Connect with us

ภาพยนตร์

โปรดดู “เสียดาย” ก่อนที่คุณจะเสียดาย…

แต่ถ้าให้พูดถึงภาพยนตร์ที่สะท้อนจนเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเรื่องหนึ่ง ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เสียดาย” ซึ่งเป็นผลงานการกำกับและเขียนบทภาพยนตร์ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือที่เรารู้จักและเรียกกันในนาม “ท่านมุ้ย” นั่นเอง

Published

on

ถ้าจะว่ากันถึงภาพยนตร์ที่สร้างขึ้นเพื่อสะท้อนสังคม มันก็มีหลายเรื่องที่เคยฉายในอดีต แล้วเป็นที่นิยมและเป็นที่วิพากษ์วิจารย์กันในวงกว้าง เช่น เขาชื่อกานต์, ทองพูน โคกโพ, น้ำพุ หรือเด็กเสเพล เป็นต้น

แต่ถ้าให้พูดถึงภาพยนตร์ที่สะท้อนจนเห็นภาพได้อย่างชัดเจนเรื่องหนึ่ง ก็คงหนีไม่พ้นเรื่อง “เสียดาย” ซึ่งเป็นผลงานการกำกับและเขียนบทภาพยนตร์ของ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล หรือที่เรารู้จักและเรียกกันในนาม “ท่านมุ้ย” นั่นเอง

ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล

ภาพยนตร์เรื่องเสียดาย จริงๆ แล้วมีถึง 2 ภาคด้วยกัน และแต่ละภาค ต่างมีเนื้อเรื่องที่เล่าแตกต่างกันออกไป อย่างภาคแรกที่เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2537 เป็นการเล่าถึงเรื่องราวของวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนกัน แต่ต่างคนต่างมีปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวเอง และครอบครัว จนท้ายที่สุด ทั้งสี่คนเลือกที่จะหาทางออกจากเรื่องทั้งหมดด้วย “ยาเสพติด” และเมื่อมารู้ตัวเองอีกครั้ง ก็เสียดายเวลาที่สูญเสียไปกับเรื่องของยาเสพติดและเรื่องอื่นๆ จนอนาคตและความฝันต้องพังทลายลง รวมถึงชีวิตของตัวละครบางตัวในเรื่องนี้ที่ต้องจบลงเพราะยาเสพติด และการฆ่าตัวตาย

โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง “เสียดาย” เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2537

ส่วนภาคที่ 2 เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2539 คราวนี้เล่าอีกเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องของครอบครัวที่มีลูกสาวติดเชื้อ HIV จากการถ่ายเลือด ซึ่งเรื่องราวนี้ได้กระจายออกไปในวงกว้าง จนทำให้สังคมต่างไม่ยอมรับ ส่วนลูกสาว ก็สับสน และหาทางออกไม่ได้ เพราะว่าคนในครอบครัวต่างไม่ไว้ใจในตัวเธอ บวกกับกระแสสังคมที่ตราหน้าทั้งครอบครัวก่อนหน้านี้ จนจะจบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย แต่ยังเคราะห์ดี ที่ยังมีรุ่นพี่ที่ติดเชื้อ HIV แบบเดียวกับเธอ ที่คอยรับฟัง

โปสเตอร์ภาพยนตร์เรื่อง “เสียดาย 2” เข้าฉายเมื่อปี พ.ศ. 2539

เสียดาย ภาคแรก (2537)

ถ้าเล่าแบบลงลึกและแยกย่อยในแต่ละภาค จะพบว่า ภาคแรกที่เล่าถึงเรื่องราวของยาเสพติดนั้น เห็นภาพของความเป็นไปในสังคมได้ชัดกว่าภาคที่สอง ปัญหาเกิดขึ้นภายในครอบครัว ทั้งทะเลาะเบาะแว้ง ติดสุรา เสพยาเสพติด หรือแม้แต่เรื่องของการขายบริการและการถูกข่มขืน ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องราวที่ในปัจจุบันนี้ ยังมีให้เห็นตามหน้าจอทีวี และหน้าหนังสือพิมพ์ รวมถึงการเล่าเรื่องราวที่มาในรูปแบบของสารคดี ทำให้เราเข้าใจว่าเรื่องราวของแต่ละคนที่เกิดในเรื่องนี้ เป็นมาอย่างไรบ้าง

