Connect with us

What The Fact

รำลึก “ฮิวจ์ เฮฟเนอร์” เจ้าพ่อนิตยสาร PLAYBOY ดาวแห่งฮอลลีวู้ดผู้ลาลับ

Published

on

หลายคนอาจรู้จักเขาในแง่ของ เพลย์บอยตัวกลั่น ไอคอนแห่งผู้ชายเจ้าสำราญ หรือมหาเศรษฐีนักรักเจ้าของนิตยสารปลุกใจเสือป่าชื่อก้องโลกอย่าง Playboy แต่ในอีกมุมชีวิตหนึ่ง เขาคือดาวจรัสแสงแห่งวงการบันเทิงฮอลลีวู้ดทีเดียว และบางแง่มุมในชีวิตของเขาจะทำให้เราต้องล้างความเชื่อบางอย่างในตัวเขาด้วย เพราะจริง ๆ เขาเป็นทั้งนักคิดและนักเรียกร้องทางสังคม รวมถึงศิลปิน และประสบการณ์ชีวิตบางอย่างอาจทำให้เราต้องสงสารมากกว่าอิจฉาเขาด้วย

ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ มีชื่อเต็ม ๆ ว่า ฮิวจ์ มาร์ซัน เฮฟเนอร์ (Hugh Marston Hefner) เขาเกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1926 ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ พ่อและแม่ของเฮฟเนอร์ต่างเป็นครูทั้งคู่ หลังจากจบชั้นมัธยมเขาเข้าร่วมสงครามโลก โดยเป็นนักเขียนให้หนังสือพิมพ์ของกองทัพ และเมื่อปลดประจำการเขาก็เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยใช้เวลา 2 ปีครึ่งก็จบหลักสูตรจิตวิทยาและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หลังจากนั้นเขาให้ความสนใจเรียนต่อในด้านสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น แต่ก็เรียนไม่จบ

ในปีที่ออกจากมหาวิทยาลัยเขาได้แต่งงานกับ มิลเดรด วิลเลียมส์ (มิลลี) แฟนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม พวกเขาแต่งงานกันในปี 1949 และมีธิดาและบุตรด้วยกัน 2 คน คือ คริสตี เฮฟเนอร์ และ เดวิด ที่ต่อมาใช้ชื่อว่า เดวิด พอล

มิลลี่ กับฮิวจ์

ก่อนแต่งงาน มิลลี่ ได้สารภาพกับเฮฟเนอร์ว่าเธอเคยนอกใจเขาครั้งที่เขาไปเป็นทหาร (อาจเพราะเรื่องนี้ด้วย เฮฟเนอร์เคยให้สัมภาษณ์ว่าการตัดสินใจไปเข้าร่วมกองทัพเป็นความพังพินาศที่สุดในชีวิตของเขา) มิลลี่จึงบอกให้เฮฟเนอร์ไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่นได้ เพื่อที่เธอจะลบล้างความรู้สึกผิดของตนเอง และหวังว่าจะรักษาความรักให้ยั่งยืนได้ แต่พวกเขาก็หย่าขาดจากกันในที่สุดในปี 1959 หลังจากแต่งงานกันมา 10 ปี และนี่อาจเป็นแผลใจอันเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักรักที่ไม่ลงหลักปักฐานจริงจังยาวนานของเขาก็ได้

ด้านการงาน ในปี 1952 ปีที่คริสตี้ลูกสาวคนโตเกิด เฮฟเนอร์ซึ่งเป็นนักเขียนให้นิตยสารเอสไควร์ ได้ตัดสินใจลาออกหลังจากไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน เขากู้เงินและระดมทุนจากหลาย ๆ ทางรวมถึงแม่ของเขา เพื่อตีพิมพ์นิตยสารตามความฝันของตนเองอย่าง เพลย์บอย (Playboy)

ในเดือนธันวาคม ปี 1953 เพลย์บอยฉบับแรกได้วางแผง โดยใช้ปกเป็นภาพวาบหวิว (ในยุคนั้น) อันเป็นรูปเก่าของ มาริลีน มอนโร ซึ่งเธอถ่ายสำหรับทำปฏิทินในปี 1949 แล้วเพลย์บอยฉบับปฐมฤกษ์ก็ฮิตถล่มทลายขายไปได้กว่า 50,000 ฉบับทีเดียว (ในปี 1992 เฮฟเนอร์ซึ่งในชีวิตนี้ไม่เคยได้เจอผู้มีพระคุณทางอ้อมอย่างมอนโรตัวเป็น ๆ เลยออกเงินกว่า 75,000 เหรียญ ซื้อพื้นที่ข้าง ๆ หลุมฝังศพของมอนโรไว้ให้ตัวเองเลย)

นิตยสาร Playboy ฉบับแรก

ด้านซ้ายที่มีรอยจูบมากมาย คือหลุมศพที่เฮฟเนอร์ซื้อไว้เพื่อจะได้นอนอยู่ข้างกายมอนโร

นอกจากนี้มอนโรยังเป็นนางแบบบนปกคนเดียวที่ได้ตำแหน่ง Sweetheart of the Month ด้วย เพราะหลังจากนั้นพอฉบับที่ 2 ในเดือนมกราคม ปี 1954 นางแบบบนปกคือ มาร์กี ฮาร์ริสัน ก็ได้ถูกขนานนามว่า Playmate of the Month แทน และใช้ชื่อเพลย์เมท (Playmate) เรียกสาว ๆ ที่ได้รับการคัดเลือกเฟ้นมาขึ้นปกแทนนับแต่นั้นมา โดยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรับตำแหน่งนี้ซ้ำสอง แต่ก็มีนางแบบหลายคนที่เคยขึ้นปกหลายครั้ง โดยคอนเซ็ปต์ของเพลย์เมทนั้นจะไม่มีคนเก่าหรืออดีตเพลย์เมท เพราะ “เมื่อเป็นเพลย์เมทครั้งหนึ่งแล้ว ย่อมถือว่าเป็นตลอดไป” นับเป็นความโรแมนติกในแบบเพลย์บอยของเฮฟเนอร์ทีเดียว

นิตยสารฉบับที่ 2 กำเนิดเพลย์เมท และโลโก้เจ้ากระต่ายใส่ทักซิโด ซึ่งยังไม่ใช่แบบที่เราคุ้นตาในปัจจุบัน

อีกหนึ่งเรื่องคือหลังจากความสำเร็จของฉบับแรก นิตยสารฉบับถัดมาเฮฟเนอร์เริ่มมองหาโลโก้ที่จะทำให้คนติดแบรนด์เขาง่ายขึ้น และเขาเลือก อาร์ต พอล มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์คนแรก ผู้ออกแบบโลโก้กระต่ายใส่ชุดทักซิโดเวอร์ชั่นแรกก่อนจะมาเป็นแบบที่ติดตาเราในปัจจุบัน เหตุผลที่เฮฟเนอร์เลือกกระต่ายนี้ก็เพราะ กระต่ายเป็นสัตว์ที่มีความหมายเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ในเชิงตลก ๆ และเขาก็ต้องการนำเสนอภาพลักษณ์ของนิตยสารให้ออกมาในแนวซุกซน สนุกสนาน ขี้เล่น ตามสไตล์หนุ่มเจ้าสำราญ ชั้นสูงแห่งเมืองนิวยอร์กที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเฮฟเนอร์ด้วย

นั่นทำให้นอกจากเล่มแรกแล้ว เพลย์บอยจะมีเจ้ากระต่ายปรากฏเป็นโลโก้อยู่ในทุกเล่มเลย และความดังของเจ้ากระต่ายนี่ก็ดังถึงขนาดที่ว่าคนสมัยนั้นเขียนรูปกระต่ายนี้แทนการจ่าหน้าที่อยู่ถึงกองบรรณาธิการเพลย์บอยได้เลยด้วย

อาร์ต พอล

ต่อมาเฮฟเนอร์ยังเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดดาว 2 ดวงสำคัญในวงการด้วย หนึ่งคือ ชาร์ลส์ โบมอนต์ นักเขียนเรื่องสั้นแนวแฟนตาซีและสยองขวัญ โดยเมื่อนิตยสารเอสไควร์ปฏิเสธเรื่องสั้น The Crooked Man ของโบมอนต์ ที่ว่าด้วยเรื่องของชายแท้คนหนึ่งที่ถูกกดขี่ ในโลกอนาคตที่การรักร่วมเพศเป็นเรื่องปกติ ซึ่งตัวเฮฟเนอร์นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเสรีนิยมที่สนับสนุนสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ และสนับสนุนกลุ่มรักร่วมเพศในแง่ของสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ด้วย

เขาจึงนำเรื่องสั้นของโบมอนต์มาลงเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกในนิตยสารเพลย์บอยเมื่อปี 1955 และเมื่อกระแสคำวิจารณ์ก่นด่าเรื่องนี้มากเข้า เฮฟเนอร์ก็ได้ออกมาให้สติว่า “หากการกดขี่พวกรักเพศตรงข้ามในสังคมรักร่วมเพศเป็นเรื่องผิดแล้ว การกดขี่พวกรักร่วมเพศในสังคมของพวกรักเพศตรงข้ามจะเป็นเรื่องถูกต้องไปได้อย่างไร” และในปีนั้นเองโบมอนต์ก็ได้เข้าสู่วงการโทรทัศน์และวิทยุด้วย ต่อมาเขาก็ได้ร่วมเขียนบทตอนสำคัญ ๆ ที่เป็นตำนานในซีรีส์ที่เรารู้จักดีอย่าง Twilight Zone นั่นเอง

โบมอนต์ กับนักแสดงนำในตอน The Howling Man ของซีรีส์ Twilight Zone

อีกหนึ่งดาวที่เฮฟเนอร์ช่วยให้จรัสแสงขึ้นมาคือ คอมเมเดียนนามว่า ดิก เกรกอรี ตลกผิวสีต๊อกต๋อยที่เฮฟเนอร์ไปเจอในบาร์ที่ชิคาโกเมื่อปี 1961 เขาถูกใจดิกมากและจ้างให้มาเล่นในบาร์ชิคาโกเพลย์บอยของเขา ซึ่งกลายเป็นการเปิดตัวสู่อาชีพศิลปินตลกอเมริกันคนสำคัญของเกรกอรี่ด้วย

มุกที่เกรกอรี่เล่นให้เฮฟเนอร์ดูตอนนั้นมีอยู่ว่า

“เมื่อตอนที่ผมลงมาที่รัฐทางใต้ แล้วเข้ามานั่งสั่งอาหารในร้านแบบนี้ล่ะ พนักงานก็เดินเข้ามาบอกผมว่า ‘เราไม่เสิร์ฟคนผิวสีนะ’ ผมเลยตอบเขาไปว่า ‘ดีเลยเพราะผมก็ไม่กินคนผิวสีเหมือนกัน ไงเอาไก่ทอดมาให้ผมแล้วกันนะ’ หลังจากนั้นพอผมได้ไก่ทอดมาระหว่างที่กำลังจะใช้มีดหั่นมากิน ก็มีชายหนุ่มสามคนดูท่าไม่พอใจเดินปรี่มาหาผมแล้วขู่เสียงดังว่า ‘นี่พวกเราเตือนดี ๆ แล้วนะ อะไรที่แกจะทำกับไอ้ไก่ทอดนั่น เราก็จะทำมันแบบเดียวกันกับแกด้วย!’ ผมฟังจบก็เลยเอาไก่ทอดตรงหน้ามาจูบอย่างบรรจง แล้วหันไปบอกพวกเขา ‘เอาเลยสิ พ่อหนุ่ม”

ดิก เกรกอรี

ตรงนี้จะเห็นได้ว่าเฮฟเนอร์เป็นนักคิดนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่สนับสนุนสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมมาก ๆ คนหนึ่งเลยทีเดียวครับ

หลังจากมีปัญหาเรื่องสาว ๆ จำนวนมากในชีวิตตั้งแต่ช่วงปี 1960 มา โดยเฉพาะบรรดาเพลย์เมทประจำเดือนทั้งหลายที่ลือกันว่า เฮฟเนอร์จัดหนักถึง 11 จาก 12 คนที่ขึ้นปกในแต่ละปีทีเดียว (1 คนที่เหลือควรเสียใจมั้ยเนี่ย) เฮฟเนอร์ก็ประกาศขอทดลองเป็นไบเซ็กช่วลดูในปี 1971 (ซึ่งคงไม่ใช่ทางของเขานัก) และในปีเดียวกันเขาก็มาสร้างเพลย์บอยแมนชั่นแห่งใหม่ อันมีชื่อเสียงราวกับฮาเร็มส่วนตัวของเขาที่เมืองแอลเอ และย้ายมาอยู่ถาวรในปี 1975

เฮฟเนอร์ กับเพลย์บอยแมนชั่นในปี 1971

ในช่วงปี 1985 ด้วยการสำราญอย่างหนักทำให้เขามีปัญหาสุขภาพจนต้องลดดีกรีความเฟี้ยวลง และปล่อยมือจากบริษัทเพลย์บอยเอ็มไพร์ของตนเองให้ คริสตี้ ลูกสาวคนโตรับช่วงต่อในปี 1988 และพอปีถัดมาในวัย 60 ปี เขาก็เลยลองลงหลักปักฐานกับเพลย์เมทแห่งปีนาม คิมเบอร์ลีย์ คอนราด วัย 24 ปี ดูอีกรอบ เป็นการแต่งงานครั้งที่ 2 ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คน คือ มาร์สตัน เกล็น และ คูเปอร์ แบรดฟอร์ด ช่วงนั้นเพลย์บอยแมนชั่นได้แปรสภาพเป็นบ้านแสนอบอุ่นของครอบครัวเดี่ยว ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกกันอยู่ในปี 1998 ซึ่งคอนราดก็ไม่ได้หายไปไหนไกล เพียงย้ายไปอยู่บ้านหลังข้าง ๆ เพลย์บอยแมนชั่นแทน

เฮฟเนอร์กลับไปควงสาวมากหน้าอีกครั้ง ก่อนจะคบหากับ คริสตัล แฮร์ริส ที่ได้ชื่อว่า “แฟนสาวหมายเลข 1” ในปี 2008 ซึ่งระหว่างนั้นเขาก็ยังมีความสัมพันธ์กับสองพี่น้องฝาแฝด แชนนอน ด้วย แต่แล้วก็เลิกกับฝาแฝดสาวไปในปี 2010 นั่นเอง ซึ่งในปีเดียวกันเฮฟเนอร์ก็ตั้งใจลงหลักปักฐานจริงจังกับแฮร์ริสเสียที เขาจึงลงนามหย่ากับคอนราดในที่สุด โดยเขาบอกว่าที่ผ่านมาไม่ได้หย่าก็เพื่อลูก ๆ ของเขาซึ่งบัดนี้ก็โตพอที่จะดูแลตนเองได้แล้ว

เฮฟเนอร์ถ่ายร่วมกับลูกชายทั้ง 3 ของตนเอง ไล่จากซ้าย คูเปอร์ มาร์สตัน และเดวิด

ปลายปี 2010 นั้น เขาก็หมั้นกับแฮร์ริสและมีแผนแต่งงานในวันที่ 18 มิถุนายน 2011 แต่เหมือนฟ้าแกล้งเพียง 5 วันก่อนวันแต่ง แฮร์ริสก็เป็นฝ่ายขอถอนหมั้น ปล่อยปู่เฮฟเนอร์ในวัย 86 ปีกลายเป็นคนที่น่าสงสารสุดแห่งปี เพราะนิตยสารเพลย์บอยฉบับเดือนกรกฎาคม ซึ่งขึ้นปกเป็นรูปแฮร์ริส พร้อมข้อความ “ขอแนะนำเจ้าหญิงของอเมริกา นางคริสตัล เฮฟเนอร์” ที่หวังจะเป็นการฉลองการแต่งงานแบบสุดยอดโรแมนติกของเฮฟเนอร์กับแฮรร์ริส ก็ถูกส่งไปถึงทั่วอเมริกาก่อนเสียแล้ว T_T

พ้นจากเรื่องเศร้า ๆ กลับมาว่าด้วยผลงานในวงการบันเทิงของเฮฟเนอร์กันดีกว่า

ขอย้อนไปในปี 1959 เป็นปีที่เฮฟเนอร์เริ่มเข้าสู่วงการโทรทัศน์โดยทำรายการทีวีในสไตล์นิตยสารเพลย์บอยอย่าง Playboy’s Penthouse (1959–1960) และต่อมาก็มีรายการ Playboy After Dark (1969–1970) ด้วย ในช่วงปีเหล่านี้เฮฟเนอร์โด่งดังเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้นมากด้วยอิทธิพลของโทรทัศน์ โดยเฉพาะปี 1965 เขายังได้ร่วมเป็นนักแสดงรับเชิญเล่นในซีรีส์เรื่อง Burke’s Law โดยรับบทผู้จัดการบันนี่บาร์ด้วย

