Connect with us

What The Fact

[รีวิว]On The Basis Of Sex : วีรกรรมหญิงแกร่ง

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

on the basis of sex : สตรีพลิกโลก

8.7

ตรรกะและความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

คุณภาพงานแสดงของดารานำ

9.0/10

ความสนุกและความบันเทิง

7.5/10

คุ้มเวลาและค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • ได้รับทั้งความบันเทิงและได้รับรู้เรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์
  • ทีมงานทำการบ้านดีมาก เพราะหนังย้อนเวลาไปถึง 60 กว่าปี
  • นักแสดงคุณภาพทุกคน

จุดสังเกต

  • ไม่ใช่หนังที่จะเข้าถึงผู้ชมได้ในวงกว้าง
  • ต้องขยันอ่านซับไตเติ้ลอย่างมาก
  • ภาษากฏหมายอัดแน่นและมีศัพท์ยาก

สนับสนุนเนื้อหาโดย

เป็นหนังที่มีส่วนผสมหลากหลายแนวรวมอยู่ในเรื่องนี้ เป็นทั้งหนังชีวประวัติบุคคลสำคัญของสหรัฐ , หนังคอร์ตรูมดราม่า , หนังให้กำลังใจคนสู้ชีวิต และ หนังเฟมินิสต์ หรือหนังแนวคิดสตรีนิยม ที่ว่าด้วยวีรกรรมของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก หญิงแกร่งสู้ชีวิตในยุค 50s ที่เอาชนะศาลสูงสหรัฐจนสามารถเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญกว่า 100 ปี ให้ปรับเปลี่ยนเพื่อความเสมอภาคแก่สิทธิสตรี และปัจจุบันเธอยังคงมีชีวิตอยู่กับวัย 85 ปี และตำแหน่งสุดท้ายของเธอคือ หนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาประจำศาลสูงของสหรัฐ

เฟลิซิตี้ โจนส์ และผู้กำกับ มิมี ลีเดอร์

ด้วยเรื่องราวที่ว่าด้วยหญิงแกร่ง หนังก็ยังเพียบพร้อมไปด้วยทีมงานหญิงแกร่งทั้งหน้ากล้องและหลังกล้อง เบื้องหน้าคือ เฟลิซิตี้ โจนส์ ดาราสาวฝีมือดีที่มีงานให้เราเห็นกันมาหลายเรื่องแล้วอย่าง Rogue One , Inferno และ A Monster Call และเธอยังเคยเข้าชิงออสการ์มาแล้วจาก The Theory of Everything ในเรื่องนี้เธอเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม หลังจากที่นาตาลี พอร์ตแมน บอกผ่านไปเพราะหนังชะงักอยู่ในช่วงเตรียมการสร้างอยู่นาน แล้วยังได้ มิมี ลีเดอร์ ผู้กำกับหญิงมากประสบการณ์ที่ห่างหายจากวงการไปนาน แต่หลายคนก็น่าจะจำ The Peacemaker และ Deep Impact ผลงานโดดเด่นในอดีตของเธอได้ และอีกหนึ่งเบื้องหลังคนสำคัญแต่ไม่ได้เป็นผู้หญิงก็คือ แดเนียล สตีเปิลแมน ผู้เขียนบทภาพยนตร์ เหตุเพราะเขาเป็นหลานชายแท้ ๆ ของรูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก ซึ่งทำให้มั่นใจได้ว่าเรื่องราวไม่น่าจะผิดเพี้ยนไปจากความจริงมากนัก นอกเหนือจากการถ่ายทอดเรื่องราว แดเนียล ก็มีทีเด็ดซุกซ่อนไว้ในบทสนทนา ที่ออกจากปากของรูธแล้วสร้างเสียงหัวเราะได้บนถ้อยคำจิกกัดประชดประชัน

