Connect with us

What The Fact

[รีวิว]American Assassin : หนังสายลับเดิม ๆ เพิ่มเติมคือความมันส์

โดยส่วนตัวจะเชื่อถือหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายขายดี เพราะอย่างหนึ่งยอดขายของนิยายก็เป็นสิ่งการันตีคุณภาพของเนื้อหามาแล้วว่าต้องสนุก แต่ก็เยอะนะที่พอผ่านกระบวนการดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์หรือเจอผู้กำกับที่อ่อนหัดหรือไม่เคารพต้นฉบับก็พาให้เสียของไปก็มาก แต่ก็อุ่นใจหน่อยที่ว่าเครดิตผู้ดัดแปลงบทภาพยนตร์มีชื่อเอ็ดเวิร์ด ซวิค ผู้กำกับระดับออสการ์ เคยเป็นคนเขียนบทและกำกับ The Last Samurai (2003) และล่าสุดคือ Jack Reacher: Never Go Back (2015) หนังแนวสายลับเช่นเดียวกัน และอีกหนึ่งคือ มาร์แชล เฮิร์สโควิตซ์ ที่ร่วมเขียนทั้ง 2 เรื่องนั้นกับ เอ็ดเวิร์ด ซวิค , เอ็ดเวิร์ดถูกวางตัวให้เป็นผู้กำกับ American Assassin ในปี 2012 แต่กำหนดการเปิดกล้องเลื่อนจากกำหนดเดิมมาก เอ็ดเวิร์ดเลยถอนตัวออกไป

Published

on

โดยส่วนตัวจะเชื่อถือหนังที่ดัดแปลงมาจากนิยายขายดี เพราะอย่างหนึ่งยอดขายของนิยายก็เป็นสิ่งการันตีคุณภาพของเนื้อหามาแล้วว่าต้องสนุก แต่ก็เยอะนะที่พอผ่านกระบวนการดัดแปลงเป็นบทภาพยนตร์หรือเจอผู้กำกับที่อ่อนหัด หรือไม่เคารพต้นฉบับก็พาให้เสียของไปก็มาก แต่ก็อุ่นใจหน่อยที่ว่าเครดิตผู้ดัดแปลงบทภาพยนตร์มีชื่อเอ็ดเวิร์ด ซวิค ผู้กำกับระดับออสการ์ เคยเขียนบทและกำกับ The Last Samurai (2003) และล่าสุดคือ Jack Reacher: Never Go Back (2015) หนังแนวสายลับเช่นเดียวกัน และอีกหนึ่งคือ มาร์แชล เฮิร์สโควิตซ์ ที่ร่วมเขียนทั้ง 2 เรื่องนั้นกับ เอ็ดเวิร์ด ซวิค , เอ็ดเวิร์ดถูกวางตัวให้เป็นผู้กำกับ American Assassin ในปี 2012 แต่กำหนดเปิดกล้องเลื่อนจากเดิมมาก เอ็ดเวิร์ดเลยถอนตัวออกไป

 

มิตช์ แรปป์ เป็นอีกหนึ่งสายลับในโลกวรรณกรรมที่ถือกำเนิดในรูปแบบนิยายมาตั้งแต่ปี 1999 ผลงานเขียนของวินซ์ ฟลินน์ ชาวอเมริกัน เขาเขียนวีรกรรมของมิตช์ ออกมาแล้วถึง 12 เล่ม มากกว่าแจ๊ค ไรอัน ที่ออกมา 9 เล่ม (แจ๊ค ไรอัน จูเนียร์ อีก 13 เล่ม) แต่น้อยกว่า แจ๊ค รีชเชอร์ ที่ออกมาแล้วถึง 22 เล่ม (โลกสายลับนี่ซื่อซ้ำ ๆ กันนะ เจมส์ กะ แจ๊ค) นิยายซีรีส์ของมิตช์ แรปป์ประสบความสำเร็จต่อเนื่องอย่างสูง ทุกเล่มจะติดอันดับนิยอร์คไทม์เบสต์เซลเลอร์ และไม่เสื่อมความนิยมแม้จะมีอายุเกือบ 20 ปี โดยเฉพาะ 3 เล่มหลังสุดขึ้นถึงอันดับ 1 ทุกเล่มทำยอดขายรวมกันกว่า 20 ล้านเล่ม จึงเป็นเรื่องน่าแปลกว่าทำไมมิตช์ แรปป์ ถึงใช้เวลาเกือบ 20 ปี กว่าจะก้าวเข้าสู่โลกภาพยนตร์

ก่อนเข้าถึงรีวิว ขอเพิ่มเติมเรื่องราวเบื้องหลังอีกสักหน่อยนะ เพราะเส้นทางกว่าจะมาเป็นหนังนี่น่าสนใจมาก วินซ์ ฟลินน์ เขียนนิยายมิตช์ แรปป์ ออกมาได้ 13 เล่ม เขาก็เสียชีวิตด้วยมะเร็งต่อมลูกหมาก แม้ผู้ให้กำเนิดตายแต่มิตช์ แรปป์ ก็ไม่ได้ตายไปด้วย ไคล์ มิลล์ เข้ามาสานต่อวีรกรรมของมิตช์ แรปป์ ไคล์ เขียนออกมาแล้วอีก 2 เล่ม และเรื่องล่าสุด Enemy of the State ก็จะออกจำหน่ายในเดือนตุลาคมนี้ ไคล์ มิลล์ เคยทำงานสานต่อแบบนี้มาแล้ว เขาเคยเขียนนิยายในซีรีส์ โคเวิร์ต-วัน ต่อจากโรเบิร์ต ลัดลัม ที่เสียชีวิตไปในปี 2001

ที่จริงแล้วมิตช์ แรปป์ ถูกค่ายซีบีเอสฟิล์มซื้อลิขสิทธิ์มาสร้างเป็นหนังตั้งแต่ปี 2008 เดิมทีเรื่องที่จะสร้างคือ “Consent to Kill”นิยายเล่มที่ 6 วางตัว อังตวน ฟุควา The Equalizer (2014) , Olympus Has Fallen (2013) ให้มากำกับ คริส เฮล์มเวิร์ธ  รับบท มิตช์ แรปป์ และ บรู๊ซ วิลลิส ในบท สแตน เฮอร์ลีย์ แต่ระหว่างที่อยู่ในขั้นตอนเตรียมสร้าง วินซ์ ฟินน์ ก็ออกนิยายตอนใหม่ “American Assassin”มาในปี 2010 ซึ่งเนื้อหาในเล่มนี้ย้อนไปเล่าจุดกำเนิดของมิตช์ แรปป์ และเหตุที่เขามาเป็นมือสังหารของ CIA เนื้อหาของเล่มนี้ทำให้งานสร้างหนังหยุดชะงัก แล้วหันมาสร้าง “American Assassin”เพราะหนังเรื่องแรกก็ควรจะเล่าจุดกำเนิดของมิตช์ แรปป์ ทีมงานเริ่มต้นหาตัวนักแสดงใหม่ให้ตรงกับวัยของมิตช์ แรปป์ที่บรรยายไว้ในหนังสือ ว่าเป็นหนุ่มวัยเพิ่งจบการศึกษา และมองการณ์ไกลว่าถ้าหนังประสบความสำเร็จ วัยของตัวแสดงจะได้เติบโตไปพร้อมกับภาคต่อของหนังที่มีวัตถุดิบรอให้สร้างอีกเป็น 10 ภาค

 

แล้วตัวเลือกก็มาจบที่ ดีแลน โอ.ไบรอัน เป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในวัย 26 ใกล้เคียงกับที่บรรยายไว้ในนิยาย ดีแลน เปลี่ยนบุคลิกจากเด็กหนุ่มใน Maze Runner ไปแบบคนละภาพลักษณ์เลย กว่าจะมาเป็นมิตช์ แรปป์ ดีแลน ต้องผ่านเวิร์คช็อปหนัก ๆ มาทั้ง MMA, โยคะ, ชกมวย, ยิงปืน, เวทเทรนนิ่ง, ยิวยิตสุ, คิกบ๊อกซิ่ง และครูฝึกของเขาคือ โรเจอร์ หยวน คนเดียวกับที่ฝึกแดเนียล เคร็ก ก่อนมาเป็นเจมส์ บอนด์ สุดท้ายดีแลนก็ขึ้นจอในหุ่นเฟิร์มแต่ไม่ถึงกับล่ำบึ้ก นัก ดีแลน สื่อภาพของ มิตช์ แรปป์ หนุ่มอมทุกข์และความแค้นไว้ภายในให้รู้สึกได้

หนังดัดแปลงเรื่องราวสะเทือนใจจากเดิมไปนิด ในนิยายแฟนสาวตายในเหตุวางระเบิดเครื่องบิน มาเป็นเหตุกราดยิงหมู่บนหาดทราย แต่การเปลี่ยนแปลงนี้ก็สร้างผลกระทบต่อจิตใจได้รุนแรงดีกว่า ให้มิตช์ ได้เห็นภาพแฟนสาวตายไปต่อหน้าต่อตา ทำให้เขาระเบิดความแค้นออกมาด้วยการฝึกฝนการต่อสู้ทุกรูปแบบ มีจุดมุ่งหมายเพื่อตามล่าหัวหน้าหน่วยก่อการร้ายชาวมุสลิม มิตช์แทรกซึมจนเข้าถึงหัวหน้าหน่วยก่อการร้ายมุสลิม วีรกรรมของเขารู้ไปถึงCIA ก็เลยใช้ประโยชน์จากมิตช์ ด้วยการตามรอยเขาไปจนถึงที่กบดานของผู้ก่อการร้าย หนังวางพลอตเริ่มต้นมาได้แข็งแรงชวนติดตามมากกับการล้างแค้นของมิตช์ แต่แล้วก็ขมวดจบเรื่องราวการล้างแค้นเสียตั้งแต่ต้นเรื่อง มิตช์ ถูกหว่านล้อมให้เข้าCIA ถูกส่งไปฝึกกับ สแตน ครูฝึกจอมโหดประจำ CIA และกลายเป็นศิษย์เอก

หลังจากศิษย์และอาจารย์เผชิญหน้ากันไม่นาน ก็เดินเข้าสู่โหมดหนังสายลับรูปแบบเดิม ๆ เป๊ะ เหมือนอย่างที่เราดูกันมาแล้วนับสิบเรื่อง ผู้ก่อการร้ายชิงพลูโตเนียมมาจากรัสเซีย ประกาศขายทอดตลาดให้ใครก็ได้ซื้อไปทำนิวเคลียร์ สแตนและมิตช์ ถูกมอบหมายให้ยับยั้งแผนการนี้ก่อนที่พลูโตเนียมจะกลายเป็นนิวเคลียร์มาถล่มสหรัฐ เนื้อหาจากนี้เต็มไปด้วยฉากเดิม ๆ ในหนังสายลับ ตามรอยคนขายพลูโตเนียมไปหลาย ๆ ประเทศ ร่วมมือกับสายลับท้องถิ่น สืบเบาะแสจากเพื่อนเก่าในวงการ หนอนบ่อนไส้ในทีม และฉากโดนจับทรมาน แต่ในภาพที่ซ้ำซาก ก็มีจุดที่ช่วยพยุงหนังไว้ได้ คือตัวตนของมิตช์ แรปป์ ที่ถูกบรรยายออกมาให้แตกต่างจากบรรดามือสังหารรุ่นพี่ทั้งหลาย  มิตช์เป็นมือสังหารไฟแรง ด้วยความที่ยังหนุ่มแน่นและมีความแค้นส่วนตัว ทำให้มิตช์มีความมุทะลุ มีเลือดบ้ารุนแรง ไม่เคยฟังหัวหน้า เชื่อมั่นในสัญชาติญาณตัวเอง แต่ด้วยความเก่งและเป็นลูกรักของไอรีน รองผู้บัญชาการCIA ก็เหมือนมีคนให้ท้ายตลอดเวลา

และด้วยลูกบ้าของมิตช์นี่แหละ ทำให้หนังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็ว ฉากแอ็คชั่นเล็ก ๆ น้อย ๆ ถูกประเคนมาอย่างต่อเนื่อง ไม่มีฉากตัวละครพูดคุยจิ๊จ๊ะกันมากจุดเด่นอีกอย่างของ American Assassin ก็คือฉากต่อสู้ประชิดตัว ทั้งดีแลน และ ไมเคิล ต่างก็เล่นได้รุนแรงสมจริง ประยุกต์สิ่งของรอบตัวมาเป็นอาวุธ ในขณะที่บทนำวางนักแสดงมาได้ลงตัว แต่กับเทย์เลอร์ คิตช์ ในบทโกสต์ หลังจากได้โอกาสเป็นพระเอกมาหลายเรื่องแล้วก็ไม่เกิด เทย์เลอร์ ก็ขอลองเป็นตัวร้ายดูสักครั้งสิ  แต่ผลลัพธ์ก็ไม่เวิร์คนะครับ ด้วยสรีระเทย์เลอร์ ดูเป็นอดีตทหารมากประสบการณ์ได้ แต่ในฐานะตัวร้ายสุดของเรื่องเทย์เลอร์ไม่มีความน่ากลัวเลย การปรากฏตัวแต่ละครั้งไม่รู้สึกถึงรังสีอำมหิต ยิ่งฉากเผชิญหน้ากับไมเคิล คีตัน นี่ด้อยมาก ข่มบารมีคีตันไม่ลงเลย เมื่อตัวร้ายไม่น่ากลัว ก็เลยทำให้บรรยากาศของหนังไม่ระทึกเท่าที่ควร นี่ขนาดมีระเบิดลูกโตอยู่ในมือนะ ห่างชั้นสิบเท่ากับความน่ากลัวของ เดนนิส ฮอปเปอร์ใน Speed ที่มีแค่ระเบิดลูกเล็ก ๆ ในรถเมล์ แต่ท้ายที่สุดหนังก็พาเราไปสู่จุดตูมตามในไคลแมกซ์ได้น่าพอใจ แต่ไม่ใช่เพราะการแสดง แต่เป็นเพราะภาพสเปเชี่ยลเอฟเฟกต์ที่ทำออกมาได้ใหญ่โต ก็ถือว่าเป็นการใช้ทุนสร้างเพียง 33 ล้านได้คุ้มเงินนะ

มิตช์ แรปป์ น่าจะหาช่องให้ตัวเองแจ้งเกิดในฐานะมือสังหารอีกคนบนโลกฮอลลีวู้ดได้สำเร็จนะ เป็นหนังสายลับอีกเรื่องที่ดูสนุก แอ็คชั่นโหด ๆ แรง ๆ จัดมาต่อเนื่อง เดินเรื่องเร็ว ไคลแมกซ์เวอร์วัง ดารานำสอบผ่าน น่าจะได้เห็นวีรกรรมภาคต่อไป ของมิตช์ แรปป์ละครับ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[ไปดูดีมั๊ย?] The Lucky Black Sunset  งานดีไม่มีผิดหวัง อาจฟังเพลินจนลืมกลับบ้าน

Published

on

สุดสัปดาห์นี้มีงานคอนเสิร์ตดีๆอีกแล้ว งานนี้เหมาะสำหรับคอเพลงอินดี้ และผู้แสวงหาประสบการณ์ที่จะได้สัมผัสกับท่วงทำนองอันไพเราะ จากงานเพลงและการแสดงดีๆของศิลปินทั้งไทยและเทศในราคาที่ไม่แพงจนเกินไป  เราไปดูกันดีกว่าครับว่ารายละเอียดของงานเป็นอย่างไรบ้าง


รายละเอียดของงาน


ชื่องาน :The Lucky Black Sunset

ผู้จัด : Seen Scene Space

วัน เวลา : วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ 2561 ตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป

สถานที่ : Voice Space ถนนวิภาวดีรังสิต

ราคา : 1800 บาท (Early Bird 1,600 หมดไปแล้ว)

ช่องทางการซื้อบัตร : Tickermelon


The Lucky Black Sunset


ชื่องานนี้เกิดจากการรวมเอาคำในชื่อของวงดนตรีจากต่างประเทศทั้งสามวงที่จะมาแสดงในงานนี้มารวม ซึ่งประกอบไปด้วย

  •  Lucky Tapes จากญี่ปุ่น
  •  The Black Skirts จากเกาหลีใต้
  • Sunset Rollercoaster จากไต้หวัน

และนอกจากนี้ยังมีหนึ่งวงไทยที่มีผลงานน่าจับตามองมาร่วมด้วยอีกวงนั่นคือ

  • Plastic Plastic

เรามาดูประวัติและลองฟังเพลงเด็ดๆของแต่ละวงกันครับ


Lucky Tapes

วงดนตรี soul pop ฝีมือเยี่ยมจากญี่ปุ่นซาวด์ดนตรีแบบย้อนยุคนิดๆเด่นที่เสียงเบสและเครื่องเป่า มีเพลงดังอย่าง “touch!” , “Gun” ที่หลายๆคนคุ้นเคย ล่าสุดวงเพิ่งออก EP’. อัลบั้มใหม่มาสามารถไปหามาเสพย์ ซ้อมร้อง ซ้อมเต้น รอได้เลยครับ 

เพลงที่เราแนะนำ

Gravity

Touch!

Gun


The Black Skirts

หนุ่มลูกครึ่งอเมริกันเกาหลี  Bryan Cho หนุ่มแว่น เสียงละมุนหูจากเกาหลีใต้ ที่มาพร้อมกับงานเพลงในแนว Indie-Rock ผสม Asian-Pop ผนวกกลิ่นเพลงแบบ Dream-Pop , City pop , Ballad , Folk Rock เข้าไปออกมาเป็นรสชาติกลมกล่อมอันเป็นเอกลักษณ์ ที่น่าทึ่งเลยก็คือทุกเพลงนั้น Bryan ทำเพลงเองหมดทุกกระบวนการ ตั้งแต่การครีเอทไลน์กีต้าร์ เบส กลอง ร้อง ทำเองหมด One Man Show สุดจริง!!!

เพลงที่เราแนะนำ

Everything

Who Do You Love

Hollywood

 


Sunset Rollercoaster 

วงอินดี้จากไต้หวัน ที่มาพร้อมสมาชิกทั้ง 6 และเครื่องดนตรีอันหลากหลายไม่ว่าจะเป็น กีต้าร์ เบส กลอง รวมไปถึง แซ็กโซโฟน อิเล็กทรอนิกแพด และซินธ์ ที่พร้อมดาหน้าเข้ามาสร้างสีสันความสนุกให้กับผู้ฟัง งานเพลงของวงเป็นแนวอินดี้ป๊อบที่ผสมซาวด์แบบยุค 80s ลงไป งานเพลงของวงก็เหมือนกับชื่อวงเลยครับ คือ เพลินด้วยโรแมนติคด้วย แบบเป็นการเล่นโรลเลอร์โคสเตอร์ท่ามกลางพระอาทิตย์ตกดินกันเลย

เพลงที่เราแนะนำ

My Jinji

Burgundy Red

New Drug


Plastic Plastic

วงดนตรีเจ้าถิ่น ดูโอ้พี่น้อง ขวัญใจชาวไทย ปกป้อง จิตดี และ ต้องตา จิตดี ที่มาพร้อมดนตรี indie pop ฟังง่ายๆ สบายๆ เพลิดเพลินใจไปกับเสียงดนตรีและ เสียงร้องอันสดใส เมโลดี้สดสวย ล่าสุดสองพี่น้องจิตดีได้ทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Die Tomorrow ของเต๋อ นวพล ได้อย่างงดงาม อิมเพรสชั่นนิสม์ มิวสิคมากๆ ถือได้ว่าเป็นอีกวงที่น่าจับตามอง จับหูฟังสุดๆ

เพลงที่เราแนะนำ

หยิบแฮมเป็นแผ่นที่หก

With me

วันก่อน

โดยรวมแล้วทั้ง 4 วงเป็นวงอินดี้ที่งานเพลงฟังสบาย เมโลดี้สวย ร้องตามได้ (ถึงแม้จะไม่รู้ภาษาก็ร้องมั่วๆไป) โยกย้าย ส่ายบอดี้ตามได้แบบเพลินๆ ท่ามกลางบรรยากาศสบายๆ ไม่มีอะไรจะชิลไปกว่านี้อีกแล้ว


ผู้จัดงาน


Seen Scene Space เป็นกลุ่มคนดนตรีเดียวกันกับค่ายเพลง Parinam Music บ้านของศิลปินอย่าง ปลานิลเต็มบ้านGym and Swim และ Seal Pillow  มีหัวเรือคือ คุณปูมปิยสุ โกมารทัต ที่หลังจากทำค่าย Parinam Music มากว่า 10 ปี และค่ายเริ่มอยู่ตัวแล้ว จึงอยากเริ่มทำเป็น music organize จัดงาน event ทางดนตรีดีๆ อาทิเช่น Pow! Fest ที่เป็นเทศกาลดนตรีที่รวบรวมวงอินดี้ในแนว Dream pop, Soft Rock ทั่วไทย และ concert promoter นำวงดนตรีอินดี้ดีๆจากต่างประเทศเข้ามาให้แฟนเพลงชาวไทยได้ฟังกัน ซึ่งล่าสุดPow! Fest ครั้งที่ 3 เพิ่งผ่านไป เป็นอีกงานที่สุดยอดเพราะรวมวงดนตรีจากหลากประเทศรวมถึงไทยด้วยกว่า 7 วง !!! ในราคาย่อมเยาว์ ถือว่าคุ้มมากๆครับ

 


วัน เวลา และสถานที่


งานจะมีขึ้นในวันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์นี้นะครับ ประตูเปิดตั้งแต่ 5 โมงเย็นเป็นต้นไป ซึ่งงานจะจัดขึ้นที่ Voice Space

ซึ่ง Voice Space ก็คือ Event Hall ที่ตั้งอยู่ภายในพื้นที่ของ Voice TV  ริมถนนวิภาวดีรังสิต เป็นพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับคนรุ่นใหม่ เป็นศูนย์กลางของการจัดกิจกรรมต่างๆ ที่สร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ ดนตรี การแสดง แฟชั่น งานสัมมนา ฯลฯ

นั่งชิลริมสระรองานเริ่มได้ หรือ แวะออกมาพักตรงช่วงว่างระหว่างวง

บรรยากาศด้านใน

สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์นั้นถือว่าสะดวกอยู่ครับเพราะว่าอยู่ใกล้ทางด่วน อีกทั้งยังมีที่จอดรถค่อนข้างเพียงพอ (ถ้ามาตรงเวลางานเริ่มได้จอดแน่นอน) แต่หากไม่เดินทางมาด้วยรถส่วนตัวก็สามารถมาด้วย รถประจำทางหรือ BTS ได้ครับโดยถ้ามาด้วย BTS สามารถลงได้สองสถานี ได้แก่

  1. ลงที่สถานี อารีย์ – ทางออกที่ 3 (ฝั่ง ลาวิลล่า อารีย์)- เดินทางโดยรถแท็กซี่โดยเลี้ยวซ้ายเข้าถนนพหลโยธิน 2 ตัดเข้าถนนวิภาวดีรังสิต มุ่งหน้าแยกวิภาวดี-สุทธิสาร (ติดกับสโมรสรทหารบก)

2. ลงที่สถานี อนุเสาวรีย์ชัยฯ – ขึ้นรถประจำทางที่ฝั่งเกาะดินแดง – รถประจำทางที่ผ่าน Voice Space หมายเลข 24, 69, 92, 538, 504, 555 เลือกลงที่ป้ายของสโมสรทหารบก


ราคาบัตร


1,800 !!! เท่านั้นครับ มีราคาเดียว ดูเผินๆเหมือนแพง แต่หากลองหารกับจำนวนวงดูจะพบว่า ตกวงละ 450 บาทเท่านั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นวงดนตรีดีๆจากต่างประเทศทั้ง 3 วง หรือวงอินดี้รุ่นใหม่จากไทย แค่วงเดียวก็คุ้มแล้ว แต่นี่มาถึง 4 คิดว่าราคานี้คงพอรับไหวอยู่ครับ หากเป็นคออินดี้จริงๆ


ช่องทางการซื้อบัตร


สำหรับช่องทางการซื้อบัตรนั้นค่อนข้างสะดวกครับ สามารถเข้าไปได้ที่ https://www.ticketmelon.com/event/theluckyblacksunset  จากนั้นก็กรอกรายละเอียดแต่เพียงเล็กน้อย จะสร้าง account ใหม่หรือ log in ด้วย facebook ก็ได้ครับ

ส่วนช่องทางการชำระเงินก็ทำได้ทั้ง ผ่านบัตรเครดิต/เดบิต ซึ่งได้รับตั๋วทันที อีกทางคือ ATM/เคาน์เตอร์/เคาน์เตอร์ธนาคาร/อินเตอร์เน็ต ซึ่งจะต้องนำใบ จ่ายเงินหรือ Reference Code ไปชำระเงินให้เสร็จสิ้นจึงจะได้รับตั๋วครับ

บัตรที่ซื้อจะได้เป็น e-ticket คือ สามารถใช้เข้างานได้เลย โดย

  1. print ออกมาเป็นกระดาษก็ได้
  2. โชว์จากโทรศัพท์ก็ได้ ซึ่งจะเป็น QR Code ไว้สแกนน่างาน โดยสามารถเปิดได้จากหน้าเว็บ ticketmelon , e-mail ของเราที่กรอกตอนซื้อบัตร หรือภาพที่ capture เก็บไว้ก็ได้ครับ

สรุปสำหรับงานนี้หากใครเป็นคอเพลงอินดี้ป็อปรับรองไม่ผิดหวังแน่นอน เพราะทั้ง 4 วงนี้ถือว่าเป็นศิลปินรุ่นใหม่ชั้นแนวหน้าของงานดนตรีสายนี้ทางฝั่งเอเชียเลยทีเดียว การได้ฟังเพลงเพราะๆจากโทรศัพท์หรือเครื่องเล่นของเรานั้นก็ว่าสุดแล้ว แต่การได้ไปฟังสดๆสัมผัสบรรยากาศ ณ ขณะนั้นถือว่าสุดยิ่งกว่า ถือแม้ราคาบัตรอาจสูงสักนิดแต่เมื่อลองคิดๆดูแล้วก็ไม่แพงจนเกินไป หลายงานราคานี้อาจได้ดูวงดีๆแค่วงเดียว แต่นี่ถึงสี่ !!! หากในวันที่ 24 นี้ไม่มีโปรแกรมอะไรก็ขอแนะนำให้ลองไปกันดูนะครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

10 อันดับ Box Office (16-18 ก.พ.) : Black Panther ผงาด! เปิดตัว 360 ล้านเหรียญทั่วโลก

Black Panther ทำสถิติภาพยนตร์ MCU เปิดตัวสูงสุดเป็นลำดับที่ 2 รองจาก…

Published

on

Black Panther ทำรายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์ไปได้สูงกว่าที่หลายฝ่ายความคาดการณ์ไว้ โดยทำได้ 192 ล้านเหรียญ ซึ่งมากกว่า Avengers: Age of Ultron (191.3 ล้านเหรียญ) และ Captain America: Civil War (179.1 ล้านเหรียญ)  แต่ยังน้อยกกว่า The Avengers (207.4 ล้านเหรียญ)

10 อันดับภาพยนตร์ทำเงินสูงสุดประจำสัปดาห์ มีดังนี้

อันดับที่ 1 : Black Panther

192 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 192 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 169 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 361 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 200 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 2 : Peter Rabbit

17.3 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 48.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 12,526 เหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 48.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 50 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 3 : Fifty Shades Freed

16.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 76.1 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 190.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 266.9 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 55 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 4 : Jumanji: Welcome to the Jungle

7.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 9)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 377.6 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 527 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 904.6 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 90 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 5 : The 15:17 to Paris

7.7 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 2)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 25.4 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 10.7 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 36.1 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 30 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 6 : The Greatest Showman

6.4 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 9)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 154.5 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 170.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 325.2 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 84 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 7 : Early Man

3.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 3.2 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 50 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 8 : Maze Runner: The Death Cure

2.5 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 4)

 
  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 54 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : 186.8 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมทั่วโลก : 240.8 ล้านเหรียญ
  • ทุนสร้าง : 62 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 9 : Winchester

2.2 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 3)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 21.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : 3.5 ล้านเหรียญ

อันดับที่ 10 : Samson

1.9 ล้านเหรียญ (สัปดาห์ที่ 1)

  • รายได้รวมในสหรัฐอเมริกา : 1.9 ล้านเหรียญ
  • รายได้รวมต่างประเทศ : –
  • รายได้รวมทั่วโลก : –
  • ทุนสร้าง : –

ข้อมูลอ้างอิง : boxofficemojo

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

หนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี : Black Panther ในระบบ IMAX 3D

Published

on

ห่างหายกันไปนานเลยนะครับสำหรับหนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี กลับมาคราวนี้ขอประเดิมปี 2018 ด้วยหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปีของค่ายมาร์เวลอย่าง Black Panther ซูเปอร์ฮีโร่เชื้อสายกษัตริย์แห่ง วาคานดา ที่มาในระบบ IMAX 3D แต่จะคุ้มค่าตั๋วอันแสนแพงหรือไม่ เรามีคำตอบมาให้แล้ว


เหมาะมั้ยกับระบบ IMAX 3D  

เริ่มต้นจากข้อมูลด้านเทคนิค ( Technical Specifications) จากเว็บไซต์ IMDB ที่ระบุอัตราส่วนภาพไว้ 2 ขนาดคือ 2.39:1 และ 1.90:1 สำหรับฉายโรง IMAX  ซึ่งตามโฆษณาของทางโรงบอกว่ามีถึง 26 % ของเรื่องเลยทีเดียว ซึ่งจากการสังเกตดูส่วนใหญ่จะเป็นฉากที่วาคานดา ซึ่งอัตราส่วนขยายก็ช่วยให้ภาพของวาคานดา ดูสวยงาม กว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตาจริงๆ และไม่เพียงงานภาพเท่านั้นแต่หนังยังมีการมิกซ์ระบบเสียงเป็น IMAX 12 Tracks ทำให้เสียงซาวด์เอฟเฟกต์ในฉากต่างๆมีความกระหึ่มเหมาะกับระบบ IMAX มากเลยทีเดียว


