20 Movies Hollywood Likes
20 Movies Hollywood Likes

รู้หรือไม่? 20 หนังโดนใจ “ชาวฮอลลีวูด” มากที่สุดในรอบ 10 ปีมานี้ มีเรื่องอะไรบ้าง

ปี 2020 ที่จบลงไปแล้วและต้องพูดว่าหนังของปีนี้มีน้อยเรื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ทำให้หนังเลื่อนออกไปหมด นิตยสารและสื่ออย่าง The Hollywood Reporter ได้ติดต่อไปยังสมาชิกของสถาบันด้านภาพยนตร์และโทรทัศน์ของฮอลลีวูดหรือพูดง่าย ๆ ก็คือเหล่าทีมนักสร้างหนังของฮอลลีวูดเพื่อให้ช่วยกันเลือกโหวตหนังโปรดในดวงใจของพวกเขา ซึ่งจาก 3,500 คนทั่ววงการอุตสาหกรรมภาพยนตร์อเมริกัน นี่คือ 20 อันดับแรกที่พวกเขาชอบมากที่สุด ลองไปดูว่าจะตรงกับหนังโปรดของชาว What the Fact กี่เรื่อง?

อันดับ 20 The King’s Speech (2010)

ภาพยนตร์ที่คว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยม แถมในปีนั้นคู่แข่งก็ยังเป็นหนังสายแข็งอย่าง The Social Network (2010) ของ David Fincher (ติดอยู่ในลิสต์ 20 เรื่องนี้ดวย) ที่ได้รับแรงเชียร์จากรางวัลเล็ก ๆ ที่ประกาศก่อนหน้ามากกว่า ในฐานะที่เป็นหนังเรื่องราวอเมริกันจ๋าของผู้ก่อตั้ง Facebook เทียบกับหนังพีเรียดที่ดูเชย ๆ ของกษัตริย์อังกฤษติดอ่าง แต่สุดท้ายด้วยความยอดเยี่ยมของนักแสดงและเรื่องราวที่น่าเอาใจช่วยของตัวละคร The King’s Speech ก็คว้าออสการ์ไปได้ถึง 4 จาก 12 สาขาที่เข้าชิง

หนังเป็นเรื่องราวของพระเจ้า George ที่ 6 พระบิดาของสมเด็จพระราชินี Elizabeth ที่ 2 ภายหลังกษัตริย์ Edward ที่ 8 พี่ชายสละราชสมบัติ พระองค์จึงต้องขึ้นครองราชย์แทนอย่างไม่ได้เตรียมใจนัก โดยเฉพาะปัญหาอาการพูดติดอ่างซึ่งนำมาสู่ความกังวลว่าจะไม่เหมาะสมในการทำหน้าที่เป็นกษัตริย์ที่ดี George ได้รับความช่วยเหลือจาก Lionel Logue นักบำบัดอาการบกพร่องทางการพูดจนเกิดเป็นมิตรภาพระหว่างกัน และจากความช่วยเหลือของภรรยา Elizabeth พระมารดาของพระราชินี Elizabeth ที่ 2 เขาจึงสามารถเอาชนะปัญหาอาการนี้ได้ในที่สุด

หนังจะเล่าเหตุการณ์ลากยาวตั้งแต่ครั้งพระเจ้า George ที่ 5 (Michael Gambon) พระราชบิดาของพระเจ้า George ที่ 6 สวรรคต พร้อมกับการสละโอกาสครองราชย์บัลลังก์ของกษัตริย์ Edward ที่ 8 (Guy Pearce) ส่งผลให้พระเจ้า George ที่ 6 หรือ Bertie ขึ้นครองราชย์ต่อ แถมในช่วงนั้นประเทศก็จวนเจียนจะเข้าสู่สงคราม นายกรัฐมนตรี Winston Churchill (Timothy Spall) และประชาชนจึงต้องการสุนทรพจน์ที่ยอดเยี่ยมจากผู้นำที่เข้มแข็งอย่างพระองค์