หลังจากนั้นเขาก็ได้เล่นซีรีส์ในฐานะนักแสดงทั้งบทบาทสมมติและเป็น ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ อีก 16 เรื่องจนถึงปี 2008 ก็ได้ปรากฏตัวเล่นเป็นตัวเองในซีรีส์ Shark เป็นซีรีส์เรื่องสุดท้าย

เฮฟเนอร์ในกองถ่ายรายการ Playboy’s Penthouse

นอกจากนี้เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับรายการโทรทัศน์และหนังฉายทางโทรทัศน์อีกนับไม่ถ้วน เริ่มตั้งแต่ปี 1973 กับหนังโทรทัศน์เรื่อง The Third Girl from the Left เป็นเรื่องแรก และ Bullets Over Hollywood หนังสารคดีโทรทัศน์ในปี 2008 ก็เป็นเรื่องสุดท้ายของเขา

โดยรายการโทรทัศน์ที่โด่งดังมาก ๆ อีกรายการหนึ่งที่เฮฟเนอร์อำนวยการสร้างก็คือ The Girls Next Door หรือที่มีบางคนเรียกว่า รายการเหล่าเด็กสาวแห่งเพลย์บอยแมนชัน โดยเป็นเรียลลิตี้โชว์ที่ถ่ายบรรดาแฟนสาวของเฮฟเนอร์ ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับปู่เฮฟเนอร์ในเพลย์บอยแมนชันนั่นเอง รายการนี้ออกอากาศตั้งแต่ปี 2005 ถึงปี 2010 มีจำนวนตอนถึง 90 ตอนเลยทีเดียว

ด้วยผลงานด้านโทรทัศน์ที่แสนโดดเด่น เฮฟเนอร์ได้รับเกียรติจารึกชื่อในดาวเกียรติยศ วอล์ค ออฟ เฟม เมื่อวันที่ 9 เมษายน 1980 หรือวันเกิดปีที่ 54 ของเขานั่นเอง

ส่วนด้านวงการภาพยนตร์นั้น เฮฟเนอร์เริ่มมามีส่วนร่วมครั้งแรก ในปี 1971 โดยเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับหนังของ โรมัน โปลันสกี เรื่อง The Tragedy of Macbeth ก่อนจะได้เป็นนักแสดงในภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 1981 ในหนังแนวตลกเสียดสีประวัติศาสตร์โลกเรื่อง History of the World: Part I ของ เมล บรูกส์ โดยรับเชิญในบทเจ้าของกิจการในมหานครโรมัน

หลังจากนั้นเฮฟเนอร์ก็ทิ้งช่วงยาว ก่อนจะมารับบทประธานาธิบดีสหรัฐในหนังปี 2000 เรื่อง Citizen Toxie: The Toxic Avenger IV  และต่อมาในปี 2004 เขาก็ได้มาเล่นเป็นตัวเองอีกครั้งในหนังลงแผ่นของผู้กำกับ มาร์ก ฮามิลล์ หรือ เจได ลุก สกายวอล์กเกอร์ นั่นล่ะ กับหนังตลกแนวสารคดีปลอมเรื่อง Comic Book: The Movie

ภาพ จอน ฟินช์ ผู้รับบทแมคเบธ จะเห็นเสื้อคลุมที่มีโลโก้ของเพลย์บอย

เฮฟเนอร์กับการแสดงหนังครั้งแรก

ส่วนหนัง 2 เรื่องสุดท้ายในฐานะนักแสดงของเฮฟเนอร์ ก็คือ Miss March (2009) และให้เสียงในแอนิเมชั่นเรื่อง Hop (2011) โดยเฉพาะ Miss March นั้น เฮฟเนอร์ถึงกับได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดแย่ ราซซี่อวอร์ด จากการเล่นเป็นตัวเองเลยด้วย แต่เจ้าตัวก็แก่เก๋าพอ แถมยังออกมาให้สัมภาษณ์ตลก ๆ ด้วยว่า “สงสัยผมจะไม่ค่อยเข้าใจไอ้ตัวละครนี้เท่าไหร่น่ะ” (เดี๋ยว ๆ พี่เล่นเป็นตัวเองนะ 555) 

เฮฟเนอร์กับสองนักแสดงนำใน Miss March

คุณานุคุณยิ่งใหญ่ต่อวงการหนังอีกอย่างของเฮฟเนอร์คือ การที่เขาเป็นโต้โผในการจัดงานระดมเงินบริจาคเพื่อซ่อมบำรุงป้ายสัญลักษณ์ Hollywood ที่เพลย์บอยแมนชั่นของตนเองในปี 1978 โดยยังสมทบทุนบริจาคไปถึง 1 ใน 9 ส่วนของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือราว ๆ 27,000 เหรียญเลยด้วย

นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้บริจาคเงินกว่า 1 แสนเหรียญให้วิทยาลัยศิลปะภาพยนตร์แห่งมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอเนียเพื่อเปิดคอร์สที่ชื่อว่า การศึกษาการเซ็นเซอร์ในงานภาพยนตร์ ทั้งยังบริจาคเงินอีกกว่า 2 ล้านเหรียญให้กับการศึกษาด้านภาพยนตร์อเมริกันแก่สถาบันต่าง ๆ อีกด้วย

แต่หากพูดถึงงานในแวดวงฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ของเขาแล้วคงต้องนึกถึงหนังแผ่นตระกูล Playboy สารพัดชื่อห้อยท้ายที่มีออกมามากกว่าร้อย ๆ เรื่องนั่นล่ะครับ จนในปี 2003 เขาถึงกับได้รับตำแหน่ง 1 ใน 50 ผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการหนังโป๊เลยทีเดียว

