Connect with us

ภาพยนตร์

อีกด้านของ “ความกล้า” จาก Only The Brave : งานศิลปะโดย “อแมนดา มาร์ช” บริจาคให้มูลนิธินักผจญไฟป่า

อีกมุมหนึ่งของ อแมนดา มาร์ช (Amanda Marsh) อีกหนึ่งบุคคลสำคัญผู้นิยาม “ความกล้า” ให้กับภาพยนตร์ Only the Brave ได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้นักผจญเพลิง

Published

on

อีกมุมหนึ่งของ อแมนดา มาร์ช (Amanda Marsh) อีกหนึ่งบุคคลสำคัญผู้นิยาม “ความกล้า” ให้กับภาพยนตร์ Only the Brave ได้ยอดเยี่ยมไม่แพ้นักผจญเพลิง

อแมนดา มาร์ช เป็นภรรยาของ อีริค มาร์ช (Eric Marsh) หัวหน้าทีมนักผจญเพลิง แกรนิต เมาท์เท่น ฮอตช็อต ในเหตุการณ์ไฟป่าบริเวณตอนกลางของรัฐแอริโซนา เมืองยาร์เนลล์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งคร่าชีวิต 19 นักผจญเพลิง และได้ถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์แห่งความกล้าหาญ “Only the Brave”

(ซ้าย) เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี ผู้รับบท อแมนดา มาร์ช ใน Only the Brave, (ขวา) อแมนดา มาร์ช ตัวจริง

ในภาพยนตร์ เราจะได้เห็น อแมนดา มาร์ช (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี) ในรูปลักษณ์ของหญิงที่จิตใจเด็ดเดี่ยว และหัวรั้น เธอเลือกที่จะรัก อีริค ทั้งที่รู้ดีว่างานของเขาเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตมากเพียงไร ในขณะเดียวกัน เธอก็แสดงออกถึงความขัดแย้งต่อ อีริค อยู่เป็นระยะ ซึ่งป็นเพราะความเครียดและวิตกกังวลถึงการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ปล. เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี ผู้รับบท อแมนดา มาร์ช ได้ใช้เวลาในการพูดคุยกับ อแมนดา ตัวจริง อยู่นาน เพื่อเป็นการปรับทัศนคติของเธอให้เหมาะสมต่อการรับบทหนึ่งในตัวละครหลักของ Only the Brave

(ซ้าย) อแมนดา มาร์ช และ อีริค มาร์ช, (ขวา) อีริค มาร์ช (จอช โบรลิน) และ อแมนดา มาร์ช (เจนนิเฟอร์ คอนเนลลี) ใน Only the Brave

จนกระทั่งมาถึงวันที่เกิดเหตุการณ์แห่งความสูญเสียครั้งใหญ่ในชีวิต เธอก็คืออีกหนึ่งคนที่แทบจะเสียสติ หมดสิ้นเรี่ยวแรง แต่เธอก็ประคองตัวเพื่อที่จะพูดปลอบโยน เบรนดัน แม็คโดนาห์  (ไมลส์ เทลเลอร์) ผู้รอดชีวิตเพียงรายเดียวว่า “ฉันดีใจที่เป็นเธอ และอีริคจะต้องดีใจที่เป็นเธอ”

…นั่นคือคำพูดเพื่อให้ตัวเธอเองสงบจิตใจลงด้วยเช่นกัน

และมันคือ “ความกล้า” ที่จะเผชิญความสูญเสีย ซึ่งเป็นอีกส่วนหนึ่งที่ Only the Brave ได้พยายามอธิบาย

อแมนดา มาร์ช ได้กล่าวว่า

“การถ่ายภาพเป็นวิธีที่ช่วยรักษาแผลใจของฉันจากความสูญเสียได้อย่างน่าอัศจรรย์ มันช่วยให้ฉันเห็นความงดงามในทุกๆที่ และเป็นแรงผลักดันให้ฉันสร้างสรรค์ผลงานที่เรียกว่า ศิลปะ

ฉันนำเอาประสบการณ์ในชีวิตจริงมาสะท้อนในการถ่ายภาพ มันทำให้ฉันได้ค้นพบตัวเอง และภาพของฉันก็เป็นดั่งตัวแทนของกาลเวลา

