Connect with us

What The Fact

[สัปดาห์นี้มีอะไรฟัง] แนะนำอัลบั้มออกใหม่ที่น่าสนใจในรอบสัปดาห์ [พฤษภาคม week2]

[สัปดาห์นี้มีอะไรฟัง] ในสัปดาห์นี้เรามีอัลบั้มออกใหม่ดีๆมาแนะนำด้วยกันถึง 5 อัลบั้ม เป็นอัลบั้มเต็ม 3 อัลบั้ม และอีก 2 EP

3 อัลบั้ม LP ของสัปดาห์นี้ มีอัลบั้มแรกในรอบ 6 ปีของวงอินดี้ป็อปจากนิวยอร์ค “Vampire Weekend” ที่กลับมาแบบจัดเต็มเป็นอัลบั้มคู่กับบทเพลง 18 เพลง ฟันกันให้หูแฉะไปเลย  ส่วนอีกสองอัลบั้มได้แก่ อัลบั้มที่ 4 จาก “Big Thief” วงอินดี้ร็อคจากบรู๊คลิน นิวยอร์ค ที่มีความนุ่มนวลขึ้นตามวัยวันที่เปลี่ยนไป  ส่วนอีกอัลบั้มเป็นอัลบั้มเปิดตัวงานเดี่ยวชิ้นแรกจากศิลปินหนุ่มอเมริกัน ไบรอัน เฟนเนลล์ (Brian Fennell) หรือ SYML ที่ก็น่าสนใจใช่เล่นเลยทีเดียว

ส่วน 2 EP อัลบั้มนั้นเป็นของศิลปินเลือดเอเชียทั้งคู่เลย EP อัลบั้มแรกมาจาก “No Rome” ศิลปินหนุ่มสัญชาติฟิลิปปินส์ที่ไปใช้ชีวิตอยู่ในอังกฤษ  ที่เริ่มต้นเส้นทางศิลปินด้วยการปล่อยเพลงลงบน SoundCloud ก่อนจะได้เซ็นสัญญากับ Dirty Hit ค่ายเพลงเดียวกันกับ The 1975 (และแน่นอนคอนเสิร์ต The 1975 ในไทยทั้งสองรอบจะมี No Rome มาเล่นเปิดให้ด้วย สุดจริง!!!)

ส่วนอีก 1 EP มาจาก Sunset Rollercoaster วงดนตรีอินดี้ป็อปจากไทเป ที่เคยมาเล่นคอนเสิร์ตในบ้านเราไปเมื่อต้นปีที่แล้ว  คราวนี้มาพร้อมเพลงหวานๆ ฉ่ำๆใน EP อัลบั้มที่ใช้ชื่อว่า “Vanilla Villa” จะหวานฉ่ำแค่ไหน แต่ละอัลบั้มในสัปดาห์นี้เป็นอย่างไร ไปดูรีวิวและลองฟังกันดูครับ


“Vanilla Villa” – Sunset Rollercoaster

มาน้อยแต่มาแน่นกับ EP อัลบั้มชุดที่สามจาก Sunset Rollercoaster วงดนตรีอินดี้จากไทเป ที่แต่งเพลงออกมาได้หอมหวาน นุ่มนวล ชวนฝันมากๆ EP ชุดนี้ใช้ชื่อว่า “Vanilla Villa” แค่ชื่อก็หวานแล้ว  มีมาทั้งหมด 3 เพลง รวมเวลาทั้งหมด 7 นาที ถึงน้อย แต่ก็ดีที่ทำให้เราอยากฟังวนซ้ำไปซ้ำมา

