Connect with us

ภาพยนตร์

โปรดดู “เสียดาย” ก่อนที่คุณจะเสียดาย…

แต่ถ้าให้พูดถึงภาพยนตร์ที่สะท้อนจนเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเรื่องหนึ่ง ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เสียดาย” ซึ่งเป็นผลงานการกำกับและเขียนบทภาพยนตร์ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือที่เรารู้จักและเรียกกันในนาม “ท่านมุ้ย” นั่นเอง

ถ้าจะว่ากันถึงภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนสังคม มันก็มีหลายเรื่องที่เคยฉายในอดีต แล้วเป็นที่นิยมและเป็นที่วิพากษ์วิจารย์กันในวงกว้าง เช่น เขาชื่อกานต์, ทองพูน โคกโพ, น้ำพุ หรือเด็กเสเพล เป็นต้น

แต่ถ้าให้พูดถึงภาพยนตร์ที่สะท้อนจนเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเรื่องหนึ่ง ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เสียดาย” ซึ่งเป็นผลงานการกำกับและเขียนบทภาพยนตร์ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือที่เรารู้จักและเรียกกันในนาม “ท่านมุ้ย” นั่นเอง

ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล

ภาพยนตร์เรื่องเสียดาย จริงๆ แล้วมีถึง 2 ภาคด้วยกัน และแต่ละภาค ต่างมีเนื้อเรื่องที่เล่าแตกต่างกันออกไป อย่างภาคแรกที่เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2537 เป็นการเล่าถึงเรื่องราวของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนกัน แต่ต่างคนต่างมีปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และครอบครัว จนท้ายที่สุด ทั้งสี่คนเลือกที่จะหาทางออกจากเรื่องทั้งหมดด้วย “ยาเสพติด” และเมื่อมารู้ตัวเองอีกครั้ง ก็เสียดายเวลาที่สูญเสียไปกับเรื่องของยาเสพติดและเรื่องอื่นๆ จนอนาคตและความฝันต้องพังทลายลง รวมถึงชีวิตของตัวละครบางตัวในเรื่องนี้ที่ต้องจบลงเพราะยาเสพติด และการฆ่าตัวตาย

โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง “เสียดาย” เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2537

ส่วนภาคที่ 2 เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2539 คราวนี้เล่าอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของครอบครัวที่มีลูกสาวติดเชื้อ HIV จากการถ่ายเลือด ซึ่งเรื่องราวนี้ได้กระจายออกไปในวงกว้าง จนทำให้สังคมต่างไม่ยอมรับ ส่วนลูกสาว ก็สับสน และหาทางออกไม่ได้ เพราะว่าคนในครอบครัวต่างไม่ไว้ใจในตัวเธอ บวกกับกระแสสังคมที่ตราหน้าทั้งครอบครัวก่อนหน้านี้ จนจะจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ยังเคราะห์ดี ที่ยังมีรุ่นพี่ที่ติดเชื้อ HIV แบบเดียวกับเธอ ที่คอยรับฟัง

โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง “เสียดาย 2” เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2539

เสียดาย ภาคแรก (2537)

ถ้าเล่าแบบลงลึกและแยกย่อยในแต่ละภาค จะพบว่า ภาคแรกที่เล่าถึงเรื่องราวของยาเสพติดนั้น เห็นภาพของความเป็นไปในสังคมได้ชัดกว่าภาคที่สอง ปัญหาเกิดขึ้นภายในครอบครัว ทั้งทะเลาะเบาะแว้ง ติดสุรา เสพยาเสพติด หรือแม้แต่เรื่องของการขายบริการและการถูกข่มขืน ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องราวที่ในปัจจุบันนี้ ยังมีให้เห็นตามหน้าจอทีวี และหน้าหนังสือพิมพ์ รวมถึงการเล่าเรื่องราวที่มาในรูปแบบของสารคดี ทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องราวของแต่ละคนที่เกิดในเรื่องนี้ เป็นมาอย่างไรบ้าง

และอีกจุดที่นำเสนอออกมา ก็คือวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละครอบครัว ว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง บางครั้งก็ถึงขั้นจับล็อคกับตะแกรง หรือพาไปวัดถ้ำกระบอกเพื่อเข้ารับการบำบัดเลยก็มี แต่ซีนที่ผู้เขียนดูแล้วรู้สึกสะเทือนใจที่สุด คงเป็นซีนที่พ่อแม่ของครอบครัวหนึ่ง จับลูกสาวถอดเสื้อผ้า แล้วอาบน้ำในห้องน้ำ เพื่อให้อาการอยากยาได้หายไป มันสะท้อนได้ว่า ต่อให้ลูกจะทำผิดถึงขั้นติดยาเสพติด คนที่ทุกข์ใจที่สุดและต้องดูแลในทุกๆ ครั้ง คือคนที่เป็นพ่อแม่นี่แหละ

เสียดาย 2 (2539)

