Connect with us

What The Fact

รำลึก “ฮิวจ์ เฮฟเนอร์” เจ้าพ่อนิตยสาร PLAYBOY ดาวแห่งฮอลลีวู้ดผู้ลาลับ

Published

on

หลายคนอาจรู้จักเขาในแง่ของ เพลย์บอยตัวกลั่น ไอคอนแห่งผู้ชายเจ้าสำราญ หรือมหาเศรษฐีนักรักเจ้าของนิตยสารปลุกใจเสือป่าชื่อก้องโลกอย่าง Playboy แต่ในอีกมุมชีวิตหนึ่ง เขาคือดาวจรัสแสงแห่งวงการบันเทิงฮอลลีวู้ดทีเดียว และบางแง่มุมในชีวิตของเขาจะทำให้เราต้องล้างความเชื่อบางอย่างในตัวเขาด้วย เพราะจริง ๆ เขาเป็นทั้งนักคิดและนักเรียกร้องทางสังคม รวมถึงศิลปิน และประสบการณ์ชีวิตบางอย่างอาจทำให้เราต้องสงสารมากกว่าอิจฉาเขาด้วย

ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ มีชื่อเต็ม ๆ ว่า ฮิวจ์ มาร์ซัน เฮฟเนอร์ (Hugh Marston Hefner) เขาเกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1926 ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ พ่อและแม่ของเฮฟเนอร์ต่างเป็นครูทั้งคู่ หลังจากจบชั้นมัธยมเขาเข้าร่วมสงครามโลก โดยเป็นนักเขียนให้หนังสือพิมพ์ของกองทัพ และเมื่อปลดประจำการเขาก็เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยใช้เวลา 2 ปีครึ่งก็จบหลักสูตรจิตวิทยาและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หลังจากนั้นเขาให้ความสนใจเรียนต่อในด้านสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น แต่ก็เรียนไม่จบ

ในปีที่ออกจากมหาวิทยาลัยเขาได้แต่งงานกับ มิลเดรด วิลเลียมส์ (มิลลี) แฟนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม พวกเขาแต่งงานกันในปี 1949 และมีธิดาและบุตรด้วยกัน 2 คน คือ คริสตี เฮฟเนอร์ และ เดวิด ที่ต่อมาใช้ชื่อว่า เดวิด พอล

มิลลี่ กับฮิวจ์

ก่อนแต่งงาน มิลลี่ ได้สารภาพกับเฮฟเนอร์ว่าเธอเคยนอกใจเขาครั้งที่เขาไปเป็นทหาร (อาจเพราะเรื่องนี้ด้วย เฮฟเนอร์เคยให้สัมภาษณ์ว่าการตัดสินใจไปเข้าร่วมกองทัพเป็นความพังพินาศที่สุดในชีวิตของเขา) มิลลี่จึงบอกให้เฮฟเนอร์ไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่นได้ เพื่อที่เธอจะลบล้างความรู้สึกผิดของตนเอง และหวังว่าจะรักษาความรักให้ยั่งยืนได้ แต่พวกเขาก็หย่าขาดจากกันในที่สุดในปี 1959 หลังจากแต่งงานกันมา 10 ปี และนี่อาจเป็นแผลใจอันเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักรักที่ไม่ลงหลักปักฐานจริงจังยาวนานของเขาก็ได้

ด้านการงาน ในปี 1952 ปีที่คริสตี้ลูกสาวคนโตเกิด เฮฟเนอร์ซึ่งเป็นนักเขียนให้นิตยสารเอสไควร์ ได้ตัดสินใจลาออกหลังจากไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน เขากู้เงินและระดมทุนจากหลาย ๆ ทางรวมถึงแม่ของเขา เพื่อตีพิมพ์นิตยสารตามความฝันของตนเองอย่าง เพลย์บอย (Playboy)

ในเดือนธันวาคม ปี 1953 เพลย์บอยฉบับแรกได้วางแผง โดยใช้ปกเป็นภาพวาบหวิว (ในยุคนั้น) อันเป็นรูปเก่าของ มาริลีน มอนโร ซึ่งเธอถ่ายสำหรับทำปฏิทินในปี 1949 แล้วเพลย์บอยฉบับปฐมฤกษ์ก็ฮิตถล่มทลายขายไปได้กว่า 50,000 ฉบับทีเดียว (ในปี 1992 เฮฟเนอร์ซึ่งในชีวิตนี้ไม่เคยได้เจอผู้มีพระคุณทางอ้อมอย่างมอนโรตัวเป็น ๆ เลยออกเงินกว่า 75,000 เหรียญ ซื้อพื้นที่ข้าง ๆ หลุมฝังศพของมอนโรไว้ให้ตัวเองเลย)

นิตยสาร Playboy ฉบับแรก

ด้านซ้ายที่มีรอยจูบมากมาย คือหลุมศพที่เฮฟเนอร์ซื้อไว้เพื่อจะได้นอนอยู่ข้างกายมอนโร

นอกจากนี้มอนโรยังเป็นนางแบบบนปกคนเดียวที่ได้ตำแหน่ง Sweetheart of the Month ด้วย เพราะหลังจากนั้นพอฉบับที่ 2 ในเดือนมกราคม ปี 1954 นางแบบบนปกคือ มาร์กี ฮาร์ริสัน ก็ได้ถูกขนานนามว่า Playmate of the Month แทน และใช้ชื่อเพลย์เมท (Playmate) เรียกสาว ๆ ที่ได้รับการคัดเลือกเฟ้นมาขึ้นปกแทนนับแต่นั้นมา โดยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรับตำแหน่งนี้ซ้ำสอง แต่ก็มีนางแบบหลายคนที่เคยขึ้นปกหลายครั้ง โดยคอนเซ็ปต์ของเพลย์เมทนั้นจะไม่มีคนเก่าหรืออดีตเพลย์เมท เพราะ “เมื่อเป็นเพลย์เมทครั้งหนึ่งแล้ว ย่อมถือว่าเป็นตลอดไป” นับเป็นความโรแมนติกในแบบเพลย์บอยของเฮฟเนอร์ทีเดียว

นิตยสารฉบับที่ 2 กำเนิดเพลย์เมท และโลโก้เจ้ากระต่ายใส่ทักซิโด ซึ่งยังไม่ใช่แบบที่เราคุ้นตาในปัจจุบัน

อีกหนึ่งเรื่องคือหลังจากความสำเร็จของฉบับแรก นิตยสารฉบับถัดมาเฮฟเนอร์เริ่มมองหาโลโก้ที่จะทำให้คนติดแบรนด์เขาง่ายขึ้น และเขาเลือก อาร์ต พอล มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์คนแรก ผู้ออกแบบโลโก้กระต่ายใส่ชุดทักซิโดเวอร์ชั่นแรกก่อนจะมาเป็นแบบที่ติดตาเราในปัจจุบัน เหตุผลที่เฮฟเนอร์เลือกกระต่ายนี้ก็เพราะ กระต่ายเป็นสัตว์ที่มีความหมายเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ในเชิงตลก ๆ และเขาก็ต้องการนำเสนอภาพลักษณ์ของนิตยสารให้ออกมาในแนวซุกซน สนุกสนาน ขี้เล่น ตามสไตล์หนุ่มเจ้าสำราญ ชั้นสูงแห่งเมืองนิวยอร์กที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเฮฟเนอร์ด้วย

นั่นทำให้นอกจากเล่มแรกแล้ว เพลย์บอยจะมีเจ้ากระต่ายปรากฏเป็นโลโก้อยู่ในทุกเล่มเลย และความดังของเจ้ากระต่ายนี่ก็ดังถึงขนาดที่ว่าคนสมัยนั้นเขียนรูปกระต่ายนี้แทนการจ่าหน้าที่อยู่ถึงกองบรรณาธิการเพลย์บอยได้เลยด้วย

อาร์ต พอล

ต่อมาเฮฟเนอร์ยังเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดดาว 2 ดวงสำคัญในวงการด้วย หนึ่งคือ ชาร์ลส์ โบมอนต์ นักเขียนเรื่องสั้นแนวแฟนตาซีและสยองขวัญ โดยเมื่อนิตยสารเอสไควร์ปฏิเสธเรื่องสั้น The Crooked Man ของโบมอนต์ ที่ว่าด้วยเรื่องของชายแท้คนหนึ่งที่ถูกกดขี่ ในโลกอนาคตที่การรักร่วมเพศเป็นเรื่องปกติ ซึ่งตัวเฮฟเนอร์นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเสรีนิยมที่สนับสนุนสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ และสนับสนุนกลุ่มรักร่วมเพศในแง่ของสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ด้วย

เขาจึงนำเรื่องสั้นของโบมอนต์มาลงเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกในนิตยสารเพลย์บอยเมื่อปี 1955 และเมื่อกระแสคำวิจารณ์ก่นด่าเรื่องนี้มากเข้า เฮฟเนอร์ก็ได้ออกมาให้สติว่า “หากการกดขี่พวกรักเพศตรงข้ามในสังคมรักร่วมเพศเป็นเรื่องผิดแล้ว การกดขี่พวกรักร่วมเพศในสังคมของพวกรักเพศตรงข้ามจะเป็นเรื่องถูกต้องไปได้อย่างไร” และในปีนั้นเองโบมอนต์ก็ได้เข้าสู่วงการโทรทัศน์และวิทยุด้วย ต่อมาเขาก็ได้ร่วมเขียนบทตอนสำคัญ ๆ ที่เป็นตำนานในซีรีส์ที่เรารู้จักดีอย่าง Twilight Zone นั่นเอง

โบมอนต์ กับนักแสดงนำในตอน The Howling Man ของซีรีส์ Twilight Zone

อีกหนึ่งดาวที่เฮฟเนอร์ช่วยให้จรัสแสงขึ้นมาคือ คอมเมเดียนนามว่า ดิก เกรกอรี ตลกผิวสีต๊อกต๋อยที่เฮฟเนอร์ไปเจอในบาร์ที่ชิคาโกเมื่อปี 1961 เขาถูกใจดิกมากและจ้างให้มาเล่นในบาร์ชิคาโกเพลย์บอยของเขา ซึ่งกลายเป็นการเปิดตัวสู่อาชีพศิลปินตลกอเมริกันคนสำคัญของเกรกอรี่ด้วย

มุกที่เกรกอรี่เล่นให้เฮฟเนอร์ดูตอนนั้นมีอยู่ว่า

“เมื่อตอนที่ผมลงมาที่รัฐทางใต้ แล้วเข้ามานั่งสั่งอาหารในร้านแบบนี้ล่ะ พนักงานก็เดินเข้ามาบอกผมว่า ‘เราไม่เสิร์ฟคนผิวสีนะ’ ผมเลยตอบเขาไปว่า ‘ดีเลยเพราะผมก็ไม่กินคนผิวสีเหมือนกัน ไงเอาไก่ทอดมาให้ผมแล้วกันนะ’ หลังจากนั้นพอผมได้ไก่ทอดมาระหว่างที่กำลังจะใช้มีดหั่นมากิน ก็มีชายหนุ่มสามคนดูท่าไม่พอใจเดินปรี่มาหาผมแล้วขู่เสียงดังว่า ‘นี่พวกเราเตือนดี ๆ แล้วนะ อะไรที่แกจะทำกับไอ้ไก่ทอดนั่น เราก็จะทำมันแบบเดียวกันกับแกด้วย!’ ผมฟังจบก็เลยเอาไก่ทอดตรงหน้ามาจูบอย่างบรรจง แล้วหันไปบอกพวกเขา ‘เอาเลยสิ พ่อหนุ่ม”

ดิก เกรกอรี

ตรงนี้จะเห็นได้ว่าเฮฟเนอร์เป็นนักคิดนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่สนับสนุนสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมมาก ๆ คนหนึ่งเลยทีเดียวครับ

หลังจากมีปัญหาเรื่องสาว ๆ จำนวนมากในชีวิตตั้งแต่ช่วงปี 1960 มา โดยเฉพาะบรรดาเพลย์เมทประจำเดือนทั้งหลายที่ลือกันว่า เฮฟเนอร์จัดหนักถึง 11 จาก 12 คนที่ขึ้นปกในแต่ละปีทีเดียว (1 คนที่เหลือควรเสียใจมั้ยเนี่ย) เฮฟเนอร์ก็ประกาศขอทดลองเป็นไบเซ็กช่วลดูในปี 1971 (ซึ่งคงไม่ใช่ทางของเขานัก) และในปีเดียวกันเขาก็มาสร้างเพลย์บอยแมนชั่นแห่งใหม่ อันมีชื่อเสียงราวกับฮาเร็มส่วนตัวของเขาที่เมืองแอลเอ และย้ายมาอยู่ถาวรในปี 1975

เฮฟเนอร์ กับเพลย์บอยแมนชั่นในปี 1971

ในช่วงปี 1985 ด้วยการสำราญอย่างหนักทำให้เขามีปัญหาสุขภาพจนต้องลดดีกรีความเฟี้ยวลง และปล่อยมือจากบริษัทเพลย์บอยเอ็มไพร์ของตนเองให้ คริสตี้ ลูกสาวคนโตรับช่วงต่อในปี 1988 และพอปีถัดมาในวัย 60 ปี เขาก็เลยลองลงหลักปักฐานกับเพลย์เมทแห่งปีนาม คิมเบอร์ลีย์ คอนราด วัย 24 ปี ดูอีกรอบ เป็นการแต่งงานครั้งที่ 2 ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คน คือ มาร์สตัน เกล็น และ คูเปอร์ แบรดฟอร์ด ช่วงนั้นเพลย์บอยแมนชั่นได้แปรสภาพเป็นบ้านแสนอบอุ่นของครอบครัวเดี่ยว ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกกันอยู่ในปี 1998 ซึ่งคอนราดก็ไม่ได้หายไปไหนไกล เพียงย้ายไปอยู่บ้านหลังข้าง ๆ เพลย์บอยแมนชั่นแทน

เฮฟเนอร์กลับไปควงสาวมากหน้าอีกครั้ง ก่อนจะคบหากับ คริสตัล แฮร์ริส ที่ได้ชื่อว่า “แฟนสาวหมายเลข 1” ในปี 2008 ซึ่งระหว่างนั้นเขาก็ยังมีความสัมพันธ์กับสองพี่น้องฝาแฝด แชนนอน ด้วย แต่แล้วก็เลิกกับฝาแฝดสาวไปในปี 2010 นั่นเอง ซึ่งในปีเดียวกันเฮฟเนอร์ก็ตั้งใจลงหลักปักฐานจริงจังกับแฮร์ริสเสียที เขาจึงลงนามหย่ากับคอนราดในที่สุด โดยเขาบอกว่าที่ผ่านมาไม่ได้หย่าก็เพื่อลูก ๆ ของเขาซึ่งบัดนี้ก็โตพอที่จะดูแลตนเองได้แล้ว

เฮฟเนอร์ถ่ายร่วมกับลูกชายทั้ง 3 ของตนเอง ไล่จากซ้าย คูเปอร์ มาร์สตัน และเดวิด

ปลายปี 2010 นั้น เขาก็หมั้นกับแฮร์ริสและมีแผนแต่งงานในวันที่ 18 มิถุนายน 2011 แต่เหมือนฟ้าแกล้งเพียง 5 วันก่อนวันแต่ง แฮร์ริสก็เป็นฝ่ายขอถอนหมั้น ปล่อยปู่เฮฟเนอร์ในวัย 86 ปีกลายเป็นคนที่น่าสงสารสุดแห่งปี เพราะนิตยสารเพลย์บอยฉบับเดือนกรกฎาคม ซึ่งขึ้นปกเป็นรูปแฮร์ริส พร้อมข้อความ “ขอแนะนำเจ้าหญิงของอเมริกา นางคริสตัล เฮฟเนอร์” ที่หวังจะเป็นการฉลองการแต่งงานแบบสุดยอดโรแมนติกของเฮฟเนอร์กับแฮรร์ริส ก็ถูกส่งไปถึงทั่วอเมริกาก่อนเสียแล้ว T_T

พ้นจากเรื่องเศร้า ๆ กลับมาว่าด้วยผลงานในวงการบันเทิงของเฮฟเนอร์กันดีกว่า

ขอย้อนไปในปี 1959 เป็นปีที่เฮฟเนอร์เริ่มเข้าสู่วงการโทรทัศน์โดยทำรายการทีวีในสไตล์นิตยสารเพลย์บอยอย่าง Playboy’s Penthouse (1959–1960) และต่อมาก็มีรายการ Playboy After Dark (1969–1970) ด้วย ในช่วงปีเหล่านี้เฮฟเนอร์โด่งดังเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้นมากด้วยอิทธิพลของโทรทัศน์ โดยเฉพาะปี 1965 เขายังได้ร่วมเป็นนักแสดงรับเชิญเล่นในซีรีส์เรื่อง Burke’s Law โดยรับบทผู้จัดการบันนี่บาร์ด้วย

หลังจากนั้นเขาก็ได้เล่นซีรีส์ในฐานะนักแสดงทั้งบทบาทสมมติและเป็น ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ อีก 16 เรื่องจนถึงปี 2008 ก็ได้ปรากฏตัวเล่นเป็นตัวเองในซีรีส์ Shark เป็นซีรีส์เรื่องสุดท้าย

เฮฟเนอร์ในกองถ่ายรายการ Playboy’s Penthouse

นอกจากนี้เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับรายการโทรทัศน์และหนังฉายทางโทรทัศน์อีกนับไม่ถ้วน เริ่มตั้งแต่ปี 1973 กับหนังโทรทัศน์เรื่อง The Third Girl from the Left เป็นเรื่องแรก และ Bullets Over Hollywood หนังสารคดีโทรทัศน์ในปี 2008 ก็เป็นเรื่องสุดท้ายของเขา

โดยรายการโทรทัศน์ที่โด่งดังมาก ๆ อีกรายการหนึ่งที่เฮฟเนอร์อำนวยการสร้างก็คือ The Girls Next Door หรือที่มีบางคนเรียกว่า รายการเหล่าเด็กสาวแห่งเพลย์บอยแมนชัน โดยเป็นเรียลลิตี้โชว์ที่ถ่ายบรรดาแฟนสาวของเฮฟเนอร์ ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับปู่เฮฟเนอร์ในเพลย์บอยแมนชันนั่นเอง รายการนี้ออกอากาศตั้งแต่ปี 2005 ถึงปี 2010 มีจำนวนตอนถึง 90 ตอนเลยทีเดียว

ด้วยผลงานด้านโทรทัศน์ที่แสนโดดเด่น เฮฟเนอร์ได้รับเกียรติจารึกชื่อในดาวเกียรติยศ วอล์ค ออฟ เฟม เมื่อวันที่ 9 เมษายน 1980 หรือวันเกิดปีที่ 54 ของเขานั่นเอง

ส่วนด้านวงการภาพยนตร์นั้น เฮฟเนอร์เริ่มมามีส่วนร่วมครั้งแรก ในปี 1971 โดยเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับหนังของ โรมัน โปลันสกี เรื่อง The Tragedy of Macbeth ก่อนจะได้เป็นนักแสดงในภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 1981 ในหนังแนวตลกเสียดสีประวัติศาสตร์โลกเรื่อง History of the World: Part I ของ เมล บรูกส์ โดยรับเชิญในบทเจ้าของกิจการในมหานครโรมัน

หลังจากนั้นเฮฟเนอร์ก็ทิ้งช่วงยาว ก่อนจะมารับบทประธานาธิบดีสหรัฐในหนังปี 2000 เรื่อง Citizen Toxie: The Toxic Avenger IV  และต่อมาในปี 2004 เขาก็ได้มาเล่นเป็นตัวเองอีกครั้งในหนังลงแผ่นของผู้กำกับ มาร์ก ฮามิลล์ หรือ เจได ลุก สกายวอล์กเกอร์ นั่นล่ะ กับหนังตลกแนวสารคดีปลอมเรื่อง Comic Book: The Movie

ภาพ จอน ฟินช์ ผู้รับบทแมคเบธ จะเห็นเสื้อคลุมที่มีโลโก้ของเพลย์บอย

เฮฟเนอร์กับการแสดงหนังครั้งแรก

ส่วนหนัง 2 เรื่องสุดท้ายในฐานะนักแสดงของเฮฟเนอร์ ก็คือ Miss March (2009) และให้เสียงในแอนิเมชั่นเรื่อง Hop (2011) โดยเฉพาะ Miss March นั้น เฮฟเนอร์ถึงกับได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดแย่ ราซซี่อวอร์ด จากการเล่นเป็นตัวเองเลยด้วย แต่เจ้าตัวก็แก่เก๋าพอ แถมยังออกมาให้สัมภาษณ์ตลก ๆ ด้วยว่า “สงสัยผมจะไม่ค่อยเข้าใจไอ้ตัวละครนี้เท่าไหร่น่ะ” (เดี๋ยว ๆ พี่เล่นเป็นตัวเองนะ 555) 

เฮฟเนอร์กับสองนักแสดงนำใน Miss March

คุณานุคุณยิ่งใหญ่ต่อวงการหนังอีกอย่างของเฮฟเนอร์คือ การที่เขาเป็นโต้โผในการจัดงานระดมเงินบริจาคเพื่อซ่อมบำรุงป้ายสัญลักษณ์ Hollywood ที่เพลย์บอยแมนชั่นของตนเองในปี 1978 โดยยังสมทบทุนบริจาคไปถึง 1 ใน 9 ส่วนของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือราว ๆ 27,000 เหรียญเลยด้วย

นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้บริจาคเงินกว่า 1 แสนเหรียญให้วิทยาลัยศิลปะภาพยนตร์แห่งมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอเนียเพื่อเปิดคอร์สที่ชื่อว่า การศึกษาการเซ็นเซอร์ในงานภาพยนตร์ ทั้งยังบริจาคเงินอีกกว่า 2 ล้านเหรียญให้กับการศึกษาด้านภาพยนตร์อเมริกันแก่สถาบันต่าง ๆ อีกด้วย

แต่หากพูดถึงงานในแวดวงฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ของเขาแล้วคงต้องนึกถึงหนังแผ่นตระกูล Playboy สารพัดชื่อห้อยท้ายที่มีออกมามากกว่าร้อย ๆ เรื่องนั่นล่ะครับ จนในปี 2003 เขาถึงกับได้รับตำแหน่ง 1 ใน 50 ผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการหนังโป๊เลยทีเดียว

นอกจากนั้นเขาก็ยังอำนวยการสร้างให้พวกงานสารคดีที่วน ๆ เวียน ๆ อยู่กับเรื่องผู้หญิงอันเป็นจุดขายสำคัญของเฮฟเนอร์ด้วย โดยเฉพาะช่วงหลังเขาให้ความสนใจด้านหนังสารคดีเป็นพิเศษ โดยมีสารคดีเรื่อง Be Natural: The Untold Story of Alice Guy-Blaché ที่อยู่ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชัน เป็นผลงานการอำนวยการสร้างเรื่องสุดท้าย

หนึ่งในปกเทป VHS ตระกูล Playboy

ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ดวงดาวแห่งฮอลลีวู้ด ณ บล็อกที่ 70000 ถนนฮอลลีวู้ด ได้จากไปในวันที่ 27 กันยายน 2017 รวมอายุได้ 91 ปี เป็นอีกหนึ่งหน้าตำนานสำคัญในฮอลลีวู้ดที่จากไปในปีนี้ครับ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Solo a Star Wars Story : ภาคที่สดใสที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์ส

Published

on

หนังภาคแยกจากจักรวาลสตาร์วอร์สต่อจาก Rouge One ที่รอบนี้เลือกมาเล่าวีรกรรมในวัยหนุ่มของ ฮาน โซโล ฮีโร่ที่สาวกสตาร์วอร์สน่าจะชื่นชอบที่สุดแล้ว และเป็นตัวละครที่มีพื้นเพน่าสนใจ เป็นพระเอกในแบบที่ไม่ใช่วีรบุรุษที่ขาวสะอาด เพราะฮานเป็นพวกนอกกฏหมายโดยแท้ เป็นนักต้มตุ๋น นักพนัน และ เซียนไพ่ และมาด้วยเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว และที่สำคัญเขามีเพื่อนรักขนยาวที่มีเพียงฮานคนเดียวที่ฟังออกและสื่อสารกันรู้เรื่อง ล้วนแล้วจึงเป็นองค์ประกอบที่น่าสนใจ นำมาขยายเป็นหนังภาคแยกได้น่าสนุกสุดแล้ว และ Solo a Star Wars Story ก็ตอบสนองแฟน ๆ ได้ดีกับการเล่าที่มาของชิวเบคก้า และ มิลเลนเนียมฟอลคอน ให้ได้หายสงสัยกัน

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

Solo a Star Wars Story เป็นอีก 1 โปรเจ็กต์ที่อยู่ในความสนใจและรอคอยจากแฟน ๆ สตาร์วอร์ส เพราะอย่างทีว่านี่คือตัวละครที่หลายคนรัก การฆ่าฮานในเส้นเรื่องหลักก็ทำร้ายจิตใจแฟน ๆ ไปแล้ว เมื่อฮานกลับมามีชีวิตบนจออีกครั้ง จึงเป็นการกลับมาของตัวละครที่รัก และถูกจับตาตั้งแต่การเลือกตัวแสดงมาเป็นฮาน และเป็นการสร้างที่้ต้องเจอปัญหาใหญ่กับการเปลี่ยนผู้กำกับกะทันหัน จาก ฟิล ลอร์ด และ คริสโตเฟอร์ มิลเลอร์ ที่มาจากสายคอมมีดี้ก็เลยจะพาหนังออกแนวคอมมีดี้ตามสไตล์ตัวเอง และไม่ถ่ายทำตามบท ก็ต้องโดนอัปเปหิออกไป และได้ รอน โฮเวิร์ด ผู้กำกับออสการ์จาก A Beautiful Mind มาแทนที่ภายใน 2 วัน ซึ่งรอนก็เริ่มงานด้วยการรื้องานของคู่หูเก่าทิ้งและถ่ายทำใหม่ถึง 80 %

บทหนังเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน สมาชิกเก่าของทีมงานสตาร์วอร์ส ที่เขียนบท Episode 5,6,7 มาแล้ว ก็เล่าที่มาของฮานได้อย่างลื่นไหล น่าติดตามเพราะเต็มไปด้วยวีรกรรมโลดโผน แม้บทจะเป็นฝีมือของลอเรนซ์ คาสดาน แต่ก็อิงเรื่องราวหลาย ๆ ส่วนมาจากนิยาย 3 เล่ม The Han Solo Adventures ที่ออกมาในปี 1979 -1980 ประพันธ์โดย ไบรอัน เดลีย์

ในนิยายเล่าวีรกรรมของฮาน ในช่วง 2 ปีก่อนเหตุการณ์ใน Star Wars Episode IV: A New Hope (1977) ส่วนเหตุการณ์ในหนัง Solo a Star Wars Story เริ่มเรื่องตั้งแต่ฮานในวัยหนุ่ม และเป็นโจรปลายแถวสุมนของแก๊งอาชญากรในคอเรลเลีย ดาวที่ฮานถือกำเนิดมาและอยากจะหนีจากที่นี่มาโดยตลอด ฮานมีคนรักคือ “คิรา”บทของเอมิเลีย คลาร์ค ทั้งคู่พากันหนีจากคอเรลเลียที่โดนปกครองโดยจักรวรรดิ ฮานหนีมาได้สำเร็จแต่คิราหนีไม่พ้น ฮานตั้งใจจะหาเงินและมียานของตัวเองและกลับมารับคิรา ทางเดียวที่ถนัดคืองานนอกกฏหมายที่พาเขาไปพบกับเบ็คเก็ต บทของ วู้ดดี้ ฮาเรลสัน ,ฮาน ขอเข้าเป็นสมาชิกแก๊งและร่วมกันปล้นโคแอ็กเซี่ยมแร่พลังงานมูลค่ามหาศาลจากจักรวรรดิ และเป็นจุดเริ่มต้นที่ฮานเริ่มจะยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกับจักรวรรดิ

2 ชั่วโมง 15 นาทีของหนัง เต็มไปด้วยฉากแอ็คชั่นที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งฉากใหญ่ฉากเล็ก ที่น่าประทับใจสุดก็เป็นฉากฮานและแก๊งเบ็คเก็ตบุกปล้นขบวนรถไฟบรรทุกโคแอ็กเซี่ยม เป็นฉากแอ็คชั่นที่ยาวนานและลุ้นระทึกมาก และอีกฉากใหญ่ก็คือ “เคสเซิลรัน” อีกวีรกรรมที่กลายเป็นตำนานเล่าขานของฮาน โซโล เมื่อเขาขับมิลเลนเนียม ฟอลคอน หนีออกจากดาวเคสเซิลด้วยความเร็วกว่า 12 พาร์เซ็ค ที่ไม่เคยมีใครทำได้ และยังคงถ่ายทอดบุคลิกอันโดดเด่นของการเป็นคนกะล่อน เจ้าเล่ห์ มีไหวพริบในการเอาตัวรอดได้ในทุกสถานการณ์ของฮาน ได้อย่างชัดเจน และด้วยความเจ้าเล่ห์ของฮานนี่ล่ะ ที่นำมาใช้เป็นมุกเด็ดในฉากไคลแมกซ์ได้น่าชื่นชม ถือว่าจุดที่ดีในบทเรื่องนี้เลยก็ว่าได้

