Connect with us

What The Fact

มาแล้ว! ตัวอย่างสุดท้าย Jurassic World: Fallen Kingdom เมื่อไดโนเสาร์ “ก้าว” เข้าสู่โลกภายนอก

ในที่สุด Jurassic World: Fallen Kingdom ก็นำไดโนเสาร์เข้าสู่โลกยุคปัจจุบันอย่างเต็มตัว

Universal ได้ปล่อยตัวอย่างที่ 3 และเป็นตัวอย่างสุดท้ายของ Jurassic world: Fallen Kingdom ซึ่งยกระดับพล็อตเรื่องและไดโนเสาร์ไปไกลมากยิ่งกว่า Jurassic World

  • ปล. Jurassic World (2015) ผลงานกำกำกับของ โคลิน เทรวอร์โรว์ เป็นการขยายแฟรนไชส์ Jurassic Park ซึ่งยังคงได้ สตีเวน สปีลเบิร์ก เป็นผู้อำนวยการสร้างเช่นเดิม ทำรายได้ทั่วโลกไปอย่างมหาศาลถึง 1.6 พันล้านเหรียญ และทำลายสถิติต่างๆลงไปอย่างมากมาย

ตัวอย่างดังกล่าวได้มีการเปิดเผยพล็อตเรื่องหลัก เมื่อ Eli Mills (รับบทโดย เรฟ สปอล) ได้ช่วย Claire (รับบโดย ไบรซ์ ดัลลัส ฮาวเวิร์ด) ในการอพยพไดโนเสาร์ออกจากเกาะก่อนที่ภูเขาไฟจะระเบิด และทิ้ง Jurassic World เอาไว้ข้างหลัง

แต่กลับกลายเป็นว่า Eli Mills มีแผนจะนำไดโนเสาร์เหล่านี้มาเปิดประมูล และต้องการนำ Blue ซึ่งเป็นแรปเตอร์ที่ Owen (รับบทโดย คริส แพร็ตต์) เคยเลี้ยงและฝึกไว้ มาใช้เป็นตัวอย่างให้เห็นว่า ไดโนเสาร์เหล่านี้สามารถถูกควบคุมได้

หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยเหล่าไดโนเสาร์ที่หลุดออกมา รวมถึงไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ที่ผู้ชมยังไม่เคยเห็น (ชัดๆ) และการรวมทีมกันระหว่าง Owen และ Blue เพื่อต่อสู้กับไดโนเสาร์ตัวอื่น และหยุดยังแผนการร้ายนี้ให้ได้

จากความสำเร็จของ Jurassic World เมื่อปี 2015 ได้เป็นการเปิดประตูบานใหญ่ให้แฟรนไชส์ Jurassic Park ได้ขยายเนื้อเรื่องออกมาสู่โลกภายนอกมากขึ้น ซึ่งน่าสนใจมากว่าผู้กำกับ เจ เอ บาโยนา (The Impossible) จะนำเสนอ Jurassic World: Fallen Kingdom ออกมาอย่างไรบ้าง

ขอปิดท้ายด้วยวลีเด็ดของ Dr. Ian Mulcolm (รับบทโดย เจฟฟ์ โกลด์บลุม) ดังนี้

“เจ้าพวกนี้อยู่มาก่อนเราเกิด แล้วถ้าเราไม่ระวัง มันจะอยู่หลังจากเราตาย ยินดีต้อนรับสู่ จูราสสิค เวิลด์”

Jurassic World: Fallen Kingdom มีกำหนดฉายวันที่ 7 มิถุายน 2018 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[ไปดูดีมั้ย] Seen Scene Space presents “PAELLAS Live in Bangkok” คอนเสิร์ตวงดนตรีอินดี้ญี่ปุ่นดีๆ ความมันส์ส่งท้ายปี

Published

on

ก่อนจะสิ้นปีนี้มีคอนเสิร์ตอินดี้ดีๆอีกหนึ่งวงที่ไม่อยากให้เพื่อนๆกันครับ เป็นวงอินดี้จากประเทศญี่ปุ่นที่ทำเพลงออกมาได้ดีมีเอกลักษณ์ และนี่ก็เป็นคอนเสิร์ตครั้งแรกในเมืองไทยของพวกเขาด้วย เป็นอีกหนึ่งวงที่ไม่ควรพลาดสุดๆครับ