ส่วนภาคสองที่เล่าถึงเรื่องของ HIV ดูเหมือนเรื่องที่เล่าจะไกลจากความเป็นจริง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของ HIV อย่างเดียว ถือว่าเป็นเรื่องที่ตื่นตัวและรณรงค์มาในทุกยุคทุกสมัย แต่การติดเชื้อ HIV จากการถ่ายเลือดนี่ โอกาสในการเกิดแทบจะน้อยครั้ง หากไม่มีการคัดกรองและตรวจเลือดก่อนบริจาคในทุกๆ ครั้ง แต่ความน่าติดตามของเรื่องนี้ (ในมุมของผู้เขียน) มีอยู่สองจุดด้วยกัน คือ “ครอบครัว” และ “นักข่าว”

ครอบครัวที่ปรากฎในภาคที่ 2 ของเสียดายนั้น เป็นครอบครัวของผู้ที่มีฐานะ มีความสุข แต่วันหนึ่งต้องมาทุกข์และเกิดความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน เพราะสาเหตุที่กล่าวไปในข้างต้น ส่วนนักข่าว เสมือนฟันเฟืองในการดำเนินเรื่อง โดยนำเสนอข้อเท็จจริงว่า เชื้อ HIV นั้นเป็นอย่างไร การติดต่อระหว่างบุคคลนั้นง่ายหรือยาก รวมถึงเป็นผู้ที่เข้าช่วยเหลือ และทำร้ายครอบครัวที่ปรากฎในเรื่องในเวลาเดียวกัน แต่ต้องบอกก่อนว่าบทนักข่าวที่ปรากฎในเสียดาย 2 นี้ ไม่ใช่จับนักแสดงมารับบทนี้นะ เขาเชิญนักข่าวและพิธีชื่อดังอย่าง “อรุณโรจน์ เลี่ยมทอง” สลัดภาพพิธีกรรายการเด็ก มาสวมวิญญาณพิธีกรสาวที่ต้องลงไปตามล่าหาความจริง จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น และนำเสนอข้อเท็จจริง ให้ผู้ชม และผู้ที่ติดตามข่าว (ในภาพยนตร์นะ…) ได้รู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าผู้ชมที่รับชมในชีวิตจริง ก็ได้รับรู้ข้อมูลที่เกิดขึ้นนี้ด้วย

อรุณโรจน์ เลี่ยมทอง

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาจาเห็นภาพชัดเจน คือเรื่องของสังคมในช่วงเวลานั้น อย่างเสียดาย 2 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ HIV ก็สะท้อนได้ถึงการรับรู้ของคนทั่วๆ ไป ที่ยังไม่รู้ในข้อมูลของเชื้อดังกล่าว ซึ่งตัวละครในเรื่องก็แสดงอาการต่อต้าน รวมไปถึงความเข้าใจแบบผิดๆ ในเรื่องของการติดเชื้อระหว่างบุคคล อย่างการดื่มน้ำจากแก้วเดียวเดียวกันกับผู้ที่มีเชื้อ HIV เป็นต้น

ถามว่าทำไมต้องดู “เสียดาย” ก่อนที่จะเสียดาย ตามหัวข้อของ Article นี้ เพราะว่าเรื่องราวที่ปรากฎในภาพยนตร์ทั้งสองภาคนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอยู่ทุกวี่ทุกวัน ถึงแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของผู้อ่านก็ตาม แต่อย่างน้อย การได้รับชมภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนี้ ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัว รวมไปถึงรู้จักกับปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแบบเห็นภาพได้ชัดเจน (ถึงแม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะปรากฎให้เห็นเป็นข่าวแทบทุกวี่ทุกวันก็ตาม…)

และจะดีกว่านี้ ถ้ารับชมพร้อมกันทั้งครอบครัว พร้อมทั้งชี้แนะ และอธิบายถึงเหตุและผลของเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วย เสมือนเป็นการสอนและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะบุตร-หลาน ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยอยากรู้อยากลองนั่นเอง

โปรดดูเสียดาย ก่อนที่คุณจะเสียดาย…

ขอขอบคุณภาพประกอบส่วนหนึ่งจากกระทู้พันทิป “เสียดาย” เขียนโดย Cinephile (ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

บทความ

รวมแนวหนังสยองขวัญที่อยู่ในเกม Resident Evil 7 ที่คุณอาจไม่เคยรู้

Published

on

อาจจะดูเก่าไปเสียหน่อย กับการหยิบยกเรื่องราวของเกม Resident Evil 7 BioHazard มาพูดถึงมุมมองที่ตกค้างของเกมนี้ ที่ใครหลายคนอาจจะคิดไม่ถึง เพราะตัวเกม Resident Evil 7 ในภาคนี้นั้น ได้เปลี่ยนแปลงรูปแบบของแนวเกมตัวเอง ให้กลับไปเป็นแนวสยองขวัญ ที่เต็มไปด้วยปริศนาที่ต่างกับเรื่องราวใน Resident Evil ภาคแรกๆ ที่เรายังพอเดาทางได้ว่าตัวเกมจะไปในรูปแบบใด แต่ใน Resident Evil 7 ตอนที่เรายังไม่ได้เล่นนั้น เราแทบไม่รู้เลยว่ามันจะเกิดอะไรขึ้น จนเมื่อตัวเกมถูกปล่อยออกมาให้เราได้เล่น แฟนๆ ก็ได้รับมุมมองการเล่นแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อนในเกมซีรี่ส์นี้ ซึ่งแนวทางความสยองขวัญนั้นอาจจะดูใหม่ในฐานะของเกมสยองขวัญ แต่สำหรับคนดูหนังแล้วมันเป็นมุกปกติที่เราเห็นได้ทั่วไป วันนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าเกม Resident Evil 7 ได้หยิบยืมแนวหนังแบบใดมาใช้บ้าง ถ้าพร้อมแล้วตามมาเลย

