Connect with us

ภาพยนตร์

จัดเต็มจริงๆ! Avengers: Infinity War มีฉากรวมซูเปอร์ฮีโร่เอาไว้มากถึง 32 คน เลยทีเดียว

สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน หนึ่งในทีมนักแสดง Avengers: Infinity War ได้เปิดเผยว่ามีฉากหนึ่งที่รวมเอาตัวละครซูเปอร์ฮีโร่เอาไว้ถึง 32 คน

Published

on

สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน หนึ่งในทีมนักแสดง Avengers: Infinity War ได้เปิดเผยว่ามีฉากหนึ่งที่รวมเอาตัวละครซูเปอร์ฮีโร่เอาไว้ถึง 32 คน

นักแสดงสาว สการ์เลตต์ โจแฮนส์สัน ได้ปรากฏตัวในรายการ The Late Show with Stephen Colbert เพื่อโปรโมทภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเธอ Rough Night ซึ่งเธอได้เปิดเผยว่ามีตัวละครมากกว่า 60 ตัว ในภาพยนตร์ Avengers: Infinity War ที่กำลังถ่ายทำอยู่ในขณะนี้ และได้กล่าวถึงฉากๆหนึ่ง ว่า

“ฉันคิดว่ามีฉากหนึ่งที่มีตัวละครรวมกันราว 32 คน เห็นจะได้”

MCU (Marvel Cinematic Universe) ได้ปูทางเพื่อนำเสนอฉากการต่อสู้ที่รวมตัวละครซูเปอร์ฮีโร่หลากหลายคนเอาไว้ ไม่ว่าจะเป็นฉากต่อสู้สุดท้ายใน Avengers: Age of Ultron, ฉากต่อสู้ที่สนามบินใน Captain America: Civil War และหลายๆฉากใน Guardians of the Galaxy

ผู้กำกับ โจ และ แอนโทนี รุสโซ เคยเปิดเผยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้จะมีตัวละครมากถึง 67 ตัว ส่วน เควิน ไฟจ์ ผู้อำนวยการสร้างแฟรนไชส์ MCU ก็ได้อธิบายว่า Avengers: Infinity War จะเป็นสุดยอดการรวมตัวกันของตัวละครซูเปอร์ฮีโร่ครั้งใหญ่ที่สุดใน MCU ซึ่ง มาร์เวล สตูดิโอ มีนักสร้างภาพยนตร์หลายคนที่จะช่วยทำให้มันเป็นจริงขึ้นมาได้

  • The Avengers: Infinity War มีกำหนดฉายวันที่ 4 พฤษภาคม 2018

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

Incident In a Ghostland : อย่าตัดสินหนังจากตัวอย่างหนัง

Published

on

บอกตามตรงว่าตอนที่ได้ดูตัวอย่างหนังเรื่องนี้ รู้สึกว่าเป็นหนังเกรดบีมาก เนื้อหาในตัวอย่างพาสับสนไม่ค่อยเข้าใจพลอตหลักของหนัง ภาพดูธรรมดา ดาราโนเนม แต่พอได้ชมหนังจริง กลับรู้สึกทึ่งตั้งแต่ต้นเรื่อง ตัวหนังจริง ๆ ให้ความรู้สึกห่างไกลจากตัวอย่างหนังมาก ใช้ตัวแสดงไม่กี่คน แต่ทุกคนก็ทำหน้าที่ได้ดี บทหนังยอดเยี่ยมโยนปริศนามาตลอดทาง เฉลยตั้งแต่กลางเรื่องแบบหักมุมทำร้ายจิตใจคนดูสุด ๆ แต่ก็ไม่เวอร์วังมีความสมเหตุสมผล ความกดดันหนังมาเต็มพิกัด มีทั้งตุ้งแช่ และฉากเงียบลุ้น หลาย ๆ ฉากต้องดูไปปิดตาไปบ่อยมาก โหดแบบพอประมาณ ไม่มีฉากอี๋แหยะ เล่นกับจังหวะลุ้น จังหวะโป๊งชึ่งได้ดี เป็น 90 นาทีที่เดินหน้าไปบนความตึงเครียด