  • นักแสดง: Colin Firth, Geoffrey Rush, Helena Bonham Carter, Guy Pearce, Michael Gambon, Derek Jacobi, Timothy Spall
  • ผู้กำกับ: Tom Hooper (Les Misérables, The Danish Girl, The Damned United)
  • ทุนสร้าง/รายรับรวมทั่วโลก: 15 / 427 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score/iMDB Rating: 94% / 8/10
  • บทบาทบนเวทีออสการ์:
    • ชนะ 4 สาขารางวัล (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Colin Firth), ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม)
    • เข้าชิง 8 สาขารางวัล (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Geoffrey Rush),นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (Helena Bonham Carter), ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, ลำดับภาพยอดเยี่ยม, องค์ประกอบศิลป์ยอดเยี่ยม, ออกแบบเครื่องแต่งกายอดเยี่ยม, ผสมเสียงยอดเยี่ยม, เพลงประกอบยอดเยี่ยม)

ชวนอ่านบทความที่เกี่ยวกับหนัง The King’s Speech

10 หนังราชวงศ์อังกฤษ “สุดปัง” ที่คอซีรีส์ The Crown ต้องหาดูสักครั้ง

อันดับ 19 Call Me By Your Name (2017)

หนังก้าวผ่านวัยผ่านความสัมพันธ์ของเพศเดียวกันเรื่องนี้ ใช้เวลาเป็น 10 ปี กว่าผู้สร้างจะได้เริ่มการถ่ายทำ เพราะสตูดิโอหลายแห่งบอกผ่านจากการเป็นหนังของไบเซ็กชวลและแถมยังไม่มีความขัดแย้งอะไรในเรื่อง นอกจากความหมกมุ่นฮอร์โมนพลุ่งพล่านของพระเอกวัยแตกหนุ่ม ทีมงานนานาชาติของหนังประกอบไปด้วยชาวอิตาเลียน ฝรั่งเศส อังกฤษ และไทย (ผู้กำกับภาพ-สยมภู มุกดีพร้อม ที่เคยกำกับภาพ “สัตว์ประหลาด” ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งก็เป็นเรื่องราวของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศเช่นกัน) สุดท้ายหนังได้รับคำชมว่าเป็นหนังแสนละมุนที่งดงามที่สุดเรื่องหนึ่ง

ดัดแปลงมาจากนิยายโรแมนติกของ André Aciman ที่พูดถึงเรื่องราวความสัมพันธ์ระหว่าง Elio เด็กหนุ่มวัย 17 เชื้อสายอเมริกันอิตาเลียน-ยิว กับ Oliver นักศึกษาหนุ่มชาวอเมริกันวัย 24 ปี ขณะมาช่วยงานคุณพ่อของ Elio ช่วงปิดภาคฤดูร้อนในช่วงยุค 80s หนังปูแบ็กกราวนด์ในด้านอ่อนโยนของเด็กหนุ่มที่ดูภายนอกเหมือนจะมีเสน่ห์ไปในเชิงเพลย์บอย แต่ความอ่อนโยนนั้นถูกขยายออกจนประตูอีกบานเปิดออก ตัวตนอีกด้านหนึ่งของเขาเผยออกมา เจือปนกับความอยากรู้อยากเห็นและความสับสนในการค้นหาตัวเองแบบฉบับหนัง Coming (out) of Age

  • นักแสดง: Armie Hammer, Timothée Chalamet, Michael Stuhlbarg, Amira Casar
  • ผู้กำกับ: Luca Guadagnino (Suspiria, A Bigger Splash, I Am Love)
  • ทุนสร้าง / รายรับรวมทั่วโลก: 4.5 / 41 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score / iMDB Rating: 95% / 7.9/10
  • รางวัลบนเวทีออสการ์:
    • ชนะ 1 สาขา (บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม)
    • เข้าชิง 3 สาขา (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Timothée Chalamet), เพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยม)