เราไปดูรายละเอียดของงานนี้และมาทำความรู้จักกับศิลปินกลุ่มนี้กันครับ


Seen Scene Space presents “PAELLAS Live in Bangkok”

Artist : PAELLAS

Promoter : Seen Scene Space

Date: 22 December 2018

Venue: PLAY YARD by Studio Bar (Ladprao Soi 8)

Opening Act : Dept (วงอินดี้ป็อปหน้าใหม่ของไทย)

Price : 600 บาท (หน้างาน 700 บาท)

* จำกัดบัตรเพียง 250 ใบเท่านั้น!

** ทั้งหมดเป็นบัตรยืน 


เตรียมตัวพบกับ 4 หนุ่มจากเมืองโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น PAELLAS วงอัลเทอร์เนทีฟอินดี้ที่ผสมผสานซาวด์สังเคราะห์ที่มีเสน่ห์ ที่สุ้มเสียงทางดนตรีทางพวกเขาเกิดจากการหลอมรวมเอาแนวดนตรีอันหลากหลายผ่านมุมมองของพวกเขากลั่นออกมาเป็นงานเพลงที่มีเอกลักษณ์และสำเนียงเป็นของตนเองเจือไปด้วยกลิ่นอายของความเซ็กซี่และโรแมนติค กับเนื้อร้องที่มีทั้งภาษาญี่ปุ่นและภาษาอังกฤษรวมกัน

เพลงที่ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จัก คือเพลง Shooting Star ที่ได้ทะยานขึ้นเป็นอันดับ 4 ในชาร์ต Viral 50 Japan ของ Spotify ที่ญี่ปุ่น 

Paellas ประกอบไปด้วย

Anan (Satoshi Anan) มือกีตาร์ของวง (ซึ่งเป็นสมาชิกขอวงวงอินดี้อีกวงด้วย คือ Never Young Beach)

MATTON (Tatsuya Matsumoto) ร้องนำ

Bisshi (Masaharu Kanabishi) มือเบส 

Ryosuke Takahashi มือกลอง

(และมีมือ sampler ด้วยอีกคนนึงครับคือ Shuhei Masada)

พวกเขาฟอร์มวงกันในปี 2011 โดย Matsumoto และ Kanabishi เป็นเพื่อนเรียนมหาวิทยาลัยเดียวกัน จากนั้น Anan ได้พบทั้งคู่จากโซเชียลเน็ตเวิร์คของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า Mixi จากนั้นพวกเขาก็มาทำวงด้วยกัน ออกมาในแนวอินดี้ป๋อปแบบ lo-fi โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากวง The Drums วงดนตรีอเมริกันจากบรู๊กลิน นิวยอร์ก วงดนตรีที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับวงร็อคอินดี้ญี่ปุ่นในยุคนั้นมากมาย

จากนั้นพวกเขาก็ปล่อยอัลบั้มแรกออกมาคือ “Long Night Is Gone,” ซึ่งให้บรรยากาศของความเป็นดนตรีเลานจ์ จากนั้น Paellas ก็ค่อยๆพัฒนาแนวทางของตนเองไปเรื่อยๆ เช่นมีการนำเอาแนวซินธ์ยุค 80 มาผสมกับอินดี้ร็อค ซึ่งเราจะเห็นฟังได้จากงาน EP ชุดต่อมาคือ “Remember” EP  ต่อมากับอัลบั้มเต็มอัลบั้มล่าสุดของพวกเขา “Pressure.”  งานเพลงมีการเปิดกว้างมากขึ้นและไม่ติดอยู่กับความเป็นร็อค หากแต่มีความเป็นป็อปที่มากขึ้น อีกทั้งยังมีการใส่องค์ประกอบของอิเล็คทรอนิคซาวด์ลงไป นอกจากนี้ยังมีการผสมผสานความคลาสสิคจากงานดนตรีในยุคก่อนอย่างยุค 80 และ 90 ที่ช่วยเพิ่มกลิ่นอายของวันวานได้เป็นอย่างดี