และอีกจุดที่นำเสนอออกมา ก็คือวิธีการแก้ปัญหาของแต่ละครอบครัว ว่ามีวิธีการอย่างไรบ้าง บางครั้งก็ถึงขั้นจับล็อคกับตะแกรง หรือพาไปวัดถ้ำกระบอกเพื่อเข้ารับการบำบัดเลยก็มี แต่ซีนที่ผู้เขียนดูแล้วรู้สึกสะเทือนใจที่สุด คงเป็นซีนที่พ่อแม่ของครอบครัวหนึ่ง จับลูกสาวถอดเสื้อผ้า แล้วอาบน้ำในห้องน้ำ เพื่อให้อาการอยากยาได้หายไป มันสะท้อนได้ว่า ต่อให้ลูกจะทำผิดถึงขั้นติดยาเสพติด คนที่ทุกข์ใจที่สุดและต้องดูแลในทุกๆ ครั้ง คือคนที่เป็นพ่อแม่นี่แหละ

เสียดาย 2 (2539)

ส่วนภาคสองที่เล่าถึงเรื่องของ HIV ดูเหมือนเรื่องที่เล่าจะไกลจากความเป็นจริง แต่ถ้าพูดถึงเรื่องของ HIV อย่างเดียว ถือว่าเป็นเรื่องที่ตื่นตัวและรณรงค์มาในทุกยุคทุกสมัย แต่การติดเชื้อ HIV จากการถ่ายเลือดนี่ โอกาสในการเกิดแทบจะน้อยครั้ง หากไม่มีการคัดกรองและตรวจเลือดก่อนบริจาคในทุกๆ ครั้ง แต่ความน่าติดตามของเรื่องนี้ (ในมุมของผู้เขียน) มีอยู่สองจุดด้วยกัน คือ “ครอบครัว” และ “นักข่าว”

ครอบครัวที่ปรากฎในภาคที่ 2 ของเสียดายนั้น เป็นครอบครัวของผู้ที่มีฐานะ มีความสุข แต่วันหนึ่งต้องมาทุกข์และเกิดความไม่ไว้ใจซึ่งกันและกัน เพราะสาเหตุที่กล่าวไปในข้างต้น ส่วนนักข่าว เสมือนฟันเฟืองในการดำเนินเรื่อง โดยนำเสนอข้อเท็จจริงว่า เชื้อ HIV นั้นเป็นอย่างไร การติดต่อระหว่างบุคคลนั้นง่ายหรือยาก รวมถึงเป็นผู้ที่เข้าช่วยเหลือ และทำร้ายครอบครัวที่ปรากฎในเรื่องในเวลาเดียวกัน แต่ต้องบอกก่อนว่าบทนักข่าวที่ปรากฎในเสียดาย 2 นี้ ไม่ใช่จับนักแสดงมารับบทนี้นะ เขาเชิญนักข่าวและพิธีชื่อดังอย่าง “อรุณโรจน์ เลี่ยมทอง” สลัดภาพพิธีกรรายการเด็ก มาสวมวิญญาณพิธีกรสาวที่ต้องลงไปตามล่าหาความจริง จากเรื่องราวที่เกิดขึ้น และนำเสนอข้อเท็จจริง ให้ผู้ชม และผู้ที่ติดตามข่าว (ในภาพยนตร์นะ…) ได้รู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าผู้ชมที่รับชมในชีวิตจริง ก็ได้รับรู้ข้อมูลที่เกิดขึ้นนี้ด้วย

อรุณโรจน์ เลี่ยมทอง

สิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาจาเห็นภาพชัดเจน คือเรื่องของสังคมในช่วงเวลานั้น อย่างเสียดาย 2 ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ HIV ก็สะท้อนได้ถึงการรับรู้ของคนทั่วๆ ไป ที่ยังไม่รู้ในข้อมูลของเชื้อดังกล่าว ซึ่งตัวละครในเรื่องก็แสดงอาการต่อต้าน รวมไปถึงความเข้าใจแบบผิดๆ ในเรื่องของการติดเชื้อระหว่างบุคคล อย่างการดื่มน้ำจากแก้วเดียวเดียวกันกับผู้ที่มีเชื้อ HIV เป็นต้น

ถามว่าทำไมต้องดู “เสียดาย” ก่อนที่จะเสียดาย ตามหัวข้อของ Article นี้ เพราะว่าเรื่องราวที่ปรากฎในภาพยนตร์ทั้งสองภาคนี้ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมไทยอยู่ทุกวี่ทุกวัน ถึงแม้จะไม่ได้เกิดขึ้นกับคนในครอบครัวของผู้อ่านก็ตาม แต่อย่างน้อย การได้รับชมภาพยนตร์เรื่องดังกล่าวนี้ ก็ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับครอบครัว รวมไปถึงรู้จักกับปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมไทยแบบเห็นภาพได้ชัดเจน (ถึงแม้ว่าเรื่องดังกล่าวจะปรากฎให้เห็นเป็นข่าวแทบทุกวี่ทุกวันก็ตาม…)