ชวนอ่านบทความที่เกี่ยวกับหนัง Call Me by Your Name

หนัง LGBTQ+ ตลอด 20 ปี…ที่ควรค่าแก่การหามาดูสักครั้งในชีวิต

อันดับ 18 Once Upon a Time…in Hollywood (2019)

ผลงานลำดับที่ 9 ของผู้กำกับสุดแนวที่มีเอกลักษณ์ในสไตล์ของตัวเองทุกเรื่องอย่าง Quentin Tarantino ที่ยิ่งเก๋าเกมขึ้นทุกทีกับหนังทุกเรื่องที่เขาทำ ยิ่งกับเรื่องนี้ที่ได้นักแสดงชั้นเยี่ยมอย่าง Leonardo DiCaprio, Brad Pitt สองนักแสดงนำชายแถวหน้าของวงการตลอด 30 ปีมานี้ สมทบด้วย Margot Robbie ก็ยิ่งทำให้หนังพรีเมียมเข้าไปใหญ่ นอกจากนั้นแล้ว หนังเล่าถึงความหลังที่ยังคิดถึงของอุตสาหกรรมการสร้างภาพยนตร์ในปลายยุค 60s วิถีชีวิตนักแสดง และเหตุโศกนาฎกรรมสะเทือนขวัญ ซึ่งหนังแนว Nostalgia ถวิลหาความทรงจำของฮอลลีวูดก็กลายเป็นหนังอีกแนวที่นิยมสร้างกันในทศวรรษนี้ เช่น Argo (2012) เป็นต้น) (อ่านรีวิวเรื่องนี้ ของ WTF)

นี่เป็นครั้งแรกที่หนัง Tarantino ทำหนังที่ได้แรงบันดาลใจมาจากเรื่องจริง (ที่ถ้าใครได้ดูก็จะรู้ว่าส่วนแฟนตาซีหลุดโลกที่ไม่ใช่เรื่องจริงจากเหตุการณ์จริงก็มีอยู่เพียบ) หนังเล่าเรื่องในบรรยากาศ ยุคทองของฮอลลีวูด ปี 1969 โดยนิยามแนวทางของหนังไว้ว่า “หนังหลายเส้นเรื่องที่ฉายภาพเทพนิยายยุคใหม่ ในห้วงเวลาสุดท้ายของยุคทองฮอลลีวูด”

เส้นเรื่องหลักของหนังจะติดตาม Rick Dalton พระเอกจากหนังทีวีแนวคาวบอยที่กำลังหมดความนิยม และหนีตายดิ้นรนหางานเพื่อให้ได้มีชื่อเสียงต่อไป อีกเส้นเรื่องคือความสัมพันธ์ของเขากับ Cliff Booth สตันท์แมนคู่บุญที่ติดสอยห้อยตามดั่งพี่น้อง และเส้นเรื่องสุดท้ายคือ การที่พวกเขาอาศัยอยู่ในบ้านที่รั้วติดกับผู้กำกับดังแห่งยุคอย่าง Roman Polanski และแฟนสาวที่เป็นดาราดัง Sharon Tate ถ้าใครติดตามเรื่องราวโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นจริงก็จะทราบดีว่า เธอถูกฆาตกรรมอย่างน่าสยดสยองขณะตั้งครรภ์ โดยฝีมือกลุ่มฮิปปี้คลั่งลัทธิของ Charles Mansonเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1969 อันเป็นปีฉากหลังของหนังด้วย

  • นักแสดง: Leonardo DiCaprio, Brad Pitt, Margot Robbie, Dakota Fanning, Al Pacino, Emile Hirsch, Timothy Olyphant
  • ผู้กำกับ: Quentin Tarantino (Kill Bill, Pulp Fiction, Inglourious Basterds)
  • ทุนสร้าง / รายรับรวมทั่วโลก: 90 / 374 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score / iMDB Rating: 85% / 7.6/10
  • รางวัลบนเวทีออสการ์:
    • ชนะ 2 สาขา (นักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยม (Brad Pitt), องค์ประกอบศิลป์ยอดเยี่ยม)
    • เข้าชิง 8 สาขา (ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (Leonardo DiCapriot), ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ถ่ายภาพยอดเยี่ยม, ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม, ผสมเสียงยอดเยี่ยม, ตัดต่อเสียงยอดเยี่ยม)