หนังเป็นผลงานกำกับของปาสคาล ลอกิเย่ ผู้กำกับสยองขวัญชาวฝรั่งเศส ที่มักจะเขียนบทเองเสมอ ปาสคาล เคยมีผลงานสุดหลอน Matyrs (2008) ที่ทิ้งช่วงไปตั้ง 10 ปีที่แล้ว รอบนี้ปาสคาล หันมาเล่าเรื่องครอบครัว 3 สาว ที่มีพอลลีน ซิงเกิ้ลมัม และลูกสาววัยรุ่น 2 คน วีร่า กับ เบ็ธ ทั้ง 3 ย้ายบ้านมาอยู่ต่างเมือง เพราะตัวแม่ได้บ้านหลังใหญ่จากป้ามาเป็นมรดก หนังใช้เวลาช่วงต้นแนะนำให้เรารู้จักตัวละครหลักทั้ง 3 ได้พอคร่าว ๆ ผ่านบทสนทนาได้ในระยะเวลาสั้น ๆ หนังไม่รอช้าเมื่อทั้ง 3 เข้าพักในบ้านใหม่ได้ไม่นาน ก็เปิดเผยตัวผู้บุกรุกสุดโรคจิต ทั้งคู่เป็นฆาตกรที่กำลังเป็นช่าวดัง ชอบบุกเข้าบ้านคนแปลกหน้าฆ่าพ่อแม่ แล้วกักขังลูกสาวไว้ในบ้านกับศพพ่อแม่ แต่เมื่อ 2 ฆาตกรมาบุกบ้านนี้ก็ต้องเจอกับบทบาทพะบู๊ของพอลลีน แม่ที่ฮึดสู้สุดชีวิตเพื่อช่วยชีวิตลูกสาวทั้งสองของเธอ หนังตัดฉับไปเป็นเรื่องราวของเบ็ธ ตอนโตเป็นสาว ประสบความสำเร็จในอาชีพนักเขียน มีครอบครัวที่อบอุ่น สามีที่รักใคร่และลูกชายน่ารัก หนังทิ้งปริศนาไว้ให้คาใจว่าเรื่องราวในคืนบ้าคลั่งนั้นลงเอยอย่างไร ไม่นานเบ็ธก็ได้โทรศัพท์จากวีร่า พี่สาวที่ยังคงอยู่ในบ้านหลังนั้นกับแม่ เสียงวีร่ากรีดร้องโหยหวน เบ็ธพยายามโทรหาแม่แต่ติดต่อไม่ได้ เธอจึงตัดสินใจกลับไปหาแม่และพี่สาว ดูว่าเกิดอะไรขึ้น

เนื้อหาหนังน่าติดตามจริง ๆ ครับ ใส่มาทั้งปริศนาที่ต้องลุ้นหาคำตอบ และสภานการณ์คับขันที่เกิดขึ้นกับสองพี่น้อง เบ็ธ และ วีร่า โดยเฉพาะครึ่งหลังของเรื่องนี่อัดกันมาติด ๆ แบบไม่ให้พักหายใจกันเลย ชอบการสร้างสรรค์ 2 ฆาตกรโรคจิต ถือว่าแปลกใหม่สำหรับวงการหนังสยองขวัญ ดูน่ากลัวตั้งแต่แว่บแรกที่เห็น ตัวหนึ่งเป็นชายร่างยักษ์ อ้วนใหญ่แต่ปัญญาอ่อนและบ้ากาม ส่วนอีกตัวเป็นกะเทยแต่งหญิงร่างใหญ่ เป็นตัวร้ายที่โหดดุได้โดยไม่ต้องรู้ที่ไปที่มา และแทบไม่มีบทสนทนาออกมาจากปากสองคนนี้ ทำให้เราคาดเดาอะไรในใจมันไม่ได้ รู้แต่ว่าอันตรายแล้วเป้าหมายของมันคือ”ฆ่า”เท่านั้น เป็นอีกเรื่องที่ใช้สูตรเดิม ๆ ในฉากสยอง เคลื่อนกล้องช้า ฉากเงียบชวนลุ้น บางครั้งก็ตุ้งแช่ แต่เป็นการใช้ได้ถูกจังหวะ ก็เลยเป็นหนังสยองชวัญอีกเรื่องที่มาตามสูตรแต่ก็สัมฤทธิ์ผล และตอบสนองแฟน ๆ หนังสยองขวัญได้อย่างน่าพอใจแน่นอน ชอบหลาย ๆ ฉากที่ใช้มุมกล้องแคบ ๆ แล้ววิ่งตามตัวละครไปทั่วบ้าน ทำให้ดูอึดอัดดี และเหมือนเราได้ร่วมชะตากรรมไปกับตัวละครด้วยว่าไม่รู้จะวิ่งไปเจอกับอะไรที่อยู่ข้างหน้า