นอกจากนั้นเขาก็ยังอำนวยการสร้างให้พวกงานสารคดีที่วน ๆ เวียน ๆ อยู่กับเรื่องผู้หญิงอันเป็นจุดขายสำคัญของเฮฟเนอร์ด้วย โดยเฉพาะช่วงหลังเขาให้ความสนใจด้านหนังสารคดีเป็นพิเศษ โดยมีสารคดีเรื่อง Be Natural: The Untold Story of Alice Guy-Blaché ที่อยู่ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชัน เป็นผลงานการอำนวยการสร้างเรื่องสุดท้าย

หนึ่งในปกเทป VHS ตระกูล Playboy

ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ดวงดาวแห่งฮอลลีวู้ด ณ บล็อกที่ 70000 ถนนฮอลลีวู้ด ได้จากไปในวันที่ 27 กันยายน 2017 รวมอายุได้ 91 ปี เป็นอีกหนึ่งหน้าตำนานสำคัญในฮอลลีวู้ดที่จากไปในปีนี้ครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Hunter Killer: สงครามใต้น้ำ มันอย่างกับการ์ตูน

Published

on

By

เรื่องย่อ

เตรียมพบกับอุบัติการณ์ความระทึกครั้งใหม่เมื่อกัปตันเรือดำน้ำที่ไม่เคยออกศึกมาก่อนต้องร่วมมือกับหน่วยซีลเพื่อช่วยเหลือประธานาธิบดีรัสเซียที่ถูกจับเป็นเชลย หลังจากเกิดการปฏิวัติโดยทหารที่มีผู้นำคืออดีตนายพลรัสเซียที่แปรพักตร์เพื่อหวังจะจุดชนวนสงครามโลกครั้งที่สาม นำแสดงโดยตัวพ่อหนังแอคชั่น เจอร์ราร์ด บัตเลอร์ และผู้คว้ารางวัลออสการ์สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยมปีล่าสุดอย่าง แกรี่ โอลด์แมน

ว่าด้วยชื่อชั้นสำหรับหนังแอ๊กชั่นแนวการเมือง เจอร์ราร์ด บัตเลอร์ ที่ผ่านงานอย่าง Olympus Has Fallen (2013) และ Den of Thieves (2018) นับว่ามีชื่ออยู่ในระดับที่เราไว้วางใจได้ ยิ่งสมทบกับดารามากฝีมือรุ่นเก๋าอย่าง แกรี่ โอลด์แมน ที่เพิ่งได้ออสการ์นำชายยอดเยี่ยมปีล่าสุดจากการสวมบท วินสตัน เชอร์ชิลล์ ใน Darkest Hour (2017)  ก็หายห่วงในเรื่องความเข้มข้นในทางดราม่าการเมือง ที่น่าลุ้นหน่อยคือฝีมือของผู้กำกับ โดโนแวน มาร์ช ที่ทำหนังสร้างชื่ออยู่ฝั่งแอฟริกาใต้มาตลอดแถมยังไม่มีหนังใหญ่ระดับสงครามข้ามชาติอย่างเรื่องนี้เป็นการันตีด้วย แต่หนังก็ยังได้ทีมระดับบิ๊กอีกหลายคนมาร่วมกัน เช่น อาร์น ชมิดต์ ที่เคยโปรดิวซ์ให้หนังอย่าง RoboCop (1987) และ xXx (2002) มาแล้ว และนี่ยังได้โปรดิวเซอร์จาก Olympus Has Fallen มาคุมอีก จึงเป็นหนังที่ตั้งใจจัดเต็มมาเพื่อสร้างชื่อของผู้กำกับฝากในฮอลลีวู้ดที่ต้องเอาใจช่วยเลย

หนังใช้โครงเรื่องที่เข้าใจง่ายจนดูไม่มีอะไรใหม่มากอย่างการช่วยประธานาธิบดีฝั่งตรงข้ามจากกลุ่มกบฏ เพื่อป้องกันสงครามโลกครั้งใหม่ แต่ก็ใช้ยุทธวิธีการรบที่หลากหลายผสมทั้งใต้น้ำและบนบก ทั้งยุทธวิธีของเรือดำน้ำทั้งปฏิบัติการหน่วยซีล หนังเรื่องนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะถูกมองเทียบกับหนังแนวเรือดำน้ำที่เราไม่ได้ชมกันมานานแล้วด้วยกัน อย่างชั้นยอดก็ตั้งแต่สมัย Crimson Tide (1995) นู่น ส่วนสมัยใหม่หน่อยก็ยังต้องย้อนไปหลายปีอย่าง U-571(2000) หนังเรื่องนี้จึงทั้งได้เปรียบในแง่คนโหยหาหนังแนวสงครามใต้น้ำมานาน และเสียเปรียบที่มีหนังทำได้สนุก ๆ มาก่อนหลายเรื่องแล้วเช่นกัน

และตัวหนังก็ทำได้สนุกมาก ใส่อัดสถานการณ์ให้ต้องลุ้นตลอด โดยภาพใหญ่คือต่างฝ่ายต่างไม่รู้เจตนาของกัน ซึ่งเสี่ยงจะเกิดสงครามโลกได้ตลอดเวลา ทางอเมริกาก็ไม่รู้ว่ารัสเซียจะเล่นอะไร ฝั่งรัสเซียก็ไม่รู้ว่ามีการยึดอำนาจจับผู้นำเป็นตัวประกัน แล้วฝั่งพระเอกทั้งหน่วยซีล ทั้งเรือดำน้ำ ก็เลยต้องปฏิบัติการลับเหนือโลกเข้าไปช่วยแบบไม่ให้โลกล่วงรู้ คือหน้าหนังอาจเหมือนหนังเรือดำน้ำสู้กัน แต่เอาจริง ๆ แล้วมันคือหนังสงครามที่มีเรือดำนำเป็นตัวหลักหนึ่งในภารกิจเท่านั้นครับ เพราะฝั่งพระเอกที่เราต้องเอาใจช่วยนี่คือทั้งหมดเลย ตั้งแต่ฝ่ายยุทธการในเพนตากอน ทั้งหน่วยซีล ทั้งเรือดำน้ำ ตลอดจนฝั่งรัสเซียฝ่ายที่เข้าข้างประธานาธิบดีเองด้วย เพื่อผลลัพธ์เดียวกันคือเลี่ยงสงครามโลกครั้งใหม่ให้ได้ ซึ่งมันคือความสำเร็จในการเล่าเลยนะ ขนาดว่าไม่ได้รู้จักอะไรตัวละครกลุ่มนี้มาก่อนมากมาย เราก็ลุ้นฉิบหายวายป่วงไปกับพวกเขาตลอดเลย