หนังย้อนไปเล่าเรื่องราวในยุค 50s ในวันที่เธอเพิ่งสอบเข้าเรียนกฏหมายที่ฮาร์วาร์ดได้สำเร็จ ซึ่งอยู่ในช่วงที่เพิ่งเปิดรับนักศึกษาหญิง แต่ก็โดนสบประมาทตั้งแต่แรกเข้าเรียน ด้วยเหตุที่เธอเข้าเรียนตาม มาร์ติน สามีของเธอซึ่งเรียนอยู่ปี 2 แต่รูธ ก็แสดงให้เห็นว่าเธอทำหน้าที่ได้เปอร์เฟ็คทั้งการเป็นภรรยา แม่ และนักเรียนที่ขยันตั้งใจ รูธ สามารถทำคะแนนได้เป็นที่หนึ่งของชั้น ก่อนจะย้ายไปเรียนจนจบที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย หนังปูความให้เห็นความกดดันของรูธ ที่ต้องเติบโตมาท่ามกลางสังคมยุคที่สตรีแทบไม่มีบทบาทในสังคม ยังไม่มีสิทธิ์แม้จะออกเสียงเลือกตั้ง ที่มีฐานันดรเหนือกว่าชนผิวสีมาหน่อยเดียวแค่นั้น แม้ว่าเธอจะเรียนจบด้วยคะแนนสูงสุด

รูธใฝ่ฝันอยากเป็นทนาย เธอเดินสมัครงาน 10 กว่าที่แต่ก็ไม่มีสำนักงานกฏหมายสักแห่งยอมรับเธอเข้าทำงาน สุดท้ายรูธก็ลงเอยด้วยการเป็นอาจารย์ ที่ต้องกล้ำกลืนสอนลูกศิษย์ด้วยการยกอ้างคดีสำคัญในประวัติศาสตร์ ที่สตรีต้องถูกตัดสินให้แพ้คดีมากมายเพราะกฏหมายขีดเส้นข้อจำกัดให้สตรีไว้ 100 กว่าตัวบทกฏหมาย และเมื่อมาร์ติน สามีของเธอได้รับว่าความให้คดีหนึ่งที่ผู้ฟ้องร้องเป็นชาย แต่ถูกตัวบทกฏหมายขีดข้อจำกัดไว้เช่นกัน รูธ มองเห็นว่านี่คือโอกาสทองของเธอ ที่จะใช้คดีเป็นใบเบิกทางให้บรรดาผู้พิพากษาได้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำทางเพศในกฏหมายของอเมริกาที่สืบทอดมากว่า 100 ปีและถึงเวลาที่สมควรจะต้องปรับเปลี่ยนเสียที จากนาทีที่รูธลุกขึ้นมาขอทำคดี ก็ทำให้ดีกรีของหนังเร่งร้อนขึ้นอย่างรู้สึกได้ชัด

ด้วยความที่หน้าหนังเป็นทั้งหนังย้อนยุคไปถึง 60 ปีที่แล้ว และยังเป็นหนังที่ว่าด้วยวงการกฏหมาย มีทั้งอัยการ ทนาย และบรรยากาศในศาล จึงไม่ใช่หนังที่เรียกความสนใจจากผู้ชมในวงกว้างได้มากนัก แต่ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังแนวคนตัวเล็กล้มยักษ์ด้วยข้อกฏหมายอย่าง A Civil Action (1998), Erin Brockovich (2000), Spotlight (2015) ก็น่าจะสนุกไปกับเรื่องนี้อย่างแน่นอน หนังเล่าเรื่องให้ดูง่ายกว่า Spotlight แต่ก็ไม่ถึงกับเอาใจตลาดแบบ Erin Brockovich เหตุเพราะเป็นหนังในแวดวงกฏหมายอย่างลึกซึ้งจริงจัง จึงทำให้หนังอัดแน่นไปด้วยบทสนทนา เรียกได้ว่าแทบไม่มีสักนาทีที่ซับไตเติ้ลจะห่างหายไปจากจอหนัง เป็น 2 ชั่วโมงที่ต้องอ่านซับไตเติ้ลหนักมาก และทุกถ้อยคำก็เต็มไปด้วยศัพท์เฉพาะทางกฏหมายยาก ๆ และหลาย ๆ ฉากที่บทสนทนาจะอ้างอิงคดีนั้น คดีนี้ มีชื่อบุคคลจากคดีต่าง ๆ ซึ่งว่าตามตรงก็ตามเนื้อหาไม่ทันได้ครบถ้วนหรอก แต่กระนั้นประเด็นของคดีหลักที่รูธหมายมั่นปั้นมือจะต่อกรกับศาลสูง ก็ยังน่าติดตาม และจับความสนใจคนดูไว้ได้ตลอดรอดฝั่ง

หนังปูให้เราเห็นถึงความยากลำบากของรูธ ที่จะดันคดีนี้ให้ไปถึงศาลสูง ทั้งการฝึกซ้อม ศึกษาคดีในอดีต หาแนวร่วม และเมื่อหนังเปิดเผยว่าคู่ต่อสู้ของเธอในคดีนี้ล้วนเป็นอดีตอาจารย์จากฮาร์วาร์ดของเธอ ยิ่งทำให้เห็นว่านี่เป็นคู่มวยที่ต่างชั้นกันเหลือเกิน แล้วหนังก็ขับเคี่ยวอารมณ์จนพาเรามาถึง 15 นาทีสุดท้าย ที่ทำได้ตึงเครียด กดดัน แต่ก็ชวนลุ้นทั้ง ๆ ที่รู้ว่าสุดท้ายจะลงเอยอย่างไร เน้นย้ำว่ายกสุดท้ายที่เธอได้แถลงกับศาลสูงนั้น คม เฉียบ ลึกซึ้ง และได้ใจความ เห็นพ้องจริงที่ทำให้ศาลหยุดและตั้งใจฟัง ส่วนนี้ต้องชื่นชมกับคุณ เจไดยุทธ ที่แปลซับไตเติ้ลจากกฏหมายยาก ๆ ออกมาได้ความหมายภาษาไทย เชื่อว่าทำการบ้านมาพอสมควรล่ะ

 

และตัวหลักที่จับให้คนดูจดจ่ออยู่กับหนังได้ก็คือการแสดงของเฟลิซิตี้ โจนส์ ที่ถ่ายทอดความรู้สึกมากมายที่เธอเก็บไว้มาถึงผู้ชมได้ครบถ้วน และเห็นได้ชัดถึงความเป็นนักสู้ผ่านสายตาของเธอในหลาย ๆ ตอน และการที่เธอต้องประกบกับ อาร์มี่ แฮมเมอร์ ผู้มารับบทมาร์ติน สามีของเธอนั้น ยิ่งทำให้เฟลิซิตี้ ที่สูง 1.60 เมตร ก็เป็นมาตรฐานปกติของผู้หญิง แต่อาร์มี่ แฮมเมอร์ นั้นเป็นนักแสดงชายตัวโคตรสูง 1.96 เมตร ก็เลยทำให้ภาพลักษณ์”รูธ”ของเธอนั้นเป็นสาวน้อยตัวเล็ก ดูช่างอ่อนแอบอบบางมากขึ้นไปอีก แต่ขณะเดียวกันเธอก็ทำให้เราเชื่อได้ว่าหญิงตัวเล็กคนนี้เป็นนักสู้ มีความภูมิฐาน และมีสติปัญญาที่จะต่อกรกับศาลสูงได้แม้จะเป็นมือใหม่ ที่ผู้คนรอบข้างต่างชี้ชัดว่าเธอไม่มีทางเอาชนะได้

อีกรายที่เป็นคนโปรดของผู้เขียนเองคือ แคธี เบตส์ ดารายอดฝีมือรุ่นลายคราม ดีกรี 1 ออสการ์ แคธี่ โผล่ออกมาแค่ 2 ฉากรวมแล้วไม่น่าจะถึง 10 นาทีด้วยซ้ำ ในบทโดโรธี แคนยอน ทนายหญิงรุ่นเก๋าชื่อดังที่เราได้ยินรูธเอ่ยชื่อเธอมาหลายครั้ง ก่อนที่เธอจะปรากฏตัว แล้วทุกนาทีที่แคธี อยู่บนจอก็สะกดความสนใจให้อยู่กับเธอได้ ไม่เคยทำให้เสียชื่อดีกรี 1 ออสการ์ของเธอเลย

รูธ และ มาร์ติน กินส์เบิร์ก ตัวจริง

แม้ว่าOn The Basis Of Sex จะไม่ใช่หนังในกลุ่มเอาใจตลาด แต่ก็เป็นหนังที่ให้ความบันเทิงได้จริง ถ้าเป็นคนที่ชอบหนังว่าความในศาลจะยิ่งถูกใจเป็นพิเศษ เป็นหนังที่ให้ครบทั้งความบันเทิง และความรู้เรื่องราวสำคัญในการพลิกหน้าประว้ติศาสตร์กฏหมายสหรัฐฯ และน่าจะส่งผลถึงทั้งโลก ที่มีผลมาจากสตรีผู้นี้ รูธ เบเดอร์ กินส์เบิร์ก และนาทีสุดท้ายที่ตัวจริงของเธอมาปรากฏโฉมให้เห็น ก็เรียกเสียงเฮด้วยความชื่นชมได้เช่นกัน

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

“6 สิ่งที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น” ใน Avengers: Endgame

Published

on

on the basis of sex : สตรีพลิกโลก

8.7

ตรรกะและความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

คุณภาพงานแสดงของดารานำ

9.0/10

ความสนุกและความบันเทิง

7.5/10

คุ้มเวลาและค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • ได้รับทั้งความบันเทิงและได้รับรู้เรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์
  • ทีมงานทำการบ้านดีมาก เพราะหนังย้อนเวลาไปถึง 60 กว่าปี
  • นักแสดงคุณภาพทุกคน

จุดสังเกต

  • ไม่ใช่หนังที่จะเข้าถึงผู้ชมได้ในวงกว้าง
  • ต้องขยันอ่านซับไตเติ้ลอย่างมาก
  • ภาษากฏหมายอัดแน่นและมีศัพท์ยาก

Avengers: Endgame ใกล้จะเข้าฉายในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ ซึ่งแฟน ๆ ต่างตั้งคำถามว่า บทสรุปของ Marvel Cinematic Universe Phase 3 จะเป็นอย่างไร ?

ก่อนหน้านี้ Marvel Studios ได้ปล่อยตัวอย่างออกมาเพื่อเรียกระแสจากผู้ชม และตามมาด้วยคำให้สัมภาษณ์จาก 2 ผู้กำกับ พี่น้องรุสโซ ว่า Avengers: Endgame อาจมีความยาวถึง 3 ชั่วโมง เพื่อที่จะดำเนินเรื่องให้สู่บทสุดท้ายของภาพยนตร์โดยสมบูรณ์

เรามาดู 6 เหตุการณ์สำคัญที่จำเป็นต้องเกิดขึ้น เพื่อให้ Avengers: Endgame กลายเป็นบทสรุปสุดยิ่งใหญ่ของ Marvel Cinematic Universe และเป็นการส่งไม้ต่อไปยัง Phase 4 ต่อไป

1. Captain America และ Iron Man สงบศึกกัน

Captain America และ Iron Man เป็น 2 ตัวละครหลักของแฟรนไชส์ MCU มากนานถึง 10 ปี ถึงแม้ว่าจะมีอุดมการณ์ต่างกัน แต่ทั้ง 2 คน ก็ไม่เคยเกลียดกันเลยจริง ๆ

นับจากเกิดความขัดแย้งใน Captain America: Civil War แล้วนั้น 3 ต่อมาใน Avengers: Infinity War ทั้ง 2 คน ก็ยังไม่มีโอกาสได้คุยกันเลย และนั่นหมายความว่า Avengers: Endgame จะเป็นการขมวดปมให้ทั้ง 2 ตัวละคร ได้มีโอกาสปรับความเข้าใจกัน

2. Thanos ต้องตาย

ถึงแม้ว่า Thanos จะทำในสิ่งที่ตัวร้ายน้อยคนนักใน MCU (Marvel Cinematic Universe) จะทำได้สำเร็จ แต่เพื่อให้ MCU เดินหน้าต่อไปได้ และเพื่อให้อุดมการณ์อันยิ่งใหญ่ของ Thanos ยังคงเป็นประเด็นสำคัญทางสังคมต่อไป การที่จะเลือกให้ Thanos ต้องสลายหายไปก็อาจเป็นการปิดฉากตัวละครนี้ได้อย่างสมศักดิ์ศรีอย่างที่ควรจะเป็น

3. จักรวาลต้องได้รับการแก้ไข

ถึงแม้ว่าจะมีทฤษฎีมากมายเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่อไปหลังจาก Avengers: Endgame แต่สิ่งที่สำคัญคือการทำให้ทุกอย่างกลับคืนมาเหมือนเดิม ถึงแม้ว่าจะไม่ใช่สิ่งที่สมบูรณ์หรือสมดุลอย่างที่ Thanos เฝ้าหวัง แต่มันก็คือธรรมชาติของทุกสิ่ง

ทฤษฏีที่แฟน ๆ ค่อนข้างมั่นใจมากที่สุดคือ การย้อนเวลากลับไปช่วง Avengers ภาคแรก เพื่อแก้ไขสถานการณ์ แต่ถึงกระนั้น Marvel Studios ก็ยังมิได้เปิดเผยรายละเอียดแต่อย่างใด

4. เกิดอะไรขึ้นกับคนที่สลายหายไป …ต่อไป

แฟน ๆ จำนวนมากเชื่อว่า ผู้ที่สูญสลายไปเป็นฝุ่นใน Avengers: Infinity War จะกลับมามีชีวิตตามปกติอีกครั้ง เนื่่องจากพวกเขาเหล่านั้นอาจไปอยู่ใน Soul Stone

ถ้าหากทีม Avengers สามารถลบล้างสิ่งที่ Thanos ทำไปแล้วได้จริง (หมายถึงการล้างชีวิตครี่งหนึ่งของทั้งจักรวาล) มันก็จะตอบโจทย์สำคัญของ Avengers: Endgame ได้เป็นอย่างดี

5. บอกลาตัวละครที่คุ้นเคยมานานถึง 10 ปี

ชัดเจนแล้วว่า ตัวละครบางตัวจะบอกลาไป หลังจาก Avengers: Endgame ได้จบสิ้นลง และนั่นหมายความว่าภาพยนตร์เรื่องจะเป็นการบอกลาตัวละครที่อยู่ร่วมกับแฟรนไชส์นี้มานานถึง 10 ปี ไม่ว่าจะเป็น Captain America (คริส อีแวนส์), Iron Man (รอเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์) และ Thor (คริส เฮมสวอร์ธ)

6. ปูทางต่อไปยัง Phase 4

เมื่อ MCU Phase 3 ได้สิ้นสุดลงที่ Avengers: Endgame สิ่งที่ผู้สร้างจำเป็นต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องคือ การปูทางในตอนท้ายของภาพยนตร์เรื่องนี้ไปยัง Phase 4 ซึ่งอาจประกอบไปด้วยสมาชิกใหม่ของทีม Avengers และตัวร้ายชุดใหม่

อย่างไรก็ดี นี่เป็นเพียงทฤษฏีความเป็นไปได้ของเหตุการณ์สำคัญที่ควรเกิดขึ้นใน Avengers: Endgame โดยอ้างอิงจากรายงานและข่าวลือต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นจริงมากน้อยเพียงไรนั้น ต้องรอพิสูจน์ในวันที่ 24 เมษายน 2019 นี้

ข้อมูลอ้างอิง : cinemablend

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

FRIEND ZONE จัดรอบพิเศษขอบคุณแฟนคลับฉลองรายได้ 100 ล้าน มุ่งสู่ 190 ล้าน!

