Connect with us

ภาพยนตร์

Fox เนื้อหอม: Sony สนใจซื้อกิจการแข่งกับ Disney

เว็บไซต์ Variety และ THR รายงานว่า Sony สนใจจะซื้อกิจการของ 21st Century Fox ซึ่งรวมถึงธุรกิจภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ เช่นเดียวกับที่ Disney ต้องการ

Published

on

เว็บไซต์ Variety และ THR รายงานว่า Sony สนใจจะซื้อกิจการของ 21st Century Fox ซึ่งรวมถึงธุรกิจภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ เช่นเดียวกับที่ Disney ต้องการ

ไม่เพียงแค่นั้น Verizon และ Comcast ก็แสดงความสนใจด้วยเช่นกัน

เมื่อเดือนตุลาคม 2017 ที่ผ่านมา มีรายงานว่า Fox ได้เข้าเจรจากับทาง Disney เพื่อขายภาคธุรกิจภาพยนตร์และรายการโทรทัศน์ โดยลิขสิทธิ์ที่สำคัญคือแฟรนไชส์ X-Men และ Fantastic Four ซึ่ง Disney จะสามารถนำมารวมกับแฟรนไชส์เรื่องอื่นๆของ Marvel ได้ตามที่แฟนๆต้องการ โดยทาง Fox จะเก็บไว้เพียง Fox News Channel และ Fox Business Network เท่านั้น

ต่อมาได้มีรายงานว่าการเจรจาดังกล่าวนั้นล้มเหลว แต่หลายฝ่ายก็ยังเชื่อว่า Disney จะสามารถเข้าซื้อกิจการของ Fox ได้ในที่สุด

จากรายงานล่าสุดของทั้ง Variety และ THR (The Hollywood Reporter) ก็แสดงให้เห็นว่า Fox ยังไม่ตัดสินใจขายกิจการให้กับบริษัทใดอย่างชัดเจน

แต่ถ้า Sony สามารถเข้าซื้อกิจการของ Fox ได้สำเร็จ ก็มีความเป็นไปได้ที่ลิขสิทธิ์ X-Men และ Fantastic Four ก็จถูกนำไปรวมกับแฟรนไชส์ Spider-Man ที่ Sony ถือครองอยู่ และกำลังดำเนินการขยายแฟรนไชส์ด้วยการสร้างภาคแยกของ Venom อยู่ในขณะนี้

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

ผู้กำกับ Bat V Sup เผย ซุปเปอร์แมนไม่ใช้พลังหูทิยพ์หาแม่ เพราะเขาไม่อยาก “เพิกเฉยเสียงผู้คนที่ร้องขอความช่วยเหลือ”

Published

on

Batman V Superman คือภาพยนตร์ซุปเปอร์จากฝั่ง DC อันเป็นฝีมือการกำกับของ Zack Snyder ที่เขาได้แฝงสรรพสิ่งเชื่อมโยงหรืออ้างอิงหนังสือการ์ตูนคอมมิคในรูปแบบสัญญะ นัย และเรื่องราวฉากหลังที่เอาใจแฟน DC แบบสุดๆ แต่ก็เพราะไอความแฟนเซอร์วิสนี่แหละ มันเลยก่อให้เกิดข้อสงสัยและข้อถกเถียงมากมายกับคนดู ซึ่งหนึ่งในฉากที่หลายคนฉงนกันมากเป็นอันดับต้นๆ คือ “ทำไมซุปเปอร์แมนไม่ใช้พลังการได้ยินในการหาแม่ของเขาแทนการก้มหัวทำตามคำสั่ง เล็กซ์ ลูเธอร์ (Lex Luthor)

แต่ดูเหมือนตอนนี้ข้อสงสัยที่ว่า ได้ถูกเฉลยผ่านตัวพี่ Snyder ของเราเองผ่านการเปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ถามตอบถึงผลงานและความเป็นอยู่ของแกในปัจจุบันบน Twitter ส่วนตัว ซึ่งเขาก็ได้อธิบายว่า