ข้อเด่นและด้อยของหนังคือสิ่งเดียวกันเลย คือความไม่สมจริงของมัน คือสายสงครามจริงจังคงมองว่าเพ้อเจ้อและมีความไม่สมเหตุสมผลหลายจุด แต่ความที่มันโม้เว่อแบบการ์ตูนระดับหนึ่งก็ทำให้หนังโคตรสนุกขึ้นมาเลย ไหนจะการที่เปิดโอกาสให้ได้โชว์เทคโนโลยีทางทหารใหม่ ๆ สารพัดนั่นอีก คือดูแล้วถึงจะไม่ได้รู้สึกว่าหนังดีเกรดเออะไร แต่มันเป็นหนังบีบวกที่คุ้มค่าเวลาการชมแบบระเบิดระเบ้อเลย ทั้งต้องลุ้นภารกิจฝั่งการเมืองที่จะเปิดหน้าวอร์กันตลอด ลุ้นทั้งภารกิจในพื้นที่ที่ต้องจัดการปัญหาสารพัดแบบไม่ให้กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่อะไร ๆ ก็เดินหน้าลุยบ้าเลือดกัน ซึ่งเป็นความลุ้นที่สร้างรสชาติแตกต่างให้หนังแนวสงครามอย่างดีเลยครับ

เอาเป็นว่าเป็นหนังบู๊ที่เซอร์ไพรส์มากพอสมควร เพราะเอาจริง ๆ คิดว่าจะไม่สนุกมากหรือก็เดิม ๆ ประมาณหนังแผ่นหนังทีวี แต่กลายเป็นความสนุกเกินเบอร์ไปหลายเท่าตัวเลย น่าลองครับ

ตอร์ปิโดที่ว่าไว ยังไม่ไวเท่ากดรูปปุ๊ปซื้อตั๋วได้ปั๊บ ต้องจัดเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Halloween : ฮาโลวีนภาคที่สนุกที่สุด

นับถึงวันนี้ Halloween ภาคล่าสุดนี้ก็มีอายุ 40 ปีบริบูรณ์ ถ้านับจากภาคแรกในปี 1978 ที่ไมเคิล ไมเยอร์ส ได้แนะนำตัวเองให้โลกรู้จัก และทำให้ ไมเคิล ไมเยอร์สกลายเป็นคาแรกเตอร์ฆาตกรสวมหน้ากากอมตะตัวหนึ่งของโลกภาพยนตร์ ด้วยความน่ากลัวของมันทำให้ Halloween กลายเป็นหนังเชือดที่มีภาคต่อมากที่สุด Halloween ภาคล่าสุดนี้คือภาคที่ 11 ของแฟรนไชส์ชุดนี้แล้ว

Published

on

นับถึงวันนี้ Halloween ภาคล่าสุดนี้ก็มีอายุ 40 ปีบริบูรณ์ ถ้านับจากภาคแรกในปี 1978 ที่ไมเคิล ไมเยอร์ส ได้แนะนำตัวเองให้โลกรู้จัก และทำให้เขากลายเป็นคาแรกเตอร์ฆาตกรสวมหน้ากากอมตะตัวหนึ่งของโลกภาพยนตร์ ด้วยความน่ากลัวของมันทำให้ Halloween กลายเป็นหนังเชือดที่มีภาคต่อมากที่สุด Halloween ภาคล่าสุดนี้คือภาคที่ 11 ของแฟรนไชส์ชุดนี้แล้ว

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

และการกลับมาครั้งนี้ หนังตกอยู่ในมือของทีมงานที่ดูห่างไกลกับวงการหนังสยองขวัญมาก คนแรกคือ เดวิด กอร์ดอน กรีน ผู้กำกับฝีมือดีที่ไม่เคยผ่านงานกำกับหนังสยองขวัญมาก่อนเลย ผลงานเด่น ๆ ของเขาคือหนังตลก Your Highness , Pineapple Express และหนังดราม่าอย่าง Stronger ส่วนงานเขียนบทนั้นผู้กำกับเดวิด กอร์ดอน กรีน ก็รับหน้าที่เขียนบทร่วมกับ เดวิด แม็คไบรด์ ดาราตลกร่างท้วมที่เคยเขียนบทหนังและทีวีซีรีส์มาหลายเรื่องเช่นกัน แต่นี่ก็คืองานเขียนบทหนังสยองขวัญเรื่องแรกของเขา แล้วก็ต้องยอมรับว่าทั้งคู่ทำได้ดีเกินคาด ด้วยเหตุที่ว่า Halloween เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญที่มีอายุมากถึง 40 ปี มีภาคต่อมากมาย มีไทม์ไลน์ออกทะเลไปไกล ทั้งเดวิด และ แดนนี่ ก็เลยเลือกที่จะเมินเฉยกับเรื่องราวภาคต่อทั้งหมดแล้วกำหนดให้เหตุการณ์ในภาคนี้ เชื่อมต่อโดยตรงกับ Halloween ภาคแรกในปี 1978 มันซะเลย