มองที่ตัว อัลเด็น เออเร็นริช ถ้าเราไม่พยายามเอาเขาไปเปรียบเทียบกับตัวแฮริสัน ฟอร์ด ก็นับ อัลเด็น เป็นฮานที่มีเสน่ห์ ทำหน้าที่จุดศูนย์กลางของหนังที่มีตัวละครมากมายแบบนี้ได้โดยไม่โดนข่ม ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกับภารกิจการคัดตัวละครที่ยาวนาน เพราะการคัดตัวแสดงมาเป็นฮาน โซโล นั้นมีนักแสดงหน้าใหม่หน้าเก่ามาแคสต์บทมากถึง 3,000 คน ใช้ระยะเวลาในการคัดเลือกยาวนานเป็นอันดับ 2 รองจากการหานักแสดงในบท “คริสเตียน เกรย์”ใน Fiffty Shades Of Grey และที่สำคัญ อัลเด็น เออเร็นริช คือนักแสดงคนแรกที่มาแคสต์บท ฮาน โซโล แล้วเขาก็ยังสามารถเอาชนะอีก 3,000 กว่าคนที่มาทีหลังเขาได้หมด

ตัวละครที่เด่นรองลงมาเดิมที่คิดว่าจะเป็น คิรา กลับเป็น เบ็คเก็ต ผู้เป็นทั้งพี่เลี้ยงคอยสอนและแนะนำ เป็นผู้ที่พาฮาน เข้าสู่โลกอาชญากรอย่างแท้จริง วู้ดดี้ ฮาเรลสัน เหมาะมากกับบทผู้ชำนาญการผ่านโลกแบบนี้เหมือนกับบท เฮย์มิตช์ ใน The Hunger Games

เอมิเลีย คลาร์ค กับโอกาสอีกครั้งในบทนำ หลังจากเคยคว่ำมาแล้วกับการได้เป็น ซารา คอนเนอร์ กับบทคิรา วันนี้เธออายุ 31 แล้วแต่ด้วยความเป็นสาวตัวเล็ก ก็เลยดูเด็กตลอดเวลา ในฉากเปิดตัวดูเป็นสาววัยรุ่นได้ไม่เคอะเขินเลย ครั้งนี้ถือว่าเป็นโอกาสสำคัญเพราะคิราเป็นบทที่มีความลึกของตัวละครมาก เธอเป็นคนรักของฮาน ในขณะเดียวกันเธอก็เป็นสมาชิกระดับล่างของจักรวรรดิ เป็นตัวละครที่คนดูต้องคอยคาดเดาว่าแท้จริงแล้วเธอจะอยู่ฝ่ายไหนกันแน่ และฉากสุดท้ายของเธอก็ทิ้งค้างคำถามไว้ให้สานต่อในภาคต่อไป….ถ้ามีนะ

เป็นเรื่องน่าสงสัยว่าทำไมจักรวาลสตาร์วอร์จะต้องใส่คาแรกเตอร์ที่พูดมากเข้าไปในทุกภาค เดิมก็มี C3PO แต่ก็ไม่น่ารำคาญเท่าจาร์จาร์ บิงก์ มาภาคนี้ก็ใส่ L3-37 เข้ามา เป็นหุ่นยนต์คู่ซี้ของ แลนโด คาริสเซียน เป็นดรอยด์ที่ไม่มีเสน่ห์ของดรอยด์อย่างที่ผ่านมาเลย เพราะ L3 พูดจาต่อยหอยด้วยน้ำเสียงมนุษย์ และทีท่าการเคลื่อนไหวก็เหมือนมนุษย์และ…..น่ารำคาญ ,แม้ในเรื่องนี้จะไม่มีตัวละครหลักอย่างลุค , เลอา หรือ ดาร์ธ เวเดอร์ แต่ก็ยังมีเซอร์ไพรส์ด้วยการปรากฏตัวของตัวละครจากเส้นเรื่องหลักมาแวบนึง แต่ก็ได้เสียงโห่ฮิ้วในโรงไปพอสมควร

แม้ว่าภาพของหนังจะเลือกทำออกมาหม่นซีด ใกล้เคียงกับภาพใน Rogue One หนังภาคแยกเรื่องก่อนหน้า แต่กับเนื้อหาของหนังนั้นแตกต่างกันลิบลับ โทนของ Rogue One มืดหม่นทั้งภาพทั้งเรื่อง แต่กับ Solo a Star Wars Story แล้วก็ฉีกเส้นทางออกไปได้ไกล เพราะเป็นตัวละครใหม่ทั้งหมด ต่างกับ Solo ที่เป็นตัวละครจากเส้นเรื่องหลัก บุคลิกตัวละครและบทสรุปนั้นถูกล็อคไว้หมดแล้ว ดิ้นไปไหนไม่ได้มาก แต่กระนั้นโทนหนังก็ยังออกมาสดใสมาก เพราะแรงส่งจากตัวละครหลักอย่างฮาน ที่มากับพลังของวัยหนุ่ม อเลิร์ตตลอดเวลา ยิ้มสู้กับทุกสถานการณ์ ก็เลยพาหนังโลดแล่นไปข้างหน้าได้อย่างมีพลังกับเขาไปได้ตลอด แม้ตลอดเรื่องจะมีอุปสรรค ปัญหานานับประการ แต่ฮานก็ผ่านทุกวิกฤตมาได้อย่างสวยงาม

แม้จะดูเป็นหนังอารมณ์ดีแต่ก็ไม่ถึงกับมีมุกที่เรียกเสียงฮาได้หนัก ๆ แบบ The Last Jedi ในหนังมีตัวละครตายมากมาย แต่ก็ไม่ได้ใช้เวลาแม้เพียงนิดจะอ้อยอิ่งไว้อาลัยกับการสูญเสีย หนังเดินเรื่องเร็วมากไม่มีฉากนั่งพูดคุยปรับทุกข์มากมาย โดยรวมก็เป็นสตาร์วอร์สภาคที่สดใสไร้ความหม่นที่สุดในจักรวาลสตาร์วอร์สแล้ว สมกับเป็นหนังของดิสนีย์เสียจริง หนังเปิดเผยตัวละครใหม่ องค์กรใหม่มากมาย เป็นไปได้อย่างสูงว่าหนังไม่จบแค่ภาคเดียว ถ้าภาคนี้ได้ตังค์นะ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]ตุ๊ดตู่กู้ชาติ – แกล้งๆเป็นกะเทยในหนังย้อนยุคปล่อยมุกดีเลย์ เขร้ !หนังยาวเกิน 2 ชั่วโมง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เมื่อกองทัพ ยโสธราวดี กำลังจะบุก อโสรยา ทำให้หมู่บ้านคุ้งระกา จำต้องเตรียมการรับศึกและทำให้  แฟง (เพชรทาย วงคำเหลา) เดือน (เจริญพร อ่อนละม้าย) หอม (ชาญณรงค์ ขันฑีท้าว)  ก้อน (นพดล ทรงแสง) และ สร้อย (น้องบิว ขาวคง) กะเทย 5 นางประจำหมู่บ้านจึงอาสาไปแทรกซึมในกองทัพศัตรูเพื่อสืบแผนการรบของศัตรู งานนี้เหล่ากะเทยจะพิสูจน์ความรักชาติและสามัคคี

 

 

 



ด้วยหน้าหนังและเพลงประกอบที่ปล่อยมาก่อนหน้านี้ บอกตามตรงว่าผมอดคาดหวังความสนุกจากหนังเรื่องนี้ไม่ได้ ลำพังนักแสดงตลกแถวหน้าของเมืองไทยทั้งพี่หม่ำ พี่ติ๊ก กลิ่นสี  พี่โก๊ะตี๋ หรือน้าจิ้ม ชวนชื่น ก็ล้วนเป็นตลกที่รับประกันความฮาจากผลงานที่ผ่านๆมาได้ในระดับหนึ่ง แต่จนแล้วจนรอด เอาแค่การสร้างคาแรกเตอร์กะเทย 4-5 นางที่ควรมีบทบาทเด่นและสร้างความฮา หนังก็สอบตกในมาตรฐานความแซ่บของเหล่ากะเทยในหนังของพี่ พชร์ อานนท์ โดยสิ้นเชิงแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็น แฟง เดือน หอม หรือ ก้อน แทบไม่มีใครที่ถูกนำเสนอให้ออกมาเป็นกะเทยที่มีสีสันในระดับเดียวกับ หอแต๋วแตก ของพี่พชร์ได้เลย แถมหนังยังพยายามยัดเยียดแนวคิด ความรัก ความสามัคคี เพื่อชาติบ้านเมือง ผ่านการทะเลาะกันของเหล่ากะเทยก็ยิ่งทำให้หนังอยู่ในภาวะ ‘กลับไม่ได้ ไปไม่ถึง’ จะเอาฮากลับกริบ เอาสาระกลับดูวอนนาบีจนชวนเพลียไปอี๊ก

ด้านพี่หม่ำ แม้จะเคยเล่นเป็นกะเทยใน คู่แรด (2550) มาก่อน แต่กับบทแฟง ที่เหมือนเป็นกะเทยหัวโจกก็ไม่ได้บทบาทอะไรนอกจาก ‘ทำท่า’ บ้าผู้ อย่าง แกร่ง (ชัยวัฒน์ ทองแสง) ควาญช้างที่หมั่นมาอ่อยให้อยากถึงหน้าเรือน ที่ผมมองว่ามาตรฐานพี่หม่ำเคยสูงกว่านี้ เคยกล้าเล่นกว่านี้ แต่นี่มันกลับออกมาดูเสแสร้งผิดมาตรฐาน นักแสดงตลกที่มีฝีมือทางการแสดงและกำกับหนังไปโดยสิ้นเชิง  ด้าน พี่โก๊ะตี๋ ถามว่าเล่นดีมั้ย ‘ก็ดีแหละ’ แต่มันคือบทบาทที่ไม่ได้ฉีกภาพลักษณ์ แม้จะมีดราม่าเรื่องพ่อแม่ของเดือน แต่มันก็ไม่ได้มีพลังพอมาชดเชยกับมุกแป้กๆที่ตัวละครพยายามแค่นให้คนดูขำแต่อย่างดี  การมีอยู่ของ พี่ติ๊ก กลิ่นสี ในบทหอมต่างหากที่น่าสนใจ เพราะผมไม่ได้เห็นพี่ติ๊กเล่นหนังมานานแล้ว ซึ่งก็ยอมรับนะครับว่าเห็นหน้าพี่ติ๊กก็ขำแล้ว แต่พอหนังดำเนินไปเรื่อยๆ พี่เขากลับไม่มีอะไรทำเป็นชิ้นเป็นอัน เดินไปเดินมา ยืนหลับ เล่นมุกปากเหม็น ทำอะไรเซื่องๆ ไอ้ที่หนังมันเอื่อยอยู่แล้ว แกยิ่งทำให้หนังดูยืดยาดหนักกว่าเดิมอีก ส่วนน้าจิ้ม ชวนชื่น นี่น่าสงสารสุดเลย เพราะท้ายสุดเราแทบไม่เห็นลักษณะเด่นอะไรในคาแรกเตอร์ ก้อน เลยสักนิดเพราะแทบไม่มีช่องปล่อยมุกสร้างความเด่นอะไรเลย นอกจากพูดจาโวยวายไร้สาระไปวันๆ นี่เลยทำให้เราแทบไม่สามารถเกาะเกี่ยวตัวละครนำเพื่อพาเราไปพบความสนุกได้อย่างที่คาดหวังจากตัวอย่างได้เลย



เอาล่ะหวังกับพลอตและตัวละครหลักไม่ได้แล้ว มีอะไรให้ดูอีกบ้างใน ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ซึ่งก็โชคดี ? ที่หนังดันมี ‘ซับพลอต’ พระเจ้าช่วย! หนังพชร์ อานนท์ มีพลอตรอง ซึ่งน่าสนใจมาก แต่ปัญหาคือ มันดันมีซับพลอตที่ซับซ้อน และเอาล่อเอาเถิดไปร่วม 3-4 พลอต  ทีนี้ปัญหามันเลยเกิดตรงที่ว่าท้ายสุดแกก็ขมวดปมไม่ได้ บางช่วงเล่าไม่เคลียร์ เล่นสรุปง่ายๆก็มี  ทั้งปมความรักความคิดถึงที่มีต่อคนรักทางบ้านของทหารสองนายที่หนึ่งในนั้นคือ พี่โย่ง อาร์มแชร์ ที่อุตส่าห์เพิ่มปมให้ซับซ้อนด้วยการให้เมียแกมีอาการทางจิต (แน่นอน เราก็จะได้เห็นแอคติ้งทำตาเหลือกและนั่งโยกตัวไปมา)  ไปจนถึงพลอตการเมืองทั้งการทุจริตใน อโสรยา และการชิงดีชิงเด่นใน ยโสธราวดี แต่จนแล้วจนรอด ซับพลอตก็กลายเป็นภาระของหนังให้ต้องเล่าเรื่องราวมากมายจนหนังออกมาสะเปะสะปะ และหาทางลงแทบไม่ได้ บางพลอตก็เล่นง่ายด้วยการสรุปความให้ตัวละครมากล่าวสรุป บางพลอตหนังก็ข้ามๆบทสรุปไป จนหนังลากยาวกว่า 2 ชั่วโมงเหมือนกลัวไม่มีพื้นที่ให้บรรดาดารารับเชิญที่ส่วนหนึ่งแทบยกกระบิมาจากละครช่อง 3 มิหนำซ้ำพอเห็นกระแสละครบุพเพสันนิวาส แรง แกเลยจัดการทำเพลงประกอบแบบแทบจะเดินตามละครดัง ตั้งแต่เปิดเรื่องโดยไม่สนว่ามันจะเข้ากับโทนภาพที่ถ่ายมาหรือเปล่าอีกด้วยนะ

สรุปเลยว่า ใครคิดลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติ ก็ลองดูเลยครับ เพราะนี่เป็นอีกหนึ่งงานที่ดูพี่พชร์ตั้งใจทำทั้งการออกแบบฉาก และมุมกล้องที่ประหนึ่งโฆษณาการท่องเที่ยว ฉากไหนใช้โดรนถ่ายได้แกถ่ายหมด แม้ไม่ได้มีความหมายทางภาพยนตร์เลยก็ตาม เพียงแต่การเล่าเรื่องและบทหนังที่เหมือนถูกเติมมาเรื่อยๆจนหนังยาวเกินความจำเป็นและมุกที่ไม่เข้าเป้าที่ฉุดหนังให้ยืดยาดมากไปหน่อยเท่านั้นเอง

อ่านรีวิวแล้ว อย่าเพิ่งถอดใจมามะ…มาลองของกับ ตุ๊ดตู่กู้ชาติกัน ซื้อตั๋วคลิ๊กที่รูปด้านล่างเลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

มาแล้ว! คำวิจารณ์แรก Jurassic World: Fallen Kingdom จากรอบสื่อมวลชนในต่างประเทศ

เรียกได้ว่าภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ในซัมเมอร์นี้ ได้เข้าฉายติดต่อกันหลาย และหนึ่งในนั้นคือ Jurassic World: Fallen Kingdom

Published

on

Jurassic World: Fallen Kingdom กำลังจะเข้าฉายเร็วๆนี้ และจากผลตอบรับในรอบสื่อมวลชนที่เมืองมาดริด ประเทศสเปน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2018 ที่ผ่านมา ก็ทำให้เชื่อได้ว่าจะเป็นภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์ประจำซัมเมอร์ 2018 ที่ประสบความสำเร็จบนตารางบ็อกซ์ออฟฟิศอีกเรื่องหนึ่งอย่างแน่นอน

Jack Anthony ได้กล่าวว่า

“ผมทั้งหัวเราะ ร้องไห้ และหวาดกลัวเอามากๆ มันเป็นสื่อเรื่องราวด้วยภาพที่สมบูรณ์แบบจริงๆ”

Josep Parera Jorba ได้กล่าวว่า :

“จากการที่ได้ดู Jurassic World: Fallen Kingdom มา 2 รอบใน 12 ชั่วโมงที่ผ่านมานั้น บอกได้เลยว่าเหมาะสมแล้วที่ได้รับการยืนปรบมือเพื่อเป็นเกียรตินานถึง 10 นาทีหลังหนังจบแล้วอย่างแท้จริง”

Edward Kenway ได้กล่าวว่า :

“Jurassic Park: Fallen Kingdom เป็นภาพนยตร์ที่ดีที่สุดเรื่องหนี่งในประวัติศาสตร์ที่กำกับโดย เจ เอ บาโยนา และเป็นเพชรเม็ดงามที่จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ด้วย”

Jurassic World: Fallen Kingdom มีกำหนดเข้าฉายในวันที่ 7 มิถุนายน 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!