Demo Resident Evil 7 กับหนัง The Blair Witch Project

เริ่มต้นจากตัว Demo ในเกม Resident Evil 7 ที่เราได้เล่นกันก่อน ที่ในเกมนั้นเราจะได้รับบทเป็นรายการทีวี ที่มาถ่ายทำรายการบุกบ้านผี และเราจะได้เห็นมุมมองผ่านกล้องวีดีโอของตัวละครใน Demo ตัวนี้ ซึ่งถ้าใครที่ชอบดูหนังสยองขวัญยุคเก่าๆ หน่อย อาจจะคุ้นเคยกับตัวหนังที่เล่าเรื่องราวผ่านกล้องวีดีโอธรรมดา ซึ่งหนังเรื่องแรกๆ ที่ใช้การเล่าเรื่องแบบนี้ และสร้างปรากฏการณ์หนังผีแนวนี้ให้เกิดขึ้น ก็คือเรื่อง The Blair Witch Project หรือในชื่อไทยคือ สอดรู้ สอดเห็น สอดเป็น สอดตาย ที่เรื่องราวของสามนักศึกษาที่มาถ่ายวีดีโอเรื่องราวของป่าต้องสาป โดยหนังจะเล่าเรื่องราวผ่านกล้องวีดีโอตลอดทั้งเรื่อง แถมฉากตัวละครยืนหันหลังให้กล้อง ก่อนจะหันมาในสภาพศพ ก็ช่างเหมือนกันจริงๆ

ตามหาเมีย (หาลูก) ท่ามกลางฆาตกรโรคจิต  The Hills Have Eyes

สำหรับเรื่องราวของครอบครัวฆาตกรโรคจิตในโลกของเกมนั้น อาจจะดูเป็นเรื่องราวที่แปลกใหม่น่าสนใจ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แต่ในโลกของภาพยนตร์นั้น เรื่องนี้แบบนี้มักจะเป็นเรื่องปกติที่ เรามักจะเห็นกันได้บ่อยๆ แต่เรื่องที่เกี่ยวกับครอบครัวฆาตกรโรคจิตสุดโหดตายยาก และตัวเอกเป็นผู้ชายที่ไร้ ซึ่งแต่เขาต้องเข้าไปช่วยเหลือคนที่รักจากดงศัตรู เรื่อง The Hills Have Eyes หรือชื่อไทยคือ โชคดีที่ตายก่อน ดูจะตรงกับเรื่องราวใน Resident Evil 7 มากที่สุด เพราะเรื่องราวใน The Hills Have Eyes จะเล่าถึงครอบครัวใหญ่ที่มารถเสียกลางทะเลทราย ก่อนจะเจอครอบครัวฆาตกรโรคจิตมาฆ่าทุกคน และจับลูกสาวของพระเอกไป  ตัวเอกที่ดูเป็นคนธรรมดาไร้ทางสู้ ต้องหาทางไปช่วยลูกสาวของตน ซึ่งคล้ายกับที่ Ethan Winters ทำใน Resident Evil 7 ไม่มีผิด แถมยังใส่ชุดคล้ายๆกันด้วย

เกมมรณะของ Lucas Baker Saw

อีกหนึ่งความน่าสนใจและสนุกของเกม Resident Evil 7 นั้นคือการที่เราต้องเล่นเกมมรณะของเจ้า Lucas Baker ที่แต่ละเกมนั้นก็สุดโหด ถ้าพลาดคือความตายแบบไม่ต้องสงสัยเลยทีเดียว ซึ่งไอ้มุกเกมมรณะที่เล่นผ่านรอดเล่นพลาดตายนั้น มันช่างเหมือนกับหนังเรื่อง Saw หรือในชื่อไทย เกมต่อตาย..ตัดเป็น ที่ตัวหนังจะเล่าถึงกลุ่มคนที่ไม่เห็นคุณค่าในชีวิตตัวเอง (พวกติดยาฆ่าตัวตายโจร) เอามาเล่นเกมมรณะ ที่เดิมพันด้วยชีวิตของตัวเอง ซึ่งถ้าเล่นผ่านก็จะรอดชีวิต แต่ถ้าพลาดคือตาย แถมรูปแบบของเกมใน Resident Evil 7 ก็คล้ายๆ กับในหนัง และฉากล้วงมือลงไปในชักโครกก็คล้ายกันมากๆอีกด้วย