20% ของกำไรจากการขายผลงานภาพถ่าย จะบริจาคให้กับ มูลนิธิอีริค มาร์ช เพื่อนักผจญไฟป่า (Eric Marsh Foundation for Wildland Firefighters)”

เรามาดูตัวอย่างผลงานภาพถ่ายของ อแมนดา มาร์ช กัน

อแมนดา มาร์ช สะท้อนความเศร้าออกมาเป็นแรงขับด้านศิลปะ ไม่ใช่เพื่อให้ลืมมัน แต่เพื่อย้ำเตือนถึงความสำคัญ และไม่อยากให้ใครต้องเผชิญชะตากรรมเช่นเธออีก

ข้อมูลอ้างอิง : amandamarshphotography

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Destiny:The Tale Of Kamakura : คามาคูระเมืองแห่งความสนุกสนาน

Published

on

ความน่าสนใจของหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้คือเป็นการร่วมมือกันครั้งที่ 2 ของผู้กำกับ ยามาซากิ ทาคาชิ และ นักเขียน เรียวเฮ ไซงัง เพราะผู้กำกับยามาซากิ เคยเอาผลงานเรื่องก่อนหน้าของเรียวเฮ มาดัดแปลงเป็น Always Sunset on Third Street หนังไตรภาคที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้รวมไปถึง 26 ล้านเหรียญ แถมยังกวาดรางวัล JAPAN ACADEMY FILM PRIZE ที่เปรียบได้กับออสการ์ของญี่ปุ่นไปถึง 12 รางวัล มาวันนี้ผู้กำกับก็หยิบเอา “Kamakura Monogatari” การ์ตูนเรื่องยาวของ เรียวเฮ ไซงัง มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง ต้นฉบับนั้นเป็นการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมาก ทำยอดขายรวมไปถึง 10 ล้านเล่ม และเขียนออกมาแล้วถึง 34 เล่ม

หน้าปกฉบับมังงะ

ตัวเอกในหนังสือของ เรียวเฮ ยังคงเป็นนักเขียนไส้แห้งเช่นเคย รอบนี้เป็นเรื่องของ อาจารย์อิชชิกิ มาสะกาซุ นักเขียนนิยายระดับหางแถว ที่พำนักอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ คามาคูระ หนังเริ่มเหตุการณ์ช่วงที่อิชชิกิ เพิ่งได้แต่งงานกับ อากิโกะ โนกิ สาวน้อยที่อายุอานามห่างกันอยู่มาก ความน่าสนใจของเรื่องอยู่ที่เมืองคามาคูระนี่ล่ะ สมกับชื่อเรื่อง The Tale Of Kamakura เมืองนี้เป็นโลกมหัศจรรย์ตามจินตนาการแฟนตาซีของผู้เขียนที่คามามูระนั้น มนุษย์ ปีศาจ เทพ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คนดูอยู่ในสถานะเดียวกับอากิโกะ คือเป็นคนต่างถิ่นได้เข้ามาพบกับชีวิตมหัศจรรย์ของคามาคูระ ไปไหนมาไหน ก็เจอเทพ เจอปีศาจ เดินถนน นั่งตามร้านอาหารกันดูเป็นเรื่องราวปกติ แม้กระทั่งคนตายไปแล้วก็ยังกลับมาเดินถนนทักทายพูดคุยกันไม่อย่างเคอะเขิน

 

