Connect with us

ภาพยนตร์

“เจมส์ บอนด์ คนใหม่” จะเปลี่ยนไปอย่างไร ? หลังจาก “แดเนียล เคร็ก” บอกลาไปแล้ว

ชะตากรรมของ “เจมส์ บอนด์” คนใหม่จะเป็นอย่างไร เมื่อ แดเนียล เคร็ก ได้บอกลาบทสายลับชื่อดังนี้ไปแล้ว

ผู้ชม 5,599 ครั้ง!

ชะตากรรมของ “เจมส์ บอนด์” คนใหม่จะเป็นอย่างไร เมื่อ แดเนียล เคร็ก ได้บอกลาบทสายลับชื่อดังนี้ไปแล้ว

แดเนียล เคร็ก จะกลับมารับบท เจมส์ บอนด์ เป็นครั้งสุดท้าย ซึ่งมีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า Bond 25 โดยมีกำหนดฉายในปี 2019

บาร์บารา บรอคโคลี ผู้อำนวยการสร้างแฟรนไชส์ เจมส์ บอนด์ ได้กล่าวกับทาง Daily Mail เกี่ยวกับอนาคตของสายลับ 007 ที่ผู้คนทั่วโลกต่างจับตามองนี้ว่า แฟรนไชส์นี้ได้ถูกพัฒนาไปตามกาลเวลา ซึ่ง “อะไรก็เกิดขึ้นได้ !” และไม่ได้กล่าวชัดเจนว่าจะเปลี่ยนคาแรคเตอร์เป็นชายผิวสีหรือผู้หญิงหรือไม่

ก่อนหน้านี้ แฟนๆของแฟรนไชส์ เจมส์ บอนด์ ได้เสนอไอเดียว่าอยากจะให้ “ไอดริส เอลบา” และ “ชาร์ลิซ เธียรอน” มารับบทนี้ด้วย

นอกจาก ไอดริส เอลบา และ ชาร์ลิซ เธียรอน แล้ว ยังมีนักอีกหลายคนที่แฟนๆมองว่ามีความเหมาะสมในการรับบท เจมส์ บอนด์ เช่น ทอม ฮิดเดิ้ลสตัน หรือ ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์ เป็นต้น

James Bond 25 มีกำหนดฉายวันที่ 8 พฤศจิกายน 2019

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Wildlife: เข้มแข็งไว้ถึงแม้ ‘พ่อแม่จะรังแกฉัน’

Published

on

ในช่วงเวลาที่ด้านมืดของชีวิตคู่ เริ่มถูกพูดถึง เริ่มกลายมาเป็น topic อันโอชะของบรรดาสื่อมวลชนที่เอามาหากินเรียกยอดวิวบนหน้าฝีดโซเชียล ขณะที่ยังมีผู้คนอีกมากยังติดกับดักภาพจำจากหนัง ละคร ที่มาพร้อมพลอตโลกสวย โตมาฝังใจกับโลกที่มีเพียง พระเอกเพียบพร้อม นางเอกแสนดี ตัวร้าย ตัวอิจฉา ที่ชาตินี้ยังไงก็ไม่มีวันสมหวัง และเส้นชัยที่ตัดสิน ‘ผู้ชนะ’ ที่งานแต่งงาน ซึ่ง Wildlife ถือว่ามาถูกจังหวะมาก กับหนังที่โอบอุ้มเอาเหรียญอีกด้านอันหมองหม่นของชีวิตครอบครัวมาเล่าผ่านมุมมองของตัวละครที่อยู่สถานะ ‘ลูก’ ท่ามกลางความขัดแย้งกันของพ่อแม่

น่าสนใจไม่น้อยเลยตรงที่ Wildlife เป็นหนังที่ พอล ดาโน่ มาทำหน้าที่เขียนบท และกำกับเองเรื่องแรก ซึ่งงานของนายฝรั่งหน้างง ๆ คนนี้ได้รับเสียงวิจารณ์ต่างประเทศในระดับดีเลยทีเดียว โดย Wildlife ถูกแปลงมาจากนิยายของเจ้าของรางวัลพูลิตเซอร์ ริชาร์ด ฟอร์ด พูดถึงครอบครัวบรินสัน ที่ย้ายมาตั้งรกรากใหม่ในมอนทานา สหรัฐอเมริกา มีเจอร์รี (เจค จิลเลนฮาล) เสาหลักครอบครัวทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ในสนามกอล์ฟ, เจนเนต (แครี มัลลิแกน) ภรรยา รับหน้าที่เป็นแม่บ้าน และลูกชาย โจ (เอ็ด อ็อกเซนโบลด์) 

จุดเปลี่ยนสำคัญสำคัญของครอบครัว คือ การที่ เจอร์รี ต้องตกงานกระทันหัน ทำให้ครอบครัวเจอปัญหาการเงิน ซึ่งเจอร์รีผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวก็ตัดสินใจทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ดับไฟป่า ซึ่งได้เงินเพียงชั่วโมงละเหรียญฯ และจะต้องห่างครอบครัวไปไกล ทำให้ เจนเนต ต้องออกไปหางานทำเพิ่มเพื่อช่วยจุนเจือครอบครัว มุมมองและการตัดสินใจที่ไม่ลงรอยกันของชายหญิงทั้ง 2 กลายเป็นความคุกรุ่นของความสัมพันธ์ในครอบครัว ความไกลห่าง ความไม่เชื่อใจกันและกันที่ก่อตัวขึ้น สร้างรอยแตกร้าวครั้งใหญ่ที่ทำให้ชีวิตของทั้ง 3 คนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

Wildlife เดินเรื่องไปแบบเรียบ ๆ แต่ไม่รู้สึกถึงความเนือยอะไรเลย ทุกโมเมนต์ของหนังเรียงลำดับแต่ละซีนได้น่าสนใจ โดยเฉพาะการดึงอารมณ์ของตัวละครพุ่งออกมาแทรกซึมมาถึงคนดูทีละเล็กละน้อยจนเริ่มรู้สึกถึงความหนักหน่วง ความกดดัน ความสับสนที่เกิดขึ้นในใจ ซึ่งแม้ว่าตัวละครในเรื่องจะไม่ได้ตัดสินใจกระทำอะไรที่เซอร์ไพรส์ออกไปมากนัก แต่มันก็สวยงามกลมกล่อมในพื้นฐานของความเป็นจริง As a matter of fact นั่นแหละ ไม่มีฟุ้งเฟ้อ ไม่หลุดกรอบ เน้นไปที่อารมณ์ของเด็กหนุ่มที่แบกรับความกดดันล้วน ๆ เรียกว่ามีพลอตที่รัดกุมดีเยี่ยมเลยสำหรับเรื่องแรกของ พอล ดาโน่

Wildlife เผยให้เห็นถึงความเปราะบางในครอบครัว ที่มันละเอียดอ่อนในเรื่องของความเข้าใจ การให้อภัยและโอกาสกันและกันไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง การพิพากษา การตัดสินคน ๆ หนึ่งในวันนี้ว่าเขาจะเป็นแบบนี้ไปตลอดมีอยู่จริง เป็นเรื่องซับซ้อนเกินกำลังที่เราอยากให้ทุกคนมีความเข้าใจและใจกว้างดั่งอุดมคติ ฉะนั้นแล้วมันเหลือเพียงความไม่แน่นอน การจากลาและการดำรงอยู่หลังความเจ็บปวดของมนุษย์ เราจะอยู่กับมันได้แค่ไหน หนังเรื่องนี้ตั้งคำถามและทิ้งข้อคิดหนัก ๆ ไว้ดีเกินคาดจริง ๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Collector คนประกอบผี: สมราคาเข้าชิงรางวัลซีรีส์ยอดเยี่ยมของเอเชีย

Published

on

By

เรื่องย่อ

ข่าวการค้นพบชิ้นส่วนศพแขนซ้ายปริศนากลายเป็นสิ่งที่คนกำลังให้ความสนใจ ชิ้นส่วนศพที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร!!! ไม่รู้ที่มา!!! ไม่รู้สาเหตุการตาย!!! แต่สำหรับ “ปาย” ตั้งแต่เขาได้พบชิ้นส่วนศพนั้นก็มีเหตุการณ์แปลกๆ เกิดขึ้นกับเขา บางครั้งเขารู้สึกว่าเขาไม่ได้อยู่คนเดียวในห้อง!!! เริ่มเห็นภาพหลอนของชิ้นส่วนศพ!!! รวมไปถึงการเห็นผู้หญิงคนหนึ่งในห้องหายตัวไปต่อหน้าต่อตา!!! เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้เขาเริ่มสงสัยว่าชิ้นส่วนศพปริศนาเกี่ยวข้องกับตัวเขา และเมื่อเขาเริ่มค้นหาความจริง เขาก็พบว่าชิ้นส่วนศพนั้นอาจจะเกี่ยวข้องกับ “วิรินทร์” แฟนเก่าที่เลิกกันไป และเป็นผู้หญิงที่เขารักมากที่สุด!!!!!

เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ เจ้าพ่อการ์ตูนและมือเขียนบทสายจิตสายสยองสายหักมุม กลับมาพร้อมงานที่กำกับด้วยตัวเอง ร่วมด้วยกฤษดา คณิวิชาภรณ์ ภายใต้หลังคาของค่าย ภาพดีทวีสุข (ซีรีส์ โลกโซเชีย ล) สตูดิโอรายการโทรทัศน์ในเครือ GDH559 ที่สร้างผลงานแนวสร้างสรรค์ดาร์ค ๆ ผ่านทางไลน์ทีวีมาอย่างต่อเนื่อง จริง ๆ ตัวซีรีส์นั้นเริ่มฉายตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาและได้ดำเนินต่อเนื่องจนจบไปแล้ว ส่วนตัวฉบับตัดต่อใหม่เป็นหนังยาวนี้ก็ได้มีการฉายแบบปิดโรงฉายไปที่โรงหนังพารากอนเมื่อวันที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2561 แล้ว

แต่ที่ต้องหยิบมารีวิวอีกครั้งเพราะตัวซีรีส์นี้ได้เข้าชิงรางวัล Asian Television Awards 2018 เทศกาลของคนทีวีทั่วเอเชียถึง 3 รางวัลด้วยกัน คือ

  • บทซีรีส์ยอดเยี่ยม (เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ และวาสุเทพ เกตุเพ็ชร์)
  • ถ่ายภาพซีรีส์ยอดเยี่ยม (ชัยพฤกษ์ เฉลิมพรพานิช)
  • ซีรีส์ที่ฉายผ่านทางช่องทางดิจิทัลยอดเยี่ยม

จุดเด่นของหนังและซีรีส์ชุดนี้ที่เด่นสุดก็คือ บท สมดังที่เข้าชิงรางวัลนั่นเองครับ เพราะจินตนาการสุดบรรเจิดที่เราไม่เคยเห็นจากที่ใดมาก่อนเป็นเนื้อหาออริจินัลมาก ๆ เมื่อ ปาย (ไอซ์ซึ ณัฐรัตน์ นพรัตยาภรณ์) นักวาดการ์ตูนแนวสยองขวัญเกี่ยวกับมนุษย์ที่โดนสาปให้กลายเป็นปีศาจแล้วต้องฆ่าคนเลวเพื่อสะสมชิ้นส่วนร่างกายเพื่อคืนกลับเป็นมนุษย์อีกครั้ง ถูกสะท้อนไปกับชีวิตจริงของเขาในขณะนี้ที่วิญญาณของแฟนเก่าที่เขาเชื่อว่าถูกฆ่าหั่นศพนั้นกลับมาหลอกหลอนเขา ที่เจ๋งมากคือชิ้นส่วนร่างกายของผีนั้นแต่ละส่วนจะเกาะติดอยู่กับคนที่ร่วมกันฆ่าเธอ และมีเพียงปายเท่านั้นที่เห็น แม้จะเลิกกันไปนานแล้วแต่เป็นหน้าที่ของปายที่ต้องทำตามสัญญาที่เคยให้กันว่าจะอยู่ด้วยกันตลอดไป และตามฆ่ากลุ่มฆาตกรเพื่อรวบรวมชิ้นส่วนวิญญาณมาประกอบเป็นร่างของแฟนสาวของเขาเพื่อไปสู่สุคติอีกครั้ง

 

สมดังชื่อเรื่อง The Collector คนประกอบผี 

แต่! แต่นั่นยังไม่ใช่ทั้งหมดของความจริงครับ ในขณะที่ปายเริ่มดำดิ่งกับการล้างแค้นและตามล่าฆาตกรจนเขาเหมือนปีศาจเข้าทุกที ซึ่งไอซ์ซึเล่นดีเลยล่ะครับเสียดายไม่ได้ชิงรางวัลอะไร ฉบับหนังอาจอารมณ์ไม่ค่อยเนียนในการกลายสภาพตรงนี้ แต่ในซีรีส์ที่มีเวลาเล่นมากกว่าจะเห็นการเปลี่ยนจิตใจที่ลื่นกว่า แล้วระหว่างที่เราก็เริ่มหมกมุ่นไปกับปายนั้นเอง หนังก็พลิกสถานการณ์กลับไปกลับมาทั้งเรื่องตัวจริงของฆาตกร และการเผชิญหน้ากับวิญญาณได้น่าสะพรึงมาก น่าชื่นชมมาก สดใหม่มาก เรื่องหนึ่งเลย อยากให้ลองชมกันเอง (อยากสปอยล์มากนะ 55)


งานด้านภาพของหนังนี่ก็เด่นมาก ประทับใจกับการออกแบบฉากและการสร้างมุมกล้องที่เจ๋ง ๆ หลายอย่างทั้งการถ่ายมุมเหนือหัวบนทางเดินในคืนฝนพรำที่สวยมากฉากหนึ่งเลยล่ะ ทั้งการถ่ายภาพแบบเห็นผีที่หางตา หรือตามเงาสะท้อนต่าง ๆ เจ๋งมาก ๆ

ก็อยากให้เป็นอีกหนึ่งคอนเท้นท์ออริจินัลของไทยที่ประสบความสำเร็จในเวทีระดับนานาชาตินะครับ ถ้าไปเข้าตาต่างชาติซื้อบทไปทำหนังใหญ่ด้วยคงโคตรเจ๋งเลย

ใครสนใจติดตามชมย้อนหลังได้ทางไลน์ทีวีเลย

EP1 > https://tv.line.me/v/2701978
EP2 > https://tv.line.me/v/2729079
EP3 > https://tv.line.me/v/2775461
EP4 > https://tv.line.me/v/2819700
EP5 > https://tv.line.me/v/2860032
EP6 > https://tv.line.me/v/2893563

ฉบับหนังยาว (ตัดต่อใหม่จากตัวซีรีส์)
Movie version > https://tv.line.me/v/2920617

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] The Ballad of Buster Scruggs: เมื่อพี่น้องโคเอนคารวะเหล่าคาวบอยได้แสนแซ่บ Red Dead Redemption ยังต้องอาย

Published

on

By

The Ballad of Buster Scruggs เป็นหนังฉายลงเน็ตฟลิกซ์ ที่ได้ผู้กำกับสายรายวัลเข้มข้นอย่างพี่น้องโคเอน ทั้งโจเอล และอีธาน มาเขียนบทและกำกับร่วมกัน โดยเนื้อเรื่องจะเป็นบท ๆ แยกส่วนกันจำนวน 6 บท เรียงร้อยผ่านหนังสือนิยายแนวคาวบอยชื่อเรื่องว่า The Ballad of Buster Scruggs ซึ่งมีบทแรกของหนังเป็นชื่อเดียวกับหนังสือด้วย โดยก่อนจะเข้าแต่ละบทหนังจะใบ้เราด้วยหน้ารูปภาพของบทนั้น ๆ เหมือนหนังสือเก่า ๆ และมีข้อความที่สำคัญในตอนนั้น ๆ โดยเราจะยังโยงไม่ถูกว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งขอบอกเลยว่าลีลาแพรวพราวของพี่น้องโคเอนเขาสำแดงฝีมือกันเต็มที่ บทสนทนาและการเดินเรื่องน่าสนใจ และคาดเดาได้ยากมาก ทุกจังหวะคือความเซอร์ไพรส์คนดูตลอดเวลา คือถ้าลองเริ่มดูไปแล้วจะมีแต่ความอยากใคร่รู้ ไม่มีเบื่อเลยจริง ๆ

ตอนที่ 1 The Ballad of Buster Scruggs

ว่าด้วยเรื่องราวของ บัสเตอร์ สครักส์ (ทิม เบลก เนลสัน) สิงห์ปืนไวเจ้าสำอางผู้ชื่นชอบการร้องเพลง แม้เขาดูไม่ชอบการมีเรื่องแต่ด้วยชื่อเสียงและเงินค่าหัวที่ติดตัวเขามาทำให้ทุกวี่วันและที่หนแห่งที่เขาไปล้วนแต่เกิดปัญหาขึ้น “ในโลกตะวันตกจากเรื่องหนึ่ง ๆ อาจจะบานปลายกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งได้เสมอ บางทีผมน่าจะหันไปทำธุรกิจรับจัดงานศพด้วย” สครักส์บอกกับผู้ชม และก็เป็นดั่งเขาว่า นี่เป็นตอนที่คารวะความเป็นตะวันตกในยุคหนังเพลงได้ดีมาก ทั้งกลิ่นอาย การยั่วล้อ ความรุนแรงและขำขัน เป็นการเปิดตัวหนังได้อย่างสนุกเพลิดเพลินมาก

ตอนที่ 2 Near Algodones

ว่าด้วยเรื่องของ คาวบอยหนุ่ม (เจมส์ ฟรานโก้) ที่หวังปล้นธนาคารใกล้เมืองอัลโกโดเนส ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีนายธนาคารแก่ที่รับมือโจรเก่งที่สุด เล่าเท่านี้ล่ะ เพราะหนังพาเราไปเจอความไม่แน่นอนของชีวิตแบบสไตล์บ้านป่าเมืองเถื่อนได้สนุกมาก ฟรานโก้เปลี่ยนลุคจนเกือบนึกไม่ออก คราวนี้มามาดนิ่ง ๆ แต่ก็แฝงความกวนและความหล่อได้เหมือนเดิม เป็นตอนที่สนุกแบบบันเทิงเลยล่ะ

ตอนที่ Meal Ticket

ในโลกตะวันตกไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของคาวบอยและการดวลปืนเท่านั้น ชีวิตปุถุชนทุกคนล้วนต้องการความบันเทิงในโลกอันจืดชืด ตอนนี้ว่าด้วยเรื่องของคณะนักแสดงเร่ร่อนที่เดินทางไปแสดงในแต่ละเมือง โดยมีหัวหน้าคณะเป็นชายวัยกลางคน (เลียม นีสัน) ที่ต้องดูแลศิลปินพิการทั้งแขนขา (แฮร์รี่ เมลลิ่ง) หากแต่ฝีปากในการเล่าเรื่องนั้นชวนฝันและเปี่ยมแรงบันดาลใจ ตอนนี้เป็นตอนที่ไต่ละดับลงมาสัมผัสชีวิตคนทั่วไปในโลกตะวันมากขึ้น และเปลี่ยนมู้ดของเรื่องได้อย่างน่าชื่นชม เป็นแนวดราม่าสายสัมพันธ์ของคนที่ดีมาก ๆ ครับ อันนี้ต้องชื่นชมทั้งเลียม นีสัน และโดยเฉพาะแฮร์รี่ เมลลิ่ง จากเจ้าหนูที่เล่นเป็น ดัดลีย์ เดอร์สลีย์ ญาติสุดแสบของแฮรี่ พ็อตเตอร์ มาเล่นเป็นศิลปินพิการที่ใช้สายตาเล่นเสียส่วนใหญ่ก็กินใจมาก ฉากสุดท้ายที่เขาชะเง้อมองตามนี่สุดจริง ๆ

ตอนที่ 4 All Gold Canyon

อีกเสน่ห์ของโลกตะวันตกที่ขาดไม่ได้ คงเป็นการขุดทองหวังรวยแบบโครมครามของนักแสวงโชค ในตอนนