‘การ์ตูนแก๊ก’ สื่อสั้นอ่านฮาได้สาระ กับแพลตฟอร์มการอ่านที่ผันเปลี่ยนไปตามยุคสมัย

หากพูดถึงการ์ตูนแก๊ก นักอ่านเลขสาม (นำหน้า) ขึ้นไป คงนึกถึงหนังสือการ์ตูนอย่าง ขายหัวเราะ-มหาสนุก ซึ่งเป็นที่นิยมด้วยราคาแสนถูก ไปร้านทำผม ร้านหมอฟัน หรือร้านใด ๆ ที่ต้องรอรับบริการ ก็จะวางควบคู่กับนิตยสารให้คนรออ่านเพื่อฆ่าเวลา แก้เบื่อเล่น ลดอารมณ์ที่จะเหวี่ยงวีน แก้อาการรอไม่ได้ได้ชะงัดนัก

ทว่าเมื่อโลกเปลี่ยนไป เทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาแทนที่ เราจึงเห็นสื่อชนิดนี้น้อยลงเรื่อย ๆ แถมยังมีปรากฎการณ์ระดับโลก อย่างการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 เป็นปัจจัยให้ผู้คนเก็บตัวอยู่ในบ้าน ส่งผลต่องานในภาคบริการทั้งหลายอย่างจัง ทำให้โอกาสที่เราจะเห็นหนังสือดังกล่าวทั้งจากแผงขายและจากร้านค้าต่าง ๆ ลดลงไปอีก แต่ในขณะเดียวกัน เหตุการณ์นี้ยังเร่งให้คนหันมาใช้เทคโนโลยี และเข้าถึงนวัตกรรมใหม่ ๆ มากขึ้นด้วย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ‘การอ่านการ์ตูนแก๊ก’ ในแพลตฟอร์มที่เปลี่ยนไปนั่นเอง

แต่ก่อนที่เราจะเข้าสู่การสาธยายว่า ‘การ์ตูนแก๊กในปัจจุบัน’ มีหน้าตาอย่างไรบ้าง เราก็ต้องเท้าความถึงอดีตและ ‘จุดเริ่มต้นของการ์ตูนในไทย’ กันสักหน่อย

จากผนังสู่กระดาษ แรกเริ่มการ์ตูนในไทย

หากอ้างอิงประวัติศาสตร์ การ์ตูนไทยเริ่มจากการเข้ามาของวิทยาการเขียนภาพแบบตะวันตก โดยบุคคลที่เริ่มเขียนภาพที่มีกลิ่นอายของความขำขัน อิงชีวิตจริงคนแรก คือ ขรัวอินโข่ง จิตรกรในสมัยรัชกาลที่ 3 – รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ 

หนึ่งในภาพผลงานของขรัวอินโข่งที่แสดงให้เห็นถึงการวาดคนและฉากที่มีมิติและมีเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับชีวิตจริงมากขึ้น ซึ่งอิงมาจากการวาดแบบตะวันตก
Credit : Wikiwand.com

ผลงานแรกเริ่มนี้ แม้เป็นภาพเขียนจิตรกรรมฝาผนัง ไม่ได้ตีพิมพ์เผยแพร่ หรือมีลักษณะเหมือนการ์ตูนอย่างที่เราเห็นในปัจจุบัน แต่ก็นับว่าเป็นผลงานที่ปรากฏในสถานที่สาธารณะที่ผู้คนในยุคนั้นจะมีโอกาสได้เห็นอยู่มาก หลายภาพก็มีความหมายซ่อนอยู่ลึกซึ้ง บางคนจึงถือกันว่าท่านเป็นนักเขียนการ์ตูนไทยคนแรก

แต่ความชัดเจนของการปรากฏ ‘วัฒนธรรมการ์ตูนไทย’ นั้นเกิดขึ้นในเวลาต่อมา นั่นก็คือ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 การ์ตูนเริ่มได้รับความนิยมอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีการพิมพ์ที่ทำให้สื่อชนิดนี้เข้าถึงผู้คนได้มากขึ้น การ์ตูนที่เป็นที่นิยม ได้แก่ ภาพล้อ และการ์ตูนล้อการเมือง กระทั่งรัชกาลที่ 6 เองก็ทรงโปรดการ์ตูนดังกล่าว ทรงวาดภาพล้อเหล่าเสนาบดีและข้าราชบริพารในพระองค์ ตีพิมพ์ลงหนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต* อยู่เสมอ จึงอาจกล่าวได้ว่า การ์ตูนแก๊กของไทยเองก็มีรากฐานในแนวทางล้อเลียน ล้อการเมือง นั่นเอง

ภาพด้านบนที่เห็นนี้คือ หนังสือพิมพ์ดุสิตสมิต – หนึ่งในสามของหนังสือพิมพ์ประจำเมืองดุสิตธานี อันเป็นเมืองจำลองที่รัชกาลที่ 6 ทรงสร้าง เพื่อทดลองการปกครองส่วนท้องถิ่น หรือระบอบการเมืองในแนวประชาธิปไตย หนังสือพิมพ์ประจำเมืองทั้ง 3 ฉบับ ได้แก่ ดุสิตสมัย (รายวันฉบับแรก) ดุสิตสักขี (รายวันฉบับที่สอง) และดุสิตสมิต (รายสัปดาห์) เนื้อหาในหนังสือพิมพ์ มีทั้งเรื่องการเมือง เรื่องตลกขบขัน เบ็ดเตล็ด และกวีนิพนธ์ ทั้งยังมีการ์ตูนล้อการเมืองซึ่งเป็นลักษณะเด่น จึงได้รับความนิยมอย่างมาก

สำหรับ ‘นักเขียนการ์ตูนไทยคนแรก’ ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการ และยังเป็น ‘นักเขียนการ์ตูนล้อการเมืองไทยคนแรก’ ก็เกิดขึ้นในยุคนี้นี่เอง นั่นก็คือ ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต (เปล่ง ไตรปิ่น) ด้วยประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้จากการอาศัยอยู่ในต่างประเทศหลายสิบปี เมื่อกลับมาประเทศไทย ท่านได้เข้ารับราชการอยู่ช่วงหนึ่ง ก่อนจะลาออกแล้วยึดอาชีพวาดภาพล้อตามหนังสือพิมพ์ต่าง ๆ และเป็นครูในโรงเรียนเพาะช่าง 

ผลงานของ ขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต (เปล่ง ไตรปิ่น)
Credit : th.wikipedia.org

ด้วยผลงานการ์ตูนล้อนักการเมืองที่โดดเด่นในยุคนั้น ส่งผลให้ท่านได้รับรางวัลการประกวดภาพล้อจากรัชกาลที่ 6 แต่ที่ได้บรรดาศักด์นั้น ไม่ใช่เป็นเพราะอาชีพนักเขียนการ์ตูน หากแต่เพราะเป็นผู้บุกเบิกนำเทคโนโลยีการทำบล็อกแม่พิมพ์ เข้ามาในเมืองไทยด้วย

(อ่านต่อหน้า 2 คลิกด้านล่างเลย)