และจะดีกว่านี้ ถ้ารับชมพร้อมกันทั้งครอบครัว พร้อมทั้งชี้แนะ และอธิบายถึงเหตุและผลของเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วย เสมือนเป็นการสอนและสร้างภูมิคุ้มกันให้กับสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะบุตร-หลาน ที่อยู่ในช่วงวัยรุ่น ซึ่งเป็นวัยอยากรู้อยากลองนั่นเอง

โปรดดูเสียดาย ก่อนที่คุณจะเสียดาย…

ขอขอบคุณภาพประกอบส่วนหนึ่งจากกระทู้พันทิป “เสียดาย” เขียนโดย Cinephile (ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล)

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

[รีวิว] ALPHA ผจญนรกแดนทมิฬ 20,000 ปี – ควายขวิดตกผา เจอหมา หาทางกลับบ้าน

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เคดา (โคดี สมิธ แมคฟี) เด็กหนุ่มแรกรุ่นแห่งเผ่าโซลูเทรียนที่ต้องพิสูจน์ความเป็นลูกผู้ชายด้วยการออกล่าควายไบซันกับ เทา (โยฮันเนส ฮาวเกอร์ โยฮันเนสสัน) พ่อผู้เป็นหัวหน้าเผ่าและคาดหวังกับผลงานการล่าสัตว์ครั้งนี้ของลูกชายแต่เมื่อเกิดเหตุชลมุนจนควายตัวหนึ่งขวิด เคดา จนตกหน้าผาจนทุกคนในเผ่าสิ้นหวังเดินทางกลับบ้านพร้อมข่าวร้าย แต่ไม่นาน เคดา ก็ฟื้นสติและได้ผูกมิตรกับหมาป่าจ่าฝูงที่เขาใช้คมมีดฟันมันจนบาดเจ็บในการปะทะเมื่อแรกพบจนเกิดมิตรภาพต่างสายพันธุ์ แต่เวลาไม่คอยท่าเคดาจำต้องพาเพื่อนซี้สี่ขาฝ่าสภาพอากาศอันหนาวเหน็บและอันตรายรอบด้านเพื่อกลับไปยังบ้านของเขาก่อนที่หิมะแรกจะตก พวกเขาจะทำสำเร็จหรือไม่

 

 

สิ่งแรกที่จะนึกถึงเมื่อพูดถึงหนังเรื่อง ALPHA คงหนีไม่พ้นหนังที่มีกำหนดเลื่อนฉายอย่างกับเกมมอญซ่อนผ้า คือพร้อมจะเปลี่ยนวันฉายได้ตลอดเวลาตั้งแต่กำหนดเดิมช่วง กันยายน-ตุลาคมปีที่แล้ว (2560) แต่หนังก็ถูกเลื่อนโปรแกรมฉายออกไปเป็นเดือนมีนาคมเมื่อต้นปีนี้ (2561) และในเดือนธันวาคมปีที่แล้วโซนี่พิคเจอร์ก็ประกาศวันฉายใหม่เป็นเดือนกันยายนปีนี้ ก่อนจะเลื่อนฉายที่อเมริกาเร็วขึ้นในวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมาส่วนบ้านเราหนังก็เข้าฉายแล้ววันนี้

แต่นอกจากเรื่องเลื่อนฉายแบบมาราธอนแล้ว ข้อมูลที่เรารับรู้จาก ALPHAก่อนหน้านี้มีแค่ภาพโปรโมตที่เน้นซีจีสร้างโลก 20,000 ปีก่อนขึ้นมาพร้อมๆกับบรรดาสัตว์ดึกดำบรรพ์ต่างๆที่ไม่ต่างจากปัจจุบันนักแต่เน้นเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ ออกหากินเป็นฝูงดูยิ่งใหญ่ ดูแกรนด์สร้างความน่าสนใจตามประสาหนังฮอลลีวูดฟอร์มยักษ์พร้อมพลอตว่าด้วยการเอาตัวรอดในยุคดึกดำบรรพ์ ซึ่งก็ดันไปคล้ายพลอตเรื่องของหนังอย่าง 10000BC (2008) หนังผจญภัยฟอร์มยักษ์ของโรแลนด์ เอมเมอริชเมื่อ 10 ปีก่อนที่ชูจุดขายในการปลุกเสือเซเบอร์ทูธมาให้ผู้ชมยลโฉม ส่วนนักแสดงก็ยังไม่ใช่จุดขายนักทั้ง โคดี สมิธ แมคฟี จาก Let Me In หรือโยฮันเนส ฮาวเกอร์ โยฮันเนสสัน หนึ่งในนักแสดงซีรีส์ดัง Game of Throne แถมพอปล่อยตัวอย่างหนังออกมาในช่วงหลังดันไปเน้นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างคนกับหมาป่า เลยทำให้ภาพหนังผจญภัยโลกหมื่นปีที่เคยปูมาก่อนหน้านี้เริ่มดูเฉไฉไปทางหนังหมาเพื่อนรักซะงั้น แต่เอาล่ะยังไงเราก็ต้องตัดคะแนนจากตัวหนังจริงๆซึ่งบอกได้เลยว่า….อาการหนักเอาการ