หนังใช้ชื่อไทยว่า “บ้านตุ๊กตาผี” แต่เอาเข้าจริง ประเด็นสำคัญของเรื่องก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับตุ๊กตาเลย เพียงแต่ว่าป้าที่เจ้าของบ้านเดิมก็โรคจิตชอบเก็บสะสมตุ๊กตาน่ากลัวไว้เต็มบ้าน แล้วไอ้ตุ๊กตานับร้อยก็เลยเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้บรรยากาศหนังดูหลอนมากขึ้น โดยเฉพาะไอ้ตัวที่ซ่อนอยู่หลังกระจกนั่นล่ะ โผล่มาทีไรได้ผลทุกที ย้ำอีกครั้งว่า คอหนังสยองขวัญไม่ควรพลาด และเพื่ออรรถรสในการชม ถ้ายังไม่ได้ดูเทรลเลอร์หนัง ก็อย่าดูเลยเดี๋ยวจะพาลไม่อยากดูหนัง ถ้าชอบหนังสยองขวัญ ดูเลยครับ มั่นใจว่าได้ลุ้นเกร็งทั้งเรื่องแน่นอน หนังมีกำหนดฉายวันที่ 3 พฤษภาคม นี้ครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว] COLD SKIN: คนหรือผีที่น่ากลัวกว่ากัน?

Published

on

เป็นงานหนังสยองขวัญบนเกาะร้างอีกหนึ่งเรื่องจาก Xavier Gens ผู้กำกับหนังคอหนังแนวนี้อาจคุ้นกันดีจาก The Devide, The Crucifixion หรือ Frontière(s) ซึ่งผลงานเรื่องล่าสุดของเขา Cold Skin ที่ดัดแปลงมาจากนวนิยายขายดีของ Albert Sánchez Piñol ซึ่งพลอตเรื่องนั้นไม่มีอะไรมาก เมื่อชายหนุ่มไปรับงานเฝ้าเกาะแห่งหนึ่ง ซึ่งเมื่อตกกลางคืนเขาก็ต้องพบกับเหตุการณ์สุดสะพรึงที่มาเคาะประตูถึงหน้าบ้านของเขา!

ณ สุดชายขอบของมหาสมุทรแอนตาร์กติก ชายหนุ่มนายหนึ่ง (เดวิด ออเกส) ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นักอุตุนิยมวิทยาประจำเกาะอันแสนห่างไกล เมื่อเขาเดินทางไปถึงก็ได้พบกับประภาคารเก่า ๆ แต่กลับไม่มีร่องรอยของเจ้าหน้าที่อุตุฯ คนเก่า เหลือเพียงชายเสียสติคนหนึ่ง (เรย์ สตีเวนสัน) ที่ให้คำตอบแค่ว่าเจ้าหน้าที่นายนั้นเสียชีวิตจาก ‘ไข้รากสาด’ และเรื่องราวนับจากที่เขาได้เข้ามาดูแลเกาะแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของความหายนะและน่าสะพรึงกลัวในยามค่ำคืน เมื่อมีจู่ ๆ ก็มีฝูงพรายน้ำลึกลับคนออกอาละวาดและตามล่าเขา อะไรคือคำตอบ ท่ามกลางบ้านไม้เก่า ๆ ประภาคารที่กุมความลับต่าง ๆ ไว้