เช่นเพลง “The Stranger” และ “Pears” มีซินธ์ที่เป็นสีสันและกรู๊ฟที่ดึงดูดใจ แต่อย่างไรก็ยังคงไว้ซึ่งการเข้าถึงที่ง่ายและจับใจคนฟัง นั่นทำให้เพลงของพวกเขาเพลินใจไปด้วยได้ง่ายๆ ทำให้มีกลุ่มแฟนคลับเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว

PAELLAS มีผลงานมาแล้ว 4 Singles , 4  EP 2 อัลบั้มได้แก่

Lights/ Long Night Comes (2012) , single

Following (2012) , EP

Long Night Is Gone (2012) , LP

Sugar (2013) , Single

Cat Out (2014) , Single

Pears/ distance (2016), Single

Remember (2016) , EP

lute- Split (2016) , Single (แบ่งครึ่งกับกับวง Your Romance)

Pressure (2016), LP

D.R.E.A.M (2017) , EP

Yours (2018) , EP

Orange (2018) , Single

Weight(2018) , Single

มาลองฟังเพลงของพวกเค้ากันดูก่อนครับ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิปตาเห็นไม่เท่าหนึ่งหูฟัง ต้องลองเสพย์สัมผัสด้วยตนเองก่อนครับ หากติดใจก็ไปมันกันต่อได้ที่คอนเสิร์ตส่งท้ายปี 2018 ของ Seen Scene Space กับ Seen Scene Space presents “PAELLAS Live in Bangkok” กันครับ

“Shooting Star” งานเพลงจาก D.R.E.A.M (2017) , EP เป็นเพลงที่ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จัก คือเพลง Shooting Star ที่ได้ทะยานขึ้นเป็นอันดับ 4 ในชาร์ต Viral 50 Japan ของ Spotify ที่ญี่ปุ่น 

“Echo” ผลงานจาก EP ล่าสุด Yours (2018) ,

และ สองซิงเกิ้ลล่าสุดของวง “Orange” และ “Weight”


ช่องทางการซื้อบัตร Ticketmelon

ติดตามข่าวสารขอวง PAELLAS

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] Aquaman อควาแมน เจ้าสมุทร – ได้เวลาแฟน DC หวีดแรงๆ

Published

on

 

หนังเล่าถึง อาร์เธอร์ (เจสัน โมโม) ลูกครึ่งมนุษย์กับชาวแอตแลนติส ที่ชะตากรรมได้พาเขาไปพบกับ เมรา (แอมเบอร์ เฮิร์ต) คู่หมั้นของ คิงออร์ม (เจสัน แพตทริก) น้องชายต่างพ่อของอาร์เธอร์ที่หวังทำลายโลกมนุษย์บนพื้นดิน จนอาร์เธอร์ต้องร่วมมือกับ เมรา เพื่อหาตรีศูล ในตำนานก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป
หลังอกหักจากความคาดหวังว่า แซค สไนเดอร์จะทำ Man of Steel พลิกโฉมซูเปอร์แมนให้ปังแต่กลับได้หนังบ้าวิช่วลหนักกบาลมาแทน หลังคาดหวังให้ Batman V Superman ให้เป็นอภิมหาศึก 2 ฮีโร่ แต่กลับได้หนังธรณีกรรแสงที่ฮีโร่มาคิดถึงแม่ขึ้นมาน้ำตามันก็ไหลแบบไม่มีเหตุผล ยิ่ง Justice League ยิ่งอาการหนักเพราะทั้งตาแซค และ ตาจอส วีดอน มาร่วมกันแกงโฮะฮีโร่ซะสะเปะสะปะ ไร้ทิศทาง ซะอย่างกับขี้เมาเมาเหล้าขาว จนกว่า Wonder Woman จะมาแก้สถานการณ์ได้ก็เกือบสายเกินไป. หลายคนเลยตั้งความหวังกับ เจมส์ วาน ผู้กำกับที่กำลังมือขึ้นทั้งหนังผี หนังแอ็คชั่น ให้มาปั้น Aquaman ให้ปังเสียที!