Vanilla Villa มาพร้อมกับบทเพลงฉ่ำหวานสามเพลงได้แก่ Welcome To , Vanilla และ Villa   Welcome To เป็นเพลงบรรเลงในท่วงท่าและลีลาแบบนุ่มนวลเบาสบายผสานกลิ่นอายของสมูธแจ๊ซ สามารถใช้ฟังก่อนนอนได้เลย  ต่อด้วย Vanilla ที่เป็นเพลงร้องในท่วงทำนองหวานๆ โรแมนติค นุ่มนวลชวนเคลิบเคลิ้ม หลับตาเห็นภาพคู่รักที่เต้นรำเคียงคู่กันภายใต้ท้องฟ้าสีวานิลลาหวาน  และปิดท้ายด้วย “Villa” กับท่วงทำนองชวนขยับที่มาพร้อมกลิ่นอายดนตรีสมูธแจ๊ซ ป็อปแจ๊ซที่ชุ่มฉ่ำใจยิ่งนัก

เป็นอัลบั้มที่ไพเราะ ฟังเพลิน ฟังซ้ำวนไปมาได้ไม่มีเบื่อเลย เมื่อไหร่จะออกอัลบั้มเต็มอีก อยากฟังแล้ว !!!

อ้อ EP นี้ Sunset Rollercoaster เค้าปล่อยให้ฟังฟรีในช่อง youtube ของวงด้วยนะ อย่าเสียเวลาไปฟังกันเลยดีกว่า !!!

 

ฟัง “Vanilla Villa”

Apple Music

Spotify 


“Crying in the Prettiest Places” – No Rome

ชีวิตของศิลปินหนุ่มคนนี้น่าสนใจ จากคนที่เติบโตในมะนิลา ฟิลิปปินส์ท่ามกลางชายหาดและขุนเขา สู่การค้นพบบทเพลงหลากยุคหลายแนวจากกรุเพลงของพ่อ จนก่อเกิดความสนใจในดนตรีแต่วัยเยาว์ที่คละเคล้าหลากหลายกันไปตั้งแต่ Slipknot , 2Pac, New Order , David Bowie ยันชูว์เกซอย่าง My Bloody Valentine หรือ Slowdive ด้วยความรักและทุ่มเทอย่างเต็มที่จนมีเพลงเป็นของตัวเองและเริ่มเผยแพร่ทาง soundcloud จนเป็นที่รู้จักและได้เข้ามาอยู่ในสังกัด Dirty Hit ที่มีพี่ใหญ่อย่าง The 1975 อยู่ด้วย เหมือน Matty Healy  จะชอบใจในหนุ่มคนนี้ไม่น้อยจึงได้ร่วมงานกันนับตั้งแต่จุดเริ่มต้นมาจนถึงทุกวันนี้

“Crying in the Prettiest Places” เป็น EP ที่มาพร้อมบทเพลง 6 เพลง ซึ่งแต่ละเพลงก็มีรสชาติหลากหลายแตกต่างกันไป เช่นแทร็คแรก ‘5 Ways to Bleach Your Hair’ นี่มาแบบ screamo-pop เลย ดุเดือดนิดๆหน่อยๆ พอใช้ได้เลย หรือจะเป็น “Cashmoney” ที่มาในแบบ R&B ที่ต่อด้วย “PINK” ที่น่าจะเป็นเพลงเอกของ EP นี้ ที่มาในท่วงทำนองแบบฮิปฮอป ที่มีรสชาติทั้งหวานทั้งเศร้าคละเคล้ากันอย่างลงตัว และเพลงนี้ก็เพิ่งปล่อย MV มาให้เราฟังกันเมื่อเร็วๆนี้ด้วย หรือจะเป็นเพลงชื่อยาวอย่าง Rimbaud,Come and Sit For a While ที่ไลน์ดนตรีมีความโดดเด่นด้วยซินธ์ที่ผสานไปกับกีตาร์อะคูสติค

ลองฟังทั้ง EP ดูแล้วจะรู้ว่าเป็น 18 นาทีที่คุ้มค่าจริงๆ ครับ

ฟัง “Crying in the Prettiest Places”