ในฉากกรีนสกรีนที่ซุปเปอร์แมนบินขึ้นเหนือเมืองและกล้องเริ่มหมุนรอบตัวเขา ในจังหวะนั้น เขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องของความช่วยเหลือของผู้คน และเสียงของการก่ออาชญากรรม ซึ่งหากสังเกตดูทีสีหน้าของซุปเปอร์แมน คุณก็จะเห็นได้ว่าเขากำลังเจ็บปวดอยู่ เพราะเขารู้ตัวว่าหากใช้วิธีดังกล่าวหาแม่ เขานั้นจะต้องเพิกเฉยต่อเสียงขอความช่วยเหลือจากทั้งสองเมือง (Metropolis, Gotham) และโลกทั้งใบ

ที่มา: Twitter

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]The Girl in the Spider’s Web : จากแฮคเกอร์สาวกลายเป็นซูเปอร์ฮีโร่

เท้าความสักนิดว่า The Girl in the Spider’s Web เรื่องนี้คือภาคที่ 4 ของ มิลเลนเนียมซีรีส์ นิยายที่ว่าด้วยปฏิบัติการของ ลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ แฮคเกอร์สาว ที่ผ่านอดีตอันโหดร้ายและมืดมน เธอร่วมมือกับ มิคาเอล บลอมควิสต์ นักข่าวรุ่นใหญ่ในการต่อกรกับองค์กรลับที่มีพลังอำนาจและเครือข่ายมากมายในสวีเดนและเกี่ยวพันกับครอบครัวของเธอ ฉบับนิยายเป็นผลงานประพันธ์ของ สตีก ลาร์สัน อดีตนักข่าวที่ผันตัวเองมาเขียนนิยายขาย แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก มิลเลนเนียมซีรีส์ 3 เรื่องแรกของเขาขายได้ถึง 80 ล้านเล่มทั่วโลก ทั้ง 3 เรื่องถูกสร้างเป็นหนัง และเป็นการแจ้งเกิดของนูมิ ราเพซ และ ไมเคิล ไนควิสต์ นักแสดงนำทั้งคู่ได้กลายมาเป็นดาราฮอลลีวู้ด รวมถึงหนังภาคแรกก็ถูกรีเมคในชื่อเดียวกัน ด้วยฝีมือผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ออกฉายในปี 2011 ได้รูนีย์ มาร่า มารับบทลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ และ แดเนียล เครก เจ้าของบทเจมส์ บอนด์ มารับบทมิคาเอล บลอมควิสต์ หนังเว้นช่วงไปนานถึง 7 ปี แล้วฮอลลีวู้ดก็ตัดสินใจไม่รีเมคภาค 2 และ 3 แต่กระโดดข้ามมาสร้าง The Girl in the Spider’s Web ซึ่งเป็นนิยายเล่มที่ 4 ของซีรีส์ไปเลย และเป็นผลงานเขียนของเดวิด เลเกอร์ครานตซ์ ที่มารับหน้าที่สานต่อตำนานสาวรอยสัก หลังจาก สตีก ลาร์สัน ที่เสียชีวิตด้วยเหตุหัวใจวายไปตั้งแต่ 2004 ก่อนที่ผลงานทั้ง 3 เล่มจะถูกตีพิมพ์เสียอีก ปัจจุบัน เดวิด ลาเกอร์ครานตซ์ ได้สานต่อตำนานมิลเลนเนียมซีรีส์มาถึงเล่มที่ 5 แล้ว ในชื่อ The Girl Who Takes an Eye for an Eye ออกวางจำหน่ายเมื่อปีที่ผ่านมา และผลงานภาคต่อของเขาทั้ง 2 เล่มก็ยังประสบความสำเร็จ ติดอันดับขายดีเช่นเคย