 

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

จากที่บอกไว้ว่า เจมส์ วาน แบกความคาดหวังของแฟนๆ ดีซี ไว้หนักอึ้งขนาดไหน ซึ่งตอบในฐานะผมเป็นแฟนดีซีคนนึงได้เลยว่า ขอบคุณ เจมส์ วาน มากๆที่ทำให้แฟนๆอย่างเราได้ยืดสู้กับเหล่าแฟนบอย มาร์เวลเสียที จากที่เคยโดน เดดพูล เอาเรื่องความดาร์คของดีซีไปล้อ คราวนี้ พี่วาน ของเราจัดการให้ความเศร้าจากการต้องลาจากของราชินีแอตแลนนา ตัวละครของ นิโคล คิดแมน ให้กลายเป็นโทนโรแมนติก โดยเริ่มเรื่องราวกุ๊กกิ๊กระหว่างสาวแอตแลนติสกับหนุ่มเฝ้าประภาคารให้ออกมาน่ารัก อมยิ้ม เหมือนหลุดมาจากหนังเงือกขวัญใจเด็ก 80 อย่าง Splash (1984) ก่อนที่ทหารจากโลกใต้น้ำจะตามมาราวีจน แอตแลนนา ต้องจำใจจากลูกจากผัว ถวายตัวไปเป็นเมียของคิง องค์ใหม่ จนพ่ออาร์เธอร์ ต้องออกมารอเธอที่ท่าน้ำทุกวันเลย (เอ่อ! ทำไมคล้าย พี่มากพระโขนงด้วยเนี่ย ฮ่าาา)

 

ซึ่งการปรับโทนเศร้าให้มาอบอุ่นโรแมนติกตั้งแต่ต้นเรื่องยังส่งผลให้ ความสัมพันธ์ของ อาร์เธอร์ กับ เมรา ดูน่าเชื่อถือและค่อยๆเป็นเหตุผลสำคัญที่ผลักให้ อาร์เธอร์ เริ่มยอมรับในเลือดขัตติยะของตนได้เต็มภาคภูมิมากขึ้นด้วย ส่งผลให้หนังไม่เพียงได้ใจเหล่าแฟนบอย อย่างเราเท่านั้น แต่ยังอาจมุ้งมิ้งถูกใจสาวๆที่เราพาไปดูด้วย (แนะนำให้พาไปทีละคนนะครับ ไม่งั้นเดี๋ยวคุณเธอฟาดคุณติดเบาะแบบในหนังแน่ ฮ่าาาา)

ส่วนฉากแอ็คชั่น เชื่อว่าจะได้รับการจดจำในฐานะหนังฮีโร่ ที่ใช้ มาร์เชียลอาร์ต ได้อย่างเข้าอกเข้าใจในสรีระนักแสดง คือการมิกซ์ศาสตร์การต่อสู้ทั้ง มวยปล้ำ ยูยิตสุ มวยฯลฯ ถูกออกแบบให้เหมาะกับเจสัน โมโม มากๆ แม้เขาจะช่ำชองฉากแอ็คชั่นจากซีรีส์สงครามอยู่แล้ว แต่มูฟเมนต์ใน Aquaman ถูกดีไซน์มาให้เห็นความงามของสรีระอันใหญ่โตของเขาได้ดียิ่งกว่า ส่งผลให้ฉากบู๊ของหนังมีพลังมาก ซึ่งถือว่า เจมส์ วาน ตัดสินใจถูกต้อง ที่ไม่ให้ฉากแอ็คชั่นมีแต่โชว์ซีจีทั้งหมดแต่สัดส่วนครึ่งๆแบบนี้ถือว่าปลอดภัยแล้วสำหรับคอหนังฮีโร่และแอ็คชั่นมาร์เชียลอาร์ตแบบผม