Apple Music 

Spotify


“U.F.O.F.” – Big Theif

“U.F.O.F.” เป็นอัลบั้มที่สามจากวงอินดี้ร็อค “ Big Theif” ที่ปรับเปลี่ยนแนวทางจาก อัลเทอร์เนทีฟร็อคในสองอัลบั้มแรก มาสู่ท่วงทำนองที่นุ่มนวลและล่องลอยขึ้น รวมทั้งเติมกลิ่นอายทางดนตรีโฟล์คและอเมริกาน่าลงไป

แม้กระทั่งเนื้อหาของเพลงก็มีการเปลี่ยนแปลงด้วยเช่นกัน จากประเด็นของเรื่องครอบครัว ความตาย ความโดดเดี่ยว อ้างว้าง หวาดกลัว มาสู่เรื่องที่มีความลึกลับ ชีวิต และธรรมชาติ อย่างชื่ออัลบั้ม  “U.F.O.F.” นี่ก็มาจาก U.F.O. ที่เรารู้จักกันดี ส่วน F. ตัวสุดท้ายนั้นย่อมาจากคำว่า “Friend” ซึ่งก็คือเพื่อนนั่นเอง อันเป็นการสื่อถึงทัศนคติที่เป็นมิตรต่อสิ่งลึกลับจากนอกโลก

เปิดมาแทร็คแรก “Contact” นี่ก็ลอยมาเลย บรรยากาศแห่งความฟุ้งฝัน ล่องลอย ลึกลับ มาเต็ม ช่วงแรกๆก็ลอยๆอยู่ดีๆ พอมาท้ายเพลงนี่กระตุกเลย อยู่ดีๆกีตาร์ก็กรีดร้องขึ้นมา จากนั้นดนตรีก็เข้มข้นขึ้นนำไปสู่บทสรุปอย่างสวยงาม จากชื่อเพลงและห้วงอารมณ์ช่างชวนให้เราคิดถึงหนังเรื่อง “Contact” หนังลึกลับมนุษย์ต่างดาวในปี 1997 ที่นำแสดงโดย โจดี้ ฟอสเตอร์ และ แมทธิว แม็คคอนนาเฮย์

เป็น 12 เพลงกับ 43 นาทีที่เราจะได้เพลิดเพลินไปกับเสียงร้องสวยหวาน จาก เอเดรียน เลนเคอร์ (Adrianne Lenker) และการบรรเลงดนตรีในท่วงทำนองแบบอินดี้โฟล์คจากเพื่อนสมาชิกทั้ง 3 ที่นุ่มนวลชวนฟังยิ่งนัก

ฟัง “U.F.O.F.”

Apple Music 

Spotify  


“SYML” – SYML

SYML คือชื่อที่ใช้ในการสร้างสรรค์งานเพลงของศิลปินหนุ่มจากซีแอตเติ้ล “ไบรอัน เฟนเนลล์”  ซึ่งคำว่า “syml,” อ่านว่า “simmel” เป็นภาษาเวลส์ แปลว่า “Simple” หรือเรียบง่ายนั่นเอง

SYML เป็นเดบิวต์อัลบั้มของ SYML ที่ใช้ชื่อในวงการของตัวเองเป็นชื่ออัลบั้มซะเลย ประมาณว่าให้จดจำข้าซะ (555) ก่อนนี้เฟนเนลล์เคยเป็นสมาชิกวงอินดี้ร็อคจากซีแอตเติลชื่อว่า Barcelona  ก่อตั้งวงตั้งแต่ปี 2005 โดยมีกลิ่นอายทางดนตรีคล้ายคลึงกันกับวงอย่าง U2, Coldplay หรือ Death Cab for Cutie ส่วนงานเดี่ยวในชื่อ SYML นี้ เฟนเนลล์มาพร้อมงานดนตรีแบบป็อปร็อคที่ฟังง่าย เมโลดี้สวย กับท่วงทำนองที่เร้าใจอันผสานไว้ด้วยเอกลักษณ์ของแนวดนตรีอันหลากหลายที่ผสานเข้ามาในแต่ละเพลง ที่มีทั้งความป็อป ความร็อค ความมินิมอล รวมไปถึงซาวด์อิเล็คโทรนิคและงานดนตรีแบบทดลองด้วย