เริ่มจากการปูพื้นตัวละครก่อนเลย อันนี้ต้องบอกว่าหนังมีปัญหาในการทำให้เราเข้าใจเข้าถึงวัฒนธรรมชนเผ่ามาก เปิดเรื่องมาด้วยการล่าควายไบซันที่ทำให้เคดาตกผาเป็นซีนอารัมภบทแล้ว เมื่อหนังตัดไปเล่าเหตุการณ์ที่มาที่ไปกลับมีแค่ฉากคัดเลือกคนไปล่าสัตว์จากการให้เด็กหนุ่ม ลับหิน ทำปลายหอกแล้วหนุ่มน้อยเคดาเราดันลับได้คมกริบ คุณพ่อเทาเลยเลือกเขาไปล่าควายประเพณีด้วยกัน ซึ่งตรงนี้หนังไม่แม้แต่จะบอกสาเหตุว่าทำไมต้องคัดเลือกจากการลับหินให้คม เพราะท้ายที่สุดตอนออกล่ามีซีนที่เทาสั่งให้เคดาสังหารควายไบซันระหว่างทางแต่เคดาก็อ่อนแอเกินกว่าจะปาดคอมันจนได้ รวมถึงการยกเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวที่ไม่ได้ชวนให้เราผูกพันธ์แม้แต่น้อยทั้ง เทาในฐานะพ่อหรือบท่แม่ของนาทัสเซีย มัลธี เพราะหนังให้เวลากับการปูความสัมพันธ์ตรงนี้น้อยเกินไป ต่างจากหนังที่นำเสนอเรื่องชนเผ่าอย่าง Apolalypto (2006) ยังปูความสัมพันธ์ของครอบครัวตัวเอกได้หนักแน่นทำให้เราอยากเอาใจช่วยมากกว่า ยิ่งไปกว่านั้นการที่หนังเลือกประดิษฐ์ภาษาขึ้นเองแล้วบอกว่านี่คือภาษายุโรปโบราณก็ยิ่งเป็นภาระคนดูที่ต้องอ่านซับไตเติลจนตัวหนังยิ่งยากจะดึงคนดูให้มีอารมณ์ร่วมตามอีก เลยกลายเป็นว่าคนดูได้แต่งงว่านี่คือหนังของชนชาติไหนก็ไม่รู้ที่พูดจาไม่รู้เรื่อง เอะอะก็ยกเรื่องความกล้าหาญอย่างเดียวโดยการดำเนินเรื่องแทบไม่นำพาให้มีอารมณ์ร่วมตามแต่อย่างใด

นอกจากจุดขายไม่เด่นและเล่าเรื่องได้ไร้อารมณ์ร่วมแล้ว อีกจุดที่เป็นปัญหาคือการนำเสนอนี่แหละ เอาในเชิงเนื้อเรื่องที่หนังเองพยายามจับปลาสองมือคืออยากทั้งนำเสนอการค้นพบความกล้าหาญของเคดาและความรักความผูกพันธ์ระหว่างเคดาและอัลฟ่า ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนอกจากปัญหาในการปูความสัมพันธ์ของตัุวละครมนุษย์ตอนต้นแล้ว การที่หนังใช้ซีจีอย่างสิ้นเปลืองก็มีผลต่อความเชื่อถือมาก ในกรณีแรกหนังสอบตกโดยสิ้นเชิงในการโยนประสบการณ์ความกลัวใส่เคดา เนื่องจากหนังมักเน้นภาพสวยๆซีจีเด่นๆแต่กลับไม่ได้ทำให้เรารู้สึกถึงความกลัวของเคดาจริงๆทั้งที่ความกลัวถือเป็นจุดหนึ่งที่ตัวละครจะค้นพบความกล้าในตัวเองแต่ลงท้ายสิ่งที่น่ากลัวที่สุดที่เคดาจะได้เจอกลับมีแค่กลัวอัลฟาจะกัด และกลัวเสือดำจะโผล่มาขย้ำในถ้ำน้ำแข็งซึ่งหนังก็กำกับออกมาได้ไร้อารมณ์ร่วมเหลือเกินจนแทบไม่น่าเชื่อว่านี่คือผลงานกำกับของ อัลเบิร์ต ฮิวจ์ ผู้กำกับ The Book Of Eli (2010) หนึ่งในหนังแอ็คชันทริลเลอร์ที่สนุกมาก แต่พอต้องมากำกับหนังเรต PG 13 เรื่องนี้ ตัวหนังกลับออกมาจืดชืดเหลือทนจริงๆ แถมในด้านความตื่นตาตื่นใจหนังก็สอบตกสิ้นเชิง เพราะในขณะที่ 10000BC เราได้ดูช้างแมมมอธ เสือเซเบอร์ทูธ ใน ALPHA เราได้ดูแค่หมาป่าที่ไซส์ยืดได้หดได้ เสือดำที่โผล่มาไม่กี่ช็อต ควายไบซัน ที่ดูเป็นอัลกอริทึ่มของคอมพิวเตอร์เท่านั้นเอง