คนคลั่งใช้อาวุธฆ่าคน The Crazies

ยังอยู่กับครอบครัว Baker ที่ถ้าใครซึ่งได้เล่นเกม Resident Evil 7 มาก่อน คงจะทราบดีว่าเรานั้นต้องต่อสู้กับคนในครอบครัว Baker ที่ดูเหมือนจะมีสติ ที่สามารถพูดได้สื่อสารกับเราและกินอาหารได้ แถมยังสามารถใช้อาวุธในการต่อสู้ ซึ่งดูแล้วมันก็คล้ายๆกับผู้คนในเกม Resident Evil 4 แต่จะเชื่อรึเปล่าว่าแนวทางของตัวละครคนคลั่งแบบนี้นั้น มีมานานแล้วในโลกของภาพยนตร์ ซึ่งเรื่อง The Crazies ก็คือต้นแบบชั้นดีที่เหมือนกับเรื่องราวในเกม Resident Evil 4 และ 7 มากๆ ทั้งกลุ่มคนที่มีสติแต่เหมือนไม่มีสติที่ออกฆ่าคน แถมยังสามารถสื่อสารกันและใช้อาวุธในการต่อสู้ได้ แบบเดียวกับที่ครอบครัว Baker ทำไม่มีผิด แต่ตัวหนังนั้นจะไม่ได้บอกเล่าตรงๆ ว่าอาการคลั่งของผู้คนนั้นเกิดมาจากอะไรเท่านั้น

คำว่า Loser บนแขน Ethan กับหุ่นกระบอกตัวตลก IT

อันนี้ดูเหมือนจะเป็นความจงใจของทีมพัฒนาเกม Resident Evil 7 ที่จงใจทำหุ่นกระบอกในห้องเล่นเกมมรณะของ Lucas Baker ที่ดูแล้วคล้ายกับเจ้าตัวตลกปีศาจที่ชื่อว่า Pennywise ในหนังเรื่อง IT ไม่มีผิด แถมคำว่า Loser ที่ถูกสลักบนแขนของ Ethan นั้น ก็เป็นชื่อของกลุ่มตัวเอกที่เรียกตัวเองว่า Losers Club ที่มีความหมายเดียวกันแบบจงใจ จนคนที่เล่นเคยดูหนังเรื่องนี้ต้องต้องคิดแบบเดียวกันอย่างแน่นอน โดยตัวหนังนั้นไม่ได้มีส่วนอะไรที่ตรงกับในเกม เป็นเพียงแค่หยิบยืมบางส่วนของหนังเรื่องนี้มาใส่ในเกมเท่านั้น

เด็กขาดครอบครัวใน Orphan

ถ้าใครที่ได้เล่นเกม Resident Evil 7 จนจบ จะทราบดีว่าเรื่องราวภายในเกมนี้นั้น ต้องการสื่อถึงเรื่องราวการขาดความรักของเด็กสาว ที่ชื่อ Eveline ที่เธอต้องเติบในห้องทดลอง และสิ่งที่เธอต้องการนั่นคือครอบครัวแบบคนทั่วไป ซึ่งเรื่องราวตรงนี้มันช่างคล้ายกับหนังเรื่อง Orphan หรือในชื่อไทยคือเด็กนรก แต่เรื่องราวในเกม Resident Evil 7 กับในหนังเรื่อง Orphan จะสลับกันเล็กน้อย

สปอยล์ทั้งหนังและเกมนะก๊ะ
เพราะในเกมนั้นตัวของ Eveline จะค่อยๆ แก่ขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการขาดไวรัสในการคงอายุ แต่ในหนังเรื่อง Orphan จะต่างกันตรงที่ตัวของเด็กหญิงนั้น ความจริงคือคนอายุ 30 กว่าแล้ว แต่ด้วยความผิดปกติของสมองจึงทำให้เธอไม่โตแบบคนทั่วไป (ให้คิดถึงนักสืบจิ๋วโคนัน) แต่สิ่งที่เหมือนกันคือเด็ก(อีกคนไม่ใช่เด็กแล้ว)

ต่างต้องการครอบครัวที่มีความสุข แต่สิ่งที่เธอทั้งคู่ทำไปนั้น มันค่อนข้างจะผิดไปอยู่มากเลยทีเดียว ซึ่งตรงนี้ก็เหมือนกันมากๆเลยทีเดียว

หญิงสาวชุดขาวไร้ทางสู้กับกลุ่มฆาตกร Wrong Turn

ปิดท้ายด้วยสูตรสำเร็จของหนังสยองขวัญ ที่ในยุคหนึ่งเกือบทุกเรื่องจะต้องมีแบบนี้ นั่นคือหญิงสาวไร้ทางสู้ ที่สวมเสื้อกล้ามสีขาวกับกลุ่มคนฆาตกรปีศาจสัตว์ประหลาดซอมบี้โรคจิต ที่ตามไล่ล่าเราก่อนที่เธอเหล่านั้นจะเอาคืนแบบสาสม ซึ่งหนังที่ดูแล้วจะตรงกับเรื่องราวใน Resident Evil 7 มากที่สุด ก็น่าจะเป็นเรื่อง Wrong Turn หรือชื่อไทยสุดน่ากลัวว่าหวีดเขมือบคน ที่เล่าถึงกลุ่มคนที่เดินทางโดยใช้ทางรัดพิเศษที่ไม่ค่อยมีคนใช้ ซึ่งคนที่ผ่านมาทางนี้จะถูกกลุ่มคนฆาตกรโรคจิตตามล่า และตัวเอกของเราไม่ว่าจะดูมุมไหนก็ช่างคล้ายกับ Mia Winters มากๆ และสิ่งที่เธอต้องเจอและทำในช่วงหลังๆ ของเกม ก็คล้ายๆ กับในหนัง Wrong Turn ภาคแรกมากๆ อีกด้วย

เป็นอย่างไรกันบ้างกับการรวมแนวหนังสยองขวัญที่อยู่ในเกม Resident Evil 7 ที่คุณอาจไม่เคยรู้ ซึ่งทั้งหมดที่เรากล่าวมานั้น ไม่ใช่การยืนยันอย่างเป็นทางการจาก Capcom แต่เป็นการคาดเดาจากประสบการณ์ดูหนังของทีมงาน ที่มองเห็นสิ่งต่างๆในเกม Resident Evil 7 ที่เหมือนกับหนังสยองขวัญเรื่องต่างๆที่เคยดู โดยเราจะขอข้ามเรื่องราวของ The X-Files ที่คล้ายกับในเกม Resident Evil 7 ออกไป เพราะตรงนั้นทุกคนคงจะทราบกันอยู่แล้ว  และถ้าเรามีเรื่องราวอะไรที่เกี่ยวกับ Resident Evil อีก เราจะรวบรวมมาให้ทุกท่านได้อ่านกันอีกอย่างแน่นอน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Wife เมียโลกไม่จำ- หนังเฟมินิสต์ยืนหนึ่งเตรียมล่ารางวัลปีหน้า

Published

on

ในบรรดาหนังที่เข้าฉายปลายปีแบบนี้ หนังกลุ่มหนึ่งซึ่งคอหนังต่างเฝ้ารอมานานคือหนังที่มีแนวโน้มจะได้เข้าชิงออสการ์ แม้ว่าจะเริ่มมีหนังหวังรางวัลที่ทยอยเข้าฉายมาตั้งแต่เดือนตุลาคมตั้งแต่ First Man ของ เดเมียน ชาเชล แล้ว แต่ช่วงที่หนังหวังรางวัลชุกที่สุดหนีไม้พ้นเดือนธันวาคมแบบนี้ และหลังจุดพลุเริ่มที่ Roma เมื่อสัปดาห์ก่อน สัปดาห์นี้โรงหนังบ้านเราก็ได้ฤกษ์ปูพรมต้อนรับ The Wife หนังที่ไปกวาดเสียงชื่นชมมาจากทุกที่ที่เข้าฉาย

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

The Wife นำเสนอปมขัดแย้งที่ปะทุในใจของ โจน แคสเซิลแมน (เกล็น โคลส) เมียของ โจเซฟ แคสเซิลแมน (โจนาทาน ไพร์ซ) นักเขียนดังที่ได้รับเชิญให้ไปรับรางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรมที่ประเทศสวีเดน และระหว่างที่ทั้งคู่พร้อมลูกชายใช้เวลาในช่วงได้รับเกียรติยศในต่างแดน เนธานเนียล โบน (คริสเตียน สเลเตอร์) นักข่าวสายจิกกัดก็พยายามมาตีสนิท โจน เพื่อหวังให้เธอคายความลับงานเขียนของสามีที่อาจเปลี่ยนความจริงที่ทุกคนรับรู้ไปตลอดกาล

The Wife นับเป็นงานเปิดซิงหนังภาษาอังกฤษเรื่องแรกของ บียอร์น รุนจ์ ( Björn Runge) ผู้กำกับสวีเดนที่เครดิตมาจากสายหนังดราม่าเฟมินิสต์ที่มักพูดถึงเรื่องสิทธิสตรีเป็นทุนเดิมอยู่แล้วโดยงานสร้างชื่ออย่าง Om jag vänder mig om (2003) เองก็มีการพูดถึงความสัมพันธ์ได้อย่างถึงแก่นจนได้รับรางวัลจากเทศกาลหนังระดับโลกมากมาย และกับ The Wife งานวรรณกรรมขายดีของ เม็ก โวลิตเซอร์ ที่ได้ เจน แอนเดอร์สัน มาดัดแปลงเป็นบทหนังให้แล้วก็เรียกได้ว่าเป็นงานที่ไม่ได้ยากเกินมือของ รุนจ์ เท่าใดนัก ยิ่งหนังเดินเรื่องที่ สวีเดน บ้านเกิดของตัวเองเป็นหลักก็เอื้อให้รุนจ์ถ่ายทอดบรรยากาศความเย็นชาของครอบครัวนักเขียนสอดรับกับสภาพอากาศหนาวเหน็บของประเทศสวีเดนได้เป็นอย่างดี

 

ว่ากันถึงบทหนังนี่ถือเป็นหัวใจหลักของ The Wife จริงๆนะครับ เพราะหนังดราม่าแบบนี้ยากที่จะหาองค์ประกอบใดๆมาช่วยสร้างความบันเทิงได้เลย โดยสิ่งที่ถือเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงฝีมือของ เจน แอนเดอร์สัน (อดีตคนเขียนบทซีรีส์ที่ดีที่สุดตลอดการอย่าง Mad Men) คือการลำดับเรื่องราวที่ชาญฉลาด เจนเลือกเปิดหนังที่ฉากเซ็กส์ระหว่าง โจเซฟ และ โจน ที่หนังเลือกให้โจนอยู่ด้านหน้า แล้วโจเซฟ อยู่ด้านหลังเธอ ดูเผินๆเหมือนไม่มีความสลักสำคัญใดๆแต่เมื่อเรื่องราวเริ่มเปิดเผยที่มาของความสัมพันธ์ทั้งคู่

