Connect with us

ภาพยนตร์

โปรดดู “เสียดาย” ก่อนที่คุณจะเสียดาย…

แต่ถ้าให้พูดถึงภาพยนตร์ที่สะท้อนจนเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเรื่องหนึ่ง ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เสียดาย” ซึ่งเป็นผลงานการกำกับและเขียนบทภาพยนตร์ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือที่เรารู้จักและเรียกกันในนาม “ท่านมุ้ย” นั่นเอง

Published

on

ถ้าจะว่ากันถึงภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนสังคม มันก็มีหลายเรื่องที่เคยฉายในอดีต แล้วเป็นที่นิยมและเป็นที่วิพากษ์วิจารย์กันในวงกว้าง เช่น เขาชื่อกานต์, ทองพูน โคกโพ, น้ำพุ หรือเด็กเสเพล เป็นต้น

แต่ถ้าให้พูดถึงภาพยนตร์ที่สะท้อนจนเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเรื่องหนึ่ง ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เสียดาย” ซึ่งเป็นผลงานการกำกับและเขียนบทภาพยนตร์ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือที่เรารู้จักและเรียกกันในนาม “ท่านมุ้ย” นั่นเอง

ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล

ภาพยนตร์เรื่องเสียดาย จริงๆ แล้วมีถึง 2 ภาคด้วยกัน และแต่ละภาค ต่างมีเนื้อเรื่องที่เล่าแตกต่างกันออกไป อย่างภาคแรกที่เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2537 เป็นการเล่าถึงเรื่องราวของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนกัน แต่ต่างคนต่างมีปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และครอบครัว จนท้ายที่สุด ทั้งสี่คนเลือกที่จะหาทางออกจากเรื่องทั้งหมดด้วย “ยาเสพติด” และเมื่อมารู้ตัวเองอีกครั้ง ก็เสียดายเวลาที่สูญเสียไปกับเรื่องของยาเสพติดและเรื่องอื่นๆ จนอนาคตและความฝันต้องพังทลายลง รวมถึงชีวิตของตัวละครบางตัวในเรื่องนี้ที่ต้องจบลงเพราะยาเสพติด และการฆ่าตัวตาย

โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง “เสียดาย” เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2537

ส่วนภาคที่ 2 เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2539 คราวนี้เล่าอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของครอบครัวที่มีลูกสาวติดเชื้อ HIV จากการถ่ายเลือด ซึ่งเรื่องราวนี้ได้กระจายออกไปในวงกว้าง จนทำให้สังคมต่างไม่ยอมรับ ส่วนลูกสาว ก็สับสน และหาทางออกไม่ได้ เพราะว่าคนในครอบครัวต่างไม่ไว้ใจในตัวเธอ บวกกับกระแสสังคมที่ตราหน้าทั้งครอบครัวก่อนหน้านี้ จนจะจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ยังเคราะห์ดี ที่ยังมีรุ่นพี่ที่ติดเชื้อ HIV แบบเดียวกับเธอ ที่คอยรับฟัง

โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง “เสียดาย 2” เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2539

เสียดาย ภาคแรก (2537)

ถ้าเล่าแบบลงลึกและแยกย่อยในแต่ละภาค จะพบว่า ภาคแรกที่เล่าถึงเรื่องราวของยาเสพติดนั้น เห็นภาพของความเป็นไปในสังคมได้ชัดกว่าภาคที่สอง ปัญหาเกิดขึ้นภายในครอบครัว ทั้งทะเลาะเบาะแว้ง ติดสุรา เสพยาเสพติด หรือแม้แต่เรื่องของการขายบริการและการถูกข่มขืน ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องราวที่ในปัจจุบันนี้ ยังมีให้เห็นตามหน้าจอทีวี และหน้าหนังสือพิมพ์ รวมถึงการเล่าเรื่องราวที่มาในรูปแบบของสารคดี ทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องราวของแต่ละคนที่เกิดในเรื่องนี้ เป็นมาอย่างไรบ้าง

และอีกจุดที่นำเสนอออกมา ก็คือวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละครอบครัว ว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง บางครั้งก็ถึงขั้นจับล็อคกับตะแกรง หรือพาไปวัดถ้ำกระบอกเพื่อเข้ารับการบำบัดเลยก็มี แต่ซีนที่ผู้เขียนดูแล้วรู้สึกสะเทือนใจที่สุด คงเป็นซีนที่พ่อแม่ของครอบครัวหนึ่ง จับลูกสาวถอดเสื้อผ้า แล้วอาบน้ำในห้องน้ำ เพื่อให้อาการอยากยาได้หายไป มันสะท้อนได้ว่า ต่อให้ลูกจะทำผิดถึงขั้นติดยาเสพติด คนที่ทุกข์ใจที่สุดและต้องดูแลในทุกๆ ครั้ง คือคนที่เป็นพ่อแม่นี่แหละ