เปิดมาแทร็คแรกก็น่าสนใจแล้วกับ “Clean Eyes” ป็อปร็อคปลุกเร้าพลังในใจ เป็นบทเพลงที่เฟนเนลล์ได้แรงบันดาลใจมาจากภรรยาที่ก้าวข้ามปัญหาต่างๆไปได้ด้วยการมองโลกในแง่ดี เขาจึงอยากนำเสนอมุมมองนี้ให้กับทุกๆคน  หรือจะเป็น “Where’s My Love” อินดี้โฟล์คเรียบง่ายและไพเราะ ที่ตัดอารมณ์ด้วยแทร็คต่อมา “Break Free”  ในงานดนตรีแบบอิเล็คโทร ฟังค์ หรือ ที่เท่มากๆเลยกับท่วงทำนองหลอนๆ กับบรรยากาศลอยๆใน “WDWGILY,” ที่ย่อมาจาก “Where did we go?/I love you”  ที่ทั้งเพลงพี่เล่นร้องวนไปมาแต่คำว่า “Where did we go?/I love you”  หลายต่อหลายรอบ

เป็นอัลบั้มเปิดตัวที่บ่งบอกเส้นทางอันสว่างไสวของเขาเลยทีเดียวครับ

ฟัง “SYML”

Apple Music 

Spotify


“Father of the Bride” –  Vampire Weekend

“Father of the Bride” คืออัลบั้มแรกในรอบ 6 ปีจาก Vampire Weekend หลังจาก “Modern Vampires of the City” ในปี 2013  6ปี ถือว่าเป็นเวลาที่มากพอดู มากพอที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ๆในชีวิตใครสักคน และสำหรับฟรอนแมนท์ของวง เอซร่า โคนิก (Ezra Koenig) มันก็เป็นเช่นนั้น เขาได้แต่งงานมีครอบครัว กลายสภาพจากหนุ่มโสด กลายเป็นคุณพ่อ ย้ายถิ่นฐานบ้านเกิดจากนิวยอร์คไปลอส แองเจลิส และคลอดแอนิเมชั่นที่ฉายทางเน็ตฟริกซ์ เรื่อง “Neo Yokio”

กลับมาคราวนี้ โคนิกและ Vampire Weekend เหมือนจะมีเรื่องเล่าอยู่มาก จึงปล่อยออกมาเป็นอัลบั้มคู่ที่บรรจุไว้ด้วยบทเพลง 18 เพลง ซึ่งมีความยาวรวม 58 นาที  ชวนให้นึกไปถึงอัลบั้มสุดคลาสสิค “The Beatles’ White Album” ของเดอะ บีทเทิลส์เลย อัลบั้มมีการร่วมงานกับศิลปินมากมายอาทิเช่น Rostam Batmanglij สมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งวงที่ตอนนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว , Danielle Haim จากวง HAIM ในแทร็คแรกของอัลบั้ม “Hold You Now” และอีกสองเพลง, และ Steve Lacy จากวง The Internet

และเป็นที่แน่นอนว่า คนเราเมื่อเติบโตขึ้น ความร้อนแรงแห่งวัยวันมันก็จะลดน้อยถอยลงไป จากวัยรุ่นวัยร้อนมาสู่การเป็นผู้ใหญ่ใจนิ่ง ทั้งตัวดนตรีและเนื้อหาที่พูดในบทเพลงจึงเป็นเช่นนั้นด้วยเหมือนกัน แต่ถึงอย่างนั้นทั้ง 18 บทเพลงก็มีความกลมกล่อม มีลูกล่อลูกชน และ มีรสชาติหลากหลายให้เราได้ลิ้มลองกันไป เผลอแป๊ปเดียวก็ฟังจนจบแล้วล่ะ

ฟัง “Father of the Bride”

Apple Music

Spotify 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!