จัดอันดับภาพยนตร์ ทีวีซีรีส์ และละครไทยปี 2020 โดยกองบรรณาธิการ What the Fact

ทีวีซีรีส์

1.The Queen’s Gambit

ลำพังซีรีส์เกี่ยวกับหมากรุกก็มีไม่เยอะ แต่ซีรีส์ที่เกี่ยวกับหมากรุกที่ดูแล้วตื่นเต้นอย่างกับเล่นหมากรุกซะเอง คงมีแค่ซีรีส์ 7 ตอนเรื่องนี้แหละครับ เพราะนี่คือซีรีส์ที่มีดีทั้งการผูกปมเรื่องราวของเด็กสาวผู้มีพรสวรรค์บนกระดานหมากรุก ที่เดินเกมบนกระดานได้เฉียบขาดไม่แพ้ผู้ชาย แต่จากปมปัญหาในวัยเด็ก สู่อาการอวดดีในวัยรุ่น นำไปสู่ชีวิตนักหมากรุกสาวแอลกอฮอล์ลิซึม ทำให้เธอหวิดเดินหมากชีวิตเละเทะจนเกือบจะโดนรุกฆาต ซึ่งนำเสนอผ่านการแสดงอันมีเสน่ห์และเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ของ “อันยา เทเลอร์ “น้องจอย” ทำให้ต่อให้เราจะไม่เข้าใจกติกาหมากรุกอะไรเท่าไหร่ แต่ก็ทำให้เราได้ลุ้นตัวโก่งและหลงรักในเสน่ห์ของเกมบนกระดาน และเกมชีวิตของเบธ ฮาร์มอน ในแบบลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้น

อ่านรีวิว The Queen’s Gambit

อันดับ 2 The Crown season 4

The Crown season 4 ซีรีส์ใด ๆ มักมีจุดพีกจุดแผ่ว แต่ไม่ใช่กับ The Crown ที่จุดแข็งมีมาตั้งแต่ซีซันแรกจะด้วยคุณภาพโพรดักชัน การแสดง และการเล่าเรื่องสุดคมคาย การที่ซีซัน 4 ที่น่าจะเลยจุดพีกสุดไปแล้วยังเข้าชิงซีรีส์แห่งปีของหลายคนได้ จึงปฏิเสธไม่ได้ล่ะว่ามันเป็นซีรีส์เพชรน้ำเอกขนาดไหน ยิ่งว่ามันคือซีซันสุดท้ายของทีมนักแสดงที่ได้ชื่อว่าดีที่สุดในซีรีส์ชุดนี้ และยังเป็นช่วงประเด็นร้อนแรงที่สุดช่วงหนึ่งในชีวิตควีนที่เกี่ยวพันกับเจ้าหญิงไดอาน่าที่คนทั่วโลกรู้จักดี ร้อนแรงถึงขนาดว่าราชวงศ์อังกฤษขอร้องให้ช่วยระบุว่าเป็นเรื่องแต่ง แซ่บขนาดนี้ ซีรีส์แห่งปีต้องให้เขาจริง ๆ

อ่านรีวิว The Crown ซีซัน 4

อันดับ 3 Raised by Wolves

ดีใจที่เห็นปู่ริดลีย์ สก็อต ทำอย่างอื่นนอกจากหนังเอเลียนเสียที แต่ไม่ได้หมายความว่าแกจะทิ้งลายนะครับ ตรงกันข้ามปู่กลับครีเอตเรื่องราวโลกอนาคตที่คนถูกเลี้ยงโดยหุ่นแอนดรอยด์พร้อมตั้งคำถามถึงศรัทธาต่อพระเจ้าได้น่าคิดตาม แถมยังเซอร์วิสแฟน ๆ เอเลียนด้วยฉากโหด ฉากแหวะ แบบจัดเต็มทุกตอนจนทำให้ Raised by wolves กลายเป็นซีรีส์โคตรเยี่ยมประจำปีนี้ไปอย่างไร้ข้อกังขา