ซ้าย เดวิด กอร์ดอน กรีน – ผู้กำกับ,เขียนบท / ขวา แดนนี่ แม็คไบรด์ – ผู้เขียนบท

ผู้เขียนเองได้ทำการบ้านด้วยการหยิบ Halloween (1978)มาดูอีกครั้ง กับวิวัฒนาการของหนังสยองขวัญในฮอลลีวู้ดที่เดินหน้าไปมาก จึงทำให้การรับชมในวันนี้รู้สึกว่าเทคนิคการนำเสนอเมื่อ 40 ปีก่อนมันช่างจืดชืด ชวนให้สงสัยว่า ไมเคิล ไมเยอร์ส มันกลายเป็นฆาตกรจอมเชือดที่ฮิตยาวนานมาขนาดนี้ได้อย่างไร ถ้าเทียบกับเจสัน วอร์ฮี จาก Friday The 13th และ เฟรดดี้ ครูเกอร์จาก Nightmare on Elm Street แล้ว ไมเคิล ไมเยอร์ส จัดได้ว่าเป็นฆาตกรสวมหน้ากากที่ดูไร้สาระ ขาดเหตุจูงใจในการฆ่าที่สุด และอยู่ห่างไกลเหตุและความสมจริงที่สุด เพราะทั้งเจสัน และ เฟรดดี้ ต่างก็เป็นปีศาจร้ายที่เต็มไปด้วยความอาฆาตแค้น แต่ไมเคิล ไมเยอร์ส คือมนุษย์ปุถุชนดี ๆ นี่เอง มีเลือดและเนื้อเหมือนกับเรา ๆ แต่ไร้ซึ่งแรงจูงใจในการเป็นฆาตกรต่อเนื่อง และไม่มีเหตุผลที่มาอธิบายว่าทำไมมันถึงอึดถึกทนและฆ่าไม่ตายเสียที และเหตุใดถึงมีพละกำลังมหาศาลได้เพียงนี้ ก็ทำได้เพียงแต่เพิกเฉยกับหลักการและเหตุผลเหล่านั้นเสีย และเข้าใจเสียว่ามันคือธรรมเนียมที่ต้องละไว้ในฐานที่เข้าใจว่านี่คือหนึ่งในหนังเชือดที่ฆาตกรสวมหน้ากากล้วนมีพลังและความสามารถเหล่านี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานกันอยู่แล้ว

จากหนังสยองขวัญเบสิคในภาคแรก แม้หนังจะเป็นผลผลิตของจอห์น คาร์เพนเตอร์ หนึ่งในปรมาจารย์หนังสยองขวัญของฮอลลีวู้ด แต่หนังก็อยู่ในมาตรฐานหนังสยองขวัญยุคนั้นที่เล่าทุกอย่างโดยแบนราบ ทั้งตัวไมเคิล ไมเยอร์ส และบรรดาเหยื่อทุกตัว เดินเรื่องตามสูตรสำเร็จที่นางเอกของเรื่องจะต้องถึกทนและเอาชนะเจ้าฆาตกรสวมหน้ากากได้ในที่สุด ก่อนที่เจ้าฆาตกรสวมหน้ากากจะอันตรธานไปเพื่อสานต่อวีรกรรมในภาคต่อไป

พอมาถึง Halloween 2018 ทั้งเดวิด กอร์ดอน กรีน และ แดนนี่ แม็คไบรด์ ทำให้ ลอรี่ สโตรด ตัวละครดั้งเดิมจากภาคแรกดูมีมิติตัวตนมากขึ้น จากบทสนทนาทำให้เราให้เรารู้ว่าตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ลอรี่ ยังคงฝังใจกับเหตุการณ์ร้ายตั้งแต่ภาคแรก ส่งผลให้เธอกลายเป็นบุคคลประหลาดในสังคมและแม้กระทั่งครอบครัวตัวเอง ต้องหย่าถึง 2 ครั้ง และมีปัญหาในการสานสัมพันธ์กับ แคเร็น ลูกสาวตัวเอง ที่เธอบังคับให้ฝึกการใช้อาวุธป้องกันตัวเองตั้งแต่ยังเล็ก และเพิ่มตัวละครสำคัญอย่าง อลิสัน หลานสาว ที่รักและเห็นใจยายพยายามที่จะสานสัมพันธ์แม่และยายให้กลับมาดีเหมือนเดิม การเพิ่มเรื่องราวในส่วนดราม่าของหนัง เป็นส่วนที่น่าชื่นชมมาก ทำให้ Halloween 2018 ดูมีคุณค่าสาระมากกว่าหนังเชือดแบบฉาบฉวยที่มักจะใส่แต่ตัวละครวัยรุ่นให้เข้ามาเป็นเหยื่อทีละคนแล้วก็จบ ๆ ไปอีก 1 ภาค

ในขณะเดียวกันที่หนังเล่าเรื่องราวของลอรี่ สโตรด หนังก็เล่าเรื่องราวของไมเคิล ไมเยอร์ส ขนานกันไป เมื่อทางเรือนจำดำเนินการย้ายที่คุมขังไมเคิล แล้วเจ้าฆาตกรโหดก็หลุดรอดมาได้อีกครั้งระหว่างขนย้าย ซึ่งเป้าหมายของมันหลังจากพบอิสรภาพก็คือการมุ่งหน้ามาหา ลอรี่ สโตรด คู่แค้นตลอดกาล แต่ระหว่างทางก็คอยจัดการกับบรรดาวัยรุ่นโชคร้ายด้วยวิธีการโหด ๆ ซึ่งหนังก็ยังคงฉลาดในการสอดแทรกฉากเหล่านี้ไว้ตามมาตรฐานหนังเชือด ก่อนจะพาให้เรื่องราวทั้ง 2 ส่วนมาบรรจบกันในฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง ที่หนังปูอารมณ์มากว่าชั่วโมง หนึ่งคือผู้ล่าที่รอคอยเวลากำจัดเหยื่อที่มันค้างคาใจมา 40 ปี ส่วนอีกฝ่ายที่เตรียมพร้อมรับมือเต็มที่เพราะรู้ว่าวันนี้จะต้องมาถึงด้วยการฟิตทั้งร่างกายฝึกซ้อมอย่างหนักแม้ในวัย 60 กว่าปีและการแปลงบ้านให้กลายเป็นป้อมปราการและคลังแสงขนาดย่อมเพื่อรอคอยการมาเยี่ยมของไมเคิล ไมเยอร์ส หนังถ่ายทอดฉากไคลแมกซ์ออกมาได้สมการรอคอย เป็นการเผชิญหน้าที่ทั้งลุ้นและมันส์ แล้วก็ต้องชื่นชมเดวิด กอร์ดอน กรีน อีกครั้งกับการกำกับหนังสยองขวัญครั้งแรก และทำได้ชวนลุ้นระทึกได้เพียงนี้

Halloween 2018 จัดเป็นหนังสยองขวัญที่มาครบรสทั้งโหดตามมาตรฐานหนังเชือด ตุ้งแช่พองาม และที่ชอบมากคือการเพิ่มเรื่องราวดราม่า ยาย-แม่-หลาน ที่ปูความมาใช้ประโยชน์ได้อย่างเยี่ยมในฉากไคลแมกซ์ ด้วยความที่หนังเล่าเรื่องราวจากภาคต่อที่มีอายุถึง 40 ปี น้อยคนมากล่ะที่จะเคยดูภาคแรก แต่หนังก็ปูความถึงเหตุการณ์ในภาคแรกพอประมาณ ถึงแม้จะเคยดูภาคแรกก็สามารถสนุกไปกับภาคนี้ได้ ไม่ถึงกับขาดอรรถรสไปมากมายนัก หนังใช้ทุนสร้างไปเพียง 10 ล้านเหรียญเท่านั้น แค่สัปดาห์แรกก็ทะลุ 80 ล้านเหรียญไปแล้ว เป็นการกลับมาที่สมศักดิ์ศรีมาก ๆ ได้ดูภาคต่อกันแน่นอนครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

สตอปโมชัน “Pinocchio” ของ “กีเยร์โม เดล โตโร” จะฉายทาง Netflix

เตรียมตัวชม Pinocchio เวอร์ชันเทพนิยายสุดมืดหม่นจากฝีมือของผู้กำกับ Pan’s Labyrinth และ The Shape of Water กัน

Published

on

อนิเมชันสตอปโมชัน Pinocchio ผู้กำกับรางวัลออสการ์ กีเยร์โม เดล โตโร (The Shape of Water) ซึ่งได้ถูกพัฒนามาตั้งแต่ปี 2011 แต่ต้องหยุดชะงักไปเนื่องประสบปัญหาด้านงบประมาณ จะได้ฉายทาง Netflix

Netflix ได้ประกาศว่า ผลงานอนิเมชันสตอปโมชัน Pinocchio ของ กีเยร์โม เดล โตโร จะได้รับการฉายอย่างเป็นทางการ โดยจะได้ Jim Henson Company และ ShadowMachine (ผู้สร้าง Bojack Horseman) มาร่วมสร้างด้วย

ทางด้าน กีเยร์โม เดล โตโร ได้กล่าวว่า

“อนิเมชันเป็นงานด้านศิลปะที่ส่งผลต่อการทำงานและชีวิตของเขาเป็นอย่างมาก และโดยส่วนตัวแล้ว Pinocchio ก็เป็นตัวละครเดียวที่มีจุดเชื่อมโยงกับตัวผมจริง ๆ

ในเรื่องราวของเรานี้ Pinocchio มีจิตวิญญาณที่บริสุทธิ์ และมีพ่อผู้ไม่สนใจใยดี เขาได้หลงเข้าไปในโลกที่เขาไม่รู้จักหรือเข้าใจได้ และได้เริ่มต้นการเดินทางอันมหัศจรรย์ที่ทำให้เขาเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับพ่อ และโลกแห่งความเป็นจริง”

เท่าที่จำได้ ผมอยากสร้างภพายนตร์เรื่องนี้มาโดยตลอด”

ในขณะที่ Disney กำลังเตรียมงานสร้าง Pinocchio เวอร์ชันจอเงินที่ดัดแปลงมาจากอนิเมชันต้นที่ดัดแปลงจากนิทานคลาสสิกของ การ์โล กอลโลดี นั้น Pinocchio ของ เดล โตโร จะเป็นงานที่มืดหม่นมากกว่า และแสดงถึงความวิจิตร์ด้านงานสร้างที่เขามีความถนัดมากกว่า ซึ่งอาจทำให้ Pinocchio กลายเป็นงานเทพนิยายหม่น ๆ คล้ายกับ Pan’s Labyrinth เลยทีเดียว

นอกจากนี้ เขายังได้มอบหมายให้ กาย เดวิส (ร่วมงานกับ เดล โตโร มาอย่างยาวนาน) มาเป็นผู้ออกแบบตัวละคร โดยอ้างอิงจากงานภาพของ กริส กริมลี่ ที่เขียนภาพให้กับ Pinocchio ของ การ์โล กอลโลดี ฉบับปรับปรุงใหม่ปี 2000 อีกด้วย

นอกเหนือจาก Pinocchio แล้วนั้น เดล โตโร ก็ยังมีผลงานอำนวยการสร้างภาพยนตร์ Scary Stories to Tell in the Dark (ร่วมเขียนบทด้วย) และเริ่มถ่ายทำภาพยนตร์รีเมก Fantastic Voyage (ท่องทะเลเลือด) ในช่วงปลายปี 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!