Published

on

เท้าความสักนิดว่า The Girl in the Spider’s Web เรื่องนี้คือภาคที่ 4 ของ มิลเลนเนียมซีรีส์ นิยายที่ว่าด้วยปฏิบัติการของ ลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ แฮคเกอร์สาว ที่ผ่านอดีตอันโหดร้ายและมืดมน เธอร่วมมือกับ มิคาเอล บลอมควิสต์ นักข่าวรุ่นใหญ่ในการต่อกรกับองค์กรลับที่มีพลังอำนาจและเครือข่ายมากมายในสวีเดนและเกี่ยวพันกับครอบครัวของเธอ ฉบับนิยายเป็นผลงานประพันธ์ของ สตีก ลาร์สัน อดีตนักข่าวที่ผันตัวเองมาเขียนนิยายขาย แล้วก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก มิลเลนเนียมซีรีส์ 3 เรื่องแรกของเขาขายได้ถึง 80 ล้านเล่มทั่วโลก ทั้ง 3 เรื่องถูกสร้างเป็นหนัง และเป็นการแจ้งเกิดของนูมิ ราเพซ และ ไมเคิล ไนควิสต์ นักแสดงนำทั้งคู่ได้กลายมาเป็นดาราฮอลลีวู้ด รวมถึงหนังภาคแรกก็ถูกรีเมคในชื่อเดียวกัน ด้วยฝีมือผู้กำกับ เดวิด ฟินเชอร์ ออกฉายในปี 2011 ได้รูนีย์ มาร่า มารับบทลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ และ แดเนียล เครก เจ้าของบทเจมส์ บอนด์ มารับบทมิคาเอล บลอมควิสต์ หนังเว้นช่วงไปนานถึง 7 ปี แล้วฮอลลีวู้ดก็ตัดสินใจไม่รีเมคภาค 2 และ 3 แต่กระโดดข้ามมาสร้าง The Girl in the Spider’s Web ซึ่งเป็นนิยายเล่มที่ 4 ของซีรีส์ไปเลย และเป็นผลงานเขียนของเดวิด เลเกอร์ครานตซ์ ที่มารับหน้าที่สานต่อตำนานสาวรอยสัก หลังจาก สตีก ลาร์สัน ที่เสียชีวิตด้วยเหตุหัวใจวายไปตั้งแต่ 2004 ก่อนที่ผลงานทั้ง 3 เล่มจะถูกตีพิมพ์เสียอีก ปัจจุบัน เดวิด ลาเกอร์ครานตซ์ ได้สานต่อตำนานมิลเลนเนียมซีรีส์มาถึงเล่มที่ 5 แล้ว ในชื่อ The Girl Who Takes an Eye for an Eye ออกวางจำหน่ายเมื่อปีที่ผ่านมา และผลงานภาคต่อของเขาทั้ง 2 เล่มก็ยังประสบความสำเร็จ ติดอันดับขายดีเช่นเคย

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

ในภาคนี้โดดข้ามจากภาค 3 มา 3 ปีลิสเบ็ธยังคงยึดอาชีพแฮคเกอร์อิสระ เธอได้รับการว่าจ้างที่สุดท้าทายจาก ฟรานส์ บัลเดอร์ โปรแกรมเมอร์อัจฉริยะที่คิด “ไฟร์ฟอลล์” โปรแกรมอัจฉริยะที่สามารถแฮคเข้าฐานยิงจรวดได้ทั่วโลก ซึ่งฟรานส์ ได้ขายให้กับอเมริกาไป แล้วรู้สึกว่าไฟร์ฟอลของเขาจะเป็นภัยพิบัติต่อโลกมนุษย์ เลยจ้างลิสเบ็ธให้ไปแฮคหน่วยงานความมั่นคงของอเมริกาแล้วขโมยไฟร์ฟอลล์กลับมา ซึ่งลิสเบ็ธก็ทำได้สำเร็จ แต่นั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะครั้งใหม่ที่ลิสเบ็ธจะต้องเผชิญ เอ็ดวิน นีดแมน เจ้าหน้าที่ประจำหน่วยงานสืบรู้ว่าคนที่ขโมยไฟร์ฟอลล์อยู่ในสตอล์คโฮล์ม , สวีเดน เขาบินมาตามล่าไฟร์ฟอลล์คืน ขณะเดียวกันแก๊งคนร้ายจอมโหดก็บุกเข้าที่พักของลิสเบ็ธแล้วชิงไฟร์ฟอลล์ไปได้สำเร็จ แล้วยังระเบิดที่พักของลิสเบ็ธเป็นจุณ ลิสเบ็ธสืบหาเจอว่าแก๊งนี้คือ “แก๊งแมงมุม” ซึ่งเกี่ยวพันกับ คามิลลา พี่สาวของเธอที่ไม่หน้ากันมา 16 ปี เท่ากับลิสเบ็ธกำลังเจอศึก 2 ด้าน จึงต้องขอความช่วยเหลือจาก มิคาเอล บลอมควิสต์ คู่หูเก่าและ พลาก ซี้เก่านักแฮคเกอร์มือฉมัง