เสียดาย 2 (2539)

ส่วนภาคสองที่เล่าถึงเรื่องของ HIV ดูเหมือนเรื่องที่เล่าจะไกลจากความเป็นจริง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของ HIV อย่างเดียว ถือว่าเป็นเรื่องที่ตื่นตัวและรณรงค์มาในทุกยุคทุกสมัย แต่การติดเชื้อ HIV จากการถ่ายเลือดนี่ โอกาสในการเกิดแทบจะน้อยครั้ง หากไม่มีการคัดกรองและตรวจเลือดก่อนบริจาคในทุกๆ ครั้ง แต่ความน่าติดตามของเรื่องนี้ (ในมุมของผู้เขียน) มีอยู่สองจุดด้วยกัน คือ “ครอบครัว” และ “นักข่าว”

ครอบครัวที่ปรากฎในภาคที่ 2 ของเสียดายนั้น เป็นครอบครัวของผู้ที่มีฐานะ มีความสุข แต่วันหนึ่งต้องมาทุกข์และเกิดความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน เพราะสาเหตุที่กล่าวไปในข้างต้น ส่วนนักข่าว เสมือนฟันเฟืองในการดำเนินเรื่อง โดยนำเสนอข้อเท็จจริงว่า เชื้อ HIV นั้นเป็นอย่างไร การติดต่อระหว่างบุคคลนั้นง่ายหรือยาก รวมถึงเป็นผู้ที่เข้าช่วยเหลือ และทำร้ายครอบครัวที่ปรากฎในเรื่องในเวลาเดียวกัน แต่ต้องบอกก่อนว่าบทนักข่าวที่ปรากฎในเสียดาย 2 นี้ ไม่ใช่จับนักแสดงมารับบทนี้นะ เขาเชิญนักข่าวและพิธีชื่อดังอย่าง “อรุณโรจน์ เลี่ยมทอง” สลัดภาพพิธีกรรายการเด็ก มาสวมวิญญาณพิธีกรสาวที่ต้องลงไปตามล่าหาความจริง จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น และนำเสนอข้อเท็จจริง ให้ผู้ชม และผู้ที่ติดตามข่าว (ในภาพยนตร์นะ…) ได้รู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าผู้ชมที่รับชมในชีวิตจริง ก็ได้รับรู้ข้อมูลที่เกิดขึ้นนี้ด้วย

อรุณโรจน์ เลี่ยมทอง

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาจาเห็นภาพชัดเจน คือเรื่องของสังคมในช่วงเวลานั้น อย่างเสียดาย 2 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ HIV ก็สะท้อนได้ถึงการรับรู้ของคนทั่วๆ ไป ที่ยังไม่รู้ในข้อมูลของเชื้อดังกล่าว ซึ่งตัวละครในเรื่องก็แสดงอาการต่อต้าน รวมไปถึงความเข้าใจแบบผิดๆ ในเรื่องของการติดเชื้อระหว่างบุคคล อย่างการดื่มน้ำจากแก้วเดียวเดียวกันกับผู้ที่มีเชื้อ HIV เป็นต้น

ถามว่าทำไมต้องดู “เสียดาย” ก่อนที่จะเสียดาย ตามหัวข้อของ Article นี้ เพราะว่าเรื่องราวที่ปรากฎในภาพยนตร์ทั้งสองภาคนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอยู่ทุกวี่ทุกวัน ถึงแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของผู้อ่านก็ตาม แต่อย่างน้อย การได้รับชมภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนี้ ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัว รวมไปถึงรู้จักกับปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแบบเห็นภาพได้ชัดเจน (ถึงแม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะปรากฎให้เห็นเป็นข่าวแทบทุกวี่ทุกวันก็ตาม…)

และจะดีกว่านี้ ถ้ารับชมพร้อมกันทั้งครอบครัว พร้อมทั้งชี้แนะ และอธิบายถึงเหตุและผลของเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วย เสมือนเป็นการสอนและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะบุตร-หลาน ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยอยากรู้อยากลองนั่นเอง

โปรดดูเสียดาย ก่อนที่คุณจะเสียดาย…

ขอขอบคุณภาพประกอบส่วนหนึ่งจากกระทู้พันทิป “เสียดาย” เขียนโดย Cinephile (ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล)

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Inuyashiki: ลุง! มันจะเท่เกินไปแล้วเฟร้ย

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

ในคืนหนึ่งที่เกิดเหตุประหลาดขึ้นบนฟ้า ชาย 2 คนที่บังเอิญอยู่ในที่นั้นได้ฟื้นจากความตายขึ้นพร้อมร่างกายที่เปลี่ยนไป หนึ่งคือ อินุยาชิกิ (รับบทโดย คินาจิ โนริตาเกะ) ลุงแก่ใกล้เกษียณผู้ที่ล้มเหลวในการเป็นผู้นำครอบครัวที่ไม่มีใครในบ้านเคารพหรือเห้นคุณค่า ซ้ำร้ายเขายังเป็นโรคร้ายใกล้ตายอีก ส่วนอีกหนึ่งคือ ชิชิกามิ ฮิโระ (รับบทโดย ซาโตะ ทาเครุ) เด็กหนุ่มหน้าตาดีผู้ที่ครอบครัวแตกแยก เขาจึงซ่อนความเกลียดชังสังคมและโลกใบนี้อยู่ภายใน ด้วยพลังมหาศาลที่ได้รับมาจากอุบัติเหตุครั้งนั้น เด็กหนุ่มเลือกนำมาใช้เพื่อฆ่าคนที่ทำร้ายจิตใจเขาเพื่อระบายความรู้สึกแปลกแยกภายในใจของตนเอง ขณะที่ชายแก่เลือกที่จะปกปิดตัวตนและลุกขึ้นเป็นฮีโร่เพื่อช่วยเหลือผู้คนอย่างลับ ๆ วิธีคิดและทางเลือกที่ต่างกันชักนำให้ทั้งสองต้องมาปะทะกันโดยมีโลกทั้งใบเป็นเดิมพันในที่สุด

หนังสร้างจากมังงะและแอนิเมะชื่อเดียวกันของ โอคุ ฮิโรยะ (ผู้เขียน Gantz) ซึ่งมีแฟน ๆ ชื่นชอบอยู่พอสมควร โดยยังได้ผู้กำกับที่เก่งที่สุดคนหนึ่งในการดัดแปลงมังงะสายโชเน็นของญี่ปุ่น (ในความคิดส่วนตัวเลยนะ) อย่าง ซาโต้ ชินสุเกะ  ที่เคยทำหนังไซไฟเนื้อหาดีจากมังงะอย่าง Gantz (2010) ทั้ง 2 ภาค และ I Am A Hero (2015) มาแล้ว ส่วนที่มีพลาดบ้างก็มีนะอย่าง Death Note: Light Up the New World (2016) แต่โดยถือว่ายังโอเคนะ โดยรอบนี้ยังได้ดารานำที่ลงตัวมากอย่าง คินาจิ ดารารุ่นเก๋าที่เคยคว้ารางวัลขวัญใจผู้ชมจากเวทีออสการ์ญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยหนุ่ม ๆ มาแล้ว และดารารุ่นลูกที่มาแรงเหลือเกินอย่าง ซาโตะ ซึ่งเราคงคุ้นหน้าเขาบ่อยจากหนังญี่ปุ่นที่เข้าฉายหลายเรื่องช่วงปีที่ผ่านมาทั้ง Ajin: Demi-Human (2017) และที่กำลังเข้าโรงอยู่ตอนนี้ อย่าง The 8-Year Engagement ด้วย

สมทบด้วยดาราวัยรุ่นชั้นนำอย่าง ฮองโก คานาตะ จาก Fullmetal Alchemist (2017) และดาราสาวมากความสามารถ มิโยชิ อายากะ จากซีรีส์ GTO: Great Teacher Onizuka (2014) คือต้องบอกว่าแคสติ้งหลายเรื่องขัดตาขัดใจแฟน ๆ ตั้งแต่ประกาศชื่อ (นี่ยังรวมถึง Bleach หนังจากมังงะที่ผู้กำกับซาโต้คนเดียวกันนี้ กำลังทำโพสต์อยู่ตอนนี้ด้วยนะ) แต่กับเรื่องนี้ผมว่าลงตัวพอสมควรเลยนะ ไม่มีขัดใจทั้งตัวแสดงและการดีไซน์ตัวละครไม่หลุดโลกแฟนตาซีจ๋าแบบญี่ปุ่นเกินไปด้วย เป็นหนังที่ดูมีความสากลมากเรื่องหนึ่งเลยล่ะ ไม่แปลกใจที่หนังไปได้รับคำชมมากมายจากฝรั่งตาน้ำข้าวในการเดินสายเทศกาลต่าง ๆ

