Connect with us

What The Fact

10 ที่สุดของ MV แห่งปี 2018

ปีที่ผ่านมามีงานเพลงดีๆ ออกมามากมาย มิวสิควีดิโอก็มีส่วนช่วยให้เรื่องราวของบทเพลงนั้นเข้าถึงคนฟังได้มากขึ้น ในแง่หนึ่งมันอาจชี้นำให้คนฟังไปติดกับเรื่องราวในมิวสิควีดิโอมากกว่าที่จะจินตนาการเรื่องราวจากการซึมซับเนื้อเพลงเอง แต่ในอีกแง่หนึ่งการทำงานร่วมกันระหว่างภาพและเสียงก็เสริมส่งอรรถรสให้อิ่มเต็มในอีกทิศทางหนึ่งด้วยเหมือนกัน

ในปีนี้มีหลาย MV เลยที่มีความสดใหม่ทั้งในการเล่าเรื่อง รูปแบบ เนื้อหา โดดเด่นแตกต่างกันออกไป การพยายามคัดออกมาว่า MV ไหนดี MV ไหนโดน นั้นถือเป็นเรื่องยาก และด้วยความที่ตั้งใจจะกำหนดกรอบเอาไว้แค่ที่ 10 เพลงทำให้ในลิสต์นี้อาจตกหล่น MV ดีๆไปหลายเพลงเลย จึงต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ ด้วยนะครับ หากอ่านแล้วก็มาแชร์กันนะครับว่าสำหรับปีนี้เพื่อนๆคิดว่า MV ไหนเป็น MV ที่ยอดเยี่ยมที่สุด

ท้ายนี้ก็ขอส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่มา ณ ที่นี้นะครับ ขอให้ปีที่กำลังจะมาถึงนี้เป็นปีที่นำพาสิ่งดีๆ และ เรื่องราวใหม่ๆ มาสู่ทุกๆ คน ขอให้โชคดี มีชัย มีสุขสมหวังกันทุกท่านตลอดไปครับ

10. Drive – Violette Wautier

release 26 เมษายน 2018

กำกับโดย บาส นัฐวุฒิ พูนพิริยะ

Drive ! ตื่นเต้น ระทึก เร้าใจ !!!

Drive เป็นซิงเกิ้ลภาษาอังกฤษจาก วี วีโอเล็ต วอร์เทีย ที่ MV เล่าเรื่องราวของพนักงานสาวร้านเครื่องเพชรที่โดนกลุ่มโจรจับตัวไป มิวสิควีดิโอนำเสนอวินาทีระทึกขวัญของวีกับการอยู่บนรถที่เต็มไปด้วยหมู่โจรที่พร้อมหักหลังกันเสมอ เอ็มวีเข้มข้นชวนติดตามมาก รวมไปถึงการแสดงของวีก็เล่นออกมาได้น่าประทับใจ ไม่แปลกใจเลยที่กำกับโดย บาส นัฐวุฒิ พูนพิริยะ ผู้กำกับดาวรุ่งจากภาพยนตร์ ฉลาดเกมส์โกง นั่นเอง เมื่อรวมกับเพลงแล้วจึงทำให้ Drive เป็นบทเพลงที่มีพลังขับเคลื่อนสมกับชื่อเพลงเลย


9.แสงสวรรค์ BODYSLAM

release : 18 กันยายน 2018

กำกับ โดย ไก่ ณฐพล บุญประกอบ และ เอ็ม ยศวัศ สิทธิวงค์

สุดล้ำด้วยนวัตกรรม “ไฟโดรน” บทเพลงส่งกำลังใจและรายละเอียดที่ชวนให้ตีความ

ความโดดเด่นของ MV นี้คือ การตีความคำว่า​“แสงสวรรค์” บวกกับเนื้อหาของเพลงให้ออกมาเป็นเรื่องราวที่ไม่ซับซ้อนแต่ดูลึกลับ และคมคายบวกด้วยงานด้านภาพและการจัดแสงจากเทคโนโลยีทางภาพยนตร์ที่ยังไม่เคยถูกนำมาใช้ใน MV เพลงไทยมาก่อนนั่นคือ “ไฟโดรน” ที่สามารถทำให้ยิงแสงได้จากบนที่สูง ให้ความรู้สึกเหมือนแสงที่ลงมาจากสวรรค์ เอ็มวีกำกับโดย ไก่ ณฐพล บุญประกอบ และ เอ็ม ยศวัศ สิทธิวงค์ ผู้กำกับและตากล้องจากภาพยนตร์สารคดีเรื่อง “2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าวและมีโยกเยก เชิญยิ้มมารับบทเป็นผู้ส่งสารลึกลับ รายละเอียดเล็กๆน้อยใน MV เช่นตัวผู้ส่งสาร เทป cassette ก็เป็นรายละเอียดที่ชวนให้ตีความอีกด้วย


8. Loverboy  Phum Viphurit

release : 15 มีนาคม 2018

กำกับโดย จีน คำขวัญ ดวงมณี

เนรมิตหาดจอมเทียนให้กลายเป็นไมอามี่บีช !!!