สปอยล์แน่นอน อย่ากดอ่านถ้ายังไม่ได้ดู
ฉากเปิดเรื่องดังกล่าวกลับยิ่งทำงานกับคนดูอย่างหนักหน่วงเมื่อเรื่องราวสืบย้อนไปในฉากแฟลชแบ็คที่อดีตเผยให้เห็นว่าตลอดชีวิตที่ผ่านมา โจเซฟ ได้ใช้ประโยชน์จากความรักของเธอมากมายขนาดไหน โดยเขาได้ใช้อิทธิพล (Impact) ที่มีต่อโจนตั้งแต่สมัยเป็นอาจารย์สอนวรรณกรรมให้กับเธอ ค่อยๆล่อลวงให้เธอเสพย์ติดความรักของเขาจนเมามัว ส่วนเขาก็ใช้ประโยชน์จากความรักของเธอสวมรอย (Imposter) งานเขียนจนส่งให้เขาได้รับเกียรติยศสูงสุดในชีวิตนักเขียนคนหนึ่ง
ความอึดอัดใจของโจนที่เราเห็นตั้งแต่ฉากเซ็กส์เปิดเรื่องจึงกลายเป็นเหมือนระเบิดเวลาที่บทหนังวางไว้ตั้งแต่แรกได้อย่างชาญฉลาด

ซึ่งแม้หนังจะเล่าเรื่องราวของนักเขียนและเมียผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้ชาย แต่ The Wife สามารถบอกเล่าประวัติศาสตร์หน้าหนึ่งที่นักเขียนหญิงถูกเมินเฉยในสังคมวรรณกรรมที่ผู้ชายเป็นใหญ่ หนึ่งในฉากที่ผมชอบมากคือฉากย้อนอดีตที่โจนในวัยสาว (แอนนี สตาร์ค) ได้รับคำแนะนำจากนักเขียนหญิงให้หันหลังให้วงการวรรณกรรมเสียเพราะขนาดงานเขียนของเธอเองก็ยังถูกวางให้ฝุ่นจับบนชั้นวางหนังสือผลงานศิษย์เก่า โดยเธอยื่นหนังสือเล่มหนึ่งให้โจนเปิด ทันใดนั้นก็เกิดเสียงกระดาษใหม่ที่ถูกแยกออกเพื่ออธิบายว่า หนังสือที่มีนักเขียนเป็นผู้หญิงมักถูกเมินจากผู้อ่านในยุคนั้นได้อย่างชาญฉลาดเห็นภาพ และมันยังส่งผลให้โจนจำนนต่อสถานะ “ผู้ส่งกษัตริย์ขึ้นครองบัลลังก์” อย่างจำใจ

 

ในด้านการกำกับของ บียอร์น รุนจ์ ต้องบอกว่าโทนแบบหนังยุโรปทำให้ The Wife ถูกบอกเล่าได้ห่างไกลความ “ลิเก” แบบหนังฮอลลีวูดทั่วไป โดยเฉพาะรสนิยมในการเลือกใช้ภาพที่หนังชาญฉลาดมาก ทั้งการถ่ายภาพในระยะปานกลางเสียเป็นส่วนใหญ่หรือการเคลื่อนกล้องจากตัวละครอื่นมาถึงโจน ตัวละครของเกล็น โคลส ก็ช่วยขับเน้นความเด็ดเดี่ยว ก่อนจะเปลี่ยนขนาดเป็นภาพใกล้เพื่อถ่ายทอดความอึดอัดกล้ำกลืนของ โจน ทุกครั้งที่สามีกล่าวชื่นชมเธอ ซึ่งคงต้องขอกล่าวซ้ำๆว่าทุกเทคนิคในท้ายที่สุดมันก็กลับมาขับเน้นแอ็คติ้งระดับเทพของ เกล็น โคลส ซึ่งเราคงไม่ต้องอธิบายอะไรอีกแล้วเมื่อล่าสุดชื่อของเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำไปเป็นที่เรียบร้อย (และยังเหมือนใบผ่านทางไปสู่เวทีออสการ์ต่อไปอีกด้วย) และยังน่าจะได้รับการกล่าวถึงไปอีกนานจนถึงคืนประกาศผลรางวัลต่างๆ

แต่โดยส่วนตัวแล้ว นักแสดงที่ผมมองว่าช่วยให้หนังบันเทิงมากๆเลยคือ คริสเตียน สเลเตอร์ ในบท นาธานเนียล โบน นักข่าวสายจิกกัดที่พยายามล้วงความลับเบื้องหลังงานเขียนของ โจเซฟ จาก โจน เพื่อหวังเขียนหนังสือแฉนักเขียนดัง ซึ่งแม้การแสดงของ คริสเตียน สเลเตอร์ จะยังไม่ถึงขั้นโดดเด่นมาก แต่ต้องยอมรับการมีอยู่ของตัวละคร นาธานเนียล คือตัวจุดระเบิดอารมณ์ดราม่าชั้นดีและยิ่งได้บุคลิกกวนๆเท่ๆของคริสเตียน สเลเตอร์ ก็ยิ่งทำให้ตัวละครถูกจดจำมากกว่าแค่ตัวประกอบของหนังได้เป็นอย่างดี