แน่นอนว่าแฟนบอยอย่างเราจะขาดสาวๆเซ็กซี่ในหนังฮีโร่ได้ไง หลังปล่อยให้สาวๆจากฝั่งมาร์เวลมาขโมยหัวใจหนุ่มๆมาเป็น 10 ปี ในที่สุดหลังจากส่ง กัล การ์ดอต มาโชว์เท่เป็นวันเดอร์วูแมนแล้ว ก็ได้เวลา แอมเบอร์ เฮิร์ต พาชุดแหวกอกเกล็ดปลาสีเขียว พร้อมผมแดงเปียกๆ ที่โผล่จากน้ำทีไรหนุ่มๆได้ตาค้างแน่นอน ด้วยชุดที่เหมือนโป๊ก็ไม่โป๊ โชว์เพียงร่องอกสวยๆ แค่นี้ก็ทำเอาหนุ่มๆหัวใจเต้นไม่เป็นจังหวะแล้ว หนังยังให้เธอโลดโผนโจนทะยานเล่นฉากบู๊ พุ่งตัวในน้ำ ให้เราใจคอไม่ดีเลยตลอดเรื่อง จนแทบอยากคิด แฮชแทค #อยากมีเมียเป็นปลา ให้เลย ที่สำคัญสีผมของเธอ ถ้าหนังวางโปรดักส์เพลซเมนต์เป็นยาย้อมผมนี่รับรองขายดีแน่ เพราะผมแดงเพลิงของเธอนี่ติดดีเหลือเกิน ฮ่าาา

ไม่เพียงแค่นักแสดงนำอย่าง เจสัน โมโม แอมเบอร์ เฮิร์ต หรือนิโคล คิตแมน เท่านั้นนะครับ หนังยังได้นักแสดงยอดฝีมือทั้ง วิลเลม เดโฟ ดอล์ฟ ลุนด์เกรน และ เจสัน แพตทริก ที่มารับบท คิงออร์ม ได้หล่อมาก เอ้ย! ไม่ใช่แค่หล่อนะครับ แต่ยังทำให้บทผู้ร้ายดูไม่แบน ซึ่งก็ต้องยกประโยชน์ให้ เจมส์ วาน และ วิล บีล ที่เขียนบทมาได้อย่างดี แม้จะมีบางจุดที่หนังยังเล่าได้ไม่ละเอียด หรือ ขยี้บางปม ไม่มากพอ แต่ความบันเทิงของหนังก็มาเต็มแม็กลั่นมหาสมุทรแล้วล่ะครับ

ตีตั๋วดิ่งสมุทรไปมันส์ยกร่องกันได้แล้วในโรงภาพยนตร์เครือเมเจอร์ซีนีเพล็กซ์คลิกที่รูปด้านล่างเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Second Act : หนังฟีลกู๊ดให้กำลังใจคนทำงาน

หนังฟีลกู๊ดขายชื่อเจนนิเฟอร์ โลเปซ ในช่วงปลายของงานแสดง ที่เจ โล ยังคงรับบทนางเอกแม้จะเข้าวัย 49 ปีแล้ว แต่ก็เป็นบทของสาวสู้ชีวิตในวัย 40 กว่า ที่ไม่ลดวัยจากตัวจริงมากนัก เรื่องนี้เธอร่วมงานกับ ปีเตอร์ ซีกัล ผู้กำกับระดับตำนานที่มีผลงานคลาสสิกอย่าง 50 First Dates(2004)หนังในดวงใจของหลาย ๆ คน เรียกได้ว่าเรื่องนี้เป็นการรวมพลังของผู้กำกับและดารานำที่เคยรุ่งในยุคต้น ๆ 2000s

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

หนังฟีลกู๊ดขายชื่อเจนนิเฟอร์ โลเปซ ในช่วงปลายของงานแสดง ที่เจ โล ยังคงรับบทนางเอกแม้จะเข้าวัย 49 ปีแล้ว แต่ก็เป็นบทของสาวสู้ชีวิตในวัย 40 กว่า ที่ไม่ลดวัยจากตัวจริงมากนัก เรื่องนี้เธอร่วมงานกับ ปีเตอร์ ซีกัล ผู้กำกับระดับตำนานที่มีผลงานคลาสสิกอย่าง 50 First Dates(2004)หนังในดวงใจของหลาย ๆ คน เรียกได้ว่าเรื่องนี้เป็นการรวมพลังของผู้กำกับและดารานำที่เคยรุ่งในยุคต้น ๆ 2000s