เอ็ดวิน นีดแมน ตัวละครใหม่มาเพิ่มสีสันในภาคนี้

สิ่งแรกที่อยากชื่นชมคือการพลิกบทบาทแบบหน้ามือเป็นหลังมือของ แคลร์ ฟอย นักแสดงสาวดีกรี 1 ลูกโลกทองคำนักแสดงนำหญิงจากซีรีส์ The Crown ที่เธอรับบทเป็นควีนอลิซาเบ็ธ ที่มากับภาพลักษณ์เจ้าหญิงที่ดูสง่ามีราศรี แล้วการที่มารับบทเป็นลิสเบ็ธ ซาลันเดอร์ มันคือตัวละครที่ต่างกันสุดขั้ว ลิสเบ็ธ เป็นสาวโฉด โหด ที่เต็มไปด้วยอดีตอันชอกช้ำมืดมน เกลียดสังคม เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยสัก เจาะร่างกาย ดูดบุหรี่จัด และเป็นไบเซ็กชวล ก็ต้องบอกว่าถ้าฟังชื่อแต่แรกว่าแคลร์ ฟอย จะมาเป็นลิสเบ็ธ นี่เป็นตัวเลือกที่ไม่ใช่เลย และนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร แต่เมื่อได้ชมก็ต้องยอมรับว่าเธอคือนักแสดงมากความสามารถจริง ๆ สามารถถ่ายทอดความเป็นสาวกร้านได้อย่างน่าเชื่อ แล้วก็ต้องชื่นชมทีมผู้สร้างที่กล้าเลือกแคลร์ ฟอย มารับบทนี้

อีกคนที่ต้องชื่นชมคือ เฟเด อัลวาเรซ ผู้กำกับชาวอุรุกวัยที่ผลงาน 3 เรื่องหลังนี้ได้รับเสียงชื่นชมล้วน ๆ จากงานกำกับหนังสยองขวัญเรื่องสั้นที่ดุโหดจนเข้าตา แซม ไรมี ปรมาจารย์หนังสยองขวัญ ยอมให้มารีเมค Evil Dead ผลงานสุดรัก แล้วก็ต่อด้วย Don’t Breathe (2016) หนังฟอร์มเล็กแต่สุดระทึก แล้วฮิตจนใกล้จะได้ดูภาคต่อกันแล้ว การได้มากำกับ The Girl in the Spider’s Web ถือว่าเป็นงานท้าทายมาก เพราะนี่คือการมาสานต่อตำนานต่อจาก เดวิด ฟินเชอร์ ผู้กำกับระดับมาสเตอร์ของฮอลลีวู้ด และนี่เป็นผลงานระดับทุนสร้าง 43 ล้าน เป็นหนังทุนสร้างสูงสุดที่เฟเด อัลวาเรซ เคยกำกับมา

