกแบบงานสร้าง มาร์ก ฟรายด์เบิร์ก (Noah, Selma), ผู้ออกแบบเครื่องแต่งกายรางวัลออสการ์ มาร์ก บริดจ์ส (Phantom Thread) และผู้กำกับการคัดเลือกนักแสดง เชย์นา มาร์โกวิตซ์ (Ocean’s 8) จะมารับหน้าที่แคสติ้งนักแสดงสำหรับภาพยนตร์ Joker เรื่องนี้

มีข่าวลือว่า วาคีน ฟินิกซ์ จะมารับบท Joker

ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า Joker จะเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาล DC Dark หรือ DC Black ซึ่งจะมีเส้นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับจักรวาล DCEU (DC Extended Universe)

จักรวาล DC Dark หรือ DC Black จะเป็นแฟรนไชส์ภาพยนตร์ทีใช้ทุนสร้างไม่มาก เมื่อเทียบกับ DCEU โดยภาพยนตร์ Joker ของ ท็อดด์ ฟิลลิปส์ เรื่องนี้ใช้ทุนสร้างเพียง 55 ล้านเหรียญเท่านั้น

อีกทั้งยังมีรายงานว่า Joker จะดัดแปลงเนื้อเรื่องมาจากคอมมิค The Killing Joke ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นเรื่องราวการต่อกรกันระหว่าง Joker และ Batman ที่โหดร้ายและมืดหม่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

Joker ในคอมมิค The Killing Joke

 

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

แร็พคุก ! แร็พคุก ! หนุ่มอายุ 18  โพสต์เพลงแร็พลง icloud ถูกตัดสินจำคุก 10 ปี

Published

on

พวกเขาหาว่าผมเป็นพวกมือยิงในโรงเรียน นี่มันโคตรเจ็บเลยว่ะ

    นักเรียนไฮสคูลในสหรัฐนายหนึ่งถูกตัดสินให้จำคุก10ปี เนื่องจากข้อหา ข่มขวัญว่าจะก่อเหตุร้ายในโรงเรียน ผ่านเพลงแร็พของเขา

    ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ไมเคิล ชมิดท์(Michael Schmitt) ได้อัดเพลงฟรีสไตล์แร็พ ที่มีท่อนร้องเจ็บๆ ประมาณว่าเธอมาดูดไอ้จ้อนของฉันได้นะหรือ เดี๋ยวหัวเธอก็จะปริแตกแบบเปลือกไข่นั่นแหละ,อีนังบ้า!

    ถึงแม้ว่าจะไม่มีชื่อของใคร ปรากฎอยู่ในเพลงแร็พ ของ ชมิดท์ แต่ทว่า มันกลับมีชื่อโรงเรียนของเขาในนิวเจอร์ซีย์อยู่ในเนื้อเพลง  เธอมันคือนังร่าน @ jchs (ย่อมาจาก James Cold well High School) ฉันรักเธอแม้ว่าเธอจะทำฉันเจ็บ ฉันยกโทษให้เธอ และไม่มีวันที่จะทำให้เธอเจ็บนี่คือชื่อเพลงของเขา

 

 

     แต่แล้วเมื่อนักเรียนคนหนึ่งใน jchs ได้ค้นพบแทร็คแร็พเดือดนี้ และแจ้งกับทางโรงเรียน ทางโรงเรียนก็เรียกตำรวจมาทันที โดยยกหน่วย SWAT มากันเลย!

     ในขณะที่นั่งเรียนอยู่อย่างไม่รู้อิโหน่อิเหน่ นายชมิดท์ แร็พเปอร์ก็โดนหน่วย SWAT รวบไปด้วยข้อหากุเรื่องข่มขู่ขวัญประชาชีมีโทษจำคุก5-10ปี

      19สัปดาห์ต่อมา หนุ่มอายุ18คนนี้ก็ยังคงอยู่ในคุกและรอคอยการตัดสินโทษ อันมีสาเหตุมาจากเพลง ที่เขาบอกว่า ทำขึ้นเพื่อล้อเล่นเฉยๆ

       พวกเขาหาว่าผมเป็นพวกมือยิงในโรงเรียน  นี่มันโคตรเจ็บเลยว่ะ” ชมิดท์กล่าว

มันหลอนผมมากเลยที่ผมถูกโยงเข้าหาสิ่งเลวร้ายอย่างการยิงในโรงเรียนที่เกิดขึ้นมากมายในสหรัฐ เพียงเพราะผมแต่งเพลงแร็พเพลงนี้”

     แต่ผู้อำนวยการโรงเรียน จิม เดวิน (Jim Dewin) บอกว่า โรงเรียนทำถูกแล้วที่เรียกตำรวจเขาบอกว่า เขาไม่ได้วางแผนจะทำอย่างนั้น แต่เราก็ไม่แน่ใจว่ามันจะจริงรึป่าวเดวินกล่าว

     เดวิล เกรย์ ทนายความของนายชมิดท์ กล่าวว่ามันซีเรียสที่สุดเท่าที่จะซีเรียสได้ ชีวิตของเขากำลังถูกแขวนอยู่บนเส้นด้าย

     ส่วนชมิดท์ก็กล่าวปิดท้ายว่ามันเหมือนกับว่าผมถูกตั้งข้อสงสัย เพียงเพราะผมโพสต์เพลงลงไป ทำไมพวกเค้าไม่ให้ผมอธิบายอะไร!”

