Connect with us

What The Fact

รำลึก “ฮิวจ์ เฮฟเนอร์” เจ้าพ่อนิตยสาร PLAYBOY ดาวแห่งฮอลลีวู้ดผู้ลาลับ

Published

on

หลายคนอาจรู้จักเขาในแง่ของ เพลย์บอยตัวกลั่น ไอคอนแห่งผู้ชายเจ้าสำราญ หรือมหาเศรษฐีนักรักเจ้าของนิตยสารปลุกใจเสือป่าชื่อก้องโลกอย่าง Playboy แต่ในอีกมุมชีวิตหนึ่ง เขาคือดาวจรัสแสงแห่งวงการบันเทิงฮอลลีวู้ดทีเดียว และบางแง่มุมในชีวิตของเขาจะทำให้เราต้องล้างความเชื่อบางอย่างในตัวเขาด้วย เพราะจริง ๆ เขาเป็นทั้งนักคิดและนักเรียกร้องทางสังคม รวมถึงศิลปิน และประสบการณ์ชีวิตบางอย่างอาจทำให้เราต้องสงสารมากกว่าอิจฉาเขาด้วย

ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ มีชื่อเต็ม ๆ ว่า ฮิวจ์ มาร์ซัน เฮฟเนอร์ (Hugh Marston Hefner) เขาเกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน ค.ศ. 1926 ที่เมืองชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ พ่อและแม่ของเฮฟเนอร์ต่างเป็นครูทั้งคู่ หลังจากจบชั้นมัธยมเขาเข้าร่วมสงครามโลก โดยเป็นนักเขียนให้หนังสือพิมพ์ของกองทัพ และเมื่อปลดประจำการเขาก็เข้าเรียนต่อในระดับมหาวิทยาลัย โดยใช้เวลา 2 ปีครึ่งก็จบหลักสูตรจิตวิทยาและการเขียนเชิงสร้างสรรค์ หลังจากนั้นเขาให้ความสนใจเรียนต่อในด้านสังคมวิทยาที่มหาวิทยาลัยนอร์ธเวสเทิร์น แต่ก็เรียนไม่จบ

ในปีที่ออกจากมหาวิทยาลัยเขาได้แต่งงานกับ มิลเดรด วิลเลียมส์ (มิลลี) แฟนที่คบกันมาตั้งแต่สมัยเรียนมัธยม พวกเขาแต่งงานกันในปี 1949 และมีธิดาและบุตรด้วยกัน 2 คน คือ คริสตี เฮฟเนอร์ และ เดวิด ที่ต่อมาใช้ชื่อว่า เดวิด พอล

มิลลี่ กับฮิวจ์

ก่อนแต่งงาน มิลลี่ ได้สารภาพกับเฮฟเนอร์ว่าเธอเคยนอกใจเขาครั้งที่เขาไปเป็นทหาร (อาจเพราะเรื่องนี้ด้วย เฮฟเนอร์เคยให้สัมภาษณ์ว่าการตัดสินใจไปเข้าร่วมกองทัพเป็นความพังพินาศที่สุดในชีวิตของเขา) มิลลี่จึงบอกให้เฮฟเนอร์ไปมีอะไรกับผู้หญิงคนอื่นได้ เพื่อที่เธอจะลบล้างความรู้สึกผิดของตนเอง และหวังว่าจะรักษาความรักให้ยั่งยืนได้ แต่พวกเขาก็หย่าขาดจากกันในที่สุดในปี 1959 หลังจากแต่งงานกันมา 10 ปี และนี่อาจเป็นแผลใจอันเป็นจุดเริ่มต้นของการเป็นนักรักที่ไม่ลงหลักปักฐานจริงจังยาวนานของเขาก็ได้

ด้านการงาน ในปี 1952 ปีที่คริสตี้ลูกสาวคนโตเกิด เฮฟเนอร์ซึ่งเป็นนักเขียนให้นิตยสารเอสไควร์ ได้ตัดสินใจลาออกหลังจากไม่ได้รับการขึ้นเงินเดือน เขากู้เงินและระดมทุนจากหลาย ๆ ทางรวมถึงแม่ของเขา เพื่อตีพิมพ์นิตยสารตามความฝันของตนเองอย่าง เพลย์บอย (Playboy)

ในเดือนธันวาคม ปี 1953 เพลย์บอยฉบับแรกได้วางแผง โดยใช้ปกเป็นภาพวาบหวิว (ในยุคนั้น) อันเป็นรูปเก่าของ มาริลีน มอนโร ซึ่งเธอถ่ายสำหรับทำปฏิทินในปี 1949 แล้วเพลย์บอยฉบับปฐมฤกษ์ก็ฮิตถล่มทลายขายไปได้กว่า 50,000 ฉบับทีเดียว (ในปี 1992 เฮฟเนอร์ซึ่งในชีวิตนี้ไม่เคยได้เจอผู้มีพระคุณทางอ้อมอย่างมอนโรตัวเป็น ๆ เลยออกเงินกว่า 75,000 เหรียญ ซื้อพื้นที่ข้าง ๆ หลุมฝังศพของมอนโรไว้ให้ตัวเองเลย)

นิตยสาร Playboy ฉบับแรก

ด้านซ้ายที่มีรอยจูบมากมาย คือหลุมศพที่เฮฟเนอร์ซื้อไว้เพื่อจะได้นอนอยู่ข้างกายมอนโร

นอกจากนี้มอนโรยังเป็นนางแบบบนปกคนเดียวที่ได้ตำแหน่ง Sweetheart of the Month ด้วย เพราะหลังจากนั้นพอฉบับที่ 2 ในเดือนมกราคม ปี 1954 นางแบบบนปกคือ มาร์กี ฮาร์ริสัน ก็ได้ถูกขนานนามว่า Playmate of the Month แทน และใช้ชื่อเพลย์เมท (Playmate) เรียกสาว ๆ ที่ได้รับการคัดเลือกเฟ้นมาขึ้นปกแทนนับแต่นั้นมา โดยส่วนใหญ่มักจะไม่ค่อยรับตำแหน่งนี้ซ้ำสอง แต่ก็มีนางแบบหลายคนที่เคยขึ้นปกหลายครั้ง โดยคอนเซ็ปต์ของเพลย์เมทนั้นจะไม่มีคนเก่าหรืออดีตเพลย์เมท เพราะ “เมื่อเป็นเพลย์เมทครั้งหนึ่งแล้ว ย่อมถือว่าเป็นตลอดไป” นับเป็นความโรแมนติกในแบบเพลย์บอยของเฮฟเนอร์ทีเดียว

นิตยสารฉบับที่ 2 กำเนิดเพลย์เมท และโลโก้เจ้ากระต่ายใส่ทักซิโด ซึ่งยังไม่ใช่แบบที่เราคุ้นตาในปัจจุบัน

อีกหนึ่งเรื่องคือหลังจากความสำเร็จของฉบับแรก นิตยสารฉบับถัดมาเฮฟเนอร์เริ่มมองหาโลโก้ที่จะทำให้คนติดแบรนด์เขาง่ายขึ้น และเขาเลือก อาร์ต พอล มาเป็นผู้อำนวยการฝ่ายศิลป์คนแรก ผู้ออกแบบโลโก้กระต่ายใส่ชุดทักซิโดเวอร์ชั่นแรกก่อนจะมาเป็นแบบที่ติดตาเราในปัจจุบัน เหตุผลที่เฮฟเนอร์เลือกกระต่ายนี้ก็เพราะ กระต่ายเป็นสัตว์ที่มีความหมายเกี่ยวกับเรื่องเซ็กซ์ในเชิงตลก ๆ และเขาก็ต้องการนำเสนอภาพลักษณ์ของนิตยสารให้ออกมาในแนวซุกซน สนุกสนาน ขี้เล่น ตามสไตล์หนุ่มเจ้าสำราญ ชั้นสูงแห่งเมืองนิวยอร์กที่เป็นกลุ่มเป้าหมายของเฮฟเนอร์ด้วย

นั่นทำให้นอกจากเล่มแรกแล้ว เพลย์บอยจะมีเจ้ากระต่ายปรากฏเป็นโลโก้อยู่ในทุกเล่มเลย และความดังของเจ้ากระต่ายนี่ก็ดังถึงขนาดที่ว่าคนสมัยนั้นเขียนรูปกระต่ายนี้แทนการจ่าหน้าที่อยู่ถึงกองบรรณาธิการเพลย์บอยได้เลยด้วย

อาร์ต พอล

ต่อมาเฮฟเนอร์ยังเป็นผู้สนับสนุนให้เกิดดาว 2 ดวงสำคัญในวงการด้วย หนึ่งคือ ชาร์ลส์ โบมอนต์ นักเขียนเรื่องสั้นแนวแฟนตาซีและสยองขวัญ โดยเมื่อนิตยสารเอสไควร์ปฏิเสธเรื่องสั้น The Crooked Man ของโบมอนต์ ที่ว่าด้วยเรื่องของชายแท้คนหนึ่งที่ถูกกดขี่ ในโลกอนาคตที่การรักร่วมเพศเป็นเรื่องปกติ ซึ่งตัวเฮฟเนอร์นั้นขึ้นชื่อว่าเป็นเสรีนิยมที่สนับสนุนสิทธิ์ตามรัฐธรรมนูญสหรัฐ และสนับสนุนกลุ่มรักร่วมเพศในแง่ของสิทธิเสรีภาพของมนุษย์ด้วย

เขาจึงนำเรื่องสั้นของโบมอนต์มาลงเป็นเรื่องสั้นเรื่องแรกในนิตยสารเพลย์บอยเมื่อปี 1955 และเมื่อกระแสคำวิจารณ์ก่นด่าเรื่องนี้มากเข้า เฮฟเนอร์ก็ได้ออกมาให้สติว่า “หากการกดขี่พวกรักเพศตรงข้ามในสังคมรักร่วมเพศเป็นเรื่องผิดแล้ว การกดขี่พวกรักร่วมเพศในสังคมของพวกรักเพศตรงข้ามจะเป็นเรื่องถูกต้องไปได้อย่างไร” และในปีนั้นเองโบมอนต์ก็ได้เข้าสู่วงการโทรทัศน์และวิทยุด้วย ต่อมาเขาก็ได้ร่วมเขียนบทตอนสำคัญ ๆ ที่เป็นตำนานในซีรีส์ที่เรารู้จักดีอย่าง Twilight Zone นั่นเอง

โบมอนต์ กับนักแสดงนำในตอน The Howling Man ของซีรีส์ Twilight Zone

อีกหนึ่งดาวที่เฮฟเนอร์ช่วยให้จรัสแสงขึ้นมาคือ คอมเมเดียนนามว่า ดิก เกรกอรี ตลกผิวสีต๊อกต๋อยที่เฮฟเนอร์ไปเจอในบาร์ที่ชิคาโกเมื่อปี 1961 เขาถูกใจดิกมากและจ้างให้มาเล่นในบาร์ชิคาโกเพลย์บอยของเขา ซึ่งกลายเป็นการเปิดตัวสู่อาชีพศิลปินตลกอเมริกันคนสำคัญของเกรกอรี่ด้วย

มุกที่เกรกอรี่เล่นให้เฮฟเนอร์ดูตอนนั้นมีอยู่ว่า

“เมื่อตอนที่ผมลงมาที่รัฐทางใต้ แล้วเข้ามานั่งสั่งอาหารในร้านแบบนี้ล่ะ พนักงานก็เดินเข้ามาบอกผมว่า ‘เราไม่เสิร์ฟคนผิวสีนะ’ ผมเลยตอบเขาไปว่า ‘ดีเลยเพราะผมก็ไม่กินคนผิวสีเหมือนกัน ไงเอาไก่ทอดมาให้ผมแล้วกันนะ’ หลังจากนั้นพอผมได้ไก่ทอดมาระหว่างที่กำลังจะใช้มีดหั่นมากิน ก็มีชายหนุ่มสามคนดูท่าไม่พอใจเดินปรี่มาหาผมแล้วขู่เสียงดังว่า ‘นี่พวกเราเตือนดี ๆ แล้วนะ อะไรที่แกจะทำกับไอ้ไก่ทอดนั่น เราก็จะทำมันแบบเดียวกันกับแกด้วย!’ ผมฟังจบก็เลยเอาไก่ทอดตรงหน้ามาจูบอย่างบรรจง แล้วหันไปบอกพวกเขา ‘เอาเลยสิ พ่อหนุ่ม”

ดิก เกรกอรี

ตรงนี้จะเห็นได้ว่าเฮฟเนอร์เป็นนักคิดนักเคลื่อนไหวทางสังคมที่สนับสนุนสิทธิเสรีภาพความเท่าเทียมมาก ๆ คนหนึ่งเลยทีเดียวครับ

หลังจากมีปัญหาเรื่องสาว ๆ จำนวนมากในชีวิตตั้งแต่ช่วงปี 1960 มา โดยเฉพาะบรรดาเพลย์เมทประจำเดือนทั้งหลายที่ลือกันว่า เฮฟเนอร์จัดหนักถึง 11 จาก 12 คนที่ขึ้นปกในแต่ละปีทีเดียว (1 คนที่เหลือควรเสียใจมั้ยเนี่ย) เฮฟเนอร์ก็ประกาศขอทดลองเป็นไบเซ็กช่วลดูในปี 1971 (ซึ่งคงไม่ใช่ทางของเขานัก) และในปีเดียวกันเขาก็มาสร้างเพลย์บอยแมนชั่นแห่งใหม่ อันมีชื่อเสียงราวกับฮาเร็มส่วนตัวของเขาที่เมืองแอลเอ และย้ายมาอยู่ถาวรในปี 1975

เฮฟเนอร์ กับเพลย์บอยแมนชั่นในปี 1971

ในช่วงปี 1985 ด้วยการสำราญอย่างหนักทำให้เขามีปัญหาสุขภาพจนต้องลดดีกรีความเฟี้ยวลง และปล่อยมือจากบริษัทเพลย์บอยเอ็มไพร์ของตนเองให้ คริสตี้ ลูกสาวคนโตรับช่วงต่อในปี 1988 และพอปีถัดมาในวัย 60 ปี เขาก็เลยลองลงหลักปักฐานกับเพลย์เมทแห่งปีนาม คิมเบอร์ลีย์ คอนราด วัย 24 ปี ดูอีกรอบ เป็นการแต่งงานครั้งที่ 2 ทั้งคู่มีลูกด้วยกัน 2 คน คือ มาร์สตัน เกล็น และ คูเปอร์ แบรดฟอร์ด ช่วงนั้นเพลย์บอยแมนชั่นได้แปรสภาพเป็นบ้านแสนอบอุ่นของครอบครัวเดี่ยว ก่อนที่ทั้งคู่จะแยกกันอยู่ในปี 1998 ซึ่งคอนราดก็ไม่ได้หายไปไหนไกล เพียงย้ายไปอยู่บ้านหลังข้าง ๆ เพลย์บอยแมนชั่นแทน

เฮฟเนอร์กลับไปควงสาวมากหน้าอีกครั้ง ก่อนจะคบหากับ คริสตัล แฮร์ริส ที่ได้ชื่อว่า “แฟนสาวหมายเลข 1” ในปี 2008 ซึ่งระหว่างนั้นเขาก็ยังมีความสัมพันธ์กับสองพี่น้องฝาแฝด แชนนอน ด้วย แต่แล้วก็เลิกกับฝาแฝดสาวไปในปี 2010 นั่นเอง ซึ่งในปีเดียวกันเฮฟเนอร์ก็ตั้งใจลงหลักปักฐานจริงจังกับแฮร์ริสเสียที เขาจึงลงนามหย่ากับคอนราดในที่สุด โดยเขาบอกว่าที่ผ่านมาไม่ได้หย่าก็เพื่อลูก ๆ ของเขาซึ่งบัดนี้ก็โตพอที่จะดูแลตนเองได้แล้ว

เฮฟเนอร์ถ่ายร่วมกับลูกชายทั้ง 3 ของตนเอง ไล่จากซ้าย คูเปอร์ มาร์สตัน และเดวิด

ปลายปี 2010 นั้น เขาก็หมั้นกับแฮร์ริสและมีแผนแต่งงานในวันที่ 18 มิถุนายน 2011 แต่เหมือนฟ้าแกล้งเพียง 5 วันก่อนวันแต่ง แฮร์ริสก็เป็นฝ่ายขอถอนหมั้น ปล่อยปู่เฮฟเนอร์ในวัย 86 ปีกลายเป็นคนที่น่าสงสารสุดแห่งปี เพราะนิตยสารเพลย์บอยฉบับเดือนกรกฎาคม ซึ่งขึ้นปกเป็นรูปแฮร์ริส พร้อมข้อความ “ขอแนะนำเจ้าหญิงของอเมริกา นางคริสตัล เฮฟเนอร์” ที่หวังจะเป็นการฉลองการแต่งงานแบบสุดยอดโรแมนติกของเฮฟเนอร์กับแฮรร์ริส ก็ถูกส่งไปถึงทั่วอเมริกาก่อนเสียแล้ว T_T

พ้นจากเรื่องเศร้า ๆ กลับมาว่าด้วยผลงานในวงการบันเทิงของเฮฟเนอร์กันดีกว่า

ขอย้อนไปในปี 1959 เป็นปีที่เฮฟเนอร์เริ่มเข้าสู่วงการโทรทัศน์โดยทำรายการทีวีในสไตล์นิตยสารเพลย์บอยอย่าง Playboy’s Penthouse (1959–1960) และต่อมาก็มีรายการ Playboy After Dark (1969–1970) ด้วย ในช่วงปีเหล่านี้เฮฟเนอร์โด่งดังเป็นที่รู้จักกว้างขวางขึ้นมากด้วยอิทธิพลของโทรทัศน์ โดยเฉพาะปี 1965 เขายังได้ร่วมเป็นนักแสดงรับเชิญเล่นในซีรีส์เรื่อง Burke’s Law โดยรับบทผู้จัดการบันนี่บาร์ด้วย

หลังจากนั้นเขาก็ได้เล่นซีรีส์ในฐานะนักแสดงทั้งบทบาทสมมติและเป็น ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ อีก 16 เรื่องจนถึงปี 2008 ก็ได้ปรากฏตัวเล่นเป็นตัวเองในซีรีส์ Shark เป็นซีรีส์เรื่องสุดท้าย

เฮฟเนอร์ในกองถ่ายรายการ Playboy’s Penthouse

นอกจากนี้เขายังเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับรายการโทรทัศน์และหนังฉายทางโทรทัศน์อีกนับไม่ถ้วน เริ่มตั้งแต่ปี 1973 กับหนังโทรทัศน์เรื่อง The Third Girl from the Left เป็นเรื่องแรก และ Bullets Over Hollywood หนังสารคดีโทรทัศน์ในปี 2008 ก็เป็นเรื่องสุดท้ายของเขา

โดยรายการโทรทัศน์ที่โด่งดังมาก ๆ อีกรายการหนึ่งที่เฮฟเนอร์อำนวยการสร้างก็คือ The Girls Next Door หรือที่มีบางคนเรียกว่า รายการเหล่าเด็กสาวแห่งเพลย์บอยแมนชัน โดยเป็นเรียลลิตี้โชว์ที่ถ่ายบรรดาแฟนสาวของเฮฟเนอร์ ที่ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับปู่เฮฟเนอร์ในเพลย์บอยแมนชันนั่นเอง รายการนี้ออกอากาศตั้งแต่ปี 2005 ถึงปี 2010 มีจำนวนตอนถึง 90 ตอนเลยทีเดียว

ด้วยผลงานด้านโทรทัศน์ที่แสนโดดเด่น เฮฟเนอร์ได้รับเกียรติจารึกชื่อในดาวเกียรติยศ วอล์ค ออฟ เฟม เมื่อวันที่ 9 เมษายน 1980 หรือวันเกิดปีที่ 54 ของเขานั่นเอง

ส่วนด้านวงการภาพยนตร์นั้น เฮฟเนอร์เริ่มมามีส่วนร่วมครั้งแรก ในปี 1971 โดยเป็นผู้อำนวยการสร้างให้กับหนังของ โรมัน โปลันสกี เรื่อง The Tragedy of Macbeth ก่อนจะได้เป็นนักแสดงในภาพยนตร์ครั้งแรกในปี 1981 ในหนังแนวตลกเสียดสีประวัติศาสตร์โลกเรื่อง History of the World: Part I ของ เมล บรูกส์ โดยรับเชิญในบทเจ้าของกิจการในมหานครโรมัน

หลังจากนั้นเฮฟเนอร์ก็ทิ้งช่วงยาว ก่อนจะมารับบทประธานาธิบดีสหรัฐในหนังปี 2000 เรื่อง Citizen Toxie: The Toxic Avenger IV  และต่อมาในปี 2004 เขาก็ได้มาเล่นเป็นตัวเองอีกครั้งในหนังลงแผ่นของผู้กำกับ มาร์ก ฮามิลล์ หรือ เจได ลุก สกายวอล์กเกอร์ นั่นล่ะ กับหนังตลกแนวสารคดีปลอมเรื่อง Comic Book: The Movie

ภาพ จอน ฟินช์ ผู้รับบทแมคเบธ จะเห็นเสื้อคลุมที่มีโลโก้ของเพลย์บอย

เฮฟเนอร์กับการแสดงหนังครั้งแรก

ส่วนหนัง 2 เรื่องสุดท้ายในฐานะนักแสดงของเฮฟเนอร์ ก็คือ Miss March (2009) และให้เสียงในแอนิเมชั่นเรื่อง Hop (2011) โดยเฉพาะ Miss March นั้น เฮฟเนอร์ถึงกับได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดแย่ ราซซี่อวอร์ด จากการเล่นเป็นตัวเองเลยด้วย แต่เจ้าตัวก็แก่เก๋าพอ แถมยังออกมาให้สัมภาษณ์ตลก ๆ ด้วยว่า “สงสัยผมจะไม่ค่อยเข้าใจไอ้ตัวละครนี้เท่าไหร่น่ะ” (เดี๋ยว ๆ พี่เล่นเป็นตัวเองนะ 555) 

เฮฟเนอร์กับสองนักแสดงนำใน Miss March

คุณานุคุณยิ่งใหญ่ต่อวงการหนังอีกอย่างของเฮฟเนอร์คือ การที่เขาเป็นโต้โผในการจัดงานระดมเงินบริจาคเพื่อซ่อมบำรุงป้ายสัญลักษณ์ Hollywood ที่เพลย์บอยแมนชั่นของตนเองในปี 1978 โดยยังสมทบทุนบริจาคไปถึง 1 ใน 9 ส่วนของค่าใช้จ่ายทั้งหมด หรือราว ๆ 27,000 เหรียญเลยด้วย

นอกจากนั้นเขายังเป็นผู้บริจาคเงินกว่า 1 แสนเหรียญให้วิทยาลัยศิลปะภาพยนตร์แห่งมหาวิทยาลัยเซาท์เทิร์นแคลิฟอเนียเพื่อเปิดคอร์สที่ชื่อว่า การศึกษาการเซ็นเซอร์ในงานภาพยนตร์ ทั้งยังบริจาคเงินอีกกว่า 2 ล้านเหรียญให้กับการศึกษาด้านภาพยนตร์อเมริกันแก่สถาบันต่าง ๆ อีกด้วย

แต่หากพูดถึงงานในแวดวงฮอลลีวู้ดส่วนใหญ่ของเขาแล้วคงต้องนึกถึงหนังแผ่นตระกูล Playboy สารพัดชื่อห้อยท้ายที่มีออกมามากกว่าร้อย ๆ เรื่องนั่นล่ะครับ จนในปี 2003 เขาถึงกับได้รับตำแหน่ง 1 ใน 50 ผู้ทรงอิทธิพลต่อวงการหนังโป๊เลยทีเดียว

นอกจากนั้นเขาก็ยังอำนวยการสร้างให้พวกงานสารคดีที่วน ๆ เวียน ๆ อยู่กับเรื่องผู้หญิงอันเป็นจุดขายสำคัญของเฮฟเนอร์ด้วย โดยเฉพาะช่วงหลังเขาให้ความสนใจด้านหนังสารคดีเป็นพิเศษ โดยมีสารคดีเรื่อง Be Natural: The Untold Story of Alice Guy-Blaché ที่อยู่ในขั้นตอนโพสต์โปรดักชัน เป็นผลงานการอำนวยการสร้างเรื่องสุดท้าย

หนึ่งในปกเทป VHS ตระกูล Playboy

ฮิวจ์ เฮฟเนอร์ ดวงดาวแห่งฮอลลีวู้ด ณ บล็อกที่ 70000 ถนนฮอลลีวู้ด ได้จากไปในวันที่ 27 กันยายน 2017 รวมอายุได้ 91 ปี เป็นอีกหนึ่งหน้าตำนานสำคัญในฮอลลีวู้ดที่จากไปในปีนี้ครับ

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] BNK48 Girls Don’t Cry: เผาทุ่งลาเวนเดอร์ให้ราบ

Published

on

By

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Major Cineplex

เรื่องย่อ

BNK48 คือ Idol Girl Group ที่มีสมาชิกรุ่นแรกเป็นหญิงสาวตั้งแต่อายุ 13 – 23 ปี รวมทั้งหมด 26 คน โดยคอนเซ็ปต์ของวงคือ‘เด็กหญิงธรรมดาๆ ที่มีความพยายาม’ ในการออกแต่ละซิงเกิ้ลจะมีสมาชิกเพียง 16 คนจากทั้งหมด เท่านั้นที่จะได้รับเลือกให้มีผลงาน สมาชิกทุกคนจึงพยายามทุ่มเทให้กับ การฝึกซ้อมและพัฒนาตัวเอง แต่แล้ววันหนึ่ง…ทุกคนก็เรียนรู้ว่าความพยายามอย่างเดียวอาจไม่พอและ ปลายทางของ ความพยายาม นอกจากความสําเร็จแล้ว มันยังมีอย่างอื่น ที่ไม่คาดคิดรออยู่เช่นกัน

นี่คืองานสารคดียาวแบบเต็มตัวเรื่องที่ 2 ของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ ผู้กำกับเจ้าพ่อฮิปสเตอร์ของเด็กไทย โดยการทาบทามจาก BNK48 Office และ Salmon House ที่รับดูแลควบคุมการทำสารคดีนี้ ซึ่งเต๋อก็สารภาพว่านี่คืองานที่สานฝันของเขาเมื่อครั้งที่ยังหลงใหลเพลงอาร์เอส จนอยากทำสารคดีของแก๊งคามิคาเซ่ ในฐานะวัยรุ่นที่ต้องกลายเป็นศิลปินยอดนิยมอย่างรวดเร็ว มองในแง่หนึ่ง BNK48 เองก็คือโมเดลธุรกิจที่ใช้สูตรสำเร็จจากเจ้าของแฟรนไชส์ที่ญี่ปุ่นเพื่อแสวงหากำไรไม่ต่างจากวงการบันเทิงอื่น ๆ ด้วย

เต๋อ มักเข้าใจเองว่า “ผมไม่เห็นหน้าเหมือนโคจิม่าตรงไหนเลย”

หากแต่ตระกูล 48 นั้น มีจุดขายที่ทำให้ได้รับความนิยมสูงจนกลายเป็นปรากฏการณ์ในหลายประเทศ คือการคัดสมาชิกวงจากเด็กสาวที่ยังพัฒนาตัวได้อีกมาก พูดอีกแบบคือยังไม่สมบูรณ์แบบในการเป็นไอดอล อาจไม่เก่งร้อง เต้น หรือเอาใจแฟนคลับ เอามาฝึกอย่างเข้มข้น ให้แฟน ๆ ได้เห็นความทุ่มเทและพัฒนาการ จะได้เอาใจช่วยและผูกพันกับสมาชิกแต่ละคนนั่นเอง มอง ๆ ไป ก็คล้าย ๆ รูปแบบเรียลิตี้ทีวีที่ฮิต ๆ กันอยู่พักหนึ่ง หากแต่นี่เปลี่ยนจากกล้องวงจรปิดที่ติดตามห้อง มากลายเป็นเวทีหรืออีเว้นท์ตามที่ต่าง ๆ ที่เราสามารถไปพบปะตัวจริงได้เลย ตามคอนเซ็ปต์ “สาวข้างบ้าน” หรือ “ไอดอลที่คุณเข้าถึงได้” นั่นเอง

การที่เด็กสาววัยกำลังเปลี่ยนผ่านต้องเข้าสู่โมเดลธุรกิจบางอย่าง ที่ถูกออกแบบให้มีการแข่งขันและสร้างชนชั้นขึ้นภายในกลุ่ม เพื่อเป้าหมายในการบีบให้พวกเขาต้องพัฒนาตัวอย่างก้าวกระโดด สู่การเป็นขวัญใจมหาชน หรือพูดในมุมอุตสาหกรรมจะเรียกว่า สินค้าที่มีมูลค่าสูงทำกำไรได้มาก ก็ไม่ผิดนัก นี่จึงเป็นเนื้อหาที่แข็งแรงมาก ๆ ในการนำเสนอภาพที่จริงโคตร ๆ ของโลกความเป็นจริงสีเทา ๆ และยังสร้างความสั่นสะเทือนต่อจิตใจของเรา ๆ ที่เคยได้รับเพียงภาพฉาบหน้าที่สดใส และความร่าเริงสนุกสนานของพวกเขาพวกเธอเท่านั้นด้วย

ในแง่หนึ่ง BNK48 ก็เหมือน กลุ่มทดลองทางสังคมในหนังจากเรื่องจริง The Stanford Prison Experiment ที่ทุกคนถูกบทบาทสมมุติเล่นงาน ไม่ว่าจะทั้งเหยื่อและตัวผู้คุมเอง