ผู้กำกับ เฟเด อัลวาเรซ

ใน The Girl in the Spider’s Web เฟเด ยังพ่วงหน้าที่เขียนบทร่วมกับ สตีเวน ไนท์ มือเขียนบทงานชุกอีกรายของฮอลลีวู้ด หนังเปิดเรื่องด้วยวีรกรรมของลิสเบ็ธ ที่เธอผันตัวเองมาเป็นซูเปอร์ฮีโร่ผู้ผดุงความยุติธรรม คอยลงทัณฑ์พวกคนร้ายที่ชอบทำร้ายร่างกายผู้หญิง แต่แล้ววีรกรรมยกระดับสังคมก็ถูกยุติอยู่แค่นั้น มาเข้าเรื่องราวตามล่าโปรแกรมไฟร์ฟอลล์ตามพลอตหลัก และด้วยเหตุที่ว่านี่คือภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์ จึงไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ที่หนังจะต้องอิงเรื่องราวและตัวละครจากภาคก่อน ๆ เชื่อว่าผู้สร้างก็รู้ปัญหาข้อนี้ ก็พยายามปูความเรื่องราวในอดีตไว้ในช่วงต้นของหนังพอประมาณ ซ้ำร้ายหนังยังเปลี่ยนตัวละครหลักทั้งลิสเบ็ธ และ มิคาเอล อีกด้วย ด้วยภาพลักษณ์ของลิสเบ็ธนั้นมีความโดดเด่นอยู่แล้วทั้งหน้าตาและการแต่งตัว แต่กับบทของมิคาเอล ไนควิสต์นั้นได้ สเวอร์ กุดนาสัน ดาราชาวสวีเดนมารับบท ด้วยภาพลักษณ์ที่ดูสะอาดสะอ้าน แล้วหน้าตาอ่อนมากแม้จะเข้าวัย 40 ใกล้เคียงกับ แดเนียล เครกที่รับบทนี้ใน The Girl With The Dragon Tattoo (2011) แต่ดูแล้วสำอางเกินไปสำหรับบทนักหนังสือพิมพ์รุ่นใหญ่ผู้คร่ำหวอดในวงการ

สเวอร์ กุดนาสัน ในบท มิคาเอล บลอมควิสต์

ด้วยความที่เป็นหนังภาค 4 หนังจึงไม่เสียเวลาในการแนะนำตัวละครหลัก ทำให้หนังเดินหน้าไปอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะครึ่งแรกใช้แต่ละนาทีได้อย่างมีคุณค่ามาก เพราะตัวละครในภาคนี้ค่อนข้างมาก ขึ้นต้นเหมือนเรื่องราวจะดูซับซ้อนที่ลิสเบ็ธต้องอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งระหว่างนักเขียนโปรแกรม หน่วยงานรักษาความปลอดภัยของสวีเดน หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา และแก๊งแมงมุมตัวร้ายรายใหม่ของแฟรนไชส์นี้ แต่ทุกอย่างก็ถูกคลี่คลายได้ง่ายดายในครึ่งหลัง น่าเสียดายมือสังหารของแก๊งแมงมุมที่หนังดูตั้งใจในการสร้างสรรค์ตัวละครนี้ให้เป็นจอมโหดของภาคนี้ ก็ไม่ถูกใช้ประโยชน์ได้อย่างที่ควร กลับถูกกำจัดทิ้งอย่างง่ายดายเกินไปเพื่อไปเน้นหนักกับตัว คามิลลา ซาลันเดอร์ พี่สาวของลิสเบ็ธแทน

คามิลลา ซาลันเดอร์ ตัวร้ายประจำภาคนี้

แม้ว่าเฟเด จะคุมบรรยากาศของหนังให้หม่นได้ตามโทนของ The Girl With The Dragon Tattoo (2011) มีความตั้งใจแม้กระทั่งคุมโทนสีหนังให้มีแต่ ขาว-เทา-ดำ ทั้งฉากและเสื้อผาของทุกตัวละคร แล้วเลือกให้คามิลลา เป็นคนเดียวในเรื่องที่ใส่ชุดแดง เพราะเธอคือตัวละครหลักของภาคนี้ แม้ว่าภาพจะดูขึงขังจริงจังแต่เนื้อหาของ The Girl in the Spider’s Web กลับมีความเป็นแอ็คชั่นมากขึ้น ถ้าตัดเรื่องการทำความรู้จักตัวละครเดิม ๆ ไป หนังก็แทบไม่มีความซับซ้อนเลย เปิดช่องให้ใส่แอ็คชั่นได้มากขึ้น ฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องที่บ้านในป่าลึกทำออกมาได้สนุก บทบาทของลิสเบ็ธขยับจากแฮ็คเกอร์สาวกลายเป็นอีสาวนักบู๊ไปแล้ว บทของเธอต้องต่อสู้ทั้งปืนและมือเปล่ามากขึ้น