เจ โล รับบทเป็น มายา วาร์กัส ผู้ช่วยผู้จัดการในซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ เธอติดแหง็กอยู่กับตำแหน่งนี้มา 15 ปี และพยายามดิ้นรนเพื่ออนาคตทางอาชีพการงาน แม้ฝีมือและประสบการณ์จะเพียงพอ แต่ปัญหาติดที่ว่าเธอจบเพียงแค่ชั้นไฮสคูล ซึ่งไม่ผ่านคุณสมบัติข้างต้นสำหรับบุคคลระดับบริหารในองค์กรใหญ่ แต่แล้วหนุ่มน้อยดิลลี่ ลูกชายของโจน เพื่อนสนิทของมายาก็ถือวิสาสะปลอมเฟซบุ๊กและเรซูเม่ของมายาส่งไปสมัครงานที่บริษัทผู้ผลิตเครื่องสำอางระดับต้น ๆ ของสหรัฐ ประวัติของเธอไปเตะตาคลาร์ค เจ้าของบริษัท จึงตกลงจ้างเธอในตำแหน่งที่ปรึกษา แรกทีมายาไม่ยินดีกับการลวงโลกครั้งนี้ แต่ใจหนึ่งก็อยากจะพิสูจน์ประสบการณ์ความสามารถของเธอเอง ก็เลยลองดูสักตั้ง ถึงกับยอมสูญเสียคนรักที่คบกันมาหลายปีและรอที่จะมีลูกกับเธอ ด่านท้าทายแรกของมายาในตำแหน่งหน้าที่ใหม่คือลองคิดค้นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ประกอบไปด้วยส่วนผสมจากธรรมชาติล้วน ๆ แข่งกับทีมเก่าของบริษัทที่ปรับปรุงคุณภาพของผลิตภัณฑ์เดิมว่าสินค้าของใครจะทำยอดขายได้ดีกว่ากัน หนังเลยเข้าสูตรม้ารองบ่อนที่ต้องเอาชนะแชมป์เก่า ซึ่งผลลัพธ์ของหนังแนวนี้ก็รู้ ๆ กันอยู่แล้ว แต่สำคัญอยู่ที่การเล่าเรื่อง และทีเด็ดในการพิชิตคู่ต่อสู้ว่าจะเล่าออกมาได้เผ็ดมันส์แค่ไหน

หนังเล่ามาถึงตรงนี้ได้อย่างน่าติดตามและชวนเอาใจช่วยมาก แต่แล้วทันใดนั้น หนังก็แทรกพลอตรองเข้ามาหักอารมณ์ควั่บ ด้วยการเผยความสัมพันธ์ระหว่างมายากับอีกตัวละครหลักในเรื่องในแนวทางแบบคนเขียนบทละครค่ำบ้านเราต้องกราบ ว่าบทน้ำเน่าแบบนี้ฮอลลีวู้ดก็กล้าเขียนด้วยหรือ จากนี้โทนหนังที่ดูเป็น คอมมีดี้ในบรรยากาศออฟฟิศ ก็หักเลี้ยวเป็นดราม่าที่จริงจังขึ้น เรื่องการแข่งขันคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ก็ถูกลดลงเป็นประเด็นรอง แต่ด้วยความรู้สึกที่ยังอึ้งค้างอยู่กับเรื่องราวพลิกผันของหนังขนาดนี้ ก็เลยไม่ได้รู้สึกอินร่วมไปกับสถานการณ์ของตัวละครเบื้องหน้า