สิ่งที่ดีมาก ๆ จนรู้สึกขนลุก น้ำตารื้นตั้งแต่ครึ่งเรื่อง คือบรรยากาศแบบหนังญี่ปุ่นชั้นดี ที่มักไม่ค่อยเห็นในหนังจากมังงะที่มักเว่อและแฟนซีจนดูตลก ๆ แต่เรื่องนี้กลับใช้ทั้งภาพ บท ได้อย่างสวยงามจริงจังขึงขังมาก หลาย ๆ ฉากบทดึงมาจากตัวมังงะได้อย่างกระชับและลงตัว เช่นฉากที่คุณลุงอินุยาชิกิบ่นกับหมาที่ถูกทิ้งว่า ถ้าตัวเขาตายไปจะมีใครร้องไห้ให้เขามั้ย นี่ก็สะเทือนใจมาก เพราะฉากก่อนหน้าคือฉากที่เขาเลือกที่จะไม่บอกใครในครอบครัว ซึ่งมันพูดระหว่างบรรทัดไว้ด้วยภาษาภาพว่า ฉันไม่ได้กลัวที่จะบอกเรื่องจะตาย แต่ฉันกลัวที่จะรู้ว่าอาจไม่มีใครแคร์แม้รู้ว่าเขากำลังจะตาย ซึ่งมันโคตรหดหู่เลย เป็นต้น หนังจึงมีการถ่ายทอดปมในใจของตัวละครเกี่ยวกับความเหงาเศร้าเปล่าเปลี่ยวในสังคมญี่ปุ่นอยู่เสมอ ด้วยพื้นฐานตัวละครที่มีมิติเช่นนี้เองทำให้หนังเรื่องนี้เป็นแอ๊กชั่นไซไฟจากมังงะที่เข้มข้นและจับต้องได้ รู้สึกใกล้ตัวเรา เหมือนอย่างที่เรารู้สึกกับความลังเลแบบวัยรุ่นของ Spider-man ในแบบที่เราทุกคนเคยผ่าน หรือได้เห็นจริง ๆ จากคนรอข้าง ความแข็งแรงของตัวละครนี้ทำให้สไปดี้เป็นฮีโร่ที่คนเข้าถึงง่ายสุดในโลก ซึ่งเกิดขึ้นเช่นเดียวกันกับ อินุยาชิกิ นี้ด้วย

ความจริงจังจากตัวมังงะ ยังตามมากหลอกหลอนเราด้วยฉากการสังหารหมู่หลายต่อหลายครั้ง ที่บางฉากต้องใช้คำว่าโคตรรุนแรงต่อความรู้สึกคนดู คือมันอึดอัดจนอยากปิดตาไปเลยก็มี คิดว่าหนังน่าจะเหมาะกับคนดูที่มีวุฒิภาวะระดับหนึ่งมากกว่าเด็ก ๆ นะครับ แต่แม้จะใส่ฉากโชว์ความชั่วช้ามา แต่หนังก็ไม่ลืมที่จะใส่มิติเบื้องหลังการกระทำของตัวร้ายอย่าง ชิชิกามิ ทำให้เราอดเข้าใจและเห็นใจเขาในบางแง่ไม่ได้ ถึงขนาดว่ากลางเรื่องเราอาจรู้สึกว่าเขาคือ พระเอก ผู้ลุกขึ้นมาสู้กับความเฮงซวยของสังคมอีกคนหนึ่งด้วยซ้ำไป

แต่หนังมันเจ๋งตรงนี้ล่ะครับ มันสอนว่าคนสองคนต่างวัยต่างความคิด ได้รับพลังมาเหมือนกัน ต่างคนต่างมีปัญหาคล้าย ๆ กัน แต่เราจะเลือกใช้พลังนั้นอย่างสร้างสรรค์หรือทำลาย เราจะอดทนอดกลั้นต่อความคิดร้ายในใจได้แค่ไหน คนจะผ่านอุปสรรคของดวงชะตาไปได้ก็ด้วยจิตใจที่เข้มแข็งและยึดมั่นในความดี ไม่ใช่เพียงพลังกายเหนือมนุษย์

ข้อเสียของหนังที่เห็นชัดสุดคือ ฉากซีจีที่แม้ฉากแปลงร่างหรือกลไกไซบอร์กจะทำได้เนี้ยบมาก แต่การซ้อนฉากหลังยังไม่เนี้ยบ โดยเฉพาะฉากบินบนท้องฟ้า หรือบินไล่ล่านี่ เรียกว่าไม่เนียนเท่าไหร่เลย ดูหลอกตาสุด ๆ ส่วนบทเองแม้จะลุ่มลึกและถ่ายทอดจากต้นฉบับได้ดี แต่ด้วยการรวบรัดเนื้อหาให้อยู่ใน 2 ชั่วโมงนิด ๆ ต้องบอกว่าบางอย่างถูกเล่าข้ามไปเช่น การที่ตำรวจหาตัวชิชิกามิเจอนั้นไม่เคยได้รับการบอกว่าเพราะอะไร หรือการขับเคลื่อนเรื่องบางอย่างก็ดูเร็วอย่างไม่น่าเชื่อเช่นกัน แต่โดยภาพรวมต้องบอกว่า หนังโคตรดีครับ แฟนหนังที่เป็นคอมังงะต้องโคตรประทับใจอ่ะ

 

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]The Incredibles 2 : อย่าคิดว่านี่คือการ์ตูน มันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่ชั้นดีที่สนุกมาก

Published

on

“สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex”