ซิงเกิ้ลล่าสุดจากภูมิ วิภูริศ ที่ดังไกลไปถึงต่างแดนแล้วตอนนี้ ด้วยตัวดนตรีที่เป็นอินดี้ป็อปติดกลิ่น tropical ผสานกลิ่นอายแบบ neo soul ที่มีความสดใส มีจังหวะสนุก  และโยกตามได้ เมื่อฟังแล้วคิดถึงแสงแดดอุ่น กับสายลมเย็นสบาย คงทำให้เราอดคิดถึงสถานที่ที่ชวนสุขกายสบายใจอย่างทะเลไปไม่ได้

จีน คำขวัญ ดวงมณี และทีมงาน จึงถ่ายทอดอารมณ์ของเพลงนี้ผ่านชายหนุ่มที่เดินหยอกล้อ ขอเกี้ยวหญิงสาวไปตามชายหาด ท่ามกลางสายลมและแดดอุ่นของหาดจอมเทียนพัทยาที่ถูกเนรมิตให้กลายเป็นไมอามีบีช ผ่านงานด้านภาพที่เลื่อนไหล และเลนส์เด็ดๆอย่าง Petzval ของ Lomography และการเกรดสีขั้นเทพ ซึ่งต้องยกนิ้วเลยว่านายแน่มากจริงๆ


7. Kimi Wa Melody เธอคือ…เมโลดี้  BNK48

release : 15 กันยายน 2018

กำกับ โดย บิณฑ์ บัวหมื่นชล

Costume Designer : บอล จาตุรณ แร่เพชร

ที่สุดแห่งคอสตูมไทยประยุกต์ “สยามโลลิต้า”

“ Kimi wa Melody เธอคือเมโลดี้ซิงเกิ้ลที่ 4 จาก ของสาวๆ BNK48 เป็น MV แรกที่รุ่นหนึ่งและรุ่นสองมาอยู่ด้วยกัน จุดเด่นของงานชิ้นนี้ คือ คอสตูมดีไซน์และการกำกับศิลป์ที่ทำออกมาได้อย่างมีความเป็นไทยร่วมสมัยและงดงาม

ความยากของงานชิ้นนี้อยู่ที่การต้องออกแบบชุดให้โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์แตกต่างออกไปจากเวอร์ชั่นดั้งเดิมของ AKB48 ที่เป็นชุดกิโมโนที่นำเอากิโมโนของญี่ปุ่นมาประยุกต์ใหม่ ใกล้เคียงกับกิโมโนสีฉูดฉาดของโอยรันหรือนางโลมญี่ปุ่นสมัยโบราณ แต่ผสานไปด้วยกลิ่นอายทางวัฒนธรรมของจีนราชวงศ์ถังและความแฟนตาซีสมัยใหม่

ผลที่ได้ออกมาก็คือชุดไทยประยุกต์สีลูกกวาดที่นำเอาเครื่องแต่งกายของสตรีชั้นสูงในสมัยรัชกาลที่ 5 มาประยุกต์ให้ร่วมสมัยด้วยเสริมนู่น ปรับนี่ และเปลี่ยนโจงกระเบนมาเป็นกระโปรง ทำโทนสีให้สดใส ผสมลายประจำยามของไทยกับฮาราจุกุสไตล์แบบ Lolita ของญี่ปุ่นกลายเป็นชุดไทยสีลูกกวาด อันได้รับฉายานามว่า “Siam Lolita” 

แค่ดีไซน์ให้เข้ากับคาแรคเตอร์ของเมมเบอร์แต่ละคนแล้ว ยังต้องจัดวางคู่สีให้เข้ากัน ไม่ขัดกันเอง รวมไปถึงจมหายไปกับแบ็คกราวด์อีกด้วย เรียกได้ว่าต้องละเอียดละออ ละเมียดละไมสุดๆ


6. เด็กดี (Dek-D) Two Million Thanks

release : 16 กันยายน 2018

กำกับโดย นราธิป ไชยณรงค์

พีคมาก หลุดสุดๆ เซอร์แตก

เด็กดี (Dek-D)” จาก วงดนตรีอัลเทอร์เนทิฟร็อก Two Million Thanks เป็นบทเพลงวิพากษ์สังคมในวาทกรรมเด็กดีโดยนำเอาเพลงหน้าที่ของเด็ก” (เด็กเอ๋ยเด็กดี ต้องมีหน้าที่ 10 อย่างด้วยกัน) มาเป็นตัวเชื่อมโยง รวมไปถึงวิพากษ์เสรีภาพของเด็กว่ามีมากน้อยแค่ไหน อิทธิพลของผู้ใหญ่ สังคม ศาสนาและสิ่งรอบตัวมีส่วนในการควบคุมหรือกำหนดความคิดและบทบาทของเด็กมากแค่ไหน

เพลงก็ล้ำแน่นอนว่า MV ก็ต้องล้ำไม่แพ้กัน ซึ่งต้องบอกว่าทำออกมาได้เหวอเซอร์แตกมาก มีมาทั้งเตาหมูกระทะลอยได้ดั่ง UFO  รถตำรวจเป่าลมที่มีไฟและเสียงไซเรน รวมไปถึงการล้อมวงทานหมูกระทะร่วมกันภายใต้ชุดดำและพระสงฆ์ (???) และมีสายสิญจน์คล้องจากเตาหมูกระทะมาที่หัว เหมือนการสวดภาณยักษ์ (???) แต่ละสิ่งล้วนเป็นสัญญะที่ชวนให้เราตีความทั้งนั้นเลย  จนทุกวันนี้ยังไม่รู้เลยว่า MV นี้มีความหมายว่าอะไร


5. Neverland OverMe

release : 17 ธันวาคม 2018

กำกับโดย  เสือพิชย จรัสบุญประชา

ใช้เทคโนโลยีและสื่อโซเชี่ยลที่ใกล้ตัวอย่างสตอรี่ใน ig มาเล่าเรื่องได้อย่างทรงพลังและสะกดคนดูได้อยู่หมัด

Neverland เป็นเพลงเศร้าที่มีความ อบอุ่น สวยงามและโรแมนติคด้วยท่วงทำนองและภาษาที่ใช้ นอกจากนี้มันยังรุ่มรวยไปด้วยอารมณ์ที่ถูกถ่ายทอดออกมาผ่านการเล่าในบทเพลง จึงเป็นโจทย์ยากเหมือนกันที่จะตีความออกมาเป็นภาพ

เสือพิชย จรัสบุญประชา ผู้กำกับเอ็มวีนี้เลือกที่จะใช้การเล่าเรื่องผ่านสตอรี่ใน ig ซึ่งน่าสนใจในแง่ที่ว่ามันทั้งใกล้ชิด สมจริง และมีชั้นเชิง ในส่วนแรกภาพที่เราเห็นเป็นภาพจาก ig ของฝ่ายหญิง ในส่วนต่อมาเป็นภาพของฝ่ายชาย ทั้งสองส่วนล้วนแล้วแต่เป็นภาพความสุขของคนสองคน แต่เมื่อฟังจากเพลงมันมีความเศร้าบางอย่างรอเราอยู่ ซึ่งเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร คนดูได้เข้าไปอยู่ในโลกของคนสองคน ในขณะเดียวกันก็ต้องระแวดระวังว่าจะมีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้นในท้ายที่สุด (เพราะฟังจากเพลงแล้วมันไม่ได้ happy ending แน่ๆ) จนในที่สุดความจริงก็ถูกเฉลยในตอนท้าย ซึ่งมันทำให้เราได้รู้ว่าบางสตอรี่นั้นเป็นโลกหลังกล้อง เป็นความจริงที่ถูกซ่อนไว้ภายใต้ภาพอันงดงามที่ถูกเผยแพร่ผ่านโลกโซเชี่ยล ที่ไม่ได้บรรจุเรื่องราวความจริงเอาไว้ทั้งหมด


4. สวัสดีวันจันทร์  ฟักกลิ้ง ฮีโร่ Ft. ปู พงษ์สิทธิ์

release :  30 กรกฎาคม 2018

กำกับโดย  “อั๋นประพัฒน์ คูศิริวานิชกร แห่ง Duck Ba Doo

ที่สุดของความดราม่า จุดเปลี่ยนในตอนท้ายสะเทือนไต เอ้ย ใจสุดๆ

“ALARMS (สวัสดีวันจันทร์)” เป็นเพลงปลุกใจคนทำงานทั้งประเทศให้ลุกขึ้นต่อสู้ เพื่อครอบครัวและคนที่เรารัก จากแร็ปเปอร์แถวหน้าของวงการฮิปฮอปไทยอย่างฟักกลิ้ง ฮีโร่” (F.HERO)หรือกอล์ฟณัฐวุฒิ ศรีหมอกที่ได้ศิลปินเพลงเพื่อชีวิตระดับตำนานอย่าง ปู พงษ์สิทธิ์ คัมภีร์ มาร่วมถ่ายทอดเรื่องราวผ่านน้ำเสียงที่จริงจัง จริงใจ ยิ่งขับเน้นให้บทเพลงนี้มีความสะเทือนใจมากยิ่งขึ้น

MV นี้เล่าเรื่องของพ่อคนหนึ่งที่ดูแลลูกสาวเพียงลำพังและต้องพยายามทำงานทุกอย่างเท่าที่จะทำได้เพื่อเลี้ยงดูลูกสาวของเขาให้ดีที่สุด ไม่ว่ามันจะเป็นงานที่เหนื่อย งานที่ต้องบริการเอาใจคน งานที่อาจดูว่าต่ำต้อย แต่ก็ต้องทำเพื่อคนข้างหลัง แม้กระทั่งงานที่อาจจะข้ามขอบเขตของบางสิ่งก็ต้องเลือกที่จะทำ

ภาพความผูกพันระหว่างพ่อและลูก การต่อสู้ของพ่อ และการเสียสละ ตัดสินใจที่จะทำในบางสิ่งในตอนท้าย MV สร้างความสะเทือนใจให้กับเราอย่างมาก แบบอึ้งไปเลยว่าเอาแบบนี้เลยหรือ ภาพในตอนท้ายที่พ่อล้างหน้าล้างตาและเอานิ้วล้วงไปที่คอหน้ากระจก เพื่อขย้อนเอาสิ่งแปลกปลอมออกมา สำหรับเรามันเป็นภาพที่สะเทือนใจที่สุดใน MV ของปีนี้เลย


3. 20 ตุลา Silly Fools

release : 13 ธันวาคม 2018

กำกับ โดย ชาติฉกาจ ไวกวี

เหมือนจะไม่มีอะไร แต่สะเทือนใจสุดๆ บางเบาแต่สุดเศร้าจริงๆ

จากเรื่องราวในเพลงที่เป็นการเล่าเรื่องราวผ่านจดหมายของชายคนหนึ่งที่เศร้าเสียใจจากการถูกปฏิเสธรักจึงกำลังคิดจะลาจากโลกนี้ไป  ใน MV ตัวละครผู้ชายคนนี้ได้ถูกสงวนเอาไว้ กลายเป็นปมปริศนาที่คนฟังค้นหาและเฝ้ารอที่จะค้นพบคำตอบว่า เขาหายไปไหน ?

MV ทั้งเรื่องจึงถูกเล่าเรื่องผ่านผู้หญิงคนหนึ่งที่มาตามง้อและตามหาชายหนุ่มคนรักที่หายไปอย่างไร้ร่องรอย ผ่านการแสดงของพลอย  เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์  ที่อุ้ม MV ทั้งเรื่องไว้ด้วยการแสดงของเธอ ที่แสดงได้อย่างเป็นธรรมชาติและน่าประทับใจ

ตัวเพลงกับตัว MV มีการวางโครงสร้างที่ล้อกันไปเป็นอย่างดี ในจุดที่บทเพลงเข้าสู่ท่อนโซโล่และอารมณ์กำลังพุ่งสูงขึ้นนั้น ในส่วนของ MV ก็เป็นจุดคลี่คลายปมของเรื่องซึ่งความจริงอันสุดแสนสะเทือนใจก็ได้เผยตัวมันออกมา ผนวกกับการแสดงของพลอยในช่วงท้ายของ MV ยิ่งพาอารมณ์เราดำดิ่งสู่ห้วงเศร้า


2. ประเทศกูมี Rap Against Dictatorship

release  22 ตุลาคม 2018

กำกับโดย เปีย ธีระวัฒน์ รุจินธรรม

มันคือการผลิตซ้ำภาพความสะเทือนใจแห่งโศกนาฏกรรมเดือนตุลาปี 2519

2018 คือปีของแร็ปเปอร์และวงการฮิปฮอปไทยจริงๆ เป็นแนวดนตรีที่กำลังเติบโตและสะท้อนหลายสิ่งหลายอย่างในบ้านเราได้เป็นอย่างดี

บอกตรงๆ ว่าตอนแรกที่ได้ดู MV เพลงนี้ ผมเกิดความสะเทือนใจมาก มันเป็นภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เหมือนกับเป็นภาพจำไปแล้ว เป็นภาพความรุนแรงที่เราตั้งคำถามว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร เนื้อหาของเพลงเป็นการวิพากษ์สังคมการเมืองอย่างค่อนข้างตรงไปตรงมา ส่วนเนื้อหาใน MV ก็ชี้ชัดว่าสะท้อนเหตุการณ์ทางการเมืองในอดีต รุนแรง และชัดเจน จึงไม่แปลกที่จะก่อให้เกิดกระแสตามมา

ส่วนตัวแล้วรู้สึกไม่ชอบกับการผลิตซ้ำภาพผู้เสียชีวิต  แต่ในแง่มุมของการสร้างงาน มันก็มีความโดดเด่นออกมาจึงถือว่ามันเป็นอีกชิ้นงานหนึ่งที่ควรถูกพูดถึงในปี 2018 นี้


1. ซ่อนกลิ่น Palmy

release : 19 ตุลาคม 2018

กำกับ โดย ฐิติพงศ์ เกิดทองทวี หรือ พงศ์ Hello Filmmaker

ละเอียดละออ ละมุนละไม ชี้ชวนให้ติดตาม

ความดีงามของ MV ชิ้นนี้คือการเล่าเรื่องได้อย่างละมุนละไมน่าติดตาม และชี้ชวนให้คนดูเข้าไปมีส่วนร่วมกับเรื่องราว การตีความคำว่า​“ซ่อน” ถูกใช้ทั้งในเนื้อหาของบทเพลงและตัว MV ที่เล่าเรื่องของอดีตคนรักที่มาพบกันในงานเลี้ยงรุ่นส่งท้ายปี แต่ทั้งคู่ต้อง “ซ่อน” ความรู้สึกและความจริงในชีวิตของตนเองเอาไว้ สองนักแสดงนำคือ เบลล่า ราณี และ กรรณ สวัสดิวัสดิ์ ณ อยุธยา ถ่ายทอดอารมณ์ของคนที่​“ซ่อน” เก็บงำความรู้สึกไว้ได้อย่างน่าประทับใจ มันเป็นการซ่อนที่ทำอย่างไรก็ไม่มิด กลิ่นของความคิดถึงมันลอยโชยออกมาผ่านทางสีหน้าและแววตา

และเพื่อให้เข้ากับคอนเซ็ปต์ ใน MV เพลงนี้เองก็มีรายละเอียดสำคัญซุกซ่อนอยู่ตามส่วนต่างๆของเรื่องราว ชวนให้เราได้ลองค้นหา และ ค้นพบเรื่องราวของสองตัวละครที่ถูกซ่อนเอาไว้ ยิ่งรู้ก็ยิ่งอิน นอกจากนี้ MV ยังมีเวอร์ชั่น One Cut ที่เป็น long take เล่ายาวตั้งแต่ต้นจนจบ อารมณ์ต่อเนื่องโดยไม่มีตัดอีกด้วย

ล้ำลึกขนาดนี้ สมควรแล้วที่จะเป็นสุดยอด MV สำหรับปีนี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

IO ผู้ยืนหยัดคนสุดท้าย: เมื่อโลกเป็นพิษ เธอเลยใช้ชีวิตแบบนักปรัชญา

Published

on

By

เรื่องย่อ

แซม คือนักวิทยาศาสตร์คนสุดท้ายบนโลก เนื่องจากโลกประสบปัญหามลพิษจนไม่เหลือสิ่งมีชีวิตใด ๆ ดำรงอยู่ได้อีก ประชากรโลกส่วนใหญ่เลือกเดินทางสู่อาณานิคมในอวกาศซึ่งตั้งอยู่แถวดวงจันทร์ไอโอของดาวพฤหัสบดี แต่แซมยังคงเชื่อว่าโลกยังมีความหวังที่จะฟื้นฟูได้ เช่นเดียวกับพ่อของเธอ แต่แล้วเมื่อโลกดูเหมือนจะขับไล่เธอมากขึ้น เธอก็มีทางเลือกแค่จะไปขึ้นยานลำสุดท้ายที่จะออกจากโลกกับผู้มาเยือนแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ หรือ จะดันทุรังอยู่บนโลกที่เธอรักต่อไป

ดูจากเรื่องย่อก็พอจับความได้ว่าหนังจาก เน็ตฟลิกซ์ออริจินัล เรื่องนี้ น่าจะมีความอินดี้แบบเรื่อยเอื่อยอยู่ไม่เบา เพราะหนังมีตัวละครหลัก ๆ แค่ 2-3 คน กับความยาว 96 นาที แต่เล่าไป 2 บรรทัดนิด ๆ ก็แทบจบเรื่องแล้ว ดูเหมือนว่าหนังไซไฟของเน็ตฟลิกซ์นั้น จะกลายเป็นขึ้นชื่อในเรื่องความปรัชญาอินดี้ปลายเปิด บางทีไม่สนการกระตุ้นคนดูระหว่างทางเลยด้วยซ้ำ อย่างปีที่ผ่านมาก็มีหนังอย่าง Bird Box หรือ Annihilation  ซึ่งก็เป็นจุดแข็งของหนังค่ายนี้ เพราะจะรอสตูดิโอฮอลลีวู้ดผลิตออกมาก็คงไม่มีวันล่ะกับหนังที่ทำท่าจะไม่ได้ตังค์ในโรงแบบนี้ และข้อดีของหนังฉบับเน็ตฟลิกซ์นี่ล่ะที่เราต้องมาแนะนำหนังเรื่องนี้กัน

IO Last on Earth เป็นหนังไซไฟผลงานของ โจนาธาน เฮลเพิร์ต ซึ่งเติบโตมากับหนังสายยุโรปอย่างฝรั่งเศส และนี่เป็นหนังขนาดเรื่องที่ 2 ของเขาเท่านั้น ในขณะที่เรื่องแรกอย่าง House of Time (2015) ที่ฉายในฝรั่งเศสก็เป็นแนวไซไฟคอเมดี้ ซึ่งทำให้เห็นว่าตัวเขานั้นสนใจในหนังแนวไซไฟ หรือแฟนตาซีอยู่ไม่น้อย และสำหรับ IO ก็เป็นการบิดแนวหนังไซไฟมาเล่นเชิงดราม่าปรัชญาและการแสวงหาความหมายของชีวิตสุดท้ายบนโลก โดยอิทธิพลการเล่าเรื่องหลัก ๆ นั้นน่าจะมาจากหนึ่งในทีมเขียนบท และโปรดิวเซอร์ของหนัง อย่าง ชาร์ล สเปโน ที่เคยมีงานอย่าง Embers (2015) ซึ่งว่าด้วยโลกอนาคตที่ผู้คนต่างสูญเสียความทรงจำและผู้รอดชีวิตต่างแสวงหาความเชื่อมโยงกับโลกและผู้อื่น ด้วยเนื้อหาและลีลาการเล่าเชิงกวีปรัชญานั้นก็ไม่ต่างจาก IO เลยทีเดียว

ด้วยสไตล์แบบหนังยุโรปจึงอาศัยความนิ่ง และแรงกระตุ้นความสนใจผู้ชมผ่านบทสนทนาที่มีไม่มากแต่แฝงนัยยะบางอย่าง โดยหลายครั้งมักอ้างอิงตำนานเทพปกรณัม และหนังสือปรัชญากรีกมาพูดกันเสมอ ซึ่งสายอาร์ตหรือสายปรัชญา ชอบกระตุ้นสติปัญญาผ่านหนังน่าจะเป็นที่สนใจ แต่สำหรับสายสมองอ่อนเพลียต้องการแสวงหาหนังมาเป็นคาเฟอีนให้ดวงตาต้องบอกว่า นี่มันยานอนหลับเบนโซไดอะซีปีนชัด ๆ เลย ดังนั้นใครเป็นข้อหลังขอให้ผ่านไปก่อนเลยนะครับ แต่ถ้าใครผ่านข้อสอบคัดตัวข้อแรกนี้ไปก็มาอ่านรีวิวกันต่อเลย

หนังได้ดาราสาวอเมริกันหน้ายังไม่ช้ำอย่าง มาร์กาเร็ต ควอลลี ที่เคยมีผลงานในหนังเน็ตฟลิกซ์อย่าง Death Note ในบท มีอา และสายอาร์ตอาจคุ้นหน้าเธอจากโฆษณา Kenzo World เมื่อปี 2017 ที่เธอต้องเต้นแบบชนเผ่าในชุดราตรีพาดผ่านโถงอาคาร โดยมีฉากเต้นหน้ากระจกโดยไร้เงากล้องสะท้อนได้อย่างน่าทึ่งมาแล้ว ตัว ควอลลี รับบท แซม ที่เรียกว่าแทบจะต้องแบกหนังกว่าค่อนเรื่องไว้ลำพังก่อนที่ตัวละครแขกแปลกหน้าอย่าง ไมกาห์ ที่แสดงโดย แอนโธนี แมกกี้ หรือรู้จักกันดีในบท ฟาลคอน ในหนังซูเปอร์ฮีโร่มาร์เวล จะมาเยือน และต้องบอกว่าด้วยเสน่ห์หรือเซ็กแอพพีลของควอลลี ประกอบกับใบหน้าที่มีโครงสวยชวนมอง ก็สามารถทำให้ผู้ชมอยากดูอยากมองอยู่ไม่น้อย

ประกอบกับหนังค่อย ๆ เพิ่มรายละเอียดและปริศนาต่าง ๆ ในชีวิตของแซมมามากขึ้น ๆ ทั้งการตอบจดหมายของเธอกับแฟนหนุ่มที่ชื่อ ลีออน  ซึ่งออกจากโลกไปดวงจันทร์ไอโอก่อนหน้า ก็เป็นความโรแมนติกชวนเหงาเล็ก ๆ โดยเฉพาะคำลงท้ายจดหมายที่ส่งถึงกันว่า จากโลกถึงสุดขอบจักรวาล ที่ได้อารมณ์เหงามาก ๆ ทั้งความจริงเกี่ยวกับ ดร.วอลเดน ซึ่งเป็นพ่อของเธอที่เราได้ยินเสียงในวิทยุมาตลอดเรื่อง และตัวตนและเป้าหมายที่แท้จริงของชายปริศนาอย่าง ไมกาห์ ผู้รอบรู้ปรัชญากรีกก็ทำให้เรายังคงติดต่อกับสารของหนังได้เรื่อย ๆ ถึงหนังจะไม่มีสัตว์ประหลาดอะไรให้ตื่นเต้น หรืออุปสรรคแบบหนังยานอวกาศให้ต้องลุ้นวินาทีต่อวินาที และบรรยากาศของการเล่าเรื่องจะชวนไปทำอย่างอื่นระหว่างดูเสียเหลือเกินก็ตาม

สรุปว่าหนังเรื่องนี้ของเน็ตฟลิกซ์คงเหมาะกับคนดูเฉพาะกลุ่มมากกว่า ถ้าเทียบแบบหนังชินไค ก็เป็นยุค Voices of a Distant Star มากกว่า Your Name อย่างแน่นอน แต่ที่น่าสนใจคืออารมณ์ร่วมระหว่างดูมันได้กับสถานการณ์ฝุ่นละอองในอากาศเป็นพิษอยู่ในขณะจริง ๆ

นี่นั่งใส่หน้ากากกันฝุ่นดูทะเลหมอกฝุ่นคลุมเมืองในหนัง โคตรอินเลย

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้ว ดูหนังได้ทางลิ้งก์นี้เลย www.netflix.com/watch/80134721

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

Netflix รายได้ต่อปีเพิ่มขึ้น 35% และมีสมาชิกใหม่มากถึง 29 ล้านราย

Netflix เติบโตต่อเนื่อง หวังยอดสมาชิกเพิ่มขึ้นอีกในปี 2019 นี้

Published

on

Netflix ได้เปิดเผยรายได้ประจำปี 2018 อยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านเหรียญ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2017 ถึง 35% และคิดเป็นผลกำไรเพิ่มขึ้น 2 เท่า อยู่ที่ 1.6 พันล้านเหรียญ

รายได้ที่เพิ่มขึ้นนั้น ส่วนใหญ่มาจากจำนวนสมาชิกที่จ่ายค่าบริการรายเดือนซึ่งมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2018 นี้ Netflix ได้มีสมาชิกใหม่ถึง 29 ล้านราย และทำให้มีสมาชิกโดยรวมอยู่ที่ 139 ล้านราย และทาง Netflix ยังหวังว่าในไตรมาสที่ 1 ประจำปี 2019 นี้ จะมีสมาชิกเพิ่มขึ้นอีก 8.9 ล้านราย

นอกจากนี้ Netflix ยังมีเนื้อหาที่ประสบความสำเร็จอย่าง Bird Box ที่มียอดผู้ชมมากถึง 45 ล้านวิว ใน 7 วันแรกที่เริ่มเปิดให้ชม และคาดว่าจะมีผู้ชมมากกว่า 80 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก อีกทั้งยังมีภาพยนตร์ต้นฉบับอย่าง Elite ที่มีผู้ชมมากถึง 20 ล้านวิว ใน 4 สัปดาห์แรก

ข้อมูลอ้างอิง : gsmarena

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

The Resident: หมอห้าวผู้แหกกฎการแพทย์

Published

on

ถ้าคุณเป็นหมอ คุณอยากทำอะไรมากกว่ากัน ระหว่าง “รักษาคนไข้” หรือ “รักษาชื่อเสียงตัวเองเอาไว้”

นี่เป็นคำถามที่ทางผู้เขียนอยากถามผู้อ่านทุกท่าน ก่อนที่จะได้อ่านรีวิวซีรีส์เรื่องนี้ เพราะเรื่องที่จะนำเสนอต่อไปนี่นั้น มันคืออีกด้านหนึ่งของวงการการแพทย์ที่อาจจะเกิดขึ้นในทุกที่ หรือเกิดขึ้นแค่ในบางที่ หรืออาจจะเกิดขึ้นจริงเมื่อไม่นานมานี้…

The Resident (ชื่ออย่างกับหนังผีเลยแฮะ…) เป็นซีรีส์จากฝั่งอเมริกา ว่าด้วยเรื่องของโรงพยาบาลเชสเทน โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในเมืองแอตแลนต้าของรัฐจอร์เจีย ที่เพิ่งเปิดรับแพทย์เดวอน (Devon Pravesh รับบทโดย Manish Dayal) แพทย์หน้าใหม่ที่พร้อมทำงานในการรักษาคนไข้เป็นวันแรก และต้องมาพบกับแพทย์พี่เลี้ยงอย่างแพทย์คอนราด (Conrad Hawkins รับบทโดย Matt Czuchry) ที่สุดแสนจะห้าว ไฟแรง หัวรั้น และไม่ยอมใคร แม้แต่มือศัลยแพทย์อาวุโสและซีอีโอของโรงพยาบาลอย่างแพทย์เบลล์ที่มีฉายา “HODAD” (Hand of Dead: มือผ่าตัดผู้พรากชีวิต) ก็ยังไม่เว้น (Randolph Bell รับบทโดย Bruce Greenwood) ทั้งคู่ต้องมาทำงานร่วมกันทั้งในฐานะเด็กใหม่กับพี่เลี้ยง และในฐานะแพทย์ร่วมโรงพยาบาล