อีกกรณีคือความผูกพันธ์ระหว่างคนกับหมาป่า ซึ่งตรงนี้เหมือนเป็นจุดขายในเทรลเลอร์ตัวสุดท้ายก่อนหนังฉาย ซึ่งโอเคว่าหนังก็ทำตรงนี้ได้น่ารักดีแต่ในขณะเดียวกันมันก็มีผลในการทำให้พลังของเรื่องในส่วนของการเอาตัวรอดที่ควรจะตื่นเต้นลดลงไปแบบกราฟดิ่งฮวบๆเหมือนกัน ที่สำคัญบทสรุปของหนังยังทำให้อดคิดวิตถารไปไม่ได้ว่า เคดา กับ อัลฟ่า  “เอาตัวรอด” กันท่าไหนจนอัลฟาท้องได้เนี่ย อดไม่ได้จริงๆฮ่าาาา

สรุปเลยแล้วกันว่า ALPHA คือโปรแกรมที่ต่อให้คาดหวังหรือไม่ได้กับมัน มันก็พร้อมจะทำให้เราผิดหวังกับแทบทุกองค์ประกอบของหนังจริงๆ ไม่ว่าจะเอาตื่นเต้น ความตื่นตาตื่นใจ หรือกระทั่งความรักความผูกพันธ์ระหว่างคนกับหมาที่ความเป็นซีจีกลับมาทำร้ายหนังอย่างร้ายกาจ

ALPHA อาจถูกใจผู้ชมอย่างคุณก็ได้ ไปพิสูจน์ในโรงหนังดีกว่า คลิกซื้อตั๋วด้านล่างเลย

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก- ดูเอาฮาก็ไม่แย่ถ้าไม่แคร์สาระหนัก

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

เพราะครอบครัวคาดหวัง ศักรินทร์ (พีช พชร) เลยต้องใช้ชีวิตสองด้านโกหกแม่สุรี (เจนนิเฟอร์ คิ้ม)และยายที่เป็นโรคหัวใจว่าตัวทำงานแบงค์และกำลังเฮงได้เลื่อนขั้นเป็นรองผู้จัดการหวังให้ครอบครัวภูมิใจ แต่เมื่อรถไฟเทียบชานชาลา..เสื้อกั๊กส้มต้องมาพร้อมหมวกกันน็อกในวิถีชีวิตแบบไบค์แมน หรือ มอเตอร์ไซค์วิน แต่ชีวิตพกลมของศักรินทร์คงไม่กลายเป็นพายุ หากดั๊นไม่ได้เจอจ๋าย (ฝน ศนันธฉัตร) เพื่อนสมัยคอซองที่กลายมาเป็นสาวแบงค์คนสวย แต่ดันกลายเป็นคราวซวยเมื่อแฟนของจ๋ายอย่าง เอ (โอ๊ต ปราโมทย์) รองผู้จัดการแบงค์ขี้หลี ดั๊นเป็นหลานของเพื่อนแม่ซะอี๊ก แล้วความลับของศักรินทร์จะแตกมั้ยเนี่ย..?? 

 

 

เห็นสัญลักษณ์ รฤก แน่นอนว่าเราต้องนึกถึงชื่อนายห้างอย่าง ยอร์ช ฤกษ์ชัย พวงเพชร ผู้กำกับหนังตลกร้อยล้านตระกูลส่ายหน้าที่ต่อมาขอบิดมาทางโรแมนติกคอเมดี แต่คราวนี้ พี่ยอร์ช ขอถอยไปยืนมองข้างสนามแล้วส่ง พฤกษ์ เอมะรุจิ ผู้กำกับหนัง ป้าแฮปปี้ She ท่าเยอะ (2558) ที่ถนัดแนวทางผสมดรามากับคอเมดีเข้ากันได้อย่างดี มากุมบังเหียนและเขียนบทหนังชื่อแปลกที่เป็นเครื่องหมายสไตล์ยอร์ช ฤกษ์ชัย อย่าง ไบค์แมน ศักรินทร์ ตูดหมึก เรื่องนี้แทน  