 

ตีตั๋วชมการแสดงระดับสุดยอดของ เกล็น โคลส คลิกเลย

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Green Book: หนังที่ต้องตกหลุมรักที่สุดแห่งปี

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

Green Book คือผลงานที่นำแสดงโดยสองนักแสดงฝีมือคุณภาพ วิกโก้ มอร์เทนเซน ผู้เข้าชิงสองรางวัลออสการ์จาก Eastern Promises, Captain Fantastic ร่วมด้วย มาเฮอร์ชาลา อาลี เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Moonlight เล่าถึงเรื่องราวของ สองคู่หูต่างขั้วที่จับผลัดจับผลูตระเวนเดินทางไปทั่วตอนใต้ของอเมริกาด้วยกัน “โทนี่ ลิป” (วิกโก้ มอร์เทนเซน) พี่ล่าขาใหญ่เชื้อสายอิตาเลียน-อเมริกันจากย่านบรองซ์ในนิวยอร์ก ต้องมาเป็นคนขับรถให้ “ดอน เชอร์ลีย์” (มาเฮอร์ชาลา อาลี) นักเปียโนคลาสสิคผิวสีระดับโลก ระหว่างที่เขาออกเดินสายขึ้นแสดงในยุค 60 สิ่งเดียวที่นำทางทั้งคู่คือ “สมุดปกเขียว” ที่บอกสถานที่ที่เป็นมิตรกับคนผิวสี พวกเขาต้องฝ่าทั้งกำแพงแห่งสีผิว ภัยอันตรายต่าง ๆ เช่นเดียวกับน้ำใจจากเพื่อนมนุษย์ในการเดินทางครั้งสำคัญนี้

ผู้กำกับหนังสายฮา ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี่ ที่ดังจากผลงานตลกเป็นส่วนมากทั้ง Dumb and Dumber (1994) และ There’s Something About Mary (1998) กลับมาอีกครั้งพร้อมเปลี่ยนแนวมาสายดราม่าอารมณ์ดีที่เปรี้ยงถึงขนาดเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 5 สาขาด้วยกัน (ภาพยนตร์เพลงหรือตลกยอดเยี่ยม /บทภาพยนตร์ /กำกับภาพยนตร์ /นักแสดงนำชาย /นักแสดงสมทบชาย) ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียว และในนาทีพูดได้เลยว่านี่เป็นหนังที่น่ารักโคตร ๆ อมยิ้มและขำรัว ๆ ยิ่งไม่อยากให้หนังจบเลยด้วยซ้ำ เหมือนเราดูคู่หูต่างขั้วคู่นี้ไปได้เรื่อย ๆ แบบไม่รู้จบเลย เรียกว่าฟาร์เรลลี่ดึงทักษะหนังตลกที่เชี่ยวชาญมาผสมหนังชีวิตได้โคตรฟีลกู้ดเลย ตกหลุมรักมากกกก

หนังเอาเรื่องจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเหยียดผิวอันเลื่องชื่อของอเมริกาในช่วงยุค 1930-1960 ที่คนผิวสีต้องพกหนังสือชื่อ “The Negro Motorist Green Book” ซึ่งภายหลังชื่อเรียกเหลือแค่ Green Book ที่พิมพ์มาเป็นไกด์แนะนำว่ามีร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่ใดที่ยินดีต้อนรับคนผิวสีบ้าง เพราะยุคนั้นถ้าหลงเข้าไปที่ที่มีการเหยียดรุนแรงอาจถูกทำร้ายจิตใจทางวาจา หรืออาจหนักกว่านั้นจนเสี่ยงชีวิตเลยก็ได้

หนึ่งในเรื่องราวที่สวยงามที่สุดในยุคนั้นก็คือ มิตรภาพของคนต่างผิวสีต่างนิสัยและต่างที่มา ซึ่งเกิดขึ้นจริงในวงการบันเทิงอย่าง ดร.ดอน เชอร์ลีย์ นักเปียชื่อดังระดับโลก กับบอดี้การ์ดอิตาลีสุดกระด้างจากย่านกุ๊ยของนิวยอร์กอย่าง โทนี่ ลิป วัลเลลองก้า ที่ถูกว่าจ้างให้ติดตามดูแลครั้งที่ ดร.เชอร์ลีย์ ต้องเดินทางแสดงผลงานในภาคใต้ของอเมริกาซึ่งมีประวัติการเหยียดผิวรุนแรงที่สุดเพราะเป็นดินแดนที่ค้าทาสผิวสีเดิม ก่อนที่จะแพ้สงครามกลางเมืองและมีการบังคับเลิกทาสไปในที่สุดสมัยประธานาธิบดีลินคอล์น แต่กระนั้นความรุนแรงของการเหยียดผิวก็ยังฝังรากลึกในวัฒนธรรมแดนใต้อยู่ต่อมายาวนาน การเดินทางแสดงดนตรีธรรมดาจึงมีเรื่องราวมากกว่าแค่การนั่งรถชมวิวแน่นอน