ในการแนะนำนี้ผมมองกลุ่มคนที่จะไปดูเป็น 3 กลุ่ม

  • กลุ่มแรกสำหรับโอตะ นี่คือหนังสารคดีที่คุณจะได้เข้าไปสัมผัสแง่มุมที่คุณอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่คุณจะไม่มีทางได้เห็นด้วยตาตัวเองมาก่อน เพราะแม้แต่งานจับมือมันก็ยังคือหน้าฉากที่ถูกออกแบบมาให้เรา ๆ รู้จักเท่านั้น หนังเรื่องนี้จะพาเดินอ้อมไปด้านหลังความเป็นไอดอล คือความเป็นเด็กสาวธรรมดาที่ต้องคิดแก้ปัญหาในชีวิตมากมายเกินกว่าที่เพื่อนวัยเดียวกันจะต้องเจอ เหมือนสินค้าที่ฉีดยากระตุ้นให้รีบโตรีบมีคุณค่า มันจึงเป็นภาวะที่น่าสนใจไม่เบาเลยล่ะ บางฉากบางคำพูดเราคงไม่สามารถได้ยินจากที่ไหนจริง ๆ และอาจเสียน้ำตาให้กับพวกเธอได้ง่าย ๆ เลย ทั้งคนที่คุณรู้จักดีแต่ไม่รู้ความคิดลึก ๆ ของเขา หรือคนที่คุณเองอาจจำชื่อไม่ได้ คุณก็จะจำได้ขึ้นใจรอบนี้ล่ะ ต้องขอบคุณความกล้าให้เล่าของ BNK48 Office และตัวน้อง ๆ เองที่ยอมเปลือยความรู้สึกบางแง่มุมออกมาให้เราได้เห็น
  • กลุ่มต่อมาคือแฟน ๆ ของพี่เต๋อ กลุ่มนี้อาจชอบในฝีไม้ลายมือของเต๋อโดยเฉพาะ ก็ขอบอกเลยว่านี่คือหนังที่เต๋อเองมีเครดิตทั้ง กำกับ เขียนบท ถ่ายภาพ และตัดต่อ มากกว่าหนังเรื่องไหน ๆ ที่ผ่านมา นี่คือหนังที่เต๋อใช้เวลาสัมภาษณ์น้อง ๆ แต่ละคนนานกว่าคนละ 2-3 ชั่วโมง รวมฟุตเทจเฉพาะสัมภาษณ์ไปกว่า 60 ชั่วโมง ยังไม่นับฟุตเทจที่ไปถ่ายติดตามการซ้อมการแสดง และยังฟุตเทจที่ทาง BNK48 Office เก็บไว้ตลอดกว่า 1 ปีกว่า ๆ ตั้งแต่เปิดออดิชั่นจนถึงวันนี้อีกด้วย แม้ด้วยลีลาความเป็นสารคดีอาจไม่เอื้อให้เห็นเทคนิคสีสันแพรวพราวอย่างหนังเต๋อเรื่องที่ผ่านมา แต่เต๋อก็โชว์ความเก๋าได้แบบไม่ยอมย่อต่อธรรมชาติของสารคดีเลย ทั้งการดีไซน์ฉากสัมภาษณ์ที่คับแคบ สะท้อนถึงความกดดันของแต่ละคน ในอีกด้านหนึ่งเต๋อก็ให้เกร็ดว่า เขาเลือกฉากสัมภาษณ์แบบนี้เพราะมันทำให้เขารู้สึกเหมือนเวลาที่ต้องรอเข้าห้องน้ำบนเครื่องบินที่ทางเดินมืด ๆ แล้วมีคนรอเข้าด้วยกันอยู่ ภาวะนี้เอื้อให้เราพูดคุย และความเงียบของเครื่องบินก็มากพอให้เราอาจเล่าเรื่องลับ ๆ แก่กันด้วย นี่ล่ะคือความเป็นคนช่างคิดของเต๋อ ดังนั้นสารคดีธรรมดามันไม่ธรรมดาแน่ ๆ ส่วนความกวนทีนก็หายห่วง ใส่มาแบบ โอ่ย เล่นงี้เลยเรอะ 555 แต่กับส่วนตัวผมเลยนะ ให้เทียบกับสารคดีอย่าง เดอะมาสเตอร์ ที่เต๋อเคยทำ ผมว่าอันนั้นเต๋อเล่ามันมือกว่า สนุกกว่า อาจเพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเขากว่า และอาจเพราะว่าในเรื่องนี้เขาเกรงใจน้อง ๆ พอสมควร หรือพูดอีกแบบ เขาอาจเป็นคนไม่ชอบเห็นน้ำตาผู้หญิงก็ได้มั้ง

    ใบหน้าของเต๋อที่ไม่อยากเห็นแคปเฌอร้องไห้

  • กลุ่มสุดท้าย คิดว่าเป็นกลุ่มที่หนังเรื่องนี้ตั้งใจทำให้ดูที่สุดแล้วล่ะ นั่นคือคนทั่วไปเลย ถ้าคุณคิดว่าอยู่ในกลุ่มนี้ล่ะ แล้วอ่านมาถึงจุดนี้ได้ ผมว่าก็สนใจอยากรู้จัก BNK48 พอประมาณเลยล่ะ ผมจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ทำให้คุณเข้าใจปรากฏการณ์ฮิตทั้้งบ้านทั้งเมืองนี้มากขึ้น และมากกว่าเข้าใจ คือคุณจะเข้าอกเข้าใจเห็นอกเห็นใจในมนุษย์ยุคนี้มากขึ้น มันคือภาพสะท้อนของคนที่ต้องดิ้นรนเพราะความฝัน ความอยาก ความต้องการมีความสุข ซึ่งโลกสีเทา ๆ ของเรามันไม่ได้ยอมปล่อยเราไปจุดนั้นง่าย ๆ สิ่งที่เราเห็นว่ามันช่างสดใสและง่ายดายเหลือเกินสำหรับบางคน มันอาจมีมากกว่าทุ่งลาเวนเดอร์ในใจเราก็ได้ ข้างใต้ดอกลาเวนเดอร์พวกนั้นอาจเป็นปุ๋ยเคมีที่มีพิษข้างเคียงโดยที่เขาไม่ได้แสดงให้เรารู้ความเจ็บปวด ผมว่าคนทุกคนสามารถรู้สึกและได้ข้อคิดต่อหนังเรื่องนี้ในมุมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าคุณจะเป็น พ่อ แม่ ลูก เพื่อน พี่ น้อง คนที่ทำงาน หรือเป็นสถานะความสัมพันธ์แบบไหนกับใครสักคน คุณจะได้มุมมองชีวิตบางอย่างกลับไปทบทวนแน่นอน

พูดกันมาขนาดนี้ อยากบอกว่าไม่ต้องกลัวความเป็นสารคดีในหนังเรื่องนี้ เพราะทุกเรื่องที่เราเอามาแนะนำเราก็เชื่อว่าทุกคนดูได้ไม่หลับไม่ง่วงแน่นอน (ไอ้เรื่องที่น่าเบื่อ ๆ ดูยาก ๆ เราคงไม่มาเสียเวลาแนะนำ) และเราก็อยากให้ได้ดูหนังไทยที่ทำออกมาดี ๆ อย่างเรื่องนี้ด้วย ไปเผาทุ่งลาเวนเดอร์กันให้ราบ จะได้มองเห็นว่าจริง ๆ แล้วผืนดินตรงนี้มันอาจเหมาะกับการทำอย่างอื่นที่ได้ประโยชน์มากกว่านั้นก็ได้

จองตั๋วหนัง ดูรอบหนัง BNK48 ได้ทันใจเพียงคลิ๊กที่นี่ เย่

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Kuntilanak : ผีรังแกเด็ก

หนังทวีปเอเซียที่เข้ามาฉายบ้านเราประจำส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย เป็นหลัก น้านนานถึงจะมีหนังสิงคโปร์ อินโดนีเซียเข้ามาฉายสักเรื่อง และถ้ามีหลงเข้ามา ก็แน่นอนว่าหนังเรื่องนั้นต้องมีอะไรดี น่าจับตามอง ตัวอย่างเช่น The Raid : Redemption หนังแอ็คชั่นสัญชาติอินโดนีเซีย ที่มาในฐานะหนังสร้างปรากฏการณ์ของวงการหนังอินโดเลยก็ว่าได้ แล้วหนังก็สนุกจริง มันส์จริง สร้างชื่อให้ทั้งผู้กำกับ และ อิโค อูเวส พระเอกของเรื่อง ถึงขั้นได้ไปโลดแล่นในฮอลลีวู้ด และปลายเดือนนี้ก็จะได้ประกบกับ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ใน Mile22 ด้วย ผ่านมาถึง 7 ปี วันนี้มีหนังอินโดนีเซียเรื่องใหม่ Kuntilanak หนังผีที่มาแบบเงียบ ๆ เช่นเคย หนังสร้างความคาดหวังให้ผมว่ามาแบบนี้หนังต้องมีอะไรดีแน่นอน

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

หนังทวีปเอเซียที่เข้ามาฉายบ้านเราประจำส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย เป็นหลัก น้านนานถึงจะมีหนังสิงคโปร์ อินโดนีเซียเข้ามาฉายสักเรื่อง และถ้ามีหลงเข้ามา ก็แน่นอนว่าหนังเรื่องนั้นต้องมีอะไรดี น่าจับตามอง ตัวอย่างเช่น The Raid : Redemption หนังแอ็คชั่นสัญชาติอินโดนีเซีย ที่มาในฐานะหนังสร้างปรากฏการณ์ของวงการหนังอินโดเลยก็ว่าได้ แล้วหนังก็สนุกจริง มันส์จริง สร้างชื่อให้ทั้งผู้กำกับ และ อิโค อูเวส พระเอกของเรื่อง ถึงขั้นได้ไปโลดแล่นในฮอลลีวู้ด และปลายเดือนนี้ก็จะได้ประกบกับ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ใน Mile22 ด้วย ผ่านมาถึง 7 ปี วันนี้มีหนังอินโดนีเซียเรื่องใหม่ Kuntilanak หนังผีที่มาแบบเงียบ ๆ เช่นเคย หนังสร้างความคาดหวังให้ผมว่ามาแบบนี้หนังต้องมีอะไรดีแน่นอน

กุนตีลานัก เป็นผีพื้นบ้านในตำนานของอินโดนีเซีย น่าจะเลเวลเดียวกับ “แม่นาก” ของบ้านเรา เพราะเรื่องราวของกุนตีลานัก ถูกสร้างออกมาเป็นหนังเยอะมาก แต่กุนตีลานักในเวอร์ชั่นนี้ถูกตีความต่างจากเรื่องราวในตำนานเยอะมาก ถ้าเสิร์ชอ่านจะพบว่ากุนตีลานักเป็น ผีตายทั้งกลม ผสม กับผีนางตานี ที่โหดดุมาก ชอบควักไส้มาอวด และมีนิสัยชอบควักลูกตาเหยื่อ และดูดสมองเหยื่อมากิน แต่กับ “kuntilanak 2018” หรือในชื่อไทย “กระจกส่องตาย” ก็ตีความใหม่ ให้กุนตีลานัก เป็นผีต่างมิติ แล้วมีกระจกโบราณเป็นตัวเชื่อมมิติ เด็กที่ขาดความอบอุ่น ต้องการแม่ จะเป็นเป้าหมายที่กุนตีลานักโปรดปราน จะถูกกุนตีลานักจับไปอยู่ด้วย

หนังเปิดเรื่องที่ครอบครัวของ อันยาส เด็กชายที่เพิ่งสูญเสียแม่ อยู่กับพ่อที่คอยปลอบใจ แต่อันยาสก็ยังทำใจไม่ได้และโหยหาแม่ แล้วกุนตีลานักก็ออกจากกระจกมาในภาพแม่ของอันยาส และนั่นคือเหยื่อรายแรก กลายเป็นข่าวโด่งดัง บ้านของอันยาสกลายเป็นบ้านร้าง และกลายเป็นที่สนใจของมวลชน มีสำนักข่าว รายการบันเทิงมากมายมาถ่ายทำ และหนึ่งในนั้นคือ เกล็น พิธีกรหนุ่มที่มาถ่ายทำรายการเยี่ยมชมบ้านผี ขากลับเกล็นก็ยังหยิบเอา”กระจกผี”กลับไปฝาก ลิเดีย แฟนสาวเสียด้วย ลิเดีย เป็นสาววัยรุ่นที่รับจ๊อบดูแลเด็กกำพร้า 5 คน ในช่วงที่เจ้าของสถานเลี้ยงเด็กต้องเดินทางไปซานฟรานซิสโก เด็กกำพร้า 5 คนที่โหยหาความรักความอบอุ่นจึงเป็นเป้าหมายที่ดีของกุนตีลานัก ทำให้เธอออกมาอาละวาดตั้งแต่คืนแรก

ริซาล มันโตวานี่ เป็นผู้กำกับขาเก๋าของอินโดนีเซีย ต้องเรียกว่าคร่ำหวอดในวงการเลย เพราะกำกับหนังมาแล้ว 28 เรื่อง เคยหากินกับกุนตีลานักมาแล้ว ถึงขั้นทำเป็นไตรภาคเมื่อปี 2006 แต่ฝีมือดูจะสวนทางกับประสบการณ์นัก เห็นได้ชัดกับฉากสยองขวัญ ที่ก๊อปปี้สไตล์ของเจมส์ วาน มาอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลที่ได้กลับต่างกันลิบ หนังเต็มไปด้วยฉากที่เราเห็นกันมาแล้วจาก Annabell Creation ประตูเปิดดัง “แอ๊ดดดดดดด” มีเสียงผีเรียกชื่อเด็ก แล้วเด็กก็เดินตามเสียงเรียกเข้าห้องไปหาผี หนังเล่นมุกเดิมแบบนี้ซ้ำ ๆ วน ๆ กับเด็กทั้ง 5 คน จนน่าอึดอัด กับพฤติกรรมโง่ ๆ ที่ดูขัดกับความเป็นจริงจนเกินไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับหลาย ๆ ฉาก

ฉากที่หงุดหงิดสุด คือมีเสียงเรียก “ดินดา” เด็กหญิงเดินตามเสียงเรียกออกจากห้องนอนในกลางดึก เจอว่าทีวีเปิดทิ้งไว้ หน้าจอไร้สัญญาณเป็นภาพ “ซ่าาาาา” สิ่งที่ดินดาทำคือเดินไปหน้าจอทีวีแล้วเอามือทาบหน้าจอ เพื่อ………………… พอผีออกมา สิ่งที่เธอทำคือ…………….ยืนดู โอ๊ยยยย อึดอัด แล้วไม่ใช่ดินดาคนเดียว เด็กคืนอื่น ๆ ในเรื่องนี้ไม่มีต่อมความกลัวผี เจอผีแต่ละทีก็ยืนคุย ยืนดู ผ้าคลุมหล่น ประตูเปิดปิดเอง เก้าอี้โยกเอง น้องเดินไปจับเก้าอี้ ซึ่งมันควรวิ่งเตลิดไปตั้งแต่ผ้าคลุมหล่นแล้วมั้ย ถูกเลี้ยงดูกันมาอย่างไรนะ ใน Annabell ก็มีเด็กไร้ต่อมความกลัวแบบนี้นะ แต่ไม่ได้เล่นถี่จนเฝือขนาดนี้ แล้วแต่ละฉากมันก็น่ากลัวชวนลุ้นมากจนกลบความด้อยในเรื่องผิดวิสัยเด็กไปได้บ้าง