ขอออกตัวก่อนเลยว่า รีวิวนี้วัดจากความรู้สึกตอนชมล้วนๆ ดังนั้นเรื่องบทหนังไม่สาเหตุสมผลขอไม่เอามาเป็นปัจจัยในการรีวิวนี้นะครับ เพราะคำถามที่หลายคนอยากรู้จริงๆคือหนังตลกมั้ย ฮามั้ย หรือแป๊กมั้ย ดังนั้นเรามาวัดกันไปเป็นเรื่องๆ 

เริ่มจากตัวละครนำอย่างศักรินทร์ ที่ได้ พีช พชร นักแสดงขาประจำของ GTH-GDH559 ที่ถ้าว่ากันในทางคอเมดี อันนี้ฟันธงเลยว่าแป๊กครับ! จังหวะการปล่อยมุกไม่คม รับส่งมุกกับคนอื่นไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่ ดูๆไปแล้ว ติดจะเอาไปเทียบกับคุณ แดน วรเวชใน แสบสนิทศิษย์ส่ายหน้า ที่รับบทลูสเซอร์บ้านๆได้มีเสน่ห์กว่า แต่พอถึงพาร์ตดราม่า อันนี้ยอมรับว่า ณ. ขณะที่พชรอยู่ในซีนที่ต้องสารภาพความผิดบาป เขาทำให้เราลืมได้เลยว่านี่คือลูกหลานเซ็นทรัล แม้ตั้งแต่ต้นเรื่องเราจะรู้สึกว่าเขาแค่เด็กรวยที่มาคอสเพลย์เป็น วิน มอเตอร์ไซค์ก็ตาม 

ฝน ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล หรือฝน ATM หรือ ฝน Hormones จะเรียกอะไรก็แล้วแต่.. แต่พอฝนปรากฎกายในชุดพนักงานแบงค์ นี่คือตัวละครที่พร้อมจะทำให้คนดูหลงรักได้ทันที ด้วยน้ำเสียงที่ดูสดใสน่ารักคู่กับหน้าตาแบ๊วๆหมวยๆ การมารับบทพนักงานแบงค์ เฟิร์สจ็อบเบอร์ เด็กจบใหม่ที่ไม่กล้าออกจากคอมฟอร์ตโซน เลยกลายเป็นที่เหมือนเขียนมาให้เธอได้ และด้วยคุณสมบัติด้านแอ็คติ้ง เมื่อหนังถูกสับสวิตช์ไปโหมดดราม่า ฝนก็ยังคงรักษาระดับการแสดงไปคู่กับเคมีร่วมกับ พชร ได้อย่างน่าชื่นชม 

ส่วนทีมเอาฮา อันนี้ขอกล่าวรวมๆนะครับเริ่มจาก น้าค่อม ที่ต้องบอกว่าเรื่องนี้ คุณน้าน่าชื่นชมมากครับ คงจังหวะการปล่อยมุกได้เฉียบเช่นเคย แต่ที่ต้องชื่นชมเป็นพิเศษคือคราวนี้ น้าลดปริมาณคำหยาบคายลงได้อย่างน่าตกใจ ที่สำคัญทุกซีนที่น้าร่วมจอกับคนอื่น น้ายังรับส่งมุกกับเขาได้อย่างไหลลื่นมว๊าก ควบคู่กันในสายตลกอาชีพ การมาถึง โรเบิร์ต สายควัน ก็คือการการันตีความฮาในเชิงปริมาณซึ่งนอกจสกจะไม่ซ้ำมุกกัญชาที่เราดูมาจนช้ำแล้ว แก๊กต่างๆที่ปล่อยมาก็เข้าเป้าทุกดอกอย่างน่าพอใจ ไม่แพ้กันกับหน้าใหม่อย่าง โอ๊ต ปราโมทย์ ปาทาน ในจักรวาลยอร์ช ฤกษ์ชัย ที่แม้เวลาบนจออาจไม่ต่างจากดารารับเชิญ แต่นอกจากบุคลิกฮาๆห่ามๆลามกที่เป็นต้นทุนเดิมแล้ว โอ๊ตยังสามารถถ่ายทอดแก๊กตามบทสั่งได้อย่างแม่นยำ ฉากลิ้นจุกปาก ต้องกลายเป็นคลิปไวรัลบนโซเชียลในอนาคตแน่นอน. 