ภาพปืนเจ้าปัญหาที่ทำให้ชมิดท์ยิ่งดูน่าสงสัยว่าจะก่อเหตุร้ายเข้าไปใหญ่

      ก็เป็นอีกข่าวหนึ่งนะครับที่เตือนให้รู้ว่าบางประเด็นมันอ่อนไหว และเราควรระมัดระวังในการทำอะไรลงไป

เด็กนักเรียนของเราโพสต์เพลงที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับความรุนแรงลงไปใน Sound Cloud โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับ การฆ่าคนระเบิดหัวคนแถมยังโพสต์ภาพตัวเองกับปืนอีกต่างหาก อีกทั้งเนื้อหาเพลงยังเชื่อมโยงไปถึงเด็กผู้หญิงในโรงเรียนของเรา หากคุณลองต่อสิ่งเหล่านี้เข้าด้วยกันมันคือการข่มขู่เลยล่ะ ณ จุดนี้มันไม่ใช่หน้าที่ของผมเลยที่จะวางเฉยแล้วถามว่ามันมีมูลไหม? จริงหรือเปล่า?  แต่สิ่งที่เราควรทำคือต้องรีบปกป้องเหล่านักเรียนและครอบครัวของเราให้เร็วที่สุด

    จิม เดวิน ผู้อำนวยการโรงเรียน James Caldwell High School

ที่มา

http://www.nme.com/news/music/rap-song-soundcloud-18-years-michael-schmitt-2337626

https://www.buzzfeed.com/tylerkingkade/rap-song-school-lockdown-free-speech-michael-schmitt?utm_term=.xboBAvwa3#.oawdzWDp1  

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Be With You: เกาหลีคัฟเวอร์ แบบ Easy Listening

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

ก่อนที่ซูอา (รับบทโดย ซอนเยจิน) จะตายจากโลกนี้ไป เธอได้ให้คำมั่นสัญญากับ อูจิน สามีของเธอ (รับบทโดย โซจีซอบ) และ จีโฮ ลูกชายที่ยังเล็กอยู่ของเธอ (รับบทโดย คิมจีฮวัน) ว่าเธอจะกลับมาหาเขาอีกครั้งในวันที่ฝนตกแรกของปีถัดมา แม้มันจะดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเธอได้ทำตามคำสัญญานั้นจริง ๆ ทว่าเธอกลับมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป ครั้งนี้อูจินจะรั้งเธอไว้ไม่ให้หายไปได้หรือไม่ แล้วซูอาคนที่น่าจะตายไปแล้วนี้แท้จริงคือใครหรืออะไร ติดตามเรื่องราวความรักสุดซึ้งของพวกเขาได้ในโรงภาพยนตร์จ้า

เดิมหนังเรื่องนี้เคยเป็นหนังญี่ปุ่นที่ออกฉายเรียกน้ำตาและรอยยิ้มแฟน ๆ ทั่วเอเชียมากแล้วเมื่อปี 2004 โดยดัดแปลงจากนิยายของ อิชิคาวะ ทาคุจิ ตอนนั้นก็เกิดเป็นปรากฏการณ์ตุ๊กตาไล่ฝนกลับหัวในไทยเช่นกัน ขนาดว่าดีวีดีบ็อกเซ็ตของหนังเรื่องนี้ยังแถมเจ้าตุ๊กตาไล่ฝนมาให้เลยด้วย ส่วนตัวผมชอบเวอร์ชั่นนั้นมากนะ ทั้งเนื้อหาที่แปลกใหม่ การเล่าเรื่องแบบพลิกเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องไปมาที่ไม่ค่อยเจอในหนังรัก และบรรยากาศฝนตกที่แสนอบอุ่น ขนาดว่ายังจำรายละเอียดของเวอร์ชั่นเดิมได้อยู่เลย ปกติหนังทั่วไปดูนาน ๆ แล้วก็ลืมแต่กับเรื่องนี้ไม่

ฉบับญี่ปุ่นแสดงนำโดย ทาเคอุจิ ยูโกะ และ นากามุระ ชิโดะ ที่อินจัดจนแต่งงานกันจริงหลังจากหนังเรื่องนี้เลยด้วย