ก่อนไปดูเรื่องนี้ ผมก็เปิดโหมดในการรับชมการ์ตูนดิสนีย์เต็มที่ คาดหวังความสนุกสดใสสไตล์เด็ก ๆ แต่ระหว่างที่ได้ชม ในใจผมก็รำพึงอยู่ตลอดเวลา นี่มันไม่ใช่หนังเด็กแล้ว บทภาพยนตร์นี่มันคือหนังซูเปอร์ฮีโร่ดี ๆ นี่เอง เนื้อหาของหนังไม่ได้สร้างขึ้นมาเพื่อเอาใจผู้ชมรุ่นเล็กเลย แม้หน้าตาหนังจะดูสนุกสนานสไตล์อนิเมชั่น แต่เนื้อหากลับหนักอึ้งเกินคาด พ่อแม่ซูเปอร์ฮีโร่ที่ต้องรับปัญหาทั้งในบ้านนอกบ้าน ตัวแม่รับหน้าที่ตัวแทนของเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ออกไปแสดงศักยภาพให้โลกเห็นว่าเหล่าซูเปอร์ฮีโร่ยังมีประโยชน์ต่อโลก เพื่อกู้คืนภาพลัษณ์และศักดิ์ศรี หวังว่าทางการจะยกเลิกกฏหมายแบนซูเปอร์ฮีโร่ ในขณะที่พ่อต้องรับหน้าที่พ่อบ้าน สอนการบ้านลูก และรับมือกับลูกสาวที่ย่างเข้าวัยรุ่นและเจ้าอารมณ์ ส่วนตัวเขาเองก็อิจฉาเมียที่ได้ออกไปพะบู๊ได้รับเสียงสรรเสริญจากประชาชนแทนที่จะเป็นเขา ซึ่งโดยรวมแล้วเนื้อหาหนักและเจาะกลุ่มผู้ชมรุ่นใหญ่กว่าภาคที่แล้วมาก

หนังเปิดเรื่องด้วยฉากแอ็คชั่นทั้งครอบครัวพาร์ พ่อแม่กับลูกทั้ง 3 และโฟรโซน ออกมายับยั้งการปล้นธนาคารของอันเดอร์ไมเนอร์ วายร้ายที่มาพร้อมกับรถหัวเจาะขนาดยักษ์ เป็นฉากแอ็คชั่นที่ดูแล้วก็สงสัยกับตัวเอง ว่าที่ดูอยู่นี่มันคือหนังการ์ตูน แต่ทำไมมันสนุกจังวะ งานออกแบบฉากแอ็คชั่นยอดเยี่ยมสนุกไม่แพ้หนังซูเปอร์ฮีโรคนแสดงเลย สถานการณ์ชวนลุ้นตื่นเต้น ทั้งต้องยับยั้งแผนปล้นธนาคาร ทั้งต้องช่วยเหลือผู้คน ทั้งต้องไล่ตามจับอันเดอร์ไมเนอร์ แล้วบทก็กระจายหน้าที่ให้ทุกคนได้มีบทบาท แถมยังสอดแทรกมุกตลกกับการเกี่ยงกันดูแล แจ๊ค-แจ๊ค เจ้าตัวเล็กที่ยังไม่ประสีประสา

จากนั้นก็เปิด 2 ตัวละครใหม่คู่สำคัญพี่น้องตระกูลเดเวอร์ วินสตัน และ เอเวอลีน ที่เป็นแฟนคลับของมิสเตอร์อินเครดิเบิ้ล และ อีลาสติเกิร์ล พร้อมสนับสนุนให้ยกเลิกกฏหมายแบนซูเปอร์ฮีโร่ ด้วยการผลักดันให้อีลาสติเกิร์ลออกปฏิบัติการอีกครั้ง และยังเอื้อเฟื้ออุปกรณ์ ชุด พาหนะ และบ้านพักให้ครอบครัวพาร์ด้วย แผนการเหมือนจะดำเนินไปด้วยดี อีลาสติเกิร์ลได้รับการสรรเสริญจากประชาชน ท่านทูตออกโรงสนับสนุนยกเลิกแบนซูเปอร์ฮีโร่

แต่แล้วก็มีวายร้ายตัวใหม่ สกรีนสเลฟเวอร์ ที่มีความสามารถในการสะกดจิตผู้คนผ่านจอมอนิเตอร์ให้ทำเรื่องร้าย ๆ กลายเป็นภารกิจครั้งใหญ่ของครอบครัวพาร์ และโฟรโซน ที่จะต้องยับยั้งแผนการของสกรีนสเลฟเวอร์และกระชากหน้ากากผู้อยู่เบื้องหลังนี้ออกมา ตรงจุดนี้แหละที่หนังโดนเสียงบ่นเรื่องแสงแสบตา และมีผลต่อสุขภาพคนดู เพราะก่อนที่สกรีนสเลฟเวอร์จะสะกดจิตจะยิงแสงกะพริบที่สว่างมากเป็นเวลานานใส่เหยื่อ ก็ยอมรับนะว่าสว่างและรบกวนสายตามากจริง ๆ แม้ว่าตัวเองจะสายตาปกติก็ยังรู้สึกไม่สบายตา ถึงฉากนี้ก็เบือน ๆ หน้าหลบกันหน่อยแล้วกัน