จากด้านซ้าย: Devon Pravesh (รับบทโดย Manish Dayal), Nicolette Nevin (รับบทโดย Emily VanCamp), Conrad Hawkins (รับบทโดย Matt Czuchry) และ Randolph Bell (รับบทโดย Bruce Greenwood)

แน่นอนว่าในแต่ละตอนที่จะได้รับชมกันไปนั้น จะได้เห็นกรณีตัวอย่างของโรค หรืออาการป่วยของผู้ป่วยที่เข้ามารับการรักษาในโรงพยาบาล บ้างก็อาการเล็กน้อย บ้างก็อาการใหญ่จนเป็นเคสฉุกเฉินที่มีผลถึงชีวิต ได้เห็นวิธีการรับมือ และการรักษาในหลากหลายวิธี ซึ่งบางครั้งก็ได้ผล หรือบางครั้งก็ล้มเหลวไปเลย…

จะช่วยชีวิตได้ทันหรือไม่…

ผ่าจนเลือดพุ่งแบบนี้… คงจะเดาออกกันว่ารอดหรือไม่รอด…

บางครั้ง ยังได้เห็นถึงการใช้วิธีบางวิธีที่ผิด ในการรักษาผู้ป่วย อย่างการล็อบบี้ ลัดคิว สลับผลตรวจ หรือแม้แต่ขโมยผลงานการรักษา เพื่อให้ตัวเองได้รับคำชมและยังทำงานต่อไปได้

บางครั้งก็ตงฉิน แต่บางครั้งก็แอบหาผลประโยชน์

นอกเหนือจากนี้ ยังได้เห็นการปะทะคารมระหว่างแพทย์หนุ่มสุดห้าว กับศัลยแพทย์ผู้มีชื่อเสียงค้ำคอ หรือแม้แต่แพทย์ในโรงพยาบาลด้วยกันเอง บางครั้ง ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ เข้ามาแทรก และจะได้เห็นถึงทุกสิ่งที่มนุษย์ทั่วๆ ไป ต่างมีอยู่ในตัวเอง อย่างเรื่องของอีโก้ ศักดิ์ศรี รวมถึงผลประโยชน์ ซึ่งสะท้อนออกมาจากการกระทำต่างๆ ของตัวละครในเรื่อง

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียนรู้สึกได้จากซีนปะทะคารมในทุกครั้ง สะท้อนได้อย่างหนึ่งว่า…

การอยู่ในวงการใดวงการหนึ่งมานาน ไม่ได้หมายความว่าคุณจะเก๋าไปกับทุกสิ่งทุกอย่างเสมอไป บางสิ่งที่ทำอยู่ประจำอาจจะพลาดเมื่อไหร่ก็ได้ ต่อให้มีประสบการณ์มากกว่าผู้อื่นก็ตาม

ในการออกอากาศของทางอเมริกานั้น ตอนนี้ออกอากาศมาถึงซีซั่นที่ 2 และมีแพลนว่าจะปิดซีซั่นในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้ ส่วนในเมืองไทยเพิ่งออกอากาศ และเนื้อหาถือว่าเข้มข้นมากๆ ผู้เขียนขอแนะนำสำหรับผู้อ่านที่ยังคงอินจากซีรีส์ The Good Doctor ที่เพิ่งจบซีซั่นแรกและลาจอไป จะมาเสพย์อีกรูปแบบก็ย่อมได้

ส่วนใครที่อยากรู้ว่าเรื่องราวในโรงพยาบาลแห่งนี้จะเป็นไปอย่างไร แพทย์หน้าใหม่อย่างแพทย์เดวอนจะพัฒนาความสามารถไปได้ถึงขนาดไหน ติดตามกันได้กับซีรีส์ The Resident ทุกคืนวันจันทร์ถึงวันศุกร์ เวลา 19.05 น. รีรีนอีกครั้งในเช้าวันถัดไป ประมาณเก้าโมงครึ่ง ทางฟ็อกซ์ไทย สามารถรับชมได้ทางทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

ข้อควรระวัง: ในซีรีส์นี้มีการปรากฎของภาพการรักษา ทั้งในห้องผ่าตัด และห้องพักผู้ป่วย อวัยวะต่างๆ รวมไปถึงบาดแผล และเลือด

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!