ตอนทีได้ดูตัวอย่างหนัง เข้าใจไปว่าเป็นเรื่องราวรักข้ามภพ เมื่ออากิโกะตายไปแล้วต้องเดินทางไปยมโลก อิชชิกิไม่ยอมรับที่โชคชะตาเล่นตลกกับเขา จึงดั้นด้นเดินทางไปยมโลกและต่อสู้กับปีศาจมากมายเพื่อชิงวิญญาณของอากิโกะกลับมา ดูแล้วชวนให้นึกถึง “What Dreams May Come”(1998) หนังแฟนตาซีโลกหลังความตายที่โรบิน วิลเลียมส์ ต้องไปนรกและสวรรค์ตามหาวิญญาณภรรยา ก็พาลให้เข้าใจว่านี่คือหนังโรแมนติก-แฟนตาซี ได้ดูวีรกรรมทำเพื่อความรัก แต่เอาเข้าจริง ปฏิบัติการบุกยมโลกเป็นแค่เพียงส่วนท้ายของเรื่องเท่านั้น ความน่าสนใจคือการเนรมิตเมืองคามาคูระ ออกมาได้มีสีสัน และมีประเด็นให้เล่าได้มากมาย สมแล้วกับที่ต้นเรื่องมาจากหนังสือการ์ตูนยาว 34 เล่ม ในหนังเราจะเห็นภูติจิ๋ววิ่งเล่นตามลานบ้าน มีกัปปะนั่งข้างทาง มีตลาดที่ปีศาจมาขายของ เข้าร้านเหล้าก็เจอปีศาจมานั่งเมากัน มีกฏระเบียบเรื่องการลงทะเบียนวิญญาณให้คนตายกลายเป็นปีศาจแล้วกลับมาโลกมนุษย์ได้อีก แค่เรื่องนี้ก็หยิบมาเล่าได้อย่างสนุกสนาน แทรกมุกน่ารัก ๆ ได้อีกมาก ยังไม่พออาจารย์อิชชิกิ ยังมีความสามารถในทางสืบสวนและเป็นที่ปรึกษาของตำรวจในการไขคดีที่ปิดไม่ลง และวิธีการสืบสวนอันพิลึกพิลั่นของคามาคูระ ตำรวจจะเข้าทรงคนตายให้มาเล่าสาเหตุการตายก็ดูเป็นแนวทางปกติของที่นี่ ไม่พอแค่นั้นหนังยังแทรกประเด็นเรื่องความลับคาใจในวัยเด็กของอาจารย์อิชชิกิ ที่ผูกมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วมาพบคำตอบในท้ายเรื่อง โอ้ย!! เรียกว่ามีประเด็นยิบย่อยเต็มไปหมดในคามาคูระเมืองแห่งความสนุกสนานแห่งนี้  ความยาวกว่า 2 ชั่วโมงของหนัง ไหลผ่านไปอย่างรื่นรมย์ ดูไปยิ้มไปตลอดทั้งเรื่อง

ช่วงท้ายของหนังกับฉากบุกยมโลก เห็นได้ถึงความตั้งใจของทีมงาน กับการออกแบบภูมิทัศน์ของยมโลกให้ออกมาแปลกตามีเอกลัษณ์ของความเป็นญี่ปุ่น ก็ถือว่าทำได้น่าสนใจ ออกแบบบ้านเมืองและรูปลักษณ์ของปีศาจในยมโลกให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้เรื่องราวของหนังจะวนเวียนอยู่กับปีศาจ ความพลัดพราก และความตาย แต่ผู้กำกับยามาซากิ ก็คุมโทนหนังให้ออกมาเป็นหนังอารมณ์ดี เต็มไปด้วยอารมณ์ขันเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง ได้ยิ้มกับความน่ารักกุ๊กกิ๊กของคู่พระนางที่มีเง้างอนกันเป็นพัก ๆ แม้กระทั่งปีศาจตัวร้ายสุดของเรื่องก็ไม่ได้ดุร้ายน่ากลัวเกินไปนัก ที่น่ารักและได้เสียงหัวเราะสุดในเรื่องนี้ก็คือเจ้าปีศาจกบเขียว ที่ทั้งน่ารักและน่าสงสารเลย

และด้วยความที่เป็นหนังแฟนตาซี Destiny:The Tale Of Kamakura จึงเป็นหนังที่ใช้งานซีจีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง ก็เป็นงานที่ถนัดของผู้กำกับยามาซากิอยู่แล้วด้วย เคยได้รับเสียงชื่นชมในเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนเนรมิตรกรุงโตเกียวย้อนยุคใน Always Sunset on Third Street มาถึงเรื่องนี้ก็เห็นได้ชัดถึงพัฒนาการทางด้านงานซีจีของญี่ปุ่น ที่พาบรรดาตัวประหลาด เดินไปเดินมากับนักแสดงได้เนียนตา บรรดาปีศาจในเรื่องที่แปลงร่างได้ก็ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ไม่ออกแนวลิเกฉูดฉาดแบบซีจีในหนังจีน ไม่มีจุดไหนให้สะดุดตา แม้คุณภาพจะไม่เท่าฮอลลีวู้ด แต่ก็ถือว่าดีที่สุดที่เห็นในหนังเอเซียด้วยกันแล้ว