สกรีน สเลฟเวอร์ ตัวร้ายประจำภาคนี้

ฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องนับว่าเป็นจุดที่พีคจริง ๆ เราคาดหวังมาตลอดว่าอยากเห็นเจ้า 3 พี่น้องได้มีฉากโชว์ความสามารถของตัวเองบ้าง แล้วก็ได้เห็นจริง ๆ ทั้ง 3 ต้องรับศึกที่นับว่าหนักหนา ต้องเอาใจช่วยกันสุด ๆ ที่ถูกใจคนดูสุด ๆ คือการดันแจ๊ค-แจ๊ค ขวัญใจคนดู ที่แย้มโชว์ทิ้งท้ายไว้ภาคที่แล้วว่าเจ้าหนูน้อยมีความสามารถมากมาย มาถึงภาคนี้ แจ๊ค-แจ๊ค ก็เลยได้ทั้งโชว์ความน่ารักและสามารถหลากหลายเกินคาด ได้มีซีนเดี่ยว ๆ ของตัวเอง กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่มีสีสันสุดแล้วในภาคนี้ แถมยังเพิ่มความสนุกด้วยการใส่บรรดาซูเปอร์ฮีโร่จากทั่วโลกมาอีก 5- 6 ตัว ซึ่งแต่ละรายก็มีความสามารถแตกต่างกันไป จะมีเสียดายนิดก็คือตัวตนที่แท้จริงของสกรีนสเลฟเวอร์ที่เชื่อว่าทุกคนก็น่าจะเดาได้ตั้งแต่กลางเรื่องแล้วล่ะ

เหล่าซูเปอร์ฮีโร่หน้าใหม่ในภาคนี้

ยอมรับจริง ๆ ว่า The Incredibles 2 เป็นการกลับมาที่ยิ่งใหญ่ คุ้มค่าการรอคอย เป็นหนังอนิเมชั่นที่สร้างจากบทภาพยนตร์ที่ดี ถ้าถูกนำมาสร้างเป็นหนังคนแสดง จะเป็นหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่ยอดเยี่ยมกว่าทั้งหนังดีซีและมาร์เวลเสียด้วยซ้ำ เป็นหนังที่แบ่งพื้นที่ของฉากแอ็คชั่นและดราม่าได้อย่างลงตัว ที่ผิดคาดมากก็คือด้านดราม่านี่ล่ะ ไม่คิดว่าหนังจะเขียนให้หนักได้ขนาดนี้ เพราะหนังไม่ได้เน้นขายฉากแอ็คชั่นต่อสู้กับวายร้ายเป็นหลักอย่างที่คิดว่าเพื่อจะขายเด็ก แต่กลับยกเรื่องราวปัญหาของแต่ละคนมาขยาย ทั้งเรื่องแม่ที่ต้องออกมาทำหน้าที่หัวหน้าครอบครัวได้พิสูจน์ความสามารถของซูเปอร์ฮีโร่ฝ่ายหญิงอย่างที่เธอรอคอยมานาน พ่อที่อิจฉาแม่ออกนอกหน้าเหตุที่ไม่ได้โอกาสทำหน้าที่ซูเปอร์ฮีโร่ขวัญใจผู้คนอย่างแต่ก่อน แต่ก็พยายามพิสูจน์ว่าเขาก็สามารถทำหน้าที่พ่อบ้านได้ดีเช่นกัน

แล้วหนึ่งในภาระนั้นก็คือการต้องเข้าใจความรู้สึกของลูกสาววัยรุ่น ไวโอเล็ตในวัย 14 ที่กำลังมีความรักแบบปั๊บปี้เลิฟกับเพื่อนชายที่โรงเรียน ตัวร้ายของเรื่องก็ฉีกขนบของหนังซูเปอร์ฮีโร่ ไม่ได้เป็นตัวประหลาดมีพลังพิเศษแต่อย่างใด เป็นตัวร้ายที่มีมันสมองปราดเปรื่อง แล้วก็ทำเอาเหล่าซูเปอร์ฮีโร่เหนื่อยได้เหมือนกัน

ผู้ให้เสียงพากย์คาแรกเตอร์นำ , ซาราห์ โวเวล คนพากย์เสียง “ไวโอเลต” มุมซ้ายล่าง…น่ากลัวมาก

สรุปได้ว่า The Incredibles 2 สนุกเกินคาดมากมาย อย่าทำให้หน้าหนังที่เป็นอนิเมชั่นทำให้เราเข้าใจผิดว่านี่คือหนังการ์ตูน แล้วจะต้องเหมาะสำหรับเด็ก ตรงกันข้ามเนื้อหาเรื่องราวของ The Incredibles 2 นั้นเป็นเนื้อหาผู้ใหญ่ชัด ๆ เด็กไปดูน่าจะไม่สนุกด้วยซ้ำ และการที่หนังเว้นช่วงห่างจากภาคแรกถึง 14 ปี ไม่ต้องกังวลว่าจะจำเนื้อหาภาคแรกไม่ได้ แล้วจะดูไม่สนุก หนังแทบไม่ได้อ้างถึงภาคแรกเลย จำพื้นเพแค่ว่า ภาคที่แล้วครอบครัวพาร์ และโฟรโซนโดนรัฐบาลสั่งให้ปลดเกษียณจากการทำหน้าที่ซูเปอร์ฮีโร่และมาใช้ชีวิตเช่นสามัญชนเท่านั้นพอ หรือแม้แต่ใครที่ไม่เคยดูภาคที่แล้ว ก็สามารถดูภาคนี้ได้รู้เรื่องและสนุกไปกับหนังได้ครับ ด้วยความที่ครอบครัวพาร์เป็นที่รักของคนดูมาตั้งแต่ภาคแรกเข้าฉาย และคนดูรอคอยการกลับมาของครอบครัวนี้อยู่นาน หนังเลยได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลาม ตัวเลขเปิดตัวสุดสัปดาห์ถล่มทลายมากด้วยรายรับเฉพาะในอเมริกากวาดไปแล้ว 182 ล้านเหรียญ ด้วยตัวเลขขนาดนี้ มั่นใจได้เลยว่าภาค 3 ไม่ต้องรอกันนานแล้วล่ะครับ

แถมท้ายอีกนิดว่า “Bao”การ์ตูนสั้นแปะหัวหนัง น่ารักและซาบซึ้งมาก อินไปกับหนังได้โดยไม่ต้องมีบทพูดสักคำเดียว

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Be With You: เกาหลีคัฟเวอร์ แบบ Easy Listening

Published

on

By

เรื่องย่อ

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

ก่อนที่ซูอา (รับบทโดย ซอนเยจิน) จะตายจากโลกนี้ไป เธอได้ให้คำมั่นสัญญากับ อูจิน สามีของเธอ (รับบทโดย โซจีซอบ) และ จีโฮ ลูกชายที่ยังเล็กอยู่ของเธอ (รับบทโดย คิมจีฮวัน) ว่าเธอจะกลับมาหาเขาอีกครั้งในวันที่ฝนตกแรกของปีถัดมา แม้มันจะดูเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น เมื่อเธอได้ทำตามคำสัญญานั้นจริง ๆ ทว่าเธอกลับมาพร้อมกับความทรงจำที่หายไป ครั้งนี้อูจินจะรั้งเธอไว้ไม่ให้หายไปได้หรือไม่ แล้วซูอาคนที่น่าจะตายไปแล้วนี้แท้จริงคือใครหรืออะไร ติดตามเรื่องราวความรักสุดซึ้งของพวกเขาได้ในโรงภาพยนตร์จ้า

เดิมหนังเรื่องนี้เคยเป็นหนังญี่ปุ่นที่ออกฉายเรียกน้ำตาและรอยยิ้มแฟน ๆ ทั่วเอเชียมากแล้วเมื่อปี 2004 โดยดัดแปลงจากนิยายของ อิชิคาวะ ทาคุจิ ตอนนั้นก็เกิดเป็นปรากฏการณ์ตุ๊กตาไล่ฝนกลับหัวในไทยเช่นกัน ขนาดว่าดีวีดีบ็อกเซ็ตของหนังเรื่องนี้ยังแถมเจ้าตุ๊กตาไล่ฝนมาให้เลยด้วย ส่วนตัวผมชอบเวอร์ชั่นนั้นมากนะ ทั้งเนื้อหาที่แปลกใหม่ การเล่าเรื่องแบบพลิกเปลี่ยนมุมมองการเล่าเรื่องไปมาที่ไม่ค่อยเจอในหนังรัก และบรรยากาศฝนตกที่แสนอบอุ่น ขนาดว่ายังจำรายละเอียดของเวอร์ชั่นเดิมได้อยู่เลย ปกติหนังทั่วไปดูนาน ๆ แล้วก็ลืมแต่กับเรื่องนี้ไม่

ฉบับญี่ปุ่นแสดงนำโดย ทาเคอุจิ ยูโกะ และ นากามุระ ชิโดะ ที่อินจัดจนแต่งงานกันจริงหลังจากหนังเรื่องนี้เลยด้วย

