ต้องบอกว่าปีนี้เป็นปีของแมนเชสเตอร์จริง ๆ โดยเฉพาะการปล่อยอัลบั้มใหม่ของสองพี่น้องกัลลาเกอร์ ที่ต่างก็ทะลุขึ้นชาร์ตอันดับ 1 ของอังกฤษ ไหนจะสารคดี Supersonic ที่ทำให้เราอยากจะต่อยอดแรงบันดาลใจของพวกเขาในยุค 80 และแน่นอนว่านอกจาก The Stone Roses แล้ว The Smiths คือหนึ่งในสุดยอดวงอัลเทอร์เนทีฟจากแมนเชสเตอร์ในยุคนั้น เช่นเดียวกับชื่อของ มอร์ริสซีย์ และ จอห์นนี มาร์ ที่ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในตำนานของดนตรีบริทร็อค หากแต่วงดนตรีที่มีอายุสั้น ๆ เพียง 5 ปี ออกอัลบั้มมา 4 ชุดแต่ทำไมถึงมีแต่เสียงสรรเสริญและเป็นแรงบันดาลใจอย่างเงียบ ๆ ให้กับวงจากแมนเชสเตอร์รุ่นหลัง ๆ ได้จนป่านนี้

หนุ่มน้อยมอร์ริสซีย์ในวันที่ยังสับสน

‘England Is Mine’ เป็นหนังสารคดีอัตชีวประวัติของมอร์ริสซีย์ หรือ สตีเฟ่น แพทริค มอร์ริสซีย์ (รับบทโดย แจ็ค โลว์เดน นายทหารสุดหล่อจาก Dunkirk) ในวัยหนุ่มช่วงเวลาก่อนก่อตั้งวง The Smiths โดยเป็นช่วงที่เขาทำงานในสรรพากร แต่ขณะเดียวกันมอร์ริสซีย์ก็หมกมุ่นและหลงไหลในความเป็นกวีและดนตรีจากชนชั้นแรงงานในยุค 60 ในเวลานั้นเขาได้พบกับ ลินเดอร์ สเตอร์ลิง ศิลปินสาวเพื่อนสนิทที่มีอิทธิพลให้เขาสนใจในการร้องเพลง รวมทั้ง จอห์นนี มาร์ มือกีตาร์คู่กัดของเขา ทั้งที่ในเวลานั้นเขายังเป็นเพียงหนุ่มขี้อายที่ไม่กล้าแม้กระทั่งจับไมค์ปลดปล่อยเสียงของตัวเอง หนังเรื่องนี้ได้ มาร์ค กิลล์ มานั่งแท่นผู้กำกับ พร้อมกับ ออเรียน วิลเลียมส์ โปรดิวเซอร์จาก Control สารคดีชีวประวัติของ เอียน เคอร์ติส ร็อคสตาร์ผู้ล่วงลับแห่ง Joy Division (สุดยอดวงโพสต์พังก์ในตำนานแห่งแมนเชสเตอร์ยุค 70) ขณะในบ้านเรานั้น England Is Mine เป็น 1 ใน 4 ภาพยนตร์อินดี้จากโครงการ ‘หนังผมไม่เล็กนะครับ’

แรงบันดาลใจจากหนังที่ทรงพลัง

จุดเด่นของ England Is Mine คือความครบเครื่องทั้งในเรื่องของโปรดักชันและเมสเซจหลัก ๆ ที่ผลักดันตัวมอร์ริสซีย์ให้พลิกตัวเองขึ้นมานั้นเรียกว่าลงตัว กลมกล่อมมาก ๆ ผสมผสานกับงานภาพที่สวยในโทนเย็น ๆ ในแบบราบเรียบ สะท้อนวันฝนพรำที่เห็นกันจนชาชินในแมนเชสเตอร์ ตัวหนังจะเน้นให้น้ำหนักไปที่มุมมอง การสำรวจความรู้สึกนึกคิดของมอร์ริสซีย์ค่อนข้างเยอะ พยายามถ่ายทอดว่าเด็กหนุ่มผู้ชอบรำพึงรำพันผ่านตัวหนังสือนั้น มันมีอะไรต่างจากชาวบ้านในยุคนั้น และไอ้ความหลงไหลในดนตรีนั้นมันพลุ่งพล่านอยู่ในใจแค่ไหน ซึ่งส่วนตัวรู้สึกได้ว่าหนังทำออกมาได้ไหลลื่นดูง่ายดี แคสของนักแสดงก็ยอดเยี่ยม เพราะ แจ็ค นั้น เป็นมอร์ริสซีย์ที่เหมือนมาก ดูแล้วนึกถึงพวก แอชตัน คุชเชอร์ ที่มารับบทเป็น สตีฟ จ็อบส์ ตอนที่ยังงมโข่งอยู่ในโรงรถอยู่ อย่างไงอย่างงั้น

แน่นอนว่าหากเทียบกับ Supersonic แล้ว มันอาจเทียบไม่ติดในแง่ของวิธีการเล่าหรือมีฉากที่ทรงพลังมากมายนัก England Is Mine จะค่อนข้างเดินไปเรื่อย ๆ เอื่อย ๆ ซึมกะทือเหมือน มอร์ริสซีย์ นั่นแหละ แต่ระหว่างทางมันมีคำพูดดี ๆ ที่ค่อย ๆ ร้อยเรียงมาเรื่อย ๆ และหาจุดลงตัวที่ชัดเจน เอาจริง ๆ ไอ้เมสเซจในหนังนี่มันคงทำหลายคนที่ดูจะเคลิ้ม ๆ อยู่ดี ๆ จุกได้เหมือนกัน โดยเฉพาะกำลังใจจากครอบครัวในวันที่หนุ่มมอร์ริสซีย์ตีบตันและหลงทางในชีวิต

‘นั่นสิ ก็ถ้ารู้ว่าพยายามขึ้นกว่าคนอื่นอีกนิดหน่อย มึงก็จะเป็นตำนานแล้ว มึงก็จะได้สิ่งที่มึงต้องการแล้ว!’

จุดเด่นของ The Smiths คือภาษาที่สละสลวยในการใช้คำมาเขียนเพลง ซึ่งจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากพื้นฐานความเป็นนักเขียนและกวีของ มอร์ริสซีย์ หนังเน้นย้ำในจุดนี้มาก มากจนกระทั่งผมเองก็อยากให้นักดนตรีบ้านเราหลาย ๆ วง ไม่ใช่แค่วงน้องใหม่ที่เพิ่งขึ้นเวทีมา 2-3 ปี แต่หมายรวมถึงวงหลัก 10 ปีนิด ๆ ที่มาโตเอาตอนยุคมิลเลนเนียมได้มาดูด้วย เพราะมีน้อยวงมากที่จะเขียนเพลงภาษาสวย ๆ เนื้อหาดี ๆ ที่ฟังแล้วรื่นหู เพราะพวกนั้นเอาแต่จะโชว์ของปล่อยของในเรื่องความจัดจ้านของซาวน์ ทำเอามันส์ ทำเอาใจคนฟัง สุดท้ายเป็นไง เมืองไทยเป็นเมืองที่ pop culture ล่มสลายไปแล้วอย่างไม่เป็นทางการ จับต้องไรไม่ได้เลยในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา และยังหาโหยหาอดีตเหมือนอย่าง The Smiths ไง

Play video

Play video