Published

on

By

on the basis of sex : สตรีพลิกโลก

8.7

ตรรกะและความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

คุณภาพงานแสดงของดารานำ

9.0/10

ความสนุกและความบันเทิง

7.5/10

คุ้มเวลาและค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • ได้รับทั้งความบันเทิงและได้รับรู้เรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์
  • ทีมงานทำการบ้านดีมาก เพราะหนังย้อนเวลาไปถึง 60 กว่าปี
  • นักแสดงคุณภาพทุกคน

จุดสังเกต

  • ไม่ใช่หนังที่จะเข้าถึงผู้ชมได้ในวงกว้าง
  • ต้องขยันอ่านซับไตเติ้ลอย่างมาก
  • ภาษากฏหมายอัดแน่นและมีศัพท์ยาก

14 กุมภาพันธ์ วันวาเลนไทน์ เป็นวันแรกที่ภาพยนตร์โรแมนติก คอเมดี้ จาก GDH อย่าง FRIEND ZONE ระวัง.. สิ้นสุดทางเพื่อน เข้าฉาย

21 กุมภาพันธ์ 7 วันหลังจากนั้นพวกเขากวาดรายได้ในกรุงเทพฯ ไปราว ๆ 80 ล้านบาท และหากรวมทั่วประเทศจะอยู่ทีประมาณ 140 ล้านบาท

เพื่อฉลองความสำเร็จนี้ทีมงานจึงจัดฉายรอบพิเศษ ‘FRIEND ZONE ข้ามเส้น 100 ล้าน.. เอาหร่อยเก้าซิบ(190 ล้าน)’ เพื่อขอบคุณทุกคน ซึ่งตั๋ว SOLD OUT ภายใน 10 ชั่วโมง… และรอบพิเศษที่ว่าจะมีอะไรบ้างไปดูกันเลยครับ

เริ่มแรกภาพยนตร์จะฉายประมาณ 13.00 น. ก่อนจะจบที่ราว ๆ 15.00 น. โดยที่ตั๋วทุกใบจะได้รับเสื้อลิมิเต็ด อิดิชั่น จากนั้นทีมนักแสดงและผู้กำกับก็จะเดินขึ้นมาบนเวทีเพื่อพูดคุยอย่างเป็นกันเองกับผู้ชม นำโดย นาย ณภัทร เสียงสมบุญ, ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับ พร้อมด้วย เจสัน ยัง, เบสท์ ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์ และ ส้วม สุขพัฒน์ โล่ห์วัชรินทร์

ใบเฟิร์น พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์

เจสัน ยัง

นาย ณภัทร เสียงสมบุญ

เบสท์ ณัฐสิทธิ์ โกฏิมนัสวนิชย์

ส้วม สุขพัฒน์ โล่ห์วัชรินทร์

ชยนพ บุญประกอบ ผู้กำกับ

คุณชยนพ ผู้กำกับเผยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ ณ ตอนนี้ถือว่าทำได้เกินกว่าที่คาดไว้มาก ๆ ทุกคนที่เกี่ยวข้องมีความสุขเหลือเกิน โดยมุ่งเป้าวันเสาร์นี้รายได้ในกรุงเทพมหานคร หวังให้ถึง 100 ล้าน ส่วนภาพยนตร์ก็เตรียมจะออกฉายทั่วเอเชีย 13 ประเทศ อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, บรูไน, มาเลเซีย, กัมพูชา, เวียดนาม, มาเก๊า, ฟิลิปปินส์, ไต้หวัน, ลาว, ฮ่องกง, พม่า และ จีน เริ่มฉายที่แรก สปป.ลาว ในวันที่ 21 กุมภาพันธ์