หนังได้ดาราชั้นนำมารับบทคนที่มีอยู่จริงอย่างนักแสดงนำ วิกโก้ มอร์เทนเซน หรือ อารากอน จาก The Lord of the Rings มารับบท โทนี่ ลิป และได้ดาราเจ้าของรางวัลสมทบชายออสการ์จากหนัง Moonlight (2016) อย่าง มาเฮอร์ชาลา อาลี มารับบท ดร.ดอน เชอร์ลีย์  และดอกไม้ชูโรงของหนังก็ได้ ลินดา คาร์เดลลินี่ จาก Brokeback Mountain (2005) มารับบท โดโลเรส ภรรยาของโทนี่ ลิป ด้วย

หลายคนอาจจะคุ้นหน้าของ โทนี่ ลิป ตัวจริง เพราะภายหลังจากเรื่องราวในหนังนั้น เขาก็สร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเจ้าของกิจการไนท์คลับชื่อดัง และกลายเป็นหนึ่งในดารารับเชิญที่มักปรากฏตัวในหนังของผู้กำกับดังอย่าง ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ซิดนีย์ ลูเมท และ มาร์ติน สกอร์เซซี  โดยครั้งแรกเขาเล่นบทรับเชิญแขกในฉากงานแต่งของ The Godfather (1972) และที่น่าจะจำได้มากสุดคือการรับบท คาร์ไมน์ ลูเปอร์ทาสซี่ ในซีรีส์ The Sopranos นั่นเอง ซึ่งเสน่ห์ของหนังส่วนมากเลยต้องบอกว่ามาจากตัวของโทนี่ ลิป นี่เองเลยล่ะ เพราะแม้จะหยาบกระด้างแต่เขาสัมผัสได้ และแม้จะแข็งนอกแต่ภายในเขามีมุมอ่อนโยน มีเสน่ห์ในการพูดจาหว่านล้อม เป็นลูกผู้ชายที่ถือสัจจะเป็นคนจริง และเป็นนักเลงในแบบที่ใครก็เกลียดไม่ลงเลย ซึ่งมอร์เทนเซนก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร้ที่ติ เป็นการพลิกทั้งรูปลักษณ์ และการแสดงที่เขาเคยทำได้อย่างน่าทึ่ง เราแทบลืมไปเลยว่านี่คือการแสดง และคนที่อยู่บนจอคือมอร์เทนเซน

ในด้านของอาลี ที่รับบท ดร.ดอน เชอร์ลีย์ นั้นก็ต้องคารวะอีกครั้ง เพราะใน Moonlight เราอาจติดภาพนักเลงข้างถนนของเขามาอย่างตราตรึง แต่ในเรื่องนี้เขาก็พลิกเป็นชายผิวสีไฮโซ การศึกษาสูง ผู้มีรสนิยมสูงแปลกแยกจากคนอื่น และดูอ้างว้างโดดเดี่ยวอยู่เสมอได้อย่างน่าทึ่ง การที่ต้องเล่นเป็นนักเปียโนระดับเทพอาลีก็ฝึกฝนและถ่ายทอดการแสดงเปียโนที่สมจริงได้อย่างไม่มีอะไรให้ติติงเลย และการเข้าคู่ของทั้งคู่ทั้งอาลีและมอร์เทนเซนคือความน่าประทับใจที่เห็นถึงมิตรภาพของความแตกต่าง การยอมรับนับถือในกันและกันของผู้ชายสองคนที่สวยงามมาก ๆ ตราตรึงมาก ๆ ด้วย

คือดูแล้วเหมือนเพิ่งได้พบกับเพื่อนสนิทที่คุยถูกคอมาก ๆ ทีเดียวสองคน และเราก็อยากเป็นเพื่อนกับเขาต่อไปทั้งชีวิตเลย

และที่ต้องชื่นชมที่สุดแห่งที่สุดคงเป็นงานเขียนบทและการกำกับ โดย ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี่ อย่างที่ได้พูดมาว่าใช้ทักษะที่ชำนาญในหนังตลกแมส ๆ มาสู่หนังดราม่าได้อย่างคมคายและน่าทึ่งมาก ๆ เกินความหมายสุด ๆ และส่วนหนึ่งที่บทคมคายและสมจริงได้ขนาดนี้ก็ต้องชื่นชมมือเขียนบทร่วมที่ได้ลูกชายของโทนี่ ลิปตัวจริงอย่าง นิก วัลเลลองก้า มาช่วย รวมถึง ไบรอัน เฮย์ส เคอรรี่ ดาราตัวประกอบรุ่นเก๋าที่มาเสริมบทหนังได้อย่างดี มีคำพูดดี ๆ คม ๆ และน่าจดจำมากมาย มันคือหนังที่สมบูรณ์แบบในบทแบบชนิดไร้ช่องโหว่ และการถ่ายทอดผ่านกิมมิกของสีเขียวก็ถูกวางไว้ตลอดเรื่องก็ผลักดันให้เราดูไปคิดไป

อิ่มทั้งตาอิ่มทั้งใจจริง ๆ

หนังเข้าฉายจริง 3 มกราคมปีหน้า แต่จะเปิดรอบพิเศษหลัง 2 ทุ่มตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคมนี้ ไม่อยากให้พลาดเรื่องนี้จริง ๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!