ชวนอ่านบทความที่เกี่ยวกับหนัง Once Upon a Time…in Hollywood

อันดับ 17 Wonder Woman (2017)

เป็นเวลานานหลายสิบปีที่เรื่องราวของ Wonder Woman ไม่เคยได้ปรากฏบนจอภาพยนตร์เลย ต่างกับฝั่งฮีโรดีซีฝ่ายชายอย่าง Superman และ Batman ที่รีบูตรีเมกกันมาหลายรอบ จนกระทั่งแผนการสร้างหนัง Justice League (2017) เกิดขึ้น หนังแยกเดี่ยวที่แนะนำตัว Diana Prince หรือ Wonder Woman จึงเกิดขึ้น และได้อดีตนางงามอิสราเอลอย่าง Gal Gadot มารับบทนี้

แต่หนังก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่หนังแนะนำตัว เพราะยังครบถ้วนสมบูรณ์ด้วยความบันเทิงและแฝงดราม่าความรักระหว่าง Diana และคนรักอย่าง Steve Trevor เอาไว้ได้อย่างลงตัว ผลลัพธ์สุดท้ายจึงกลายเป็นความสำเร็จอย่างที่พูดได้เต็มปากครั้งแรกของ DC Universe และหนังก็ได้กลายเป็นหนังซูเปอร์ฮีโรหญิงที่ทำรายได้สูงที่สุดในโลก (ก่อนจะถูกโค่นโดย Captain Marvel (2019) ที่ทั้งหมดต้องชื่นชมผู้กำกับหญิงเก่ง Patty Jenkins ที่กลับมากำกับภาค 2 และจะไปกำกับ Gal Gadot ในหนัง Cleopatra อีกด้วย

ในภาคแรกนี้เล่าเรื่องราวก่อนที่เธอจะเป็น Wonder Woman Diana เจ้าหญิงแห่งชนเผ่าแอมะซอน ผู้ถูกฝึกฝนมาให้เป็นนักรบอันกล้าแกร่ง เธอเติบโตมาในเกาะสวรรค์ที่ซ่อนเร้นอยู่กลางทะเล เมื่อนักบินชาวอเมริกันทำเครื่องบินตกที่ชายหาดบนเกาะของพวกเธอ และเล่าเรื่องราวสงครามความขัดแย้งอันรุนแรงของโลกภายนอก Diana จึงด้ไปจากบ้านเกิดเพราะเชื่อว่าเธอจะหยุดภัยคุกคามให้กับโลกได้ เมื่อได้ต่อสู้ร่วมกับทหารหาญเพื่อหยุดสงคราม เธอจึงได้ค้นพบศักยภาพที่ซ่อนเร้นและโชคชะตะของเธอหลังจากนั้น

  • นักแสดง: Gal Gadot, Chris Pine, Connie Nielsen, Robin Wright, Danny Huston, David Thewlis
  • ผู้กำกับ: Patty Jenkins (Wonder Woman 1984, Monster)
  • ทุนสร้าง/รายรับรวมทั่วโลก: 149 / 821 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score/iMDB Rating: 93% / 7.4/10

ชวนอ่านบทความที่เกี่ยวกับหนัง Wonder Woman และ Wonder Woman 1984

อันดับ 16 The Hunger Games (2012)

