Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]Neko Ninja ป้ะป๋านินจาแมวเหมียว – หนังฮาลำไยบีมจนทาสแมวต้องร้องขอชีวิต

Published

on

ด้วยเชื่อว่าเจ้าแมวจมูกแดงคือพ่อ ทำให้คาเกโรตะ (ทาคูโร โอโน) ไม่อาจอยู่ในสำนักคิริวได้ โดยหลังปะทะกับ ตาฟ้า(คิโยฮิโก ชิบูคาวะ) นักฆ่าสุดโหดจนบาดเจ็บทำให้ คาเกโรตะ และ แมวท่านพ่อ ต้องระหกระเหินไปอาศัยในโรงแรมจนได้สนิทสนมกับโมมิจิ (เอริโกะ ซาโตะ) นางนกต่อของสำนักคิริว เมื่อมิตรและศัตรูไม่อาจแยกแยะ คาเกโรตะได้แต่หวังว่าท่านพ่อของเขาจะคืนร่างจากแมวกลายเป็นคนก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป


ทาคูโร โอโน ในบท คาเกโรตะ และ เอริโกะ ซาโตะ ในบท โมมิจิ

อิซูมิ ฟูจิโมโตะ ในบท สึบาเมะ


หนังนินจาสุดเพี้ยน

จุดเด่นของ Neko Ninja คือการผสมผสานระหว่างหนังพีเรียตหรือย้อนยุคแนวนินจากับหนังที่มีสัตว์นำแสดง ซึ่งไม่ใช้เรื่องยากสำหรับ ทาเคชิ วาตานาเบะ ผู้กำกับที่เคยกำกับหนังซามูไรแมวอย่าง Neko Samurai 2: A Tropical Adventure (2015) มาก่อนโดยคราวนี้เปลี่ยนจากซามูไรมาเป็นนินจา แต่ยังคงมีแมวเป็นจุดขายของเรื่องเช่นเคย โดยหนังหยิบจับสิ่งที่คนดูคุ้นเคยจากหนังนินจาทั้งท่าวิ่ง การขว้างดาวกระจายหรือเคล็ดลับวิชาสลับวิญญาณของนินจา มาผสมกับมุกชวนหัวแบบตลกคาเฟ่ญี่ปุ่นที่ความโอเวอร์แอ็คติ้งของนักแสดงเป็นไม้เด็ดในการเรียกเสียงฮาของคนดู ซึ่งไปได้ดีกับแนวหนังตลกล้อเลียนนินจาที่เล่นสนุกกับความคุ้นเคยของคนดูหนังแนวนี้ได้เป็นอย่างดี

การเล่าเรื่องในยุคสมัยของนินจาทำให้หนังเล่นสนุกกับมุขตลกล้อเลียนหนังแนวนี้ ทั้งคาแรกเตอร์ของ ตาฟ้า ที่ได้ดาราตลกอย่าง คิโยฮิโก ชิบูคาวะ มาแสดงเป็นนินจานักฆ่าสุดโหดแต่ติงต๊อง หรือการล้อบุคลิกนิ่งลึกของเจ้าสำนักคิริวของ คัตสุรากิ (อะคาจิ มาโระ) ที่เพิ่มเลเวลจากการนั่งสมาธิเป็นหลับลึกได้ตลอดเวลา รวมถึงมุกล้อการปรากฏกายสุดพิสดารของนินจา ในกรณีของ สึบาเมะ ที่โผล่ลงมาจากฝ้าเพดาน จนถูกเจ้าสำนักล้อว่าเข้าทางประตูก็ได้ ซึ่งความตลกมาจากสีหน้าท่าทางจริงจังของนักแสดงสาวสวย อิซูมิ ฟูจิโมโตะ นั่นเอง รวมถึงบุคลิกหน้าตายแต่แอบน่ารักของ เอริโกะ ซาโตะ ที่มารับบทโมมิจิ นางนกต่อที่เริ่มถูกมนต์สะกดของแมวเหมียวปั่นป่วนหัวใจ  ก็ทำให้ตัวหนังสามารถดึงความสนใจของคนดูได้ตลอดเวลาไม่แพ้ความน่ารักลำไยบีมของเหล่าแมวเหมียวในเรื่องเลยแม้แต่น้อย