เรื่องอื่น ๆ ที่เข้ารอบ

The Mandalorian season 2, Itaewon Class, World of marriage couples, Alice in Borderland

หนังน่าผิดหวังที่สุดแห่งปี

อันดับ 1 Dolittle

Dolittle จะไม่น่าผิดหวังเท่านี้ ถ้าดารานำไม่ได้ชื่อ โรเบิร์ต ดาวนีย์ จูเนียร์ แต่ Dolttle ถูกคาดหวังในฐานะหนังเรื่องแรกที่ ป๋าดาวนีย์มารับบทนำ หลังจากออกจากจักรวาลภาพยนตร์มาร์เวลอย่างเป็นทางการ ที่จริงถ้าถามเด็ก ๆ ก็คงได้คำตอบว่าเป็นหนังเรื่องโปรดล่ะนะ เพราะเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ที่พูดได้เต็มไปหมด แต่ก็นั่นแหละด้วยเรต PG ที่ผู้สร้างต้องการ มันก็เลยไม่เป็นความบันเทิงนักสำหรับผู้ชมรุ่นใหญ่ ที่ภาพสัตว์พูดได้ในวันนี้ก็ไม่ได้ชวนให้ตื่นตาตื่นใจเสียแล้ว และเนื้อหาก็ไม่ได้ชวนติดตาม ตัวร้ายก็ดูจืดชืดไร้พิษสง ปัญหาคลี่คลายได้โดยง่าย แล้วภาพลักษณ์ของป๋าดาวนีย์ก็ดูใกล้เคียงกับ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ของเขาพอดู

อ่านรีวิว Dolittle

อันดับ 2 Mulan

Mulan เผื่อใครยังไม่รู้ Mulan คือหนังที่คนรอชมมากที่สุดในโลกในปีนี้จากการรวมสถิติการค้นหาและการพูดถึงในโลกอินเทอร์เน็ตในปี 2020 ทั้งดาราที่คัดมาเล่นก็ดัง หนังตอนเป็นแอนิเมชันก็ดี พอความคาดหวังทะลุปรอทขนาดนี้ เมื่อมันสะดุดจึงกลายเป็นการขมำหน้าคว่ำที่เรียกว่ายักษ์ล้มหรือความน่าผิดหวังที่สุดแห่งปีไปได้อย่างง่าย ๆ เช่นกัน ถึงจะไม่นับปัญหานอกตัวหนังอย่างเรื่องการแบนนักแสดงนำ หรือปัญหาที่มันมีกับประเทศจีนแล้ว แต่กับเรื่องที่มันตีความความเชื่อของจีนแบบผิด ๆ จนเข้าขั้นเสร่อ และความอีเหละเขะขะในการนำเสนอ ก็ทำให้มันกลายเป็นรื่องตลกล้อเลียนสำหรับใครบางคนอย่างไม่ตั้งใจ ไม่ต้องไปคุ้ยถึงความล้มเหลวด้านรายได้ แค่นี้ก็คงพอมั้ง ว่าทำไมมันถึงน่าผิดหวังที่สุดในปีนี้