จุดเริ่มต้นของหนังวัยรุ่นในบรรยากาศหลังโลกล่มสลายอันเป็นการต่อยอดกลุ่มผู้ชมจากหนังแฟรนไชส์ที่สร้างนิยายสุดฮิตอย่าง Harry Potter และแวมไพร์ Twilight ที่พูดได้ว่า Hunger Games ก็เทียบชั้นความสำเร็จด้านรายได้จากทั้งหมด 4 ภาคเช่นเดียวกับ 2 แฟรนไชส์แรก แต่หลังจากนั้นหนังแนวนี้ก็ไม่ได้ทำเงินถล่มทลายอีกเลย (เป็นต้นว่า Divergent (2014-2016) หรือ The Maze Runner (2014-2018)) หนังที่ดัดแปลงจากนิยายของ Suzanne Collins แจ้งเกิดนักแสดง Jennifer Lawrence ให้กลายเป็นนักแสดงแถวหน้าและคว้าออสการ์นำหญิงในปีเดียวกันนั้นเลยจาก Silver Linings Playbook  แฟรนไชส์นี้ทำรายได้ทั่วโลกไปเกือบ 3,000 ล้านเหรีญฯ จากทุนสร้างแค่เกือบ 500 ล้านเหรียญฯ เท่านั้น โดยมีภาค 2 Catching Fire (2013) ทำรายได้มากที่สุด

เรื่องราวในภาคแรกที่เป็นเหมือนการเกริ่นและปูเรื่องก่อนภาคต่อ ๆ ไป เน้นเรื่องราวไปที่การแข็งขันเกมล่าเกมที่เอาคนไปแข่งเอาชีวิตรอดและมีการถ่ายทอดสดผ่านโทรทัศน์ในรูปแบบของรายการเรียลลิตี้ เรื่องราวเกิดขึ้นที่พาเน็มที่แบ่งออก 13 เขตปกครอง มีแคปปิตอลเป็นเมืองหลวง แคปปิตอลกดขี่ทั้ง 13 เขตมาโดยตลอด จนทำให้เขต 13 ก่อกบฏ แคปปิตอลไหวตัวได้ทันและทำลายเขต 13 ทิ้งจนไม่เหลือซาก และเพื่อเป็นตอกย้ำให้ประชากรอีก 12 เขตทราบถึงผลเสียที่จะเกิดขึ้นหากคิดก่อกบฏ แคปปิตอลจึงจัดการแข่งขัน The Hunger Games ขึ้น โดยทั้ง 12 เขต ต้องจับสลากเลือกบรรณาการชายหญิงอายุ 12-18 ปี ในวันเก็บเกี่ยวมาอย่างละคนเพื่อลงแข่ง และทั้ง 24 คน จาก 12 เขต ต้องฆ่ากันเองจนกว่าจะเหลือผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียว

Katniss Everdeen เด็กสาววัย 16 ปี อาศัยอยู่ในเขต 12 ที่แร้นแค้น เธอเป็นเสาหลักให้ครอบครัวนับตั้งแต่พ่อตาย คอยหาอาหารประทังแม่กับน้องสาว ในวันเก็บเกี่ยวก่อนเกมล่าชีวิตครั้งที่ 74 Primrose Everdeen น้องสาวของเธอถูกจับชื่อให้ไปเป็นบรรณาการหญิงของเขต 12 Katniss จึงขออาสาไปแข่งแทนน้องสาว และบรรณาการชายของเขต 12 ก็ตกเป็นของ Peeta Mellark ลูกชายร้านขนมปังที่เคยช่วยชีวิตแคตนิสไว้ในตอนที่เธอเกือบจะอดตาย สุดท้ายพวกเขาก็กลายเป็นดาวเด่นของการแข่งขันที่ผู้ชมต่างลุ้นให้รักกัน

  • นักแสดง: Jennifer Lawrence, Josh Hutcherson, Liam Hemsworth, Woody Harrelson, Donald Sutherland, Elizabeth Banks, Stanley Tucci, Wes Bentley
  • ผู้กำกับ: Gary Ross (Seabiscuit, Ocean’s Eight, Pleasantville)
  • ทุนสร้าง/รายรับรวมทั่วโลก: 78 / 694 ล้านเหรียญฯ
  • Rotten Tomatoes Score/iMDB Rating: 84% / 7.2/10

(อ่านต่อหน้าถัดไป)