 หนังขวัญใจทาสแมวที่เล่นง่ายไปหน่อย

แน่นอนล่ะว่ากลุ่มคนที่อยากดู Neko Ninja ที่สุดคงหนีไม่พ้นกลุ่มทาสแมวทั้งหลาย ซึ่งหนังก็ทำให้แมวสองตัวในเรื่องได้แก่ “ท่านพ่อ” แมวจมูกแดงตัวเองของเรื่องและ “จริงใจ” แมวสามสีที่โมมิจิเก็บมาเลี้ยง ดูโดดเด่นและมักทำอิริยาบถน่ารักๆมากมายและยังมีมุกเสียดสีผู้เลี้ยงแมวทั้งการต้องยอมตกเป็นทาสคอยจัดการทั้งเรื่องกินอยู่ ขับถ่าย รวมถึงต้องคอยเดาทางเจ้านายหน้าขนว่าต้องการอะไรอยู่เป็นประจำที่น่าจะโดนใจเหล่าทาสแมวจนอดหัวเราะไม่ได้ แต่กระนั้นหนังก็เล่นง่ายด้วยการถ่ายแมวเหมียวในอิริยาบถนั่งนิ่งๆ จ้องมอง เพดาน หรือ เดินในระยะทางสั้นๆ

หากเทียบกับหนังที่แมวมีบทบาทจริงๆจังๆอย่าง A street cat named Bob (2016) ที่แมวบ็อบได้แสดงความสามารถทางการแสดงเพื่อสร้างความผูกพันธ์ระหว่างแมว ตัวละครและคนดูมากกว่า  แต่กับ Neko Ninja ความสำคัญของอิริยาบถแมว “ท่านพ่อ” ดูจะต้องอาศัยการแสดงของ ทาคูโร โอโน  ในบทคาเกโรตะคอยส่งผ่านความสำคัญผ่านบทสนทนาเท่านั้นจนแมวนักแสดงมิได้แสดงออกซึ่งความสามารถเท่าใดนัก แต่ก็ต้องยอมรับว่าการที่หนังมีมุกตลกที่ค่อนข้างแข็งแรงดังที่กล่าวมาจนปัญหาดังกล่าวเป็นเพียงรอยด่างพร้อยเล็กๆน้อยๆ เพราะความน่ารักของเจ้าเหมียวทั้งสองก็เพียงพอทำให้เหล่าทาสแมวใจละลายแทบตายคาจอได้แล้ว

สรุปแล้ว Neko Ninja ก็ยังเป็นหนังที่เหมาะสำหรับเหล่าทาสแมวและผู้ชื่นชอบหนังตลกคาเฟ่ญี่ปุ่น ที่ได้ดูทั้งมุกตลกฮาๆล้อเลียนหนังนินจาและอิริยาบถน่ารักลำไยบีมของเหล่าแมวเหมียวในเรื่องให้ได้ฟินคาจอไปเลย


Neko Ninja ป้ะป๋านินจาแมวเหมียว ฉายแล้ววันนี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

ผู้กำกับ Bat V Sup เผย ซุปเปอร์แมนไม่ใช้พลังหูทิยพ์หาแม่ เพราะเขาไม่อยาก “เพิกเฉยเสียงผู้คนที่ร้องขอความช่วยเหลือ”

Published

on

Batman V Superman คือภาพยนตร์ซุปเปอร์จากฝั่ง DC อันเป็นฝีมือการกำกับของ Zack Snyder ที่เขาได้แฝงสรรพสิ่งเชื่อมโยงหรืออ้างอิงหนังสือการ์ตูนคอมมิคในรูปแบบสัญญะ นัย และเรื่องราวฉากหลังที่เอาใจแฟน DC แบบสุดๆ แต่ก็เพราะไอความแฟนเซอร์วิสนี่แหละ มันเลยก่อให้เกิดข้อสงสัยและข้อถกเถียงมากมายกับคนดู ซึ่งหนึ่งในฉากที่หลายคนฉงนกันมากเป็นอันดับต้นๆ คือ “ทำไมซุปเปอร์แมนไม่ใช้พลังการได้ยินในการหาแม่ของเขาแทนการก้มหัวทำตามคำสั่ง เล็กซ์ ลูเธอร์ (Lex Luthor)

แต่ดูเหมือนตอนนี้ข้อสงสัยที่ว่า ได้ถูกเฉลยผ่านตัวพี่ Snyder ของเราเองผ่านการเปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ถามตอบถึงผลงานและความเป็นอยู่ของแกในปัจจุบันบน Twitter ส่วนตัว ซึ่งเขาก็ได้อธิบายว่า