แม้ว่าจะมีตัวละครเล่นกันแค่ 2-3 คน แต่ด้วยพลอตเรื่องที่ซุกซ่อนปมไว้หลายอย่าง ก็ทำให้ตัวหนังมีอะไรให้ค้นหาและน่าสนใจ ตั้งแต่การเปิดเผยโฉมหน้าของผีพรายน้ำ ในลักษณะที่มนุษย์ถูกคุกคามจนต้องหาทางกำจัด อย่างไรก็ตาม เมื่อหนังเดินไป ไม่มีพระเอกผู้ร้าย ไม่มีมิตรแท้และศัตรูถาวร ปมต่าง ๆ คำถามต่าง ๆ เริ่มผุดขึ้นมาถามคนดู ถึงการกระทำของมนุษย์ที่เริ่มจากการป้องกันตัว นำไปสู่การเบียดเบียนเพื่อนร่วมโลก ทั้งกายและใจ ใครกันแน่ที่โหดร้าย ใครกันแน่ที่น่ากลัวที่สุด

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้ที่ทำได้ดีเลยก็คือ เรื่องงานโปรดักชัน ไม่ว่าจะเป็นโลเกชัน คอสตูม แคสติ้งนักแสดง รวมทั้งงานภาพที่ถือเป็นหนังทริลเลอร์สไตล์หม่น ๆ ที่ภาพสวยมากเรื่องหนึ่งเลย รวมทั้งฉากต่อสู้ไล่ล่าฆ่าฟันกันก็ทำออกมาสนุกและโหดเหี้ยมสมจริง แต่จะมามีปัญหาหน่อยก็อาจจะเป็นการเดินเรื่องที่ค่อนข้างเนิบนาบไปนิด มีหักมุมให้เซอร์ไพรส์อยู่บ้างแต่กลับไม่มีจุดพีค ทั้งที่ตัวหนังก็ผสมผสานความน่ากลัวและความน่ารักในการปรากฏตัวของผีพรายมาได้ลงตัวดีแล้วแท้ ๆ ถือว่าน่าเสียดายที่น่าจะทำได้ระทึกกว่านี้อีกหน่อย

อย่างไรก็ตาม เมสเซจของเรื่องนั้นก็ถือว่าน่าสนใจและวางตำแหน่งเอาไว้ได้ดี ให้คนดูไปตีความเอาเอง จากที่เราได้เห็น แท้จริงแล้วสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวที่สุดคือใคร จิตใจของมนุษย์ซุกซ่อนความคิดซับซ้อนต่าง ๆ ไว้มากมาย การลุ่มหลงในมายาคติ ความรักและความเดียวดายที่กลายเป็นภาพหลอนไปสร้างรอยแผลในใจให้คนคนหนึ่ง มนุษย์ที่อ้างว่าตัวเองมีวิวัฒนาการสูงสุด ฉลาดที่สุดนั้น มันไปด้วยกันกับการกระทำที่ป่าเถื่อนหรือเปล่า หนังเรื่องนี้ ไม่มีเทวดานางฟ้าห่าเหวใด ๆ ที่คนชอบอุปโลกและหลอกตัวเองกันมารุ่นสู่รุ่น มันแสดงให้เห็นเพียงสันดานดิบที่แสนจะเลือดเย็น และไม่เคยจางหายไปจากคนเราเลยต่างหาก

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]A Better Tomorrow 2018 โหด เลว ดี 2018 – คิด รีเมค หนัง จอห์น วู ต้องทำใจ