ด้วยความที่หน้าหนังถูกนำเสนอในรูปแบบ ดราม่า – คอมมีดี้ บทหนังจึงพยายามสอดแทรกสถานการณ์ตลกมาเนือง ๆ แต่ก็ไม่ได้เสียงหัวเราะกลับไปเท่าใดนัก หลาย ๆ มุกดูแป้ก มีที่รู้สึกฮาได้จริงจังก็ฉากที่มายากำลังเชิดแล้วล้มหัวทิ่ม แต่ก็น่าเสียดายที่ถูกเอามาขายเสียตั้งแต่ในตัวอย่างหนังซะแล้ว พอเห็นในหนังก็เลยเหมือนดูซ้ำ ตัวละครรายรอบพยายามทำหน้าที่เป็นสีสันเพื่อเรียกเสียงหัวเราะอย่างมาก หน้าที่หลักไปตกอยู่กับ อาเรียนา ผู้ช่วยของมายา และ เชส นักเคมีวิเคราะห์ ที่ก็ทำได้แค่พอยิ้ม ๆ ไปได้บางฉาก แต่ที่น่ารักจริงคือก๊วนเพื่อนสาวของมายาที่ออกมากี่ครั้งก็สร้างรอยยิ้มได้ทุกครั้ง เป็นองค์ประกอบหลักที่ยังทำให้ Second Act พอเรียกได้ว่าเป็นหนังคอมมีดี้ได้อยู่

เจนนิเฟอร์ โลเปซ ถือว่ายังดูดีอยู่มาก ถ้าพิจารณาว่าเธออายุ 49 ปีแล้ว เป็นนางเอกที่ไม่ดูขัดตานัก แล้วก็เหมาะสมกับบท คอสตูมของหนังเป็นส่วนสำคัญของหนัง ที่เป็นสาวจากธุรกิจระดับล่างแล้วกลายมาเป็นผู้บริหารในบริษัทใหญ่ ก็ต้องมากับชุดที่ดูเริดเชิดหยิ่ง แล้วต้องขายสะโพกดินระเบิดจุดขายของเจ โล ได้ด้วย , ที่ดูขัดตาสักนิดก็คือไมโล เว็นติมิกเลีย ดาราหนุ่มที่เคยเกือบรุ่งจากบทนำในซีรีส์ฮิต Hero เมื่อปี 2006 ซึ่งไมโล อายุ 41 ปี ซึ่งห่างจากเจ โล ถึง 8 ปี ถึงแม้เจ โล จะยังดูดีแต่ก็เห็นว่าชายอ่อนวัยกว่ามาก , วาเนสซา ฮัดเจนส์ ในบท โซอี้ ลูกสาวของคลาร์ค ประธานบริษัท ซึ่งบทของเธอคือคู่แข่งตัวสำคัญของมายา ในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ วาเนสซา มาในลุคเดิมเหมือนที่เคยเห็นมาทุกเรื่อง บทสาวใสมีเสน่ห์แต่ก็ผ่านไปแบบไม่มีอะไรน่าจดจำ เสียดายที่สถานะคู่แข่งตัวสำคัญของเรื่อง ถูกขัดจังหวะเสียตั้งแต่ต้น ๆ เลยไม่ได้ดูการขับเคี่ยวที่น่าจะทำให้หนังเข้มข้นกว่านี้ได้มาก

สุดท้าย Second Act ก็เป็นหนังที่ผ่านมาแล้วผ่านไป แบบไม่มีอะไรน่าจดจำ หนังไปได้ไม่สุดสักทางทั้งดราม่า คอมมีดี้ มีเพียงความรู้สึกฟีลกู๊ดที่ยิ้มให้กับตอนจบของหนังที่สดใสกับบทลงเอยที่สวยงามกับทุก ๆ ตัวละครหลัก อย่างน้อยหนังก็ได้ให้กำลังใจกับหญิงทำงาน โดยเฉพาะใครที่วัยแตะเลข 4 เช่นเดียวกับมายา ที่อยากจะพิสูจน์ให้ทุกคนเห็นว่าประสบการณ์ก็สอนคนสร้างคนให้มีความสามารถได้ ผู้บริหารไม่ควรพิจารณาจากประกาศณียบัตรเพียงอย่างเดียว พนักงานก็อยากก้าวหน้าในอาชีพการงาน เช่นเดียวกับองค์กรก็ต้องการหัวหน้างานที่มีทั้งความสามารถประสบการณ์และความมั่นใจ ถ้าไม่ให้โอกาสคนเก่าที่มีความกระตือรือร้น บางทีองค์กรก็ต้องเสียบุคลากรมือดีไปให้กับองค์กรอื่นก็เป็นได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!