ข้อดีเล็ก ๆ อีกจุดหนึ่ง คือการคัดบรรดาเด็ก ๆ ในเรื่องมาได้หน้าตาน่ารัก หน้าตาเด็กหญิงแต่ละคนดูหน้าตาฝรั่งกันหมด คงจะรสนิยมเดียวกับบ้านเรากระมัง ที่นิยมบรรดาดาราลูกครึ่ง ส่วนฝีมือการแสดงก็พอเอาตัวรอดผ่านไปได้ ไม่โดดเด่น และไม่ถึงกับแย่ มีเด็กชายใส่แว่น ที่พอเป็นสีสันของเรื่องได้ดี กับหน้าที่ตัวปล่อยมุก ที่ได้เสียงหัวเราะอยู่หลายครั้ง ฉากที่ชอบสุดคือฉากข้าวโพดคั่วครับ

หนังเล่นกับฉากตุ้งแช่บ่อยมาก ตกใจมั้ย ตกใจนะ แต่ไม่ได้ตกใจกับภาพ แต่ตกใจกับเสียงซาวนด์เอ็ฟเฟ็กต์ที่ดังมาก ผีกุนตีลานักออกมาถี่ ออกมาทุกคืนรังแกเด็กเวียนไปทีละคน เวลาปรากฏตัวก็คืบคลานออกมาจากกระจก ท่าเดียวกับผีซาดาโกะ จาก Ringu ที่คลานออกมาจากทีวีเลย แล้วมาในชุดนอนยาวสีขาวมอซอแบบเดียวกัน ตกลงจะคิดอะไรใหม่บ้างไหมเนี่ย มีบางฉากที่กุนตีลานัก ออกมาในชุดนางรำประจำชาติ ร้องเพลงภาษาอินโดมีดนตรีชวนหลอน ซึ่งก็เข้าท่ากว่านะดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกว่า แต่ก็กลับไม่เน้น

ยังมีข้อดีที่มีการออกแบบใบหน้าของผีกุนตีลานักที่ดูน่ากลัวและมีเอกลักษณ์ของตัวเองจริง ๆ กุนตีลานัก เป็นผีที่ดูไร้เหตุผลในการพยาบาทพอควร เหมือนจะดุ แต่พอจะปราบก็ง่ายดายเสียเหลือเกิน งานแสง งานภาพ อยู่ในคุณภาพเดียวกับละครบ้านเรา ดูเห็นชัดว่าเป็นหนังทุนต่ำ

หนังยังอุตส่าห์จะทิ้งท้ายไว้ต่อภาค 2 อีกนะ แต่ดูแววแล้วน่าจะจบแค่ภาคนี้ล่ะ ตัวหนังเองก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรในอินโดนีเซียเลยแม้แต่น้อย มีคนดูล้านกว่าคน อยู่ในอันดับที่ 42 ของหนังที่เข้าฉายในปีนี้ อะไรดลใจให้ซื้อมาฉายเหรอครับ? ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันสดใส ราบรื่นเกินไป อยากสัมผัสความหงุดหงิด อึดอัด เชิญครับ……………….

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]The First Purge : มาถึงภาค 4 ยังไม่หมดมุก

จบไตรภาคไปแล้ว กับหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยเทศกาลคืนอำมหิตที่เกิดขึ้นทุกปีในโลกอนาคตอันใกล้ ให้ชาวอเมริกันออกมาปล้น ฆ่า ข่มขืน กันโดยถูกกฏหมายในระยะเวลา 12 ชั่วโมง The Purge เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญน้อยเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาได้ถึงเพียงนี้ จากทุนสร้างเพียงน้อยนิด แล้วรายได้ทุกภาคกลับมากขึ้น มากขึ้น แม้กระทั่ง The First Purge ที่เป็นภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์นี้ ที่ออกฉายในอเมริกาไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ก็ทำรายได้แซงหน้าทุกภาคไปแล้วถึง 127 ล้านเหรียญ และยังไม่ลาโรงด้วย รวม 4 ภาคหนังทำเงินไปถึง 447 ล้านเหรียญ เดือนหน้านี้หนังก็แตกแขนงไปเป็นทีวีซีรีส์อีกด้วย The First Purge ก็เปรียบได้กับภาคแยกเช่นกัน เพราะกลับมาเล่าเหตุการณ์คืนล้างบาปในปีแรก กับตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด ผู้กำกับใหม่ แต่บทยังคงเป็นฝีมือของ เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนินแฟรนไชส์นี้เช่นเดิม

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

จบไตรภาคไปแล้ว กับหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยเทศกาลคืนอำมหิตที่เกิดขึ้นทุกปีในโลกอนาคตอันใกล้ ให้ชาวอเมริกันออกมาปล้น ฆ่า ข่มขืน กันโดยถูกกฏหมายในระยะเวลา 12 ชั่วโมง The Purge เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญน้อยเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาได้ถึงเพียงนี้ จากทุนสร้างเพียงน้อยนิด แล้วรายได้ทุกภาคกลับมากขึ้น มากขึ้น แม้กระทั่ง The First Purge ที่เป็นภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์นี้ ที่ออกฉายในอเมริกาไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ก็ทำรายได้แซงหน้าทุกภาคไปแล้วถึง 127 ล้านเหรียญ และยังไม่ลาโรงด้วย รวม 4 ภาคหนังทำเงินไปถึง 447 ล้านเหรียญ เดือนหน้านี้หนังก็แตกแขนงไปเป็นทีวีซีรีส์อีกด้วย The First Purge ก็เปรียบได้กับภาคแยกเช่นกัน เพราะกลับมาเล่าเหตุการณ์คืนล้างบาปในปีแรก กับตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด ผู้กำกับใหม่ แต่บทยังคงเป็นฝีมือของ เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนินแฟรนไชส์นี้เช่นเดิม

The First Purge ทำหน้าที่ในฐานะผู้เริ่มต้นซีรีส์ใหม่ในจักรวาล The Purge หนังย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ในคืนล้างบาปปีแรก ที่จำกัดพื้นที่แค่บริเวณเกาะเสตทเท็น เพื่อเป็นโปรเจ็กต์นำร่อง ก่อนที่จะขยายครอบคลุมทั้งประเทศในปีถัดมา หนังเริ่มต้นเรื่องในช่วงใกล้ ๆ จะถึงคืนล้างบาป ลากยาวไปจนถึงนาทีสุดท้ายของคืนอำมหิตนี้ เมื่อเริ่มต้นใหม่ก็ต้องมีการแนะนำตัวละครชุดใหม่ทั้งหมดทั้งทางฝั่งประชาชนและทางฝั่งรัฐบาล

ตัวละครหลักของเรื่องคือ ดิมิทรี่ หัวหน้าแก๊งค้ายาที่มาในมาดสุดเท่ และนางเอกคือ ไนย่า อดีตแฟนของดิมิทรี่ ที่ยังคงมีเยื่อใยอันดีต่อกันแต่เธอบอกลาดิมิทรี่เพราะไม่พอใจกับโลกด้านมืดของเขา และอิไซย่าห์ น้องชายวัยรุ่นของไนย่า ที่อยู่ในวัยห้าวและกำลังเดินเข้าสู่วงการค้ายา ส่วนฝั่งของรัฐบาลที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นตัวร้ายของเรื่อง จะมีหนึ่งเดียวคือ อาร์โล ซาเบียน หัวหน้าคณะผู้ควบคุมดูแลโปรเจ็กต์คืนล้างบาปครั้งแรกนี้ และเขาก็ทำงานประกบคู่กับ ดร.อัปเดล ผู้คิดค้นทฤษฏีคืนล้างบาปนี้ขึ้นมา บทนี้รับบทโดย มาริสา โทเม ที่มาในลุคที่แตกต่างจาก “ป้าเมย์” ที่หลาย ๆ คนหลงรักจาก Spiderman มาก และเป็นดารามีชื่อเสียงคนเดียวในเรื่องนี้ เพราะทีมงานมั่นใจว่าชื่อ The Purge สามารถเรียกคนดูได้โดยไม่ต้องจ้างดาราค่าตัวแพงมาดึงคนดู

เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ The Purge และเป็นผู้กำกับไตรภาคแรก ลดหน้าที่ตัวเองเหลือแค่เขียนบทในภาคนี้แล้วส่งไม้ต่อให้กับ เจอราร์ด แม็คเมอร์เรย์ ผู้กำกับหน้าใหม่ บทของเจมส์ ถือว่าน่าชื่นชมครับที่เล่าเรื่องราวมาถึงภาคที่ 4 แต่ก็ยังไม่หมดมุก หากลเม็ดต่าง ๆ มาเสริมให้แต่ละภาคมีเรื่องราวที่น่าสนใจ อย่างภาคนี้ได้เปรียบตรงที่ว่า ไม่ต้องมีการปูความถึงความโหด โฉดของคืนอำมหิตนี้อีกแล้ว แต่ได้ความสนใจแฟนหนังที่เคยติดตามแฟรนไชส์นี้มาก่อน ให้มาลงลึกถึงเหตุการณ์ในคืนล้างบาปครั้งแรก ว่าเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร และสามารถขยายกลุ่มคนดูให้กว้างขึ้นได้ เพราะใครที่ไม่เคยดู The Purge มาก่อน ก็สามารถเริ่มต้นกับภาคนี้ได้ง่าย เพราะเรื่องราวไม่มีการโยงใยกับไตรภาคก่อนหน้าแต่อย่างใด

ไอเดียใหม่ที่เติมเข้ามาในภาคนี้ได้อย่างน่าสนใจคือการเล่าเรื่องราวแบบหนังสยองขวัญ โดยมีแบคกราวด์ของเรื่องเป็นเกมการเมืองที่สกปรก เราได้เห็นความร้ายกาจของ New Founding Fathers of America ในหนังตั้งชื่อไทยให้ว่า พรรคพัฒนาชาติใหม่ ที่เจาะจงเลือกเกาะเสตทเท็นเป็นเป้าหมายแรก เพราะเป็นแหล่งรวมของคนผิวสีที่มีฐานะยากจน ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของพรรคที่อยากกำจัดกลุ่มคนพวกนี้ออกจากสังคม ทางพรรคจึงใช้เงินในการดึงคนเหล่านี้ให้อยู่บนเกาะในคืนล้างบาป และถ้าออกไปร่วมกิจกรรมล้างบาปด้วยการอาละวาด เข่นฆ่าผู้คน ก็จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้น โดยทางพรรคมีมอนิเตอร์ผ่านคอนแทคเลนส์ของแต่ละคนเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว และเจ้าคอนแทคเลนส์เรืองแสงนี่ล่ะ ที่เป็นตัวเสริมความสยองให้กับหนัง เพราะมันเรืองแสงในที่มืด ยิ่งทำให้เหล่าคนกระหายเลือดที่ออกมาเพ่นพ่านในคืนล้างบาปนั้นดูเหมือนอสุรกาย

ตัวที่เป็นสีสันให้กับหนังอย่างมากคือ สเกเลเทอร์ หนุ่มผิวสีโรคจิต ใบหน้ามีแต่รอยแผลเป็น เวลาพูดแสยะยิ้ม น้ำลายฟูฟ่อง ดูเต็มไปด้วยความโรคจิตและบ้าเลือดมาก เมื่อใส่คอนแทคเลนส์เรืองแสงเข้าไปยิ่งทำให้ดูน่ากลัวสุด ๆ พอเริ่มต้นคืนล้างบาปยิ่งทำให้สเกเลเทอร์ เหมือนเด็กที่ได้ลงสนามเด็กเล่น กลายเป็นอสุรกายบ้าเลือดที่น่ากลัวสุดสำหรับภาคนี้ และยิ่งหนังปูเรื่องไว้ว่าสเกเลเทอร์มีความบาดหมางกับอิไซยาห์มาก่อนหน้าแล้ว ก็ทำให้การไล่ล่าระหว่างสเกเลเทอร์ กับอิไซย่าห์ เป็นอีกประเด็นที่น่าติดตามในหนังภาคนี้ แต่ด้วยเหตุที่ว่าหนังมีตัวละครมากหน้า และประเด็นให้พูดถึงมาก ทำให้บทของสเกเลเทอร์ถูกลืมหายไปในช่วงท้ายของหนัง

ทุกสถานการณ์ที่เจมส์ได้วางไว้ ก็ถูกบิดเกลียวให้ตึงเครียดได้มากขึ้นในทุก ๆ นาทีที่หนังเดินหน้าไป ก็เป็นจุดที่น่าชื่นชมในฝีมือการเขียนของเจมส์ เมื่อตัวละครหลักทั้งดิมิทรี่ อิไซย่าห์ และ ไนยา จากที่ต่างก็ดำเนินวิถีทางของตนเองในคืนอำมหิตแล้วก็มารวมกลุ่มกันในตอนท้าย ความตึงเครียดของหนังก็มาถึงจุดสูงสุดในไคลแมกซ์พอดี ถือว่าเป็นไคลแมกซ์ของหนังที่ทั้งมันส์ ทั้งลุ้น ทำออกมาได้สนุกมากเรื่องหนึ่ง

หนังมีองค์ประกอบที่เอาใจคนดูครบ ทั้งในด้านหนังสยองขวัญที่ก็ตอบสนองด้วยฉากโหด แทง กระซวก ปาดคอ หักคอกัน จ่อกบาลยิงกันเลือดกระฉูด นับว่าภาพรุนแรงตามแบบฉบับหนังโหด มีเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ ท้ายเรื่องกับการเปิดเผยตัวตนของกลุ่มบุคคลลึกลับติดอาวุธหนักที่เข้ามาร่วมวงคืนล้างบาปนี้ด้วย แล้วกลุ่มนี้ก็ยกระดับเป็นตัวร้ายมากพิษสงของเรื่อง กลุ่มคนดูผู้ชายที่ชอบหนังแอ็คชั่นน่าจะมันส์สะใจกับฉากรบท้ายเรื่อง ที่จัดหนักทั้งปืนกลสาดกระสุนกันว่อน และระเบิดมือที่ประสิทธิภาพโคตรน่ากลัว ฉากที่ชอบมากคือฉากต่อสู้มือเปล่าของดิมิทรี่กับกลุ่มทหารลึกลับ 3 คน บนขั้นบันไดหนีไฟ ออกแบบท่าทางการต่อสู้ออกมาดูรุนแรงหนักหน่วงสมจริงมาก

หนังจบแบบค่อนไปทางแฮปปี้นะครับ สานต่อภาคต่อไปได้สบาย ๆ รายได้ 127 ล้าน จากทุนสร้างจุ๋มจิ๋มเพียง 13 ล้าน ก็เป็นหลักประกันแล้วว่าหนังประสบความสำเร็จเพียงใด มันคือหนังตลาดที่สร้างมาเอาใจตลาดนะครับแล้วก็ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้ครบถ้วน อยากเห็นฉากโหดได้เห็น อยากมันส์ก็ได้มันส์ ฉากลุ้น สะดุ้งตุ้งแช่มีครบ ในเวลาพอเหมาะพอเจาะ 98 นาทีครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!