Connect with us

What The Fact

ปักกิ่งต้องมนตร์..!!กับงานเปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ของ Fantastic Beasts : The Crimes of Grindelwald

Published

on

วันที่ 28 ตุลาคม 2561 ที่ผ่านมา วอร์เนอร์ บราเธอร์ ขนทัพนักแสดงนำทั้ง  เอ็ดดี้ เรดเมย์น, จู๊ด ลอว์, แคทเธอรีน วอเตอร์สตัน และเอซรา มิลเลอร์ ร่วมงาน Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald – Premiere เปิดตัวภาพยนตร์สุดยิ่งใหญ่ ที่จัดขึ้น ณ Chaoyang Museum Of Urban Planning กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน พร้อมเปิดตัวบนพรหมแดงอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งงานนี้อบอุ่นไปด้วยเหล่าแฟนภาพยนตร์ที่มารอต้อนรับกันอย่างล้นหลามเลยทีเดียว และทั้ง 4 ก็ได้ทักทายพร้อมแจกลายเซ็นอย่างเป็นกันเองอีกด้วย แต่บรรยากาศจะอบอุ่นและชวนกรี๊ดแค่ไหน เรามีภาพบรรยากาศมาให้ชมกันจ้า

มาทั้งทีต้องเที่ยวหน่อยกับทริปชิลล์ๆของสี่นักแสดงนำ

แจกความสดใสหน้า พระราชวังต้องห้าม

แจกความสดใสเป็นหมู่คณะ!

คู่หนุมหล่อ จู๊ด ลอว์ และ เอ็ดดี้ เรดเมย์น

เปิดตัวสุดยิ่งใหญ่ ณ. Chaoyang Museum Of Urban Planning

เปิดตัวบนพรหมแดงอย่างยิ่งใหญ่

เอ็ดดี้ เรดเมย์น แจกลายเซ็นพร้อมสะกดแฟนๆด้วยรอยยิ้ม

แคทเธอรีน วอเตอร์สตัน สาวสวยเพียงหนึ่งเดียวก็แจกลายเซ็นแฟนๆ เธอได้รับความนิยมไม่แพ้หนุ่มๆเลย

พี่จู๊ด ลอว์ แจกลายเซ็น พร้อมความหล่อ

เอซร่า มิลเลอร์ เซลฟี่กับแฟนๆอย่างเป็นกันเอง

เต๊ะท่าหน้า แบ็คดรอปหนัง กันหน่อย!

เปิดตัวภาพวาดสัตว์วิเศษ ผลงานศิลปะพู่กันจีนของศิลปิน จางชุน (Zhang Chun)