ดารานำทั้งตัว อาจารย์อิชชิกิ และ อากิโกะ ล้วนไม่คุ้นหน้าเลย , มาซาโตะ ซากาอิ เป็นดารามาจากละครทีวีของญี่ปุ่น ไม่มีอะไรให้พูดถึงนัก ส่่วนอากิโกะนั้น ทาคาฮาตะ มิซึกิ นั้นก็มาจากสายละครทีวีเช่นกัน ตัวทาคาฮาตะนั้นไม่ใช่นางเอกสาวสวยในแว่บแรกที่เห็น แต่พอดูไปก็สัมผัสถึงความมีเสน่ห์น่ารักของเธอได้ และด้วยเหตุที่ว่าเป็นหนังที่สร้างจากการ์ตูน การแสดงรวม ๆ จึงดูค่อนข้างจะโอเวอร์แอ็คติ้ง อากัปกิริยาต่าง ๆ จะล้น ๆ เสียหน่อย โดยรวมก็ชื่นชมครับกับ Destiny:The Tale Of Kamakura นึกว่าจะเจอหนังดราม่าฟูมฟายแต่กลับได้ดูหนังแฟนตาซีคอมมีดี้ ดูแล้วอารมณ์ดีฟีลกู๊ดไปกับทุกนาทีของหนัง แม้จะไม่ได้ซาบซึ้งกินใจแบบ Always Sunset on Third Street แต่เรื่องนี้ก็ประทับใจกับสีสันแฟนตาซี ดูแล้วมีความสุข เป็นหนังไร้พิษภัย แถมให้ข้อคิดเรื่องการให้อภัย ความมีเมตตา เหมาะพาเด็ก ๆ ไปดูด้วยครับ เชียร์ เชียร์

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]Guardians of the tomb ขุมทรัพย์โคตรแมงมุม – เมื่อพี่ออส+จีนอยากทำหนังแบบทูมบ์ไรเดอร์

Published

on

นับตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังก็น่าจะทำให้หลายคนเกิดอาการ ‘เอ๊ะ!คุ้นๆ’ กันเป็นแถว ทั้งกองทัพแมงมุม CG ทั้งพายุทะเลทรายรวมถึงแม่นาง ลีปิงปิง ในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขายาวที่มาบุกถ้ำแมงมุมอันเป็นราชวังใต้ดินเก่าแก่ของฮ่องเต้ ราชวงศ์ ‘โม้ๆมั่วๆเอา’ จนได้หนังผจญภัยงาน ‘มีเรอร์’ดังเช่น Guardians of the tomb เรื่องนี้

สำหรับเนื้อหาของหนังก็กล่าวถึง ภารกิจช่วยเหลือ ลุค (อู๋จุน) น้องชายของ เจีย (ลีปิงปิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์มีพิษ แต่เนื่องจากลุคติดอยู่ในถ้ำที่เต็มไปด้วยแมงมุมใยกรวยพิษร้ายแห่งหนึ่งในจีน งานนี้เลยมี ริดลีย์ (เคลัน ลุตซ์) หน่วยกู้ภัยผู้มีอดีตฝังใจและเกลียดแมงมุมเข้าไส้มาช่วยนำทาง



ถ้าถามว่าหนังสนุกมั้ยตอบเลยว่าตัวหนังใส่ความบันเทิงมาเอนเตอร์เทนคนดูตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ ซึ่งมันก็ไม่แคร์ว่าสิ่งที่คนดูจะเห็นนั้นไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลยทั้งกองทัพแมงมุม พายุทะเลทราย ค่ายกลอันตรายแบบหนังผจญภัย แถมยังไปมั่วเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนมามั่วนิ่มจนออกมาตลกอีก หรือแม้กระทั่งซีจีที่บางฉากก็ดูไม่ต่างจากละครหลังข่าวบ้านเรานัก แต่ในภาพรวมมันก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี่เหร่นักหากอยากหาหนังสักเรื่องไว้พักผ่อนสมองแบบไม่ต้องคิดมาก ยิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้แบบพากย์ไทยนะคุณเอ๋ย ฮาแบบสมงสมองไม่ต้องเหลือเลยเพราะน้าๆทีมพันธมิตรเล่นพากย์นอกบทกันกระจายเลย ฮ่าาา



นอกจากนี้คือหนังยังมีจุดฮาๆแบบไม่ตั้งใจให้เราจับผิดกันได้บันเทิงแบบอินเซปชั่นสำหรับคนชอบจับผิดหนังทั้งจุดดราม่าจุดเดียวที่ถูกใส่เข้ามาแบบ “วนไปค่ะ” ได้น่ารำคาญสุดๆคือ ฉากย้อนอดีตวัยเด็กที่ลุคและเจียเล่นซ่อนหาในสวนที่เป็นเหมือนเขาวงกตนัยยะเพื่อสะท้อนภาวะปัจจุบันที่เจียพยายามอย่างไม่ลดละในการตามหาลุค  แต่ไอ้การต้องมาดูนั่งฟัง ไอ้เด็กสองคนตะโกนไปมา “พี่เจีย” “น้องลุค” ประมาณ 5-6 เที่ยวนี่นอกจากจะไม่ซึ้งแล้วยังดูประดักประเดิดยังไงชอบกล และที่บันเทิงกว่านั้นคือการวางตัวละครในกลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรนอกจากมาถูกแมงมุมกัดแล้วตายไประหว่างหนังดำเนินอยู่ที่มักแสดงพฤติกรรมโง่ๆอย่างพยายามเอาหน้าไปใกล้ๆปากศพเพื่อให้แมงมุมกระโดดมากัด หรือแม้กระทั่งพระเอกอย่าง ริดลีย์ที่ท้ายสุดกลับเป็นตัวละครที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรนอกจากจุดไฟเผาแมงมุมและมาช่วยดันหินที่กำลังทับนางเอก ส่วนใครเป็นคนเจอ ลุค น้องชายนางเอกนั้นลองไปดูกันเอาเองว่าเจอยังไงและบังเอิญแค่ไหน ‘ถามใจดู’




พูดถึง ลีปิงปิง ดีกว่าคือนอกจากแสดงนำแล้ว เธอยังเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยนะจ๊ะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ในหนังแต่ละช็อตเจ๊จะดูสวยแบบพร้อมเดินบนรันเวย์ตลอดเวลา ขนาดตอนเจ๊จะโทรมนี่ ฝุ่นเฝิ่นไม่ได้แตะหน้าเจ๊แกหรอก ยิ่งชุดเซ็กซี่แบบนักผจญภัยสไตล์ “ตู้มหลายเด้อ”นะ เจ๊แกยิ่งขึ้นกล้องเลย ด้าน อู๋จุน ก็มาทำสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดในเรื่องครับนั่นคือ ‘หล่อ’ ตอนกลัวก็หล่อ ตอนแมนก็หล่อ คือจะเป็นลมมันยังหล่อเลย ส่วน เคลัน ลุตซ์ นักแสดงจาก The Legend of Hercules (2014) ก็มา ‘ล่ำ’ แบบไม่ค่อยมีประโยชน์และโชว์สติปัญญาใดๆพ่วงด้วยการแสดงแบบ “แข๊งแข็ง” เรียกง่ายๆคือเป็นบทพระเอกเพื่อให้หนังดูอินเตอร์ขึ้นว่างั้นเถอะ

ท้ายที่สุดแม้ Guardian of the tomb จะไม่ใช่หนังดีเด่อะไรแต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนังบันเทิงเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการคิดอะไรเยอะแยะเวลาดูหนังเรื่องหนึ่ง และในขณะเดียวกันมันยังแสดงให้เห็นศักยภาพของ จีน (เรื่องนี้ร่วมทุนกับออสเตรเลีย) ในการสร้างหนังระดับบล็อคบัสเตอร์ที่เชื่อได้เลยว่าในอนาคตเราจะได้เห็นหนังฮอลลีวูดลูกครึ่งจีนกันอีกเป็นพะเรอเกวียนแน่ๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Winchester : บทดี ผีไม่ค่อยน่ากลัว