ในฉากกรีนสกรีนที่ซุปเปอร์แมนบินขึ้นเหนือเมืองและกล้องเริ่มหมุนรอบตัวเขา ในจังหวะนั้น เขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องของความช่วยเหลือของผู้คน และเสียงของการก่ออาชญากรรม ซึ่งหากสังเกตดูทีสีหน้าของซุปเปอร์แมน คุณก็จะเห็นได้ว่าเขากำลังเจ็บปวดอยู่ เพราะเขารู้ตัวว่าหากใช้วิธีดังกล่าวหาแม่ เขานั้นจะต้องเพิกเฉยต่อเสียงขอความช่วยเหลือจากทั้งสองเมือง (Metropolis, Gotham) และโลกทั้งใบ

ที่มา: Twitter

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] The Grinch: การ์ตูนใส ๆ บนความแสบสันต์ของเจ้าตัวเขียว

Published

on

เชื่อเหลือเกินว่าสำหรับใครที่อยู่ในวัย 30+ ต้องรอคุ้นหน้าหรือรู้จักเจ้าสัตว์ประหลาดสีเขียวผู้จงเกลียดจงชังเทศกาลคริสมาสต์ตัวนี้เป็นอย่างดี ซึ่งส่วนตัวตั้งแต่เห็นแคแร็คเตอร์ในหนังแอนิเมชันเวอร์ชัน 2018 ก็ต้องบอกว่ามันดูกวนและน่ารักขึ้นเยอะจากภาพจำในหนังเรื่อง Home Alone เมื่อปี 1990 มากนัก ประกอบกับเมื่อเห็นชื่อของสตูดิโออย่าง Illumination ก็ค่อนข้างเบาใจว่าอย่างน้อยก็ต้องการันตีความบันเทิงประมาณนึง แม้ว่าตัวเมสเซจอาจไม่ได้ลึกซึ้งกินใจกันมากนัก

The Grinch ได้ Scott Mosier และ Yarrow Cheney มาร่วมนั่งแท่นกำกับครั้งแรก ขณะที่ในเวอร์ชันซาวน์แทร็กนั้นได้คุณเชอร์ล็อค โฮล์มอย่าง Benedict Cumberbatch มารับบทพากย์เป็นตัวเอกของเรื่องด้วย โดยแอนิเมชันจะเป็นการเล่าเรื่องราวของเจ้า กริ๊นช์ ตัวประหลาดสีเขียวที่ใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำบนเขาครัมเพ็ตโดยมีแม็กซ์ สุนัขเพื่อนยากคู่หูของเขา ซึ่งปกติแล้ว กริ๊นช์ จะอาศัยอยู่ใกล้กับเมือง ฮู-วิลล์ แต่ด้วยเทศกาลคริสมาสต์ที่กำลังจะมาถึง ชาวเมืองก็เตรียมจะจัดงานใหญ่ต้อนรับเทศกาล ในขณะที่เจ้ากริ๊นช์ เกลียดเทศกาลนี้เข้าเส้น เพราะเขาต้องการความสงบ แผนการร้ายที่จะขัดขวางงานคริสมาสต์จึงเริ่มต้นขึ้น

ภาพรวมของ The Grinch ถือเป็นการ์ตูนเบาสมองภาพสวยเรื่องหนึ่งที่ขยันปล่อยมุกออกมาเป็นระยะ ซึ่่งส่วนใหญ่จะเป็นมุกฮาแบบเด็ก ๆ ซะส่วนใหญ่ ผู้ใหญ่อย่างเราอาจจะพอยิ้มมุมปาก ขณะที่ตัวหนังก็เล่าเรื่องแบบกระชับ รวบรัด ไม่ซับซ้อนใด ๆ ถือว่าอาจจะไม่ถึงกับบันเทิงเหมือนที่คาด แต่ก็เพลิดเพลินกับแคแร็คเตอร์เวอร์ชันนี้ ที่ เจ้าตัวเขียวดูน่ารักกว่าเดิมเยอะ หนังเน้นไปที่ปมของ กริ๊นช์ ที่รู้สึกว่าตัวเองแปลกแยกจากชาวเมือง ฮู-วิลล์ และแน่นอนว่าระหว่างทาง ตัวละครต่างก็มี coming of age ที่ได้เรียนรู้ เข้าใจ และจูนเข้าหากัน ได้ดูสนุกมีสีสัน ยิ่งดูก็ยิ่งหลงรัก กริ๊นช์ มากขึ้น รวมทั้งตัวละครแวดล้อม โดยเฉพาะเจ้าแม็กซ์ สุนัขคู่กายของเจ้ากริ๊นช์ ที่ออกมาขโมยซีนเจ้านายหลายครั้ง สีสันและบรรยากาศ ทำเอานึกถึงแก๊งขนฟูใน The Secret Life of Pets เหมือนกัน