อ่านรีวิว Mulan

อันดับ 3 Wonder Woman 1984

ด้วยความที่หนังภาคแรกทำไว้อย่างยอดเยี่ยม ในแง่ของการเป็นหนังฮีโรหญิงนำเดี่ยวผู้จะกรุยทางให้กับหนังฮีโรหญิงไม่ว่าจะทั้งจากจักรวาลดีซีหรือมาร์เวลเองก็ตามอีกมากมาย การเป็นหนังดีซีเรื่องแรกที่ออกจากความหม่นมืดของเรื่องราว และประสบความสำเร็จมากที่สุดของหนังจักรวาลดีซี (ตามมาด้วย Aquaman) จึงไม่แปลกที่หนังภาค 2 จะแบกความคาดหวังว่าจะทำได้ลงตัวเหมือนกับภาคแรก แต่เอาเข้าจริง ๆ แล้วหนังความยาว 2 ชั่วโมงครึ่งของ Wonder Woman 1984 กลับเต็มไปด้วยความยืดยาดและสามารถตัดให้หนังเหลือ 1 ชั่วโมงครึ่งก็ยังได้ (นี่ขนาดผู้กำกับ Patty Jenkins บอกว่า หนังถูก Warner Brothers สั่งตัดออกไปราว 15 นาทีแล้ว)

ตามชื่อเรื่อง หนังภาคนี้มีบรรยากาศของเรื่องเกิดในยุค 80s ซึ่งทำได้หยาบมากกว่าซีรีส์ Stranger Things หรือหนังฮิต ๆ หลายเรื่องที่หยิบสถานที่ แฟชั่น และเพลงของยุคนี้มาสร้างใหม่ในธีมหนัง Nostalgia หรือหนังย้อนวันหวาน เพราะเอาเข้าจริง ๆ สถานการณ์ในเรื่องจะเกิดในยุคไหนก็ได้ แต่ผู้สร้างคงอยากจะหยิบเอายุค 80s ที่หลายเรื่องทำแล้วฮิตมาใส่ในหนัง และทำให้ Steve Trevor ที่ได้กลับมาอีกครั้ง ทำท่าตื่นตาระคนแปลกใจไปกับโลกที่ต่างไปจากยุคที่เคยอยู่เมื่อ 60 ปีก่อนหน้านั้น ซึ่งกลายเป็นช่วงที่เล่าได้ยืดเยื้อและน่ารำคาญกับการผลิตมุกซ้ำนี้อยู่หลายรอบ นอกจากนี้ ตัวร้ายของเรื่องก็ทำออกมาได้เชยสมยุค 80s ทั้งตัวร้ายหลักและตัวร้ายรองซึ่งทำให้หนังหมดความน่าเชื่อถือและกลายเป็นหนังการ์ตูนดาด ๆ อย่างสมบูรณ์แบบ ฉากแอ็กชันมัน ๆ มีแค่ 3 ฉากตลอดเรื่องก็ไม่ได้น่าตื่นตาหรือตื่นเต้นอีกแล้วเมื่อเทียบกับภาคแรก

ข้อดีเพียงไม่กี่อย่างของหนัง (ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถถมทับข้อเสียอันมากมาย) ก็คือ ความสวยสง่าบารมีของ Gal Gadot ในบทสาวน้อยมหัศจรรย์ และการหยิบประเด็นความรักของ Diana และ Steve มาเล่นอีกรอบ ลงเอยด้วยความสะเทือนใจในตอนจบที่ทำได้ซาบซึ้งพอ ๆ กับภาคแรก ทั้งหมดทั้งมวลอาจต้องโทษไปที่ผู้กำกับ Patty Jenkins ที่มั่นใจกับวิธีการเล่าในสิ่งที่เธออยากเล่ามากเกินไป จนหนังเต็มไปด้วยสิ่งที่ไม่ต้องเล่าและตัดออกได้เต็มไปหมด

อ่านรีวิว Wonder Woman 1984

เรื่องอื่น ๆ ที่เข้ารอบ

Peninsula, The New Mutant, เฮ้ย!ลูกเพ่ นี่ลูกพ่อ, AVA

(อ่านหน้าถัดไปสำหรับ ละครไทย)

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้เพื่อการวิเคราะห์

    คุกกี้ประเภทนี้จะทำการเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวัดผล ปรับปรุง และพัฒนาประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ ถ้าหากท่านไม่ยินยอมให้เราใช้คุกกี้นี้ เราจะไม่สามารถวัดผล ปรังปรุงและพัฒนาเว็บไซต์ได้

บันทึก