แม้ตัวหนังจะเอา เจนนิเฟอร์ คิ้ม มาทำเสียของไปบ้างทั้งไม่มีฉากร้องเพลง หรือปล่อยมุกฮาๆ แต่ในฐานะนักแสดงเธอก็ทำหน้าที่ได้ดีนะครับ เล่นเป็นคนอยุธยาซะเหมือนเชียว 

เมื่อหักล้างเรื่องที่ว่า ศักรินทร์ ยังไม่ทำให้เราอยากลุ้น อยากเอาใจช่วยแล้ว แต่ในด้านความฮาที่เราคาดหวังก็ยังอยู่ในเกณฑ์สอบผ่านนะครับ ไม่ถึงกับนั่งเซ็งรอหนังจบให้รู้สึกลำไยแน่นอน 

เครียดกับงาน อยากหากับแฟน คลิกซื้อตั๋วไบค์แมนด้านล่างนี้เลย 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] Dark Crimes: การได้ 0% จากเว็บ Rotten Tomatoes มันไม่ยุติธรรมเลยเฟร้ย

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

“ทาเดค” เป็นนักสืบที่รับหน้าที่สืบสวนคดีฆาตกรรมนักธุรกิจคนหนึ่ง แต่ที่เขาและคนอื่น ๆ ต้องประหลาดใจมากก็คือ เรื่องราวมันเหมือนกับเรื่องในนิยายฆาตกรรมของนักเขียนคนหนึ่งที่ชื่อ “คอซโลว์” ขณะที่คดีนี้น่าจะเปิดและปิดได้ง่าย ๆ เหมือนคดีทั่ว ๆ ไป ทาเดคดูเหมือนจะสืบพบเรื่องในมุมมืดของคดีนี้ขึ้นมา นั่นเป็นเหมือนชนวนที่ทำให้ทาเด็คดำดิ่งสู่อีกโลกที่มืดบอด และทำให้ชีวิตของเขาเปลี่ยนไปตลอดกาล

หนังอาชญากรรมที่ได้ จิม แคร์รีย์ ตลกหน้าเป็นชื่อดัง พลิกเข้มมารับบทเจ้าหน้าที่สืบสวนของโปแลนด์ในคดีฆาตกรรมสุดลึกลับ โดยนำเค้าโครงมาจากเรื่องจริงสุดอื้อฉาวปี 2007 ของประเทศโปแลนด์ด้วย แต่ความน่าสนใจทั้งหมดน่าจะถูกบดบังด้วยความเป็นหนังผลโหวต 0% มะเขือเทศเน่าสนิทจากเว็บ Rotten Tomatoes จากนักวิจารณ์ 34 คน แบบที่นาน ๆ จะเจอหนังเรื่องไหนได้สักที หนังเรื่องนี้มันต้องพิเศษโคตร ๆ จริง ๆ

ตามที่ได้เกริ่นไว้ หนังได้แรงบันดาลใจจากบทความปี 2008 ใน The New Yorker ของ เดวิด กรานน์ เรื่อง True Crime: A Postmodern Murder Mystery โดยนำมาจากคดีจริงที่ได้ขึ้นชื่อว่าแปลกประหลาดและมีชื่อเสียงอย่างมากของโปแลนด์ จนเกิดศัพท์ว่า Novel Killer ขึ้นมา อันนี้ขอเล่าเหตุการณ์ของคดีจริงแล้วกันเพราะในหนังดัดแปลงไปเยอะ จึงไม่น่าจะสปอยล์

เหตุการณ์มันเริ่มในปี 2000 เมื่อนักธุรกิจรายหนึ่งชื่อว่า ดาเรียส เจนิสซีวสกี ถูกฆาตกรรมและเอาศพทิ้งในทะเลสาบ ตำรวจไม่สามารถหาร่องรอยใด ๆ ต่อไปได้ จนคดีถูกทิ้งไว้นานหลายปี แล้วในปี 2003 ตำรวจก็ได้พบว่านิยายที่เพิ่งวางแผงชื่อ Amok ของ คริสเตียน บาล่า ซึ่งดันมีรายละเอียดคล้ายคลึงกับการฆาตกรรมดาเรียสอย่างกับแกะแบบที่ควรมีแต่ฆาตกรตัวจริงเท่านั้นถึงจะรู้ จนนำมาสู่การรื้อฟื้นสืบสวนครั้งใหม่กลายเป็นคดีสะเทือนขวัญที่มีคำตัดสินสิ้นสุดในปี 2007 ออกมา ซึ่งคริสเตียนก็สารภาพว่าได้ลงมือฆ่าดาเรียสเพราะจับได้ว่าดาเรียสเป็นชู้กับเมียของตนเอง