โดยคุณน้ำฝน ศิลปินจากประเทศลาวที่ได้รับเชิญให้แสดงภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ส่งคลิปมาแสดงความยินดีด้วย

น้ำฝน

เนื่องด้วยนี่เป็นรอบพิเศษ รายได้ทั้งหมดจากการฉายรอบนี้ได้นำไปบริจาคให้กับมูลนิธิสร้างรอยยิ้ม เป็นจำนวนเงิน 255,559 บาท

ก่อนจะปิดท้ายด้วยโชว์พิเศษจากทีมนักแสดงด้วยการร้องเพลง คิดมาก ในเวอร์ชั่น FRIEND ZONE ให้ทุกคนฟัง โดยมีวง CAPELLA เป็นแบ็คอัพ

วง CAPELLA

ยัง ยังไม่หมด! มีเซอร์ไพรส์แฟนคลับทุกคนด้วยการให้ทุกที่นั่งได้ถ่ายรูปหมู่กับนักแสดง และสามารถไปรับรูปได้เลยบริเวณหน้าโรงภาพยนตร์ เรียกได้ว่าทั้งอิ่มบุญ อิ่มใจ กันถ้วนหน้าเลยละ

เฟรนด์โซน และ แฟนคลับ

ประสบความสำเร็จจริง ๆ กับ FRIEND ZONE ระวัง.. สิ้นสุดทางเพื่อน ที่เปิดซิงเป็นภาพยนตร์ไทยเรื่องแรกของปี 62 ที่รายได้แตะ 100 ล้านบาท และดูจากการออกฉายที่เพิ่งผ่านไป 1 อาทิตย์ และแผนการที่จะตะลุยเอเชียแล้ว มีลุ้นกันยาว ๆ เลยละครับ

ส่วนใครที่สนใจชมภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถอ่านรีวิวและซื้อตั๋วชมภาพยนตร์ได้ที่นี่

คลิกอ่านรีวิวและซื้อตั๋วชมภาพยนตร์

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

ลองของกันหน่อย! กับนมเมจิกลิ่นสาคูแคนตาลูปและกลิ่นทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อน

Published

on

on the basis of sex : สตรีพลิกโลก

8.7

ตรรกะและความสมบูรณ์ของบท

9.0/10

คุณภาพงานสร้าง

9.0/10

คุณภาพงานแสดงของดารานำ

9.0/10

ความสนุกและความบันเทิง

7.5/10

คุ้มเวลาและค่าตั๋ว

9.0/10

จุดเด่น

  • ได้รับทั้งความบันเทิงและได้รับรู้เรื่องราวสำคัญในประวัติศาสตร์
  • ทีมงานทำการบ้านดีมาก เพราะหนังย้อนเวลาไปถึง 60 กว่าปี
  • นักแสดงคุณภาพทุกคน

จุดสังเกต

  • ไม่ใช่หนังที่จะเข้าถึงผู้ชมได้ในวงกว้าง
  • ต้องขยันอ่านซับไตเติ้ลอย่างมาก
  • ภาษากฏหมายอัดแน่นและมีศัพท์ยาก

เคยมั้ยเวลาไปตู้ขายนมในร้านสะดวกซื้อก็เห็นรสเดิมๆวนไปทุกวัน จืด ช็อค สตรอว์เบอร์รี่ จืด ช็อค สตรอว์เบอร์รี่ นานๆทีจะมีรสแปลกอย่างรสแคนตาลูป รสกล้วย หรือรสกาแฟที่ตอนนี้ไม่ใช่ของแปลกแต่อย่างใด แต่ล่าสุดผมก็แอบสะดุดกับนม 2 รสชาติใหม่ ของ เมจิ ทั้งกลิ่น สาคูแคนตาลูป และ กลิ่นทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อน เรียกได้ว่าแค่อ่านชื่อก็นึกถึงขนมหวานเย็นๆแล้ว แต่รสชาติจะโดนหรือน่าลองหรือเปล่าเรามาพิสูจน์กันเลย