Published

on

โจวข่าย (หวังข่าย) นักลักลอบของเถื่อนถูกหักหลังจนเข้าคุกพร้อมตราบาปที่ทำให้พ่อถูกฆ่าและสร้างความผิดหวังให้  โจวเชา (หม่าเทียนหยู) น้องชายที่เป็นตำรวจน้ำดี แต่หลังออกจากคุกนอกจากน้องชายจะยังอาฆาตเขาแล้ว อาซาง (อวี๋อ๋ายเล่ย) อดีตลูกกระจ๊อกที่เรืองอำนาจได้สร้างเครือข่ายขนส่งยาเสพย์ติด จนโจวข่ายต้องกลับมาร่วมมือกับ หม่าเคอ (หวังต้าลู่) ลูกน้องผู้ภักดีเพื่อร่วมกันล้างบัญชีแค้นครั้งเก่าและเพื่อปกป้อง โจวเชา และครอบครัวจากเงื้อมมือของอาซาง


เดิมที โหด เลว ดี คือหนังสร้างชื่อให้จอห์น วู เมื่อครั้งออกฉายในปี 1986 ด้วยเนื้อเรื่องที่เข้มข้นทั้งมิตรภาพลูกผู้ชาย ตลอดจนความเท่ของตัวละคร เสี่ยวหม่า ที่ โจว เหวิน ฟะ แสดงก็กลายเป็นภาพจำของแฟนหนังทั่วเอเชียและทั่วโลก จนในปี 2010 เกาหลีได้รีเมค โหด เลว ดี ในชื่อ The Invincible นำแสดงโดยซูเปอร์สตาร์เกาหลีอย่าง จู จินโม,  ซอง ซึงฮอน และ โจ ฮันซอน โดยยกกองมาถ่ายทำฉากต้นเรื่องในประเทศไทยและเปลี่ยนรายละเอียดหลายอย่างทั้งชื่อตัวละคร และให้อาเห่ากับอาเฉียงพลัดพรากกันตั้งแต่เด็ก รวมถึงเปลี่ยนจาก มาเฟียที่ลักลอบขายแม่พิมพ์ธนบัตรปลอมในต้นฉบับเป็น ปืนเถื่อนแทน และดัดแปลงฉากล้างแค้นเลือดสาดของเสี่ยวหม่าให้ไปเกิดในสปานวดไทยแทน แต่ยังคงไว้ซึ่งเนื้อเรื่องและฉากในต้นฉบับตั้งแต่ฝันร้ายของ อาเห่า ตอนเปิดเรื่องยันฉากเลือดสาดปิดบัญชีแค้นที่ท่าเรือในตอนจบซึ่งหนังก็ประสบความสำเร็จในประเทศเกาหลีเป็นอย่างดีแม้จะยังเทียบต้นฉบับไม่ได้ก็ตาม



มาถึง โหด เลว ดี 2018 ที่เลือกเปิดเรื่องที่ญี่ปุ่นเพื่อบอกเล่าวีรกรรมความแมนของ โจวข่ายและ หม่าเคอที่ต่อกรกับยากูซ่าที่ญี่ปุ่น และถูกหักหลังจากมาเฟียเจ้าของสายเดินเรือขนของเถื่อน ต่อด้วยปมดราม่าพี่น้องระหว่าง โจวข่าย กับ โจวเชา ที่ต้องบอกว่าหนังให้เวลาปูความสัมพันธ์กับพี่น้องคู่นี้น้อยเกินไป โดยเราจะรับรู้แค่ โจวเชา เป็นตำรวจคอยดูแลพ่อที่เป็นโรคสมองเสื่อม โดยไม่รู้เลยว่าพี่ชายของตนทำงานผิดกฎหมายจนกระทั่งถูกจับด้วยน้ำมือของเขาเอง ซึ่งพอปูที่มาความสัมพันธ์ไม่หนักแน่นพอ เราเลยไม่รู้สึกสะเทือนใจกับชะตากรรมพี่น้องคู่นี้เท่าที่ควร แถมหนังยังสร้างสถานการณ์ที่ไร้เหตุผลหลายอย่างกับพี่น้องคู่นี้ เช่น ตอนโจวข่ายออกจากคุก อยู่ดีๆโจวเชาก็ขับรถไปรับ แล้วฟิวส์ขาดลากตัวลงไปซ้อมกลางทางหลังพี่ชายอยากไหว้หลุมศพพ่อ  หรือแม้กระทั่งการที่โจวเชาสะกดรอยดูโจวข่าย หนังกลับทำออกมาเข้าข่าย ‘แอบมองเธออยู่นะจ๊ะ’ ไม่มีความบาดหมางหรือไม่เชื่อใจซ่อนอยู่  แต่พอถึงคราวโจวเชาจะงี่เง่าก็บันดาลโทสะใส่โจวข่ายแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย มิหนำซ้ำการแสดงของทั้ง หวังข่าย และ หม่าเทียนหยู ยังไม่ทำให้เราเชื่อว่าพี่น้องคู่นี้รักกันด้วยสายสัมพันธ์ที่มีมานานและแค้นกันมากด้วยความเชื่อใจที่ถูกทำลาย จนอดเทียบการแสดงของ ตี้หลุง และ เลสลี จาง ในต้นฉบับไม่ได้จริงๆ