มิติภาพลึกแค่ไหน 

และสำหรับการชม Black Panther ในระบบ 3D นั้น ต้องยอมรับว่าการแปลงภาพทำได้ดีมาก แม้กระทั่งฉากคุยธรรมดาฉากหลังก็ยังมีการทำให้เกิดเป็นมิติ แต่อาจต้องถูกตัดคะแนนนิดนึงตรงฉากที่เกิดขึ้นตอนกลางคืน ที่ทำให้สังเกตความลึกของภาพได้ยากเหลือเกิน โดยเฉพาะเหตุการณ์ช่วยเหลือ นาเคีย ตอนต้นเรื่องที่สีภาพกลืนกันหมดทั้งสีผิวนักแสดงและฉากหลังที่เป็นตอนกลางคืน แถมการสวมแว่นสามมิติยังทำให้ภาพมืดลงไปอีก


แอ็คชั่นของฝ่าบาทเด้งแค่ไหน  

แน่นอนละ คนดูหนังสามมิติก็อยากเห็นอะไรเด้งๆพุ่งๆ ซึ่งต้องชื่นชม ‘บร๊ะลานุภาพ’ ของฝ่าบาทที่แทบทุกซีนจะมีภาพเด้ง ภาพพุ่งเสมอ แม้กระทั่งฉากคุยกัน หนังก็ยังเคลื่อนกล้องผ่านไหล่ตัวละครเห็นเป็นภาพเหลื่อมซ้อนชัดเจน หรือจะฉากแอ็คชั่นก็มันส์สะใจด้วยอาวุธที่ขยันขว้าง ขยันเขวี้ยง หรือแม้กระทั่งตัวฝ่าบาทเองที่ใช้วิชาตัวเบาโดดสูงพุ่งออกมานอกจอ สวยงามมากเลยทีเดียว ทำให้ Black Panther น่าจะสะใจคอหนังสามมิติแน่ๆ


ถอดแว่นแล้วภาพเบลอแค่ไหน

การที่เราจะตัดสินได้ว่างานภาพของหนังเป็นสามมิติแท้หรือไม่ ก็ต้องพิสูจน์ด้วยการถอดแว่นมองภาพซ้อนบนจอ ผลปรากฏว่าภาพส่วนใหญ่ของหนังจะเป็นภาพซ้อน มีเพียงบางเฟรมเท่านั้นที่หนังแอบแทรกภาพ 2 มิติเข้ามาแต่ไม่ได้เยอะมาก ดังนั้นในแง่ของความเป็นภาพสามมิติ Black Panther จึงผ่านได้อย่างสบายๆ


 

ฝ่าบาทโดดไปโดดมาแล้วจะปวดหัวไหม

แม้หนังสามมิติจะสร้างความน่าตื่นตื่นใจขนาดไหน แต่หากหนังมีภาพที่ทำให้คนดูเกิดอาการปวดเศียรเวียนเกล้าก็คงทรมานไม่น้อย แต่โชคดีที่แม้ Black Panther จะมีฉากแอ็คชั่นโลดโผนแค่ไหน แต่ตัวหนังผ่านการตัดต่อที่คิดมาแล้วว่าปลอดภัยสำหรับผู้ชมส่วนใหญ่ โดยฉากที่มีการเหวี่ยงกล้องก็จะเกิดในช่วงสั้นๆเท่านั้น ดังนั้นมั่นใจได้ว่าดู Black Panther บน IMAX 3D แล้วไม่ปวดหัวปวดตาเพราะฝ่าบาทแน่นอน

สรุปแล้ว Black Panther ถือว่าเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่เปิดปี 2018 บนจอ IMAX ได้อย่างงดงาม ทั้งฉากขยาย ระบบเสียงกระหึ่มสะใจแบบ 12 แทร็คของ IMAX ตลอดจนงานภาพ 3 มิติที่หนังแปลงภาพได้อย่างน่าพึงพอใจ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!