The Grinch จัดเป็นการ์ตูนใส ๆ ที่ยังมอบความบันเทิงได้ระดับเพลิน ๆ อาจยังห่างกับการ์ตูนเกรดแบบ Inside Out สักหน่อย ในเรื่องพาร์ทดราม่าหรือคติสอนใจ ที่อาจทำได้บาง ๆ ไม่อินมากเท่าไหร่นักสำหรับผู้ใหญ่ แต่เมื่อได้เห็นวิวัฒนาการความแสบสันต์ของหนึ่งในตัวการ์ตูนที่เติบโตมากับเราตั้งแต่เด็ก นี่ถือเป็นการกลับมาปรากฏตัวบนจอเงินอีกครั้งที่มอบความสุขให้เหมือนเช่นเคย

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]The Girl in the Spider’s Web : จากแฮคเกอร์สาวกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

เท้าความสักนิดว่า The Girl in the Spider’s Web เรื่องนี้คือภาคที่ 4 ของ มิลเลนเนียมซีรีส์ นิยายที่ว่าด้วยปฏิบัติการของ ลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ แฮคเกอร์สาว ที่ผ่านอดีตอันโหดร้ายและมืดมน เธอร่วมมือกับ มิคาเอล บลอมควิสต์ นักข่าวรุ่นใหญ่ในการต่อกรกับองค์กรลับที่มีพลังอำนาจและเครือข่ายมากมายในสวีเดนและเกี่ยวพันกับครอบครัวของเธอ ฉบับนิยายเป็นผลงานประพันธ์ของ สตีก ลาร์สัน อดีตนักข่าวที่ผันตัวเองมาเขียนนิยายขาย แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก มิลเลนเนียมซีรีส์ 3 เรื่องแรกของเขาขายได้ถึง 80 ล้านเล่มทั่วโลก ทั้ง 3 เรื่องถูกสร้างเป็นหนัง และเป็นการแจ้งเกิดของนูมิ ราเพซ และ ไมเคิล ไนควิสต์ นักแสดงนำทั้งคู่ได้กลายมาเป็นดาราฮอลลีวู้ด รวมถึงหนังภาคแรกก็ถูกรีเมคในชื่อเดียวกัน ด้วยฝีมือผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ออกฉายในปี 2011 ได้รูนีย์ มาร่า มารับบทลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ และ แดเนียล เครก เจ้าของบทเจมส์ บอนด์ มารับบทมิคาเอล บลอมควิสต์ หนังเว้นช่วงไปนานถึง 7 ปี แล้วฮอลลีวู้ดก็ตัดสินใจไม่รีเมคภาค 2 และ 3 แต่กระโดดข้ามมาสร้าง The Girl in the Spider’s Web ซึ่งเป็นนิยายเล่มที่ 4 ของซีรีส์ไปเลย และเป็นผลงานเขียนของเดวิด เลเกอร์ครานตซ์ ที่มารับหน้าที่สานต่อตำนานสาวรอยสัก หลังจาก สตีก ลาร์สัน ที่เสียชีวิตด้วยเหตุหัวใจวายไปตั้งแต่ 2004 ก่อนที่ผลงานทั้ง 3 เล่มจะถูกตีพิมพ์เสียอีก ปัจจุบัน เดวิด ลาเกอร์ครานตซ์ ได้สานต่อตำนานมิลเลนเนียมซีรีส์มาถึงเล่มที่ 5 แล้ว ในชื่อ The Girl Who Takes an Eye for an Eye ออกวางจำหน่ายเมื่อปีที่ผ่านมา และผลงานภาคต่อของเขาทั้ง 2 เล่มก็ยังประสบความสำเร็จ ติดอันดับขายดีเช่นเคย

Published

on

เท้าความสักนิดว่า The Girl in the Spider’s Web เรื่องนี้คือภาคที่ 4 ของ มิลเลนเนียมซีรีส์ นิยายที่ว่าด้วยปฏิบัติการของ ลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ แฮคเกอร์สาว ที่ผ่านอดีตอันโหดร้ายและมืดมน เธอร่วมมือกับ มิคาเอล บลอมควิสต์ นักข่าวรุ่นใหญ่ในการต่อกรกับองค์กรลับที่มีพลังอำนาจและเครือข่ายมากมายในสวีเดนและเกี่ยวพันกับครอบครัวของเธอ ฉบับนิยายเป็นผลงานประพันธ์ของ สตีก ลาร์สัน อดีตนักข่าวที่ผันตัวเองมาเขียนนิยายขาย แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก มิลเลนเนียมซีรีส์ 3 เรื่องแรกของเขาขายได้ถึง 80 ล้านเล่มทั่วโลก ทั้ง 3 เรื่องถูกสร้างเป็นหนัง และเป็นการแจ้งเกิดของนูมิ ราเพซ และ ไมเคิล ไนควิสต์ นักแสดงนำทั้งคู่ได้กลายมาเป็นดาราฮอลลีวู้ด รวมถึงหนังภาคแรกก็ถูกรีเมคในชื่อเดียวกัน ด้วยฝีมือผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ออกฉายในปี 2011 ได้รูนีย์ มาร่า มารับบทลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ และ แดเนียล เครก เจ้าของบทเจมส์ บอนด์ มารับบทมิคาเอล บลอมควิสต์ หนังเว้นช่วงไปนานถึง 7 ปี แล้วฮอลลีวู้ดก็ตัดสินใจไม่รีเมคภาค 2 และ 3 แต่กระโดดข้ามมาสร้าง The Girl in the Spider’s Web ซึ่งเป็นนิยายเล่มที่ 4 ของซีรีส์ไปเลย และเป็นผลงานเขียนของเดวิด เลเกอร์ครานตซ์ ที่มารับหน้าที่สานต่อตำนานสาวรอยสัก หลังจาก สตีก ลาร์สัน ที่เสียชีวิตด้วยเหตุหัวใจวายไปตั้งแต่ 2004 ก่อนที่ผลงานทั้ง 3 เล่มจะถูกตีพิมพ์เสียอีก ปัจจุบัน เดวิด ลาเกอร์ครานตซ์ ได้สานต่อตำนานมิลเลนเนียมซีรีส์มาถึงเล่มที่ 5 แล้ว ในชื่อ The Girl Who Takes an Eye for an Eye ออกวางจำหน่ายเมื่อปีที่ผ่านมา และผลงานภาคต่อของเขาทั้ง 2 เล่มก็ยังประสบความสำเร็จ ติดอันดับขายดีเช่นเคย

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

ในภาคนี้โดดข้ามจากภาค 3 มา 3 ปีลิสเบ็ธยังคงยึดอาชีพแฮคเกอร์อิสระ เธอได้รับการว่าจ้างที่สุดท้าทายจาก ฟรานส์ บัลเดอร์ โปรแกรมเมอร์อัจฉริยะที่คิด “ไฟร์ฟอลล์” โปรแกรมอัจฉริยะที่สามารถแฮคเข้าฐานยิงจรวดได้ทั่วโลก ซึ่งฟรานส์ ได้ขายให้กับอเมริกาไป แล้วรู้สึกว่าไฟร์ฟอลของเขาจะเป็นภัยพิบัติต่อโลกมนุษย์ เลยจ้างลิสเบ็ธให้ไปแฮคหน่วยงานความมั่นคงของอเมริกาแล้วขโมยไฟร์ฟอลล์กลับมา ซึ่งลิสเบ็ธก็ทำได้สำเร็จ แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหม่ที่ลิสเบ็ธจะต้องเผชิญ เอ็ดวิน นีดแมน เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยงานสืบรู้ว่าคนที่ขโมยไฟร์ฟอลล์อยู่ในสตอล์คโฮล์ม , สวีเดน เขาบินมาตามล่าไฟร์ฟอลล์คืน ขณะเดียวกันแก๊งคนร้ายจอมโหดก็บุกเข้าที่พักของลิสเบ็ธแล้วชิงไฟร์ฟอลล์ไปได้สำเร็จ แล้วยังระเบิดที่พักของลิสเบ็ธเป็นจุณ ลิสเบ็ธสืบหาเจอว่าแก๊งนี้คือ “แก๊งแมงมุม” ซึ่งเกี่ยวพันกับ คามิลลา พี่สาวของเธอที่ไม่หน้ากันมา 16 ปี เท่ากับลิสเบ็ธกำลังเจอศึก 2 ด้าน จึงต้องขอความช่วยเหลือจาก มิคาเอล บลอมควิสต์ คู่หูเก่าและ พลาก ซี้เก่านักแฮคเกอร์มือฉมัง

เอ็ดวิน นีดแมน ตัวละครใหม่มาเพิ่มสีสันในภาคนี้

สิ่งแรกที่อยากชื่นชมคือการพลิกบทบาทแบบหน้ามือเป็นหลังมือของ แคลร์ ฟอย นักแสดงสาวดีกรี 1 ลูกโลกทองคำนักแสดงนำหญิงจากซีรีส์ The Crown ที่เธอรับบทเป็นควีนอลิซาเบ็ธ ที่มากับภาพลักษณ์เจ้าหญิงที่ดูสง่ามีราศรี แล้วการที่มารับบทเป็นลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ มันคือตัวละครที่ต่างกันสุดขั้ว ลิสเบ็ธ เป็นสาวโฉด โหด ที่เต็มไปด้วยอดีตอันชอกช้ำมืดมน เกลียดสังคม เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสัก เจาะร่างกาย ดูดบุหรี่จัด และเป็นไบเซ็กชวล ก็ต้องบอกว่าถ้าฟังชื่อแต่แรกว่าแคลร์ ฟอย จะมาเป็นลิสเบ็ธ นี่เป็นตัวเลือกที่ไม่ใช่เลย และนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อได้ชมก็ต้องยอมรับว่าเธอคือนักแสดงมากความสามารถจริง ๆ สามารถถ่ายทอดความเป็นสาวกร้านได้อย่างน่าเชื่อ แล้วก็ต้องชื่นชมทีมผู้สร้างที่กล้าเลือกแคลร์ ฟอย มารับบทนี้

อีกคนที่ต้องชื่นชมคือ เฟเด อัลวาเรซ ผู้กำกับชาวอุรุกวัยที่ผลงาน 3 เรื่องหลังนี้ได้รับเสียงชื่นชมล้วน ๆ จากงานกำกับหนังสยองขวัญเรื่องสั้นที่ดุโหดจนเข้าตา แซม ไรมี ปรมาจารย์หนังสยองขวัญ ยอมให้มารีเมค Evil Dead ผลงานสุดรัก แล้วก็ต่อด้วย Don’t Breathe (2016) หนังฟอร์มเล็กแต่สุดระทึก แล้วฮิตจนใกล้จะได้ดูภาคต่อกันแล้ว การได้มากำกับ The Girl in the Spider’s Web ถือว่าเป็นงานท้าทายมาก เพราะนี่คือการมาสานต่อตำนานต่อจาก เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับระดับมาสเตอร์ของฮอลลีวู้ด และนี่เป็นผลงานระดับทุนสร้าง 43 ล้าน เป็นหนังทุนสร้างสูงสุดที่เฟเด อัลวาเรซ เคยกำกับมา

ผู้กำกับ เฟเด อัลวาเรซ

ใน The Girl in the Spider’s Web เฟเด ยังพ่วงหน้าที่เขียนบทร่วมกับ สตีเวน ไนท์ มือเขียนบทงานชุกอีกรายของฮอลลีวู้ด หนังเปิดเรื่องด้วยวีรกรรมของลิสเบ็ธ ที่เธอผันตัวเองมาเป็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม คอยลงทัณฑ์พวกคนร้ายที่ชอบทำร้ายร่างกายผู้หญิง แต่แล้ววีรกรรมยกระดับสังคมก็ถูกยุติอยู่แค่นั้น มาเข้าเรื่องราวตามล่าโปรแกรมไฟร์ฟอลล์ตามพลอตหลัก และด้วยเหตุที่ว่านี่คือภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์ จึงไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ที่หนังจะต้องอิงเรื่องราวและตัวละครจากภาคก่อน ๆ เชื่อว่าผู้สร้างก็รู้ปัญหาข้อนี้ ก็พยายามปูความเรื่องราวในอดีตไว้ในช่วงต้นของหนังพอประมาณ ซ้ำร้ายหนังยังเปลี่ยนตัวละครหลักทั้งลิสเบ็ธ และ มิคาเอล อีกด้วย ด้วยภาพลักษณ์ของลิสเบ็ธนั้นมีความโดดเด่นอยู่แล้วทั้งหน้าตาและการแต่งตัว แต่กับบทของมิคาเอล ไนควิสต์นั้นได้ สเวอร์ กุดนาสัน ดาราชาวสวีเดนมารับบท ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูสะอาดสะอ้าน แล้วหน้าตาอ่อนมากแม้จะเข้าวัย 40 ใกล้เคียงกับ แดเนียล เครกที่รับบทนี้ใน The Girl With The Dragon Tattoo (2011) แต่ดูแล้วสำอางเกินไปสำหรับบทนักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่ผู้คร่ำหวอดในวงการ

สเวอร์ กุดนาสัน ในบท มิคาเอล บลอมควิสต์

ด้วยความที่เป็นหนังภาค 4 หนังจึงไม่เสียเวลาในการแนะนำตัวละครหลัก ทำให้หนังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะครึ่งแรกใช้แต่ละนาทีได้อย่างมีคุณค่ามาก เพราะตัวละครในภาคนี้ค่อนข้างมาก ขึ้นต้นเหมือนเรื่องราวจะดูซับซ้อนที่ลิสเบ็ธต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างนักเขียนโปรแกรม หน่วยงานรักษาความปลอดภัยของสวีเดน หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา และแก๊งแมงมุมตัวร้ายรายใหม่ของแฟรนไชส์นี้ แต่ทุกอย่างก็ถูกคลี่คลายได้ง่ายดายในครึ่งหลัง น่าเสียดายมือสังหารของแก๊งแมงมุมที่หนังดูตั้งใจในการสร้างสรรค์ตัวละครนี้ให้เป็นจอมโหดของภาคนี้ ก็ไม่ถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างที่ควร กลับถูกกำจัดทิ้งอย่างง่ายดายเกินไปเพื่อไปเน้นหนักกับตัว คามิลลา ซาลันเดอร์ พี่สาวของลิสเบ็ธแทน

คามิลลา ซาลันเดอร์ ตัวร้ายประจำภาคนี้

แม้ว่าเฟเด จะคุมบรรยากาศของหนังให้หม่นได้ตามโทนของ The Girl With The Dragon Tattoo (2011) มีความตั้งใจแม้กระทั่งคุมโทนสีหนังให้มีแต่ ขาว-เทา-ดำ ทั้งฉากและเสื้อผาของทุกตัวละคร แล้วเลือกให้คามิลลา เป็นคนเดียวในเรื่องที่ใส่ชุดแดง เพราะเธอคือตัวละครหลักของภาคนี้ แม้ว่าภาพจะดูขึงขังจริงจังแต่เนื้อหาของ The Girl in the Spider’s Web กลับมีความเป็นแอ็คชั่นมากขึ้น ถ้าตัดเรื่องการทำความรู้จักตัวละครเดิม ๆ ไป หนังก็แทบไม่มีความซับซ้อนเลย เปิดช่องให้ใส่แอ็คชั่นได้มากขึ้น ฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องที่บ้านในป่าลึกทำออกมาได้สนุก บทบาทของลิสเบ็ธขยับจากแฮ็คเกอร์สาวกลายเป็นอีสาวนักบู๊ไปแล้ว บทของเธอต้องต่อสู้ทั้งปืนและมือเปล่ามากขึ้น

สรุปได้ว่า The Girl in the Spider’s Web เป็นภาคที่ลดความซับซ้อนของเนื้อหาลง เป็นผลให้หนังค่อนข้างขัดใจกับแฟนเก่าที่ติดตามแฟรนไชส์นี้มายาวนาน แต่เชื่อว่าเจ้าของหนังก็ยอมเสี่ยงว่าเมื่อหนังเอาใจตลาดมากขึ้นอาจจะได้แฟน ๆ กลุ่มใหม่มามากขึ้น แล้วจะได้สานต่อแฟรนไชส์นี้ไปอีกยาวนาน ถ้าหนังประสบความสำเร็จทางทางผู้สร้างอาจจะย้อนไปรีเมคภาค 2 ภาค 3 ตามหลังมาก็เป็นได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!