บาลา ตัวจริง

หนังเรื่อง Dark Crimes เองเดิมใช้ชื่อว่า True Crimes เช่นเดียวกับตัวบทความที่เป็นแรงบันดาลใจ เป็นผลงานการดัดแปลงโดย เจเรมี่ บร็อก มือเขียนบทรางวัล BAFTA จากเรื่อง The Last King of Scotland (2006) และได้ผู้กำกับชาวกรีกที่มีผลงานโด่งดังในเทศกาลประกวดเวนิส ปี 2013 อย่าง อเล็กซานดรอส อวรานาส มาถ่ายทอดด้วย หนังมีการดัดแปลงตัวละคร และเหตุการณ์หลายอย่างจนแทบจะเป็นคนละเรื่องกับคดีจริง เช่น ทาเดค ก็มาจากตำรวจตัวจริงที่ชื่อ จาเซค ส่วนนักเขียนนิยายตัวจริงอย่างคริสเตียน ก็เปลี่ยนชื่อเป็น คอสโลว์ และคดีนี้ก็เกี่ยวโยงกับการเล่นเซ็กวิตถารของคลับลับที่ชื่อ เดอะเคจ ซึ่งเกี่ยวพันกับตัวละครจำนวนมาก โดยเรื่องของฆาตกรรมตามนิยายนั้นแทบจะเป็นเพียงส่วนจ้อยร่อยของหนังเท่านั้น

นายตำรวจโปแลนด์ ต้นแบบของจิม แครร์รียืในเรื่อง

ที่สำคัญหนังมีการหักมุมไปมา และเล่นกับจิตใจที่ถลำลึกในการหาความยุติธรรมอย่างบ้าคลั่งของตัว ทาเดค ได้อย่างน่าสนใจ ยิ่งจุดจบที่ทุกอย่างขมวดแล้วนั้นก็เลวร้ายบัดซบกับตัวละครของ จิม แคร์รีย์ ได้ใจมาก แถมเสนอจุดที่หนังต้องการได้คมคาย เรื่อง ความจริง (Truth) และความสมจริง (Reality)

ทั้งหนังยังได้การแสดงที่ดีมาก ๆ จากนักแสดงนำทั้งหลายที่ใช้สกิลสายดราม่าแนวยุโรปซัดใส่กันได้อย่างเข้มข้นมาก ๆ โดยเฉพาะ จิม แคร์รีย์ ที่ก็ยืนยันชัดอีกครั้งว่าในสายดราม่าเขาก็เอกอุไม่แพ้สายคอเมดี้เลยสักนิด นอกจากนั้นโปรดักชั่นของหนังก็ดูดีทั้งภาพและเสียง มีกลิ่นไอความนัวร์ในแบบของ เดวิด ฟินเชอร์ มาก ๆ เสียดายเพียงแต่ว่าหนังเรื่องนี้มีวิธีการเล่าแบบยุโรปจ๋ามาก ๆ ซึ่งเป็นแนวการนำเสนอที่คนสายแมสอย่างฮอลลีวู้ดน่าจะอินยากมาก หนังเล่าค่อนข้างเชื่องช้า การเชื่อมโยงแต่ละฉากมีความโดด ๆ แบบที่คนดูต้องช่วยเชื่อมเองบ้าง ไม่อธิบายอะไรเลยมั่ง คือถ้ามันฉายแต่ตามเทศกาลหนังยุโรปอาจได้รับการตีคุณค่าที่ดีกว่านี้ แม้จะไม่ได้ดีมากก็ตาม โชคร้ายที่มันถูกมองว่าเป็นหนังสไตล์ฮอลลีวู้ดเพราะมี จิม แคร์รีย์ เล่นล่ะมั้ง

และอีกอย่างที่น่าเสียดายและเป็นการทำตัวเองของหนังคือ บทหนังที่ตัวเรื่องคิดมาน่าสนใจ แต่ไม่สามารถลงรายละเอียดระหว่างทางให้น่าสนใจ ให้คนติดตามล่อหลอกได้มากพอ แถมบทสรุปก็ไม่ได้หักมุมว้าวจนเราตะลึงแต่อย่างใดด้วย จนทำให้การแสดงที่ดีหลาย ๆ ครั้งดูเป็นความล้นและไร้เหตุผลเพราะการเล่าเรื่องโดยรวมที่กระท่อนกระแท่นนั่นเอง

หนังเปิดตัวไปในเทศกาลภาพยนตร์เมืองวอร์ซอว์ ประเทศโปแลนด์ไปตั้งแต่ปี 2016 แต่เพิ่งจะลงฉายทางการในหลายประเทศปีนี้เอง ซึ่งบ้านเราช่างโชคดีเพราะที่อื่นลงฉายในทีวี ลงแผ่น หรือสตรีมมิ่งแทบจะทันที แต่บ้านเราจะได้ชมหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์ด้วย เย่! ไปพิสูจน์ความดาร์ก ความโป๊ ความรุนแรงกันได้เลยฮะ อ่อไม่เหมาะกับเด็กอย่างแรงนะจ๊ะ

ซื้อตั๋วแบบดาร์กๆต้องหาตั๋วผี ซื้อตั๋วแบบคนดีๆเชิญที่ภาพนี้เลยจ้า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!