ส่วนตัวละครเด่นอย่าง หม่าเคอ ซึ่งเป็นร่างอวตารของเสี่ยวหม่า ตัวละครสร้างชื่อให้ โจวเหวินฟะ ก็ถูกตีความใหม่กลายเป็นวัยรุ่นเลือดร้อน หน้าหล่อลุคแบดบอย หนังได้ หวังต้าลู่ หรือดาเรน หวัง ดาราหนุ่มหล่อชาวไต้หวันมาสวมบทบาทดังกล่าว แต่ในเมื่อหนังเลือกจะให้ตัวละครนี้มีความเป็นคอเมดี้มากกว่าต้นฉบับ มันเลยขาดความเท่และความสะเทือนใจในแววตาที่เราเคยสัมผัสจากโจวเหวินฟะ รวมถึงการที่หนังเลือกนักแสดงอายุใกล้กันมาร่วมจอ เราเลยไม่ได้สัมผัสมิติที่แตกต่างระหว่างมิตรภาพแบบเพื่อนกับพี่น้องเหมือนในต้นฉบับ นอกจากทรงผมแฟชั่นและท่าคาบลูกอมจูปาจุ๊บที่ไม่ได้น่าจดจำสักนิดเดียว



จะว่าไปก็น่าเห็นใจผู้กำกับ ติงเฉิง (Railroad Tigers, Police Story Lockdown หรือ วิ่ง สู้ ฟัด 2013) ไม่น้อยที่ต้องมารีเมคหนังแอ็คชั่นที่อยู่ในใจคนมาทุกยุคอย่าง โหด เลว ดี ที่ต้นฉบับกลายเป็นงานคลาสสิคไปแล้ว ซึ่งแม้จะอยากสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองด้วยการดัดแปลงบทหนังให้ร่วมสมัยขึ้น หรือการยกกองไปถ่ายถึงญี่ปุ่น เมืองที่มีวัฒนธรรมน่าตื่นตาตื่นใจ แต่เหมือนเขาจะตระหนักดีว่าแฟนๆคงต้องการเห็นภาพหรือซีนที่คุ้นเคย รวมถึงบรรยากาศเก่าๆบ้าง หนังเลยมุ่งทำการคารวะต้นฉบับตั้งแต่การดีไซน์ฉากบุกร้านอาหารญี่ปุ่นของ หม่าเคอ เพื่อล้างแค้นให้โจวข่ายโดยซ่อนปืนไว้ตามโคนต้นไม้ก่อนเกิดการนองเลือดที่มีทั้งแผ่นดินไหวและซากุระโปรยปราย ( ซึ่งในหนังต้นฉบับจอห์น วู ได้แรงบันดาลใจมาจากฉากเลือดสาดตอนท้ายของหนัง Taxi Driver ของ มาร์ติน สกอร์เซซี อีกทีนึง) หรือจะเป็นมุกอ้างอิงต้นฉบับทั้งการให้ไปเจอคนคาบไม้จิ้มฟันแล้วชี้ไปที่ ภาพโจวเหวินฟะคาบไม้จิ้มฟัน เพื่ออ้างอิงความดังของหนังปี 1986  และโดยเฉพาะเพลงธีม Love of the past เพลงซึ้งๆก็มาให้ฟังกันทั้งเรื่องทั้งฉบับนักร้องเปิดหมวกตอน โจวข่าย ถูก โจวเชา จับกุม หรือกระทั่งฉากเปิดแผ่นเสียงเพลง Love of the past ร้องโดย เลสลี่ จาง ในหนัง ซึ่งในแง่หนึ่งยอมรับว่ามันเติมเต็มความทรงจำที่แฟนมีต่อหนังต้นฉบับ