เอ็ดดี้ เรดเมย์น กับ ภาพวาดภู่กันจีน สัตว์วิเศษ วาดโดยศิลปิน จาง ชุน

แคทเธอรีน วอเตอร์สตัน กับ ภาพวาดภู่กันจีน สัตว์วิเศษ วาดโดยศิลปิน จาง ชุน

จู๊ด ลอว์ กับ ภาพวาดภู่กันจีน สัตว์วิเศษ วาดโดยศิลปิน จาง ชุน

เอซร่า มิลเลอร์ กับ ภาพวาดภู่กันจีน สัตว์วิเศษ วาดโดยศิลปิน จาง ชุน

สี่นักแสดงนำ กับ ภาพวาดภู่กันจีน สัตว์วิเศษ วาดโดยศิลปิน จาง ชุน

สำหรับเรื่องย่อของ Fantastic Beasts : The Crimes of Grindelwald มีดังนี้ 

การเดินทางครั้งที่ 2 ในโลกเวทมนตร์ชุดใหม่ของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผลงานการกำกับของ เดวิด เยทส์ จากฝีมือรังสรรค์บทของ เจ.เค. โรว์ลิ่ง พร้อมนักแสดงมาร่วมทีมอย่างคับคั่ง เดินเรื่องในปี ค.ศ. 1927 ไม่กี่เดือนหลังจาก “นิวท์ สคามันเดอร์” ได้เปิดหน้ากากและจับตัวพ่อมดศาสตร์มืดตัวร้าย “เกลเลิร์ต กรินเดลวัลด์” อย่างไรก็ดี ตามที่เขาลั่นวาจาไว้ กรินเดลวัลด์หลบหนีไปได้และรวบรวมสมัครพรรคพวกที่เดินตามรอยเขา ยกย่องพวกผู้วิเศษไว้เหนือพวกสิ่งมีชีวิตที่ไร้เวทมนตร์ เพียงผู้เดียวที่อาจหยุดยั้งเขาได้คือพ่อมดที่เขาเคยเรียกว่าเป็นเพื่อนรัก “อัลบัส ดัมเบิลดอร์” แต่ดัมเบิลดอร์จะต้องการความช่วยเหลือจากพ่อมดที่เคยจัดการกรินเดลวัลด์มาแล้วครั้งหนึ่ง นิวท์ สคามันเดอร์ อดีตนักเรียนของเขา การผจญภัยครั้งนี้ทำให้นิวท์และ ทีน่า ควีนนี่ และเจค็อบ ได้กลับมาพบกัน แต่ภารกิจนี้จะรวมถึงการทดสอบความซื่อสัตย์ของพวกเขา กับการได้เผชิญความเสี่ยงใหม่ ๆ ในภยันตรายที่เพิ่มมากขึ้น และโลกของผู้วิเศษที่แตกแยก

“Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald – สัตว์มหัศจรรย์: อาชญากรรมของกรินเดลวัลด์”

ฉายวันที่ 15 พฤศจิกายน นี้ ในโรงภาพยนตร์ทั้งระบบปกติ, ระบบ 3มิติ, IMAX3D และ 4DX,MX4D

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

หนังเรื่องนี้พี่ดูระบบไหนดี Fantastic Beasts : The Crimes of Grindelwald ในระบบ IMAX3D

Published

on

ต้อนรับ Fantastic Beasts : The Crimes of Grindelwald ภาคต่อตำนานโลกเวทย์มนตร์ของ เจ.เค.โรวลิ่ง ที่คราวนี้จัดเต็มในระบบ IMAX3D ภาพ 3 มิติบนจอยักษ์ ซึ่งทาง What The Fact ของเราได้รับเชิญจากทาง เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ให้ชมรอบสื่อเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมาในระบบ IMAX3D ที่โรงกรุงศรีไอแมกซ์ สาขาสยามพารากอน โดยผมขอเกริ่นนำก่อนว่าในวันรอบสื่อที่ผ่านมาทางเราได้ที่นั่งในแถว G ริมทางเดินซึ่งถือเป็นที่นั่งด้านล่าง อาจไม่ได้สะดวกสบายมากนักแต่ข้อดีคือจะทำให้เราได้ทดสอบในส่วนของอาการวิงเวียนศีรษะจากการรับชมได้ด้วย และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราไปเจาะลึกตัดเกรดกันเป็นข้อๆเลยดีกว่า

เหมาะมั้ยกับระบบ IMAX3D

จากข้อมูลในเบื้องต้นอ้างอิงจากข้อมูลเชิงเทคนิคจากเว็บไซต์ IMDB ระบุว่าหนังใช้กล้อง Arri Alexa65 ซึ่งถือเป็นกล้องสำหรับถ่ายภาพแบบฟอร์แมตใหญ่ (Large Format) แต่ตัวหนังถ่ายทำมาในอัตราส่วนเดียวคือ 2.39:1 เพื่อให้เหมาะกับการฉายโรงทุกรูปแบบ แต่กระนั้นผู็สร้างก็ยังอุตส่าห์แปลงภาพให้เหมาะกับการฉายโรงใหญ่ด้วยเทคนิค เฟรมเบรค หรือ การทำเอฟเฟกต์ให้ภาพบางส่วนทะลุขอบดำบนล่าง ผลลัพธ์เลยทำให้ประสบการณ์การชมไอแมกซ์ค่อนข้างแตกต่างจากโรงทั่วไปพอสมควร ส่วนเรื่องเสียงตามข้อมูลระบุว่ามีการมิกซ์ในระบบ IMAX 12 Track ซึ่งจากการฟังจริงในโรงก็สัมผัสได้ถึงความกระหึ่มและมิติเสียงในแบบที่โรงไอแมกซ์ควรจะเป็นจริงๆ