การออกแบบแพ็คเกจ

อันนี้ต้องชมเมจิเขานะจ๊ะ ทั้งสีสันและกราฟิกรูปแคนตาลูปและลูกมะพร้าวช่วยให้เราจินตนาการรสชาติออกได้เลยว่า กลิ่นสาคูแคนตาลูปจะได้รสหวานหอมแคนตาลูปและ กลิ่นทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อนต้องได้กลิ่นมะพร้าวอ่อนจางๆแน่นอน

สำรวจส่วนประกอบ

ทั้ง กลิ่นทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อน และ กลิ่นสาคูแคนตาลูป ประกอบด้วยน้ำนมโคพร่องมันเนย 73% น้ำตาล 3.8% มันเนย 1% เวย์ผง 0.7% นมผงขาดมันเนย 0.05%  ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ส่วนผสมไม่ได้ต่างกันเลย เอาล่ะสิ ลางร้ายเริ่มมาเยือนแล้ว เพราะปกตินมที่รสชาติต่างกันจะมีปริมาณส่วนผสมที่ลดหลั่นกันไป แต่นี่อะไรเนี่ย! ส่วนผสมเหมือนกันเด๊ะๆ

ข้อมูลโภชนาการ

ไม่เพียงส่วนประกอบจะแทบก็อบวางกันมา แต่ทั้ง 2 รสชาติยังระบุข้อมูลโภชนาการเหมือนกันอีก โดยจากพลังงาน 110 กิโลแคลลอรี่ มีพลังงานจากไขมันอยู่ 25 กิโลแคลอรี่ ซึ่งก็นับว่าเยอะอยู่เหมือนกันนะ หากบริโภคก็ควรต้องออกกำลังกายกันด้วยนะครับ

แรกเปิดฟรอยด์

สิ่งที่โดดเด่นมากสำหรับนมทั้งสองรสชาติคือสีสันของนมครับ สำหรับกลิ่นสาคูแคนตาลูปจะมาในสีส้มคล้ายเนื้อแคนตาลูป ส่วนทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อนจะมาในสีชมพู ซึ่งก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่ามันทำให้นึกถึงทับทิมกรอบยังไง แต่เอาเถอะ พอเป็นสีชมพูก็ดูน่ารักน่าทานคล้ายๆนมสตรอว์เบอร์รี่เหมือนกัน แต่นั่นก็มาอีกหนึ่งลางร้ายเพราะทั้งรสชาติเมื่อเปิดมาเราจะได้กลิ่นมะพร้าวเหมือนกันเด๊ะอีกแล้ว

เมื่อแรกชิม

เริ่มที่กลิ่นสาคูแคนตาลูปก่อน บอกได้เลยว่า หวานมาก และที่จินตนาการไว้ว่าจะได้กลิ่นและรสเหมือนเราได้ทานแคนตาลูปอร่อยๆ คือไม่ได้เลย รสแคนตาลูปจางมาก เพราะนอกจากรสหวานและกลิ่นที่เหมือนกะทิอบควันเทียนแล้ว ก็แทบไม่มีรสอื่นแทรกเลย

ส่วนกลิ่นทับทิมกรอบมะพร้าวอ่อน ก็หวานในเลเวลเดียวกันเลย มิน่าล่ะส่วนประกอบเหมือนกันซะเบอร์นั้น ยิ่งได้กลิ่นกะทิอบควันเทียนแล้วนี่ ให้ความรู้สึกเหมือนไปซื้อกะทิกล่องมาซดมากเลยครับ

สรุป

โดยส่วนตัวในฐานะคนไม่ชอบดื่มนมที่มีรสหวานจัดๆแล้วต้องบอกเลยว่า ครั้งเดียวพอ จริงๆครับสำหรับทั้ง 2 รสชาติ ไม่ได้เลย ยิ่งพอนึกถึงรสชาติน้ำกะทิอบควันเทียนที่ทั้ง 2 รสชาติมีเหมือนกันแล้วนี่ ขอบายจริงๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!