เพลง Love of The Past โดย เลสลี จาง


แต่ในทางกลับกันมันกลายเป็นประหนึ่งคำสารภาพกลายๆว่า  โหด เลว ดี 2018 ไม่มีทางเทียบชั้นหนังต้นฉบับได้เลย ทั้งบทหนังที่เขียนมาไม่รัดกุมในแง่ความสัมพันธ์ตัวละครมากพอ ซึ่งนอกจากเรื่องปมพี่น้องที่กล่าวไปแล้ว การสร้างตัวร้ายอย่าง   อาซาง ก็ดูไร้มิติมากเพราะโผล่มาร่วมงานกับ โจวข่าย เพียงแค่ซีนเดียว เรื่องราวในครึ่งหลังก็กลายเป็นผู้ร้ายเต็มตัวแล้ว ผิดกับต้นฉบับที่มีการปูเรื่องความสัมพันธ์และความอิจฉาริษยามาก่อน เลยทำให้ อาซาง ฉบับนี้ดูแบนราบไม่มีมิติความเป็นมนุษย์เท่าใดนัก รวมถึงการลำดับเรื่องราวรวมถึงงานตัดต่อที่เชื่อมต่อแต่ละเหตุการณ์ได้ไม่สัมพันธ์กันนัก บางประเด็นก็ตัดจบซีนฮ้วนๆ การเรียงอารมณ์จากฉากหนึ่งไปอีกฉากดูสะดุดแทบตลอดทั้งเรื่อง และที่ต้องถือเป็นแผลใหญ่ของหนังคงหนีไม่พ้นฉากแอ็คชั่นที่หนังทำออกมาได้น่าเบื่อมาก  ผิดกับต้นฉบับที่ฉากแอ็คชั่นมีการดีไซน์ ท่วงทำนองมาให้มีความต่อเนื่อง สวยงาม และรุนแรงจนนักวิจารณ์และคอหนังยังประทับใจทุกครั้งที่ได้ชม

เอาเป็นว่า โหด เลว ดี 2018 คือหลักฐานชั้นดีเลยว่า หนังฮ่องกงยุค จอห์น วู เรืองอำนาจคือสิ่งที่ไม่อาจทำซ้ำได้ เพราะแก่นแกนหัวใจของ โหด เลว ดี ไม่อาจยืนได้ด้วยเพียงการทำให้หนังมีฉากแอ็คชั่น เยอะที่สุด หรือหวือหวาด้วยเทคนิคอลังการที่สุด แต่คือการสอดประสานระหว่างบทหนังที่ดีมากๆ การดีไซน์ตัวละคร และฉากแอ็คชั่นที่ใกล้เคียงคำว่าสมบูรณ์แบบที่สุดรวมถึงการสานต่อคติธรรมเรื่อง สัญญาลูกผู้ชาย และบุญคุณต้องทดแทน มีแค้นต้องชำระ ที่ จอห์น วู รับมาจากการผู้ช่วยผู้กำกับให้ จางเชอะ ผู้กำกับหนังของชอว์ บราเธอส์  ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังฉบับนี้หลงลืมไประหว่างทางจนหนังออกมาขาดเสน่ห์ไปอย่างน่าเสียดาย

โหด เลว ดี 2018 ฉาย 19 เมษายนนี้

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!