การกลับมาครั้งนี้นับว่ามีความพิเศษมากเหมือนกัน เพราะเป็นการทิ้งห่างจากฉบับญี่ปุ่นถึง 14 ปี และได้รับการตีความใหม่จากผู้กำกับเกาหลีอย่าง ลีชางฮุน ซึ่งเป็นชาติที่ทำหนังขยี้น้ำตาได้ดีมากอีกเช่นกัน ทั้งยังได้ดาราแม่เหล็กมาก ๆ มารับบทนำทั้ง ซอนเยจิน ที่กำลังติดตาติดใจผู้ชมเน็ตฟลิกซ์ชาวเอเชียจากซีรีส์โดนเด็กเต๊าะ Something in the Rain และหนึ่งในสมบัติชาติเกาหลีเคียงคู่กับ กงยู อย่าง โซจีซอบ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งนับตั้งแต่ซีรีส์ Delicious Proposal (2001) เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่คัดเข้มข้นอย่างดีโดนใจสายหวานซึ้งเลยทีเดียว โดนใจขนาดไหนเอาแค่ว่าในบ้านที่เกาหลีใต้ หนังเรื่องนี้ทำลายสถิติหนังรักที่มียอดคนดูถึง 1 ล้านคนเร็วที่สุดภายใน 7 วัน ชนะเจ้าของสถิติเดิมอย่าง Architecture 101 (2012) ที่มีน้องสาวแห่งชาติอย่าง ซูจี แสดงนำ ซึ่งเคยทำได้ใน 8 วันไปด้วย

 มาว่ากันที่ตัวหนังเวอร์ชั่นนี้ดีกว่า เอาส่วนที่ชอบก่อนเลย ทีมงานเลือกนักแสดงมาเข้าคู่กันดีมาก ทั้งโซจีซอบและซอนเยจินนั้นเหมาะมากทั้งบทตลกนิด ๆ และบทหวานบทซึ้ง ในขณะที่ด้านโปรดักชั่นก็มาตรฐานสูง ทั้งภาพและมุมกล้อง ฉากการออกแบบศิลป์ถ่ายทอดบรรยากาศฤดูฝนนั้นก็อบอุ่นตราตรึงใจมาก สมกับโปรดักชั่นแบบเกาหลี ที่เทียบกับฉบับญี่ปุ่นนั้นของเดิมจะให้ความรู้สึกสดใสซึ้งแบบไม่หม่นเศร้าเท่า นอกจากนั้นฉบับใหม่ยังคิดกิมมิกใหม่ ๆ มาทดแทนของเดิมที่เป็นตุ๊กตาไล่ฝนด้วย ก็ทำให้มีรายละเอียดที่แตกต่างพอให้น่าสนใจเพิ่มจากของเดิมได้ด้วย อีกอย่างที่เป็นข้อดีมากคือหนังดูง่ายมาก มีใส่มุกตลกผ่านตัวละครเพื่อนพระเอกที่สร้างใหม่ได้ลื่นไหลดี และวิธีการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนก็ถูกเรียบเรียงใหม่ตามลำดับเวลา และใช้การอธิบายแบบชัดเจนแบบไม่ต้องงงคิดเองกันเลย ใครที่ดูฉบับนี้เป็นฉบับแรกน่าจะชื่นชอบอย่างมาก โดยเฉพาะสาวกคอหนังคอซีรีส์เกาหลีน่าจะถูกใจกับแขกรับเชิญคุ้นหน้าคุ้นตาหลากหลายคนด้วย

ข้อเสียก็เป็นส่วนของข้อดีนั่นเอง เพราะหนังเปลี่ยนเสน่ห์แบบญี่ปุ่นที่ต้องคิดตามความรู้สึกตัวละครที่แสดงออกมาไม่ผ่านคำพูด ตามแบบพูดน้อยแต่ได้มากไปจนหมด เพราะหนังเลือกจะพูดทุกอย่างอธิบายทุกอย่างจนหมดเปลือก นอกจากนั้นการที่หนังไม่ได้หนีจากฉบับเดิมมากนัก คนที่เคยดูฉบับเดิมมาก่อนประทับใจมาก่อนก็ย่อมจะฝังใจกับฉบับเก่าในฐานะความทรงจำแรกมากกว่านั่นเอง ส่วนข้อติงอีกเล็กน้อยก็คงเป็นความชอบส่วนตัวที่ชอบการแสดงตัวลูกชายในฉบับเดิมมากกว่า ซึ่งจะดูเก็บความรู้สึกแล้วพอปล่อยความในใจออกมามันมีอิมแพกกับคนดูมากกว่า ฉบับนี้ดูน่าหงุดหงิดกับนิสัยโวยวาย และเปิดเผยมากไป ทำให้ไม่ค่อยสงสารเท่าไหร่

สรุปเป็นหนังเกาหลีที่น่าจะถูกใจใครหลายคน รวมถึงคนที่เคยชื่นชอบฉบับเดิมเมื่อ 14 ปีก่อนด้วย แนะนำเลยครับ  

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!