สรุปได้ว่า The Girl in the Spider’s Web เป็นภาคที่ลดความซับซ้อนของเนื้อหาลง เป็นผลให้หนังค่อนข้างขัดใจกับแฟนเก่าที่ติดตามแฟรนไชส์นี้มายาวนาน แต่เชื่อว่าเจ้าของหนังก็ยอมเสี่ยงว่าเมื่อหนังเอาใจตลาดมากขึ้นอาจจะได้แฟน ๆ กลุ่มใหม่มามากขึ้น แล้วจะได้สานต่อแฟรนไชส์นี้ไปอีกยาวนาน ถ้าหนังประสบความสำเร็จทางทางผู้สร้างอาจจะย้อนไปรีเมคภาค 2 ภาค 3 ตามหลังมาก็เป็นได้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Viral ผีโทรศัพท์: บรรยากาศสยองน่ะได้ แต่ยังไม่ไวรัลพอ

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เมื่อการรวมตัวกันเล่น “เกมผีออนไลน์” (เกม AR) ของพวกเขาบังเอิญทำให้แตงถ่าย “ภาพติดผี” ได้ที่ตึกร้างแห่งนั้น เธอและคิตตี้จึงรีบส่งต่อให้เพื่อนคนอื่นๆ ด้วยความท้าทายและคึกคะนองในการแกล้งเพื่อนที่กลัวผี โดยไม่รู้เลยว่าความสยองที่ถูกแพร่กระจายไปในมือถือนั้นอาจจะเล่นงานพวกเขาและคนรอบข้างจนถึงตายได้

หนังผีไทยที่เล่นกับความทันสมัยอย่างโซเชี่ยลฯ มาให้ท้าทายกันอีกแล้ว งานนี้ได้ผู้กำกับหญิงอย่าง มนัสนันท์ พงษ์สุวรรณ ที่เคยทำหนังอย่าง โรงเรียนผี มาถ่ายทอดความเฮี้ยน จริง ๆ ส่วนตัวชอบงานของเธอใน โรงเรียนผีนะ มีหลายอย่างที่ค่อนข้างน่าพอใจทีเดียวทั้งการปั้นแต่งเรื่องและเมคอัพผีที่หลอนดิบได้ใจดี แม้จะมีหลุด ๆ ในการใส่อารมณ์ตลกมาไม่ค่อยเนียนนัก ก็หวังอยู่ลึก ๆ ว่าเรื่องนี้น่าจะมีความสร้างสรรค์ใหม่ ๆ มากขึ้น ๆ

หนังได้ดาราคุณภาพคลื่นรุ่นใหม่ของวงการมาร่วมหลายคนเลย ทั้ง พลอย ศรนรินทร์  ที่ต้องรับบทนำฝ่ายสาว ๆ คู่กับ จ๋า สุธีธิดา และสมทบด้วยฝ่ายชายอย่าง อ๋อง ธนา และ เบสท์ ณัฐสิทธิ์  ซึ่งรายหลังนี่ได้บทในหนังดี ๆ หลายค่ายแล้วน่าจะเป็นความหวังของวงการหนังไทยได้ในอนาคต ส่วนสาวพลอยนี่ยิ่งตอกย้ำว่าเธอเป็นนักแสดงประสิทธิภาพสูงที่เล่นได้หลากหลายแนวและทำได้ดีเสมอจริง ๆ น่าเสียดายที่เธอควรมีหนังฮิตหนัก ๆ ได้แล้ว ซึ่งก็น่าเสียดายอีกที่หนังใช้พลังของพลอยและเบสท์ได้ไม่เต็มศักยภาพนัก โดยเฉพาะความรู้สึกของความเป็นเพื่อนระหว่าง พลอย กับ จ๋า ที่ต้องแบกหนังร่วมกันนั้นรู้สึกได้เบาบางมาก จนหลายฉากเราจะสงสัยว่ามันเป็นเพือนที่สนิทกันจริง ๆ เหรอ พินิจซ้ำเข้าใจว่าหนังเล่นปมกับอารมณ์ที่ต้องโยงฉากนู้นนี้มากไปจนทำให้ไม่สามารถสร้างสถานะของอารมณืในซีนนั้นได้ เหมือนเป็นซีนที่ต้องให้เห็นความสนิทสนมและเป็นเพื่อนตายกันได้ แต่นักแสดงกลับต้องพยายามแสดงปมเบื้องลึกในใจที่ไม่เกี่ยวข้องกับซีนนั้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งเรื่องอิจฉาครอบครัวเพื่อน หรือคิดว่าเพื่อนชอบเรียกร้องความสนใจ จนซีนง่าย ๆ ที่จะให้คนดูรู้สึกเอาใจช่วยสองคนนี้ก่อนมันหายไป จากซีนง่ายก็กลายเป็นยากโดยไม่จำเป็น ยิ่งหนังพล็อตไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากนักเลยด้วย

ซึ่งตรงนี้เป็นข้อพลาดร้ายแรงที่หนังไม่สามารถทำให้เราเชื่อในตัวละครเอกได้ พอไม่อิน มันจะนำพาไปเจออะไรก็กลายเป็นเรื่องทะแม่ง ๆ ไปเสียหมด

หนังมีประเด็นสะท้อนสังคมผ่านผี ว่าด้วยเรื่องของการส่ง-รับเทคโนโลยีโซเชี่ยลเน็ตเวิร์ค ความแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของข่าวสาร ที่อาจไม่ทันได้ไตร่ตรองและนำภัยมาหาผู้คนที่เล่นเอง ซึ่งทำให้ชวนนึกถึงพวกภาพข่าวโหด ๆ ที่บางคนชอบแชร์ทั้งที่ไม่มีใครร้องขอ หรือแม้แต่การไลฟ์สดการฆ่าตัวตายหรือความรุนแรงต่าง ๆ เรีกว่าหนังมีจุดตั้งต้นเรื่องที่น่าสนใจทีเดียวที่จะสะท้อนสังคม จนเป็นชื่อหนังที่สื่อชัดเจนว่า ไวรัล ผีโทรศัพท์ แต่ก็น่าเสียดายที่คำว่าไวรัลไม่ได้ถูกเอามาใช้เลย มีเพียงบทสนทนาสั้น ๆ ว่าใครได้รับภาพผีไปจะเป็นยังไงหว่า ซึ่งในเรื่องก็ไม่แสดงผลของความใจไวของวัยรุ่นจุดนี้อย่างจริงจังเลย ตัวละครหนึ่งที่ตายก็ดูเป็นเรื่องความบังเอิญมากกว่าผลของการส่งแชร์ไม่คิด จนแปลกใจที่หนังพลาดประเด็นที่เอามาคิดเป็นพล็อตหนังเองไปได้อย่างไร

แถมหนังยังมีความไม่สมจริงมากมายที่บางครั้งทำเอาต้องหัวเราะในความแฟนของตัวละคร ที่แม้ผีจะออกมาหลอกหลอนขนาดไหนแต่ก็ยังคงใช้กล้องมือถือถ่ายไปอยู่อย่างนั้น ทั้งการเฉลยวิธีปราบผีก็เป็นการคุยกันโดยนึกคิดกันเอาเอง ราวกับอยู่ดี ๆ ก็บรรลุฌานวิเศษกันขึ้นมาแล้วก็บังเอิญเดาถูกเป๊ะเสียอย่างนั้น โดยไม่ได้ใส่คำใบ้ที่เพียงพอจะยอมรับได้ว่าทำไมต้องปราบผีด้วยวิธีนี้

จุดที่หนังทำได้อย่างยอดเยี่ยมกลับกลายเป็นการสร้างบรรยากาศการเดินหาผีในความมืด ที่ทั้งเสียงภาพ ฉาก ส่งให้ขนลุกเกรียวได้ แต่ก็เหมือนเป็นฉากไม้ตายที่คิดมาแล้วหาทางดันพล็อตมาให้ใช้สถานที่แบบนี้ให้ได้ เราเลยไม่ค่อยอินในการที่ตัวละครจะต้องมาทำอะไรเสี่ยง ๆ ในตึกร้างกันเพียงลำพัง เพราะจริงแล้วมันมีทางออกอื่นอีกมากมายที่หนังเลือกจะข้ามไม่อธิบายว่าทำไมตัวละครเลือกวิธีนี้ทันที จริง ๆ การสร้างเหตุผลกดดันตัวละไล่บี้ให้เหลือทางเดียว และเป็นทางที่เสี่ยงที่สุด น่าจะสร้างความรู้สึกร่วมกับคนดูได้มากกว่านี้ด้วย

การใช้เกมเสมือนจริงในพื้นที่จริง ก็นับว่าแปลกใหม่พอสมควร โดยเฉพาะระบบการเล่นแบบที่ผุ้เล่นคนหนึ่งสร้างบ้านผีและจุดผีหลอก ให้ผู้เล่นอีกคนเข้าไปเล่นและตามหาผ้ายันต์เพื่อจบเกม ก็สามารถสร้างโมเม้นท์การแกล้งหรือทำลายมิตรภาพจอมปลอมของกันและกันได้ไม่ยาก แต่หนังก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์ตรงนี้นัก แล้วกลับไปใช้เกมนี้ในแบบที่ทำลายความรู้สึกคนดูเสียด้วยซ้ำ เพราะในแากที่ตัวละครเคลียร์ใจกลับมาสนิทกันแล้ว แต่ต้องมาเล่นเกมนี้อีกครั้ง ไอ้เพื่อนที่เป็นคนต้องสร้างฐานก็เหมือนลืมไปว่ามาเล่นเพื่อปราบผีไม่ได้กะเอาให้เพื่อนสติแตกตาย พี่ท่านก็ประเคนผีมานับครั้งไม่ถ้วน แถมยังประวิงเวลาให้เพื่อนเดินวนไม่ให้จบเกมทั้งที่ไม่มีความจำเป็นอะไรขนาดนั้นเลย ซ้ำยังหัวเราะคิกคักอีก มันก็กลับไปจุดที่ว่าแล้วจะให้เชื่อได้ไงว่าสองคนนี้มันคือเพื่อนกัน พอมาฉากท้ายเราเลยยิ่งรู้สึกเฉยกับคู่เพื่อนนี้ไปใหญ่

ว่ากันตามตรงหนังมีวัตถุดิบที่น่าสนใจเยอะมาก ทั้งเกมเออาร์ที่มาเจอผี การส่งต่อรูปผีที่ทำให้ผีไปตามหลอกหรือฆ่าตัวละครที่ได้รับ ปมความขัดแย้งระหว่างเพื่อนที่ซ่อนลึก ๆ ในใจของกันซึ่งขยายพล็อตดราม่าได้เข้มข้น นักแสดงระดับชั้นดีที่สามารถเล่นบทบาทอะไรก็ได้ แต่หนังก็พลาดในการสร้างอารมณืร่วมอย่างน่าเสียดาย โดยยังไม่นับเรื่องกราฟฟิกเกมที่คนเล่นเกมมือถือประจำดูยังไงก็ไม่เชื่อ เมคอัปผีที่เคยทำได้ดีมาก ๆ ในโรงเรียนผี มาเรื่องนี้ดูธรรมดาไป แถมผียังเดินเตร่ไปทั่วไม่มีทีท่าสนใจจะเข่นฆ่าคุกคามชีวิตตัวละครเลย เหมือนแค่อยากมาให้เห็นเฉย ๆ จนขาดความกดดันไปอีก ผลลัพธ์จากความผิดบาปบทลงโทษคนส่งคนรับที่ไม่ชัดเจน ปมและการเดินเรื่องที่เดาง่ายเกินไป และการตัดต่อที่เหมือนนึกอะไรไม่ออกแล้วใช้เฝดภาพตลอดจนรู้สึกได้ว่ามากไป การตัดต่อเล่าเรื่องที่พยายามจะหลอกช่วงเวลาให้เดาไม่ได้แต่ดันไม่ได้ผลอะไรกับเนื้อเรื่องเลย รมถึงบางฉากการกำกับอารมณ์ดูไม่ปะติดปะต่อ ก็เป็นอีกหลายโจทย์ที่ทำลายตัวหนังเอง

หนังน่าจะตอบโจทย์เด็กวัยรุ่นที่แสวงหาหนังบรรยากาศน่ากลัว ๆ สนุกกับการดูตัวละครเข้าไปหาที่ตายเอง และไม่ชอบความซับซ้อนต้องคิดอะไรมากมายนัก ถือว่าทำเจาะกลุ่มนี้ได้โอเคครับ

ไปดูวิธีแก้ในหนัง ก่อนพวกเขาและเธอจะส่งคลิปผีไปให้คุณ รีบซื้อกดที่รูปเลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!