Published

on

หนังผีไม่เคยห่างหายไปจากฮอลลีวู้ด และต่อให้ไม่ประสบความสำเร็จในต่างประเทศแต่ก็ขายง่ายและได้รับความสนใจจากผู้ชมในบ้านเราเสมอ โดยเฉพาะหนังเกี่ยวกับคฤหาสน์ผีสิงแบบนี้ด้วย Winchester เป็นหนังที่อ้างอิงจากเรื่องจริงของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ เป็นชื่อเดียวกับยี่ห้อปืนที่คุ้นหูหลายคนดี เพราะเป็นเจ้าของบริษัทผลิตปืนรายใหญ่ในอเมริกา เจ้าของคฤหาสน์คือ ซาราห์ วินเชสเตอร์ หญิงชราที่เก็บตัวเงียบในคฤหาสน์หลังมหึมานี้ ไปไหนมาไหนด้วยชุดดำและผ้าคลุมลูกไม้ปิดหน้าอยู่เสมอ มีภาพถ่ายจริงของซาราห์ตัวจริงเพียงภาพเดียว และถูกนำมาใช้ในการสร้างภาพลักษณ์ให้กับเฮเลน มิเรน ผู้รับบทเป็นเธอในเรื่องนี้

ซาราห์ วินเชสเตอร์ ในเรื่องนี้ถือหุ้นบริษัทวินเชสเตอร์อยู่ 51% และด้วยพฤติกรรมประหลาดที่ชอบเก็บตัวและรื้อบ้านสร้างบ้านอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ด้วยเหตุผลว่าเธอสร้างบ้านตามคำสั่งผี ผู้ถือหุ้นจึงจ้างหมออีริค ไพรซ์ให้มาประเมินสภาพจิตของเธอ หวังว่าหมอจะประเมินว่าเธอไม่สมประกอบทางจิตและบังคับให้ถอนหุ้นออกจากบริษัทไปเสีย เรื่องราวหลักของเรื่องก็คือประสบการณ์หนึ่งสัปดาห์ของหมอในคฤหาสน์วินเชสเตอร์ที่ได้พบกับบรรดาภูติผีหลายตนและกิจวัตรอันสุดประหลาดของซาราห์ ก็คาดเดากันไปว่าสุดท้ายหมออีริค จะประเมินสภาพจิตของซาราห์ว่าปกติดีหรือไม่?

ภาพล่าสุดจากคฤหาสน์วินเชสเตอร์ของจริง ถ่ายเมื่อเดือนพฤษภาคม 2017

มองในมาตรฐานของหนังผี ถือว่าอยู่ในระดับกลาง ๆ ผีออกมาเยอะ และออกมาให้ลุ้นกันตั้งแต่ต้นเรื่อง ฉากตุ้งแช่ถี่มาก แต่ส่วนใหญ่จะตกใจจากเสียงซาวนด์เอฟเฟ็คต์เสียมากกว่าตกใจกับการปรากฏตัวของผี ซึ่งต้องบอกเลยว่าผีไม่ค่อยน่ากลัวนัก ยิ่งท้ายเรื่องออกมาเดินเล่นให้เห็นกันชัด ๆ ไป ส่วนที่อ่อนด้อยไปอย่างเห็นได้ชัดคือการดึงความน่ากลัวของคฤหาสน์วินเชสเตอร์ออกมาไม่ได้ ทั้งที่คฤหาสน์นี้เปรียบเสมือนหัวใจของเรื่อง  ผลก็คือเราเห็นสภาพภายนอกของคฤหาสน์ที่กว้างขวางซับซ้อน แต่ตลอดเรื่องเราได้เห็นอยู่แค่บริเวณย่อย ๆ ของคฤหาสน์เท่านั้น และสภาพมุมกว้างภายนอกก็ดูสวยงามน่าสนใจเสียมากกว่าน่ากลัว และน่าจะทำหน้าที่ปูบรรยากาศสยองก่อนพาคนดูลงลึกไปกับเนื้อหา พี่น้องสเปียริก สร้างชื่อมาจาก
หนังเล็กอย่าง Predestination (2014) และ โดดมาทำหนังสยองขวัญเลือดท่วม Jigsaw เมื่อปลายปีที่แล้ว ก็ยังดูโอเคอยู่ แต่พอมาถึง Winchester ก็ต้องบอกเลยว่าพี่น้องสเปียริกยังไม่ชำนาญนักกับการเล่นกับจังหวะจะโคนของหนังผี ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับ Annabelle Creation ที่มีธีมของความเป็นหนังบ้านผีเช่นกันแต่ก็ทำได้ชวนลุ้นกว่าหลายเท่านัก