การกลับมาครั้งนี้นับว่ามีความพิเศษมากเหมือนกัน เพราะเป็นการทิ้งห่างจากฉบับญี่ปุ่นถึง 14 ปี และได้รับการตีความใหม่จากผู้กำกับเกาหลีอย่าง ลีชางฮุน ซึ่งเป็นชาติที่ทำหนังขยี้น้ำตาได้ดีมากอีกเช่นกัน ทั้งยังได้ดาราแม่เหล็กมาก ๆ มารับบทนำทั้ง ซอนเยจิน ที่กำลังติดตาติดใจผู้ชมเน็ตฟลิกซ์ชาวเอเชียจากซีรีส์โดนเด็กเต๊าะ Something in the Rain และหนึ่งในสมบัติชาติเกาหลีเคียงคู่กับ กงยู อย่าง โซจีซอบ กลับมาร่วมงานกันอีกครั้งนับตั้งแต่ซีรีส์ Delicious Proposal (2001) เรียกว่าเป็นตัวเลือกที่คัดเข้มข้นอย่างดีโดนใจสายหวานซึ้งเลยทีเดียว โดนใจขนาดไหนเอาแค่ว่าในบ้านที่เกาหลีใต้ หนังเรื่องนี้ทำลายสถิติหนังรักที่มียอดคนดูถึง 1 ล้านคนเร็วที่สุดภายใน 7 วัน ชนะเจ้าของสถิติเดิมอย่าง Architecture 101 (2012) ที่มีน้องสาวแห่งชาติอย่าง ซูจี แสดงนำ ซึ่งเคยทำได้ใน 8 วันไปด้วย

 มาว่ากันที่ตัวหนังเวอร์ชั่นนี้ดีกว่า เอาส่วนที่ชอบก่อนเลย ทีมงานเลือกนักแสดงมาเข้าคู่กันดีมาก ทั้งโซจีซอบและซอนเยจินนั้นเหมาะมากทั้งบทตลกนิด ๆ และบทหวานบทซึ้ง ในขณะที่ด้านโปรดักชั่นก็มาตรฐานสูง ทั้งภาพและมุมกล้อง ฉากการออกแบบศิลป์ถ่ายทอดบรรยากาศฤดูฝนนั้นก็อบอุ่นตราตรึงใจมาก สมกับโปรดักชั่นแบบเกาหลี ที่เทียบกับฉบับญี่ปุ่นนั้นของเดิมจะให้ความรู้สึกสดใสซึ้งแบบไม่หม่นเศร้าเท่า นอกจากนั้นฉบับใหม่ยังคิดกิมมิกใหม่ ๆ มาทดแทนของเดิมที่เป็นตุ๊กตาไล่ฝนด้วย ก็ทำให้มีรายละเอียดที่แตกต่างพอให้น่าสนใจเพิ่มจากของเดิมได้ด้วย อีกอย่างที่เป็นข้อดีมากคือหนังดูง่ายมาก มีใส่มุกตลกผ่านตัวละครเพื่อนพระเอกที่สร้างใหม่ได้ลื่นไหลดี และวิธีการเล่าเรื่องที่ซับซ้อนก็ถูกเรียบเรียงใหม่ตามลำดับเวลา และใช้การอธิบายแบบชัดเจนแบบไม่ต้องงงคิดเองกันเลย ใครที่ดูฉบับนี้เป็นฉบับแรกน่าจะชื่นชอบอย่างมาก โดยเฉพาะสาวกคอหนังคอซีรีส์เกาหลีน่าจะถูกใจกับแขกรับเชิญคุ้นหน้าคุ้นตาหลากหลายคนด้วย

ข้อเสียก็เป็นส่วนของข้อดีนั่นเอง เพราะหนังเปลี่ยนเสน่ห์แบบญี่ปุ่นที่ต้องคิดตามความรู้สึกตัวละครที่แสดงออกมาไม่ผ่านคำพูด ตามแบบพูดน้อยแต่ได้มากไปจนหมด เพราะหนังเลือกจะพูดทุกอย่างอธิบายทุกอย่างจนหมดเปลือก นอกจากนั้นการที่หนังไม่ได้หนีจากฉบับเดิมมากนัก คนที่เคยดูฉบับเดิมมาก่อนประทับใจมาก่อนก็ย่อมจะฝังใจกับฉบับเก่าในฐานะความทรงจำแรกมากกว่านั่นเอง ส่วนข้อติงอีกเล็กน้อยก็คงเป็นความชอบส่วนตัวที่ชอบการแสดงตัวลูกชายในฉบับเดิมมากกว่า ซึ่งจะดูเก็บความรู้สึกแล้วพอปล่อยความในใจออกมามันมีอิมแพกกับคนดูมากกว่า ฉบับนี้ดูน่าหงุดหงิดกับนิสัยโวยวาย และเปิดเผยมากไป ทำให้ไม่ค่อยสงสารเท่าไหร่

สรุปเป็นหนังเกาหลีที่น่าจะถูกใจใครหลายคน รวมถึงคนที่เคยชื่นชอบฉบับเดิมเมื่อ 14 ปีก่อนด้วย แนะนำเลยครับ  

ดูรอบหนัง จองตั๋ว ซื้อตั๋ว กดที่ภาพได้เลยจ้า

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!