สัมผัสมิติภาพด้านลึก

ในการดูหนัง 3 มิติ มิติของภาพระหว่างฉากหน้าหลังนับว่าเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ภาพที่ปรากฎตรงหน้าเกิดความเหลื่อมซ้อนของภาพฉากหน้าและฉากหลัง สำหรับ Fantastic Beasts ภาคนี้ต้องยอมรับว่าเขาออกแบบงานภาพมาให้เห็นมิติต่างๆดีจริงๆทั้งฉากพูดคุยกันที่เน้นถ่ายผ่านไหล่บ้าง หรือวางตำแหน่งให้มีความเหลื่อมซ้อนกันบ้างเพื่อให้เห็นมิติต่างๆได้ชัดเจนขึ้น รวมถึงมิติของฉากหลังที่เป็นเมืองต่างๆก็ทำออกมาได้ดีมากๆครับ

เอฟเฟกต์เด้งทะลุจอ

คนดูหนัง 3 มิติย่อมต้องการเห็นภาพเอฟเฟกต์ทะลุจอกันแน่นอน และสำหรับ Fantastic Beasts ภาคนี้ก็ขยันใส่เอฟเฟกต์ทะลุจอต่างๆ ทั้งลำแสงเฮ้ากวง เอ้ย ลำแสงเวทย์มนตร์จากไม้กายสิทธิ์ หรือฉากระเบิดที่ต้องมีเศษไม้ทะลุเฟรมออกมา เรียกได้ง่ายๆว่าการตัดสินใจใช้เทคนิคเฟรมเบรคนี่คือถูกต้องมากๆเลย เพราะทำให้เห็นมิติภาพที่มันลอยหน้าคนดูได้ชัดเจนขึ้นจริงๆ แถมภาคนี้ตัวนิฟเลอร์ยังมีโอกาสได้เด้งทะลุจอมาขโมยหัวใจคนดูอีกด้วย

ถอดแว่นมองภาพเบลอ

การเช็คว่าหนังเป็น 3 มิติแท้หรือไม่ เวลาถอดแว่นจะต้องเห็นเป็นภาพซ้อนและเบลอ ซึ่งจากที่ได้ทดสอบถอดแว่นในแต่ละซีนก็พบว่า Fantastic Beasts ภาคนี้แปลงภาพมาทุกเฟรมจริงๆ ไม่สงสัยเลยว่าทำไมผลลัพธ์ด้านภาพทั้งมิติด้านลึกและเอฟเฟกต์เด้งหาคนดูถึงทำได้อย่างไร้ที่ติแบบนี้

ความปลอดภัยต่ออาการเวียนศีรษะ

หลายคนดูหนัง 3 มิติแล้วมักมีอาการเมาภาพ เกิดอาการวิงเวียนศีรษะ ซึ่งอย่างที่กล่าวมาข้างต้นว่าผมได้ที่นั่งแถว G ซึ่งถือเป็นที่นั่งแถวล่าง เวลาดูจอต้องแหงนหน้าพอสมควร แต่จากการพิสูจน์ทั้งเรื่องพบว่า หลังซีนเปิดเรื่องที่เป็นการหลบหนีของกรินเดลวัลด์ที่ภาพค่อนข้างตัดต่อรวดเร็วฉึบฉับแล้ว ในส่วนอื่นของหนังก็ไม่ได้มีภาพที่คนดูต้องทรมานสายตาแต่อย่างใด จึงนับว่างานภาพ 3 มิติของหนังทำมาได้ปลอดภัยจากการรับชมพอใช้ได้เลย

สรุปแล้วคงต้องบอกว่าหากเป็นแฟน Harry Potter และ Fantastic Beasts และหลงไหลในโลกเวทย์มนตร์ของเจ เค โรวลิ่ง IMAX3D คงเป็นประตูแห่งโลกเวทย์มนตร์ที่จะพาเราไปสัมผัสประสบการณ์ร่วมได้ดีที่สุดแล้ว

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald (2018) : สัตว์น่ารักน้อยหน่อย แอ็คชั่นมากหน่อย มืดหม่นกำลังเหมาะ

มาถึงภาคที่ 2 แล้วกับแฟรนไชส์ Fantastic Beasts ที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผู้ประพันธ์วางแผนไว้ว่าจะจบใน 5 ภาค หลังจากภาคแรกเธอได้ดึงตัวละคร นิวท์ สคาแมนเดอร์ บุรุษในตำนานที่ถูกกล่าวถึงไว้ในแฟรนไชส์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ให้ออกมามีตัวตนบนจอภาพยนตร์ในฐานะพ่อมดผู้ชื่นชอบในบรรดาสัตว์มหัศจรรย์และเดินทางรวบรวมศึกษามันไปทั่วโลก จนกลายมาเป็นหนังสือเรียนที่นักเรียนฮอกวอตส์ทุกคนรู้จักกันดี หนังเปิดภาคแรกมาด้วยบรรยากาศสดใสอารมณ์ดี ได้รู้จักตัวตนของนิวท์ เป็นพ่อมดที่เก่งแต่อ่อนน้อมถ่อมตนขี้อาย ได้รู้จักสังคมพ่อมดทางฝั่งอเมริกา แต่ก็จบด้วยการปรากฏตัวของกรินเดลวอลด์พ่อมดร้ายในตำนาน และการโผล่มาเซอร์ไพรส์คนดูของจอห์นนี่ เด็ปป์

Published

on

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

มาถึงภาคที่ 2 แล้วกับแฟรนไชส์ Fantastic Beasts ที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผู้ประพันธ์วางแผนไว้ว่าจะจบใน 5 ภาค หลังจากภาคแรกเธอได้ดึงตัวละคร นิวท์ สคาแมนเดอร์ บุรุษในตำนานที่ถูกกล่าวถึงไว้ในแฟรนไชส์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ให้ออกมามีตัวตนบนจอภาพยนตร์ในฐานะพ่อมดผู้ชื่นชอบในบรรดาสัตว์มหัศจรรย์และเดินทางรวบรวมศึกษามันไปทั่วโลก จนกลายมาเป็นหนังสือเรียนที่นักเรียนฮอกวอตส์ทุกคนรู้จักกันดี หนังเปิดภาคแรกมาด้วยบรรยากาศสดใสอารมณ์ดี ได้รู้จักตัวตนของนิวท์ เป็นพ่อมดที่เก่งแต่อ่อนน้อมถ่อมตนขี้อาย ได้รู้จักสังคมพ่อมดทางฝั่งอเมริกา แต่ก็จบด้วยการปรากฏตัวของกรินเดลวอลด์พ่อมดร้ายในตำนาน และการโผล่มาเซอร์ไพรส์คนดูของจอห์นนี่ เด็ปป์

มาถึงภาค 2 หนังสานต่อเหตุการณ์จากภาคแรกทันที เมื่อกรินเดลวัลด์โดนควบคุมตัวโดยเหล่ามือปราบมารอย่างเข้มงวดรัดกุม แต่ด้วยความเป็นพ่อมดร้ายอันดับ 1 ในยุคนั้นมีหรือจะยอมจำนนง่าย ๆ กรินเดลวัลด์ก็หลบหนีได้อย่างไม่ยากเย็นเปิดโอกาสให้หนังใส่ฉากแอ็คชั่นระทึกตาตั้งแต่เปิดเรื่อง เมื่อกรินเดลวอลด์ปรากฏตัว โทนของหนัง Fantastic Beasts ก็ดูเปลี่ยนไปในทันที โทนหนังตึงเครียดขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่าชื่อเรื่องจะว่าด้วยบรรดาเหล่าสัตว์มหัศจรรย์แต่ประเด็นของหนังย้ายไปเน้นหนักที่สงครามเวทมนตร์ระหว่าง 2 สุดยอดพ่อมดในยุคนั้น อัลบัส ดัมเบิลดอร์ และ กรินเดลวอลด์ ที่เจ.เค. เกริ่นมาแล้วว่าตลอด 5 ภาคของ Fantastic Beasts จะเล่าเรื่องราวสงครามของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่นี้ที่กินเวลา 19 ปี

ในภาคนี้เส้นเรื่องหลัก คือการขึ้นเถลิงอำนาจในฐานะพ่อมดโลกมืดของกรินเดลวอลด์ที่รวบรวมสมัครพรรคพวกมากมาย แต่เป้าหมายของเขาคือ ครีเซนด์ เด็กหนุ่มจากภาคแรกที่มีพลังมืดสิงสู่อยู่ในตัว ทำให้กรินเดลวอลด์ต้องการดึงมาเป็นกำลังสำคัญของเขา ทางมือปราบมารรู้ถึงแผนการของกรินเดลวอลด์จึงมุ่งมั่นตามกำจัดครีเดนซ์เสียก่อนที่กรินเดลวอลด์จะได้ตัวไป ในภาคแรกตัวละครก็มากพอดูแล้ว ในภาคต่อนี้ตัวละครจากภาคแรกกลับมาเกือบครบ แล้วยังเพิ่มตัวละครใหม่อีกมากเลตา เลสเตรงจ์ เพื่อนสาวที่มีอดีตผูกพันกับนิวท์ , ธีซีอุส พี่ชายของนิวท์ทำงานอยู่ในกระทรวงเวทมนตร์ , อัลบัส ดัมเบิลดอร์ในวัยหนุ่ม , นิโคลาส ฟลาเมล นักเล่นแร่แปรธาตุที่เคยถูกพูดถึงใน Harry Potter and the Philosopher’s Stone หนังภาคแรก นิโคลาสเป็นคนแก่ที่น่ารักและเรียกเสียงหัวเราะได้มาก แถมยังมีฉากโชว์เท่ของตัวเองด้วย และ นากินี งูยักษ์ที่รู้จักกันดีว่าเป็นสัตว์เลี้ยงคู่กายของโวลเดอร์มอต ภาคนี้เธอปรากฏตัวร่างหญิงสาวสวยที่ชวนติดตามว่าเธอไปพัวพันกับโวลเดอร์มอตได้อย่างไร

รวมถึง กิลเลิร์ต กรินเดลวอลด์ ที่ภาคนี้เปิดเผยตัวเองเต็มตัวทำให้เป็นตัวละครหลักที่ได้เวลาปรากฏตัวบนจอมามากพอควรสำหรับหนังที่มีตัวละครแออัดกันขนาดนี้ ดูแล้วชื่นชมจอห์นนี่ เด็ปป์ครับ ที่สลัดภาพพระเอกตลอดกาล มาเป็นผู้ร้ายได้อย่างสนิทใจ จับจอห์นนี่มาย้อมผม หนวดเคราสีขาว ใส่คอนแทคเลนส์สีขาวข้างเดียว ทำให้จอห์นนี่ เด็ปป์ เป็นกรินเดลวอลด์ที่น่ากลัวและเกรงขามสมศักดิ์ศรีพ่อมดร้ายในตำนาน เอาว่าแค่ยืนเฉย ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความร้ายกาจแล้ว ในขณะที่กรินเดลวอลด์มีบทบาทมากขึ้น พระเอกอย่างนิวท์ กลับถูกลดบทบาทความสำคัญอย่างเห็นได้ชัดเพราะต้องแบ่งเวลาให้กับตัวละครอีกมากที่ล้วนมีส่วนสำคัญกับเนื้อหาในภาคนี้

ตัวละครเก่าก็มากแถมเพิ่มตัวละครใหม่ที่ส่วนสำคัญกับเนื้อหาอีกหลายตัว ทำให้ 2 ชั่วโมง 14 นาทีของหนังต้องเล่าเรื่องราวมากมาย ความสัมพันธ์ที่ดูจะคืบหน้าของนิวท์และทีน่า , พื้นเพความสัมพันธ์ในอดีตกาลของดัมเบิลดอร์ และ กรินเดลวอลด์ที่เป็นสาเหตุของความบาดหมางในปัจจุบันที่เกริ่น ๆ ไว้แต่ยังไม่เล่าชัดเจน และ อดีตของเลตา และ นิวท์ ในช่วงที่เรียนฮอกวอตส์ ทำให้เราต้องดู The Crimes of Grindelwald แบบต้องเรียบเรียงสมองให้เข้าใจถึง 3 ช่วงเหตุการณ์ของจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ เหตุการณ์ปัจจุบันในหนังที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 70 ปีหลังจากนี้ในแฟรนไชส์แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่จบลงไปนานแล้ว และยังมีหลาย ๆ ช่วงที่หนังแฟลชแบ็คย้อนไปถึงอดีตของหลาย ๆ ตัวละครทั้ง ครีเดนซ์ , นิวท์ , เลตา ,ดัมเบิลดอร์ และ กรินเดลวอลด์ บอกเลยว่าถ้าไม่มีพื้นฐานจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ มาหรือไม่ได้ดู Fantastic Beasts ภาคที่แล้วมา ยากที่จะเข้าใจครับ นี่คือหนังที่สร้างมาเพื่อตอบสนองแฟนเดนตายของจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ เท่านั้น ที่เจ.เค. ตั้งชื่อจักรวาลของเธอว่า Wizarding World

อย่างที่กล่าวว่าโทนหนังของภาคนี้เปลี่ยนไปจากภาคแรกพอดู เพราะมันว่าด้วยสงครามที่กำลังก่อตัวของพ่อมดด้านมืดและด้านสว่าง ทำให้หนังอัดฉากแอ็คชั่นมาได้ถี่ ๆ และแต่ละฉากก็ทำได้สนุกน่าตื่นตา แม้ว่าเราจะดูการต่อสู้ของพ่อมดมาถึง 10 เรื่องแล้วก็ตาม โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องที่เล่นใหญ่และลากยาว เอาให้คุ้มค่าเงินทุนมหาศาล 200 ล้านเหรียญ มากกว่าภาคที่แล้วที่ใช้ไป 180 ล้านเหรียญ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเงินทุนน่าจะหมดไปบรรดาซีจีที่อัดแน่น เรียกได้ว่าทุก ๆ นาทีของหนังล้วนมีแต่ภาพซีจี

แต่ด้วยเหตุที่ว่าหนังเรื่องนี้ชื่อ Fantastic Beasts ก็จำต้องคงไว้ซึ่งความน่ารักของบรรดาสัตว์มหัศจรรย์ ที่ภาคนี้เลือกเก็บไว้แค่บางตัวที่คนดูรักอย่างเจ้า พิก มนุษย์ต้นไม้ตัวจิ๋วเพื่อนคู่ใจของนิวท์ที่ไปไหนมาไหนด้วยตลอด และเจ้านิฟเฟลอร์ ตัวตุ่นสีฟ้าจอมซนที่ภาคนี้ก็ยังมีบทบาทสำคัญพอควร โผล่มาทีไรก็ได้เสียงวีดวิ้วของคนดูที่ตอบรับความน่ารักของมัน ภาคนี้นิฟเฟลอร์มีลูก ๆ น่ารักด้วยนะครับ และ “โซวู” แมวผสมมังกรสัตว์ในตำนานจีน สัตว์มหัศจรรย์ตัวใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในภาคนี้พอควร ทีมงานทำการบ้านมาดีครับกับการออกแบบให้โซวูมีทั้งด้านน่ากลัวและน่ารักในตัวเดียวกัน ที่ไม่ชอบสุดคือบรรดาแก๊งแมวเฝ้าสุสานนี่แหละ ที่ทำออกมาหยาบมาก สงสัยงบจะหมดพอดี

สรุปได้ว่า Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald เป็นภาคต่อที่โทนหนังหม่นกว่าภาคแรกมาก หนังแอ็คชั่นมากขึ้น ตัวละครมากขึ้น แต่ถ้ามองตามไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ภาคนี้ยังไม่ได้คืบหน้าไปเท่าใดนักเหมือนเป็นปฐมบทเข้าสู่สงครามเวทมนตร์ของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ ปริศนาใหม่ ๆ ก็ถูกสร้างขึ้นมาในภาคนี้ เพื่อดึงคนดูให้ติดตามบทเฉลยในภาคต่อ ๆ ไป แต่หลาย ๆ ปริศนานภาคแรกถูกเฉลย โดยเฉพาะตัวตนของครีเดนซ์ที่ถูกเปรยออกมาในวินาทีสุดท้ายของหนังก็เรียกเสียงฮือฮาได้พอควร ช้าระวังจะถูกสปอยล์นะครับ

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Coldplay: A Head Full of Dreams 20 ปี แห่งความฝัน

Published

on

By

เรื่องย่อ

อะไรทำให้คนเราอยู่ด้วยกันมายาวนานถึง 20 ปี โดยยังรักษาไว้ได้ครบทั้งมิตรภาพ อารมณ์ขัน แถมไม่เคยหมดแพชชั่นในการสร้างสรรค์ผลงานดีๆ?
“A Head Full Of Dreams” คือสารคดีที่บันทึก 20 ปี “โคลด์เพลย์” จากวันเริ่มต้นจนถึงวันยิ่งใหญ่ จากฝีมือของ แม็ต ไวต์ครอสส์ ผู้กำกับ Oasis: Supersonic

ใครชื่นชอบหนังอย่าง Oasis: Supersonic คงรู้ถึงทักษะการเล่าเรื่องที่ยาวนานในเวลาจำกัดได้อย่างสุดแสบสุดมันของ แม็ต ไวต์ครอสส์ ได้อย่างดี นี่เป็นอีกผลงานที่ไวต์ครอสส์ ต้องเล่าเรื่องวงดนตรีที่มีแฟนคลับทั่วโลก และนับแต่วันก่อตั้งจนถึงวันนี้ก็ยาวนานกว่า 20 ปีทีเดียว เรื่องราวการต่อสู้บนเส้นทางสายดนตรีของ 4 หนุ่ม คริส มาร์ติน, จอน บัคแลนด์, วิล แชมป์เปียน และ กาย เบอร์รี่แมน ในนามวง Coldplay จากรั้วมหาวิทยาลัยจากเล่นกันในผับ จนกลายเป็นวงระดับโลกที่ขายตั๋วได้หลักล้านใบ จึงต้องผ่านทั้งปมปัญหา การพิสูจน์ความเป็นมิตรแท้ ทั้งกดดัน ความเครียด ทุกข์ สุข หัวเราะ น้ำตา สารพัด

A Head Full Of Dreams Tour (ปี 2015-2017) คือชื่อทัวร์รอบโลกที่ขายบัตรไปกว่า 5.5 ล้านใบ และถูกบันทึกเป็นสถิติโลกว่าเป็นทัวร์คอนเสิร์ตที่ขายบัตรทั่วโลกได้สูงสุดตลอดกาลอันดับ 3  เป็นรองเพียง 360 Degree Tour (ปี 2009-2011) ของวง U2 และ A Bigger Bang Tour (ปี 2006-2007) ของวง The Rolling Stones เท่านั้น และเป็นที่มาของชื่อหนังสารคดีเรื่องนี้ที่เหมือนพามาจุดสูงสุดของวงและพานึกย้อนกลับไปทบทวนระหว่างทางที่ผ่านมาก่อนถึงเวทีสำคัญนี้

และหนึ่งในโมเม้นท์สำคัญสำหรับแฟนชาวไทยคงไม่พ้นการที่มีฉากฟุตเทจของ Coldplay “A Head Full of Dreams” Live in Bangkok ที่มาจัดในวันที่ 7 เมษายน 2017 ปีก่อนร่วมอยู่ในหนังสารคดีปรากฏการณ์ครั้งนี้ด้วย

หนังเล่าย้อนตั้งแต่การพบกันครั้งแรกของผู้กำกับ แม็ต ไวท์ครอสส์ กับเหล่าสมาชิกวงตั้งแต่ยังไม่เป็นโคลด์เพลย์ เมื่อสมัยเรียนที่วิทยาลัยเดียวกันในลอนดอน และจากฟุตเทจที่วงให้ไวท์ครอสส์ถ่ายตั้งแต่ยุคนั้น ก็กลายมาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดงานที่เข้าอกเข้าใจและร่วมเดินทางกับการผจญภัยแสนยิ่งใหญ่ของวงร๊อกระดับโลกในอีก 20 ปีถัดมา ความสนิทของวงกับผู้กำกับก็เป็นอีกจุดแข็งที่ทำให้หนังดูใกล้ชิดมาก ความสนิทนี้เราเห็นได้ตั้งแต่ความกวนทีนของผู้กำกับกับวงในตอนต้นเรื่องเลยทีเดียว

ด้วยสไตล์การเล่าของไวท์ครอสส์แฟนหนังอาจจะต้องหูไวตาไวพอสมควร ตั้งแต่ตอน Oasis: Supersonic แล้ว เพราะมันจะเต็มไปด้วยบทสัมภาษณ์ของสมาชิกวงแต่ละคน รวมถึงผู้จัดการวงและทีมงานคนอื่น ๆ ที่เวียนเข้ามาพูดตลอดเวลา ไปพร้อมกับภาพฟุตเทจต่าง ๆ ซึ่งต้องคอยอ่านบนจอให้ดีว่าขณะนี้คือเสียงของใคร เรียกว่าหนังพูดตลอดเวลาจนสงสัยสารคนทำซับเลยล่ะ เพราะแค่เราอ่านยังอ่านแทบไม่ทันเลยบางช่วง

ด้วยบุคลิกของวงที่เรียบง่าย เปี่ยมมิตรภาพ และอารมณ์ขัน มันจึงเปี่ยมด้วยโมเม้นท์ดี ๆ และสร้างพลังบวกให้เรามากมาย แม้ว่าจะเป็นช่วงที่วงอยู่ในห้วงของความอึดอัดหรือใด ๆ ก็ตาม นี่ถือเป็นข้อดีใหญ่ ๆ ที่หนังจึงไม่ได้เหมาะแค่เพียงแฟนของวงโคลด์เพลย์เท่านั้น คนทั่วไปจะได้รับพลังด้านบวกมามองชีวิตตัวเองอย่างมีกำลังใจเช่นกัน

แน่นอนพอเป็นหนังเกี่ยวกับดนตรีมันจะเต็มไปด้วยเพลงฮิต อย่าง A Head Full of Dreams, Yellow, The Scientist, Everglow, Fix You, A Sky Full of Stars และ Up & Up และท่อนเพลงที่สะท้องห้วงเวลาต่าง ๆ และด้วยงานแปลซับไทยของ พลากร เจ้าเดิมที่แปลงานสารคดีดนตรีและหนังดี ๆ มามากเป็นการันตี เพลงบางเพลงที่คุ้นหูก็กับกระชากอารมณ์ให้เสียน้ำตาได้มากกว่าเคยด้วย

เป็นหนังที่จะทำให้เรารักวงโคลด์เพลย์และดนตรีมากขึ้น

หนังสารคดีนี้ฉายพร้อมกันทั่วโลก 14 พฤศจิกายน วันเดียวในโรงภาพยนตร์ และหากไม่ทันหนังจะเข้าฉายสตีมมิ่งผ่านทาง Amazon Prime ที่อเมริกาในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ด้วยครับ ดีใจแทนแฟน ๆ ที่มีดอกาสได้ชมซับไทยแปลดี ๆ ในโรงไปเมื่อวานด้วยครับ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!