จุดที่ดีของ Winchester คือการได้ยอดฝีมือ เฮเลน มิเรน มาช่วยพยุงหนังไว้ ให้มีความน่าดูตั้งแต่การปรากฏตัวของป้า บุคลิกภาพลักษณ์ของเฮเลนดูเข้าตากับมาดเศรษฐินีจอมลึกลับ นับว่าเป็นคุณยายวัย 73 ที่ยังดูดีอยู่มาก ส่วนเจสัน คลาร์ค ในบทคุณหมออีริค ไพรซ์ เป็นบทที่เสมอตัวไม่ค่อยมีอะไรให้ชื่นชมนัก ด้วยมาดคนกล้าไม่ค่อยกลัวผี เวลาโดนผีหลอกก็เลยไม่ดูน่าสงสารและไม่ชวนให้ลุ้นตามนัก และแน่นอนที่ว่าหนังต้องดำเนินตามกฏเหล็กของหนังผี คือตัวละครต้องมีความเผือกในตัวสูง หมออีริคก็ดำเนินตามกฏนั้นด้วยการออกมาเดินเล่นในคฤหาสน์ตอนเที่ยงคืน แล้วก็ต้องเจอดีเข้าจนได้ ดารานำอีกคนก็คือ ซาราห์ สนุ้ก ดาราขาประจำของผู้กำกับสเปียริกก็ตามมารับบทเป็น เมเรียน แมเรียต หลานสาวของคุณป้าซาราห์ ที่ปูมาเหมือนว่าจะกุมความลับอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็เปล่า

ส่วนดีอีกอย่างคือลูกเล่นของบท ที่ผูกเรื่องราวในอดีตของหมออีริค ไพรซ์ กับความลึกลับของคฤหาสน์วินเชสเตอร์แล้วมาเผยในช่วงท้าย การปูคุณลักษณ์เฉพาะตนของหมอที่ทำให้มีความสามารถพิเศษในการกำราบผีก็ดูน่าสนใจ การล่อหลอกของผีตัวร้ายสุดของเรื่องที่เผยตัวตนมาได้เซอร์ไพรส์นิด ๆ หลาย ๆ ประเด็นที่อยู่ในบทถือว่าผูกปมและคลี่ออกได้อย่างสวยงาม และช่วยชดเชยความน่ากลัวที่ค่อนข้างหย่อนไปสักนิด  สำหรับหนังผีที่ตัวอย่างสร้างความคาดหวังไว้ค่อนข้างมาก และผีหลาย ๆ ตัวที่ปล่อยมาเรี่ยราดแต่สุดท้ายไม่ได้เฉลยที่ไปที่มา ผลก็ออกมาเป็นหนังผีที่ชวนให้ปิดตาลุ้นเก้อไปเสียมาก ยังดีที่ไคลแมกซ์ท้ายที่ลากกันยาว ๆ พอให้ชวนลุ้นไปสะดุ้งไปกับหนังได้ ส่วนดีที่สุดในบทหนังก็คือการปูพื้นหลังตัวละครทั้งคนทั้งผีแล้วนำมาใช้ประโยชน์ได้ดีในบทสรุปของหนัง

สรุปได้ว่า Winchester เป็นหนังผีที่มีบทภาพยนตร์ในเกณฑ์ดี ช่วยยกระดับเรื่องราวได้น่าสนใจ แต่ในด้านความเป็นหนังผี ความน่ากลัวฉากลุ้นยังด้อยกว่ามาตรฐานหนังผีด้วยกันในยุคหลัง อย่าคาดหวังมาก ดูฆ่าเวลาได้ไม่ถึงกับเสียดายตังค์ พลาดไปก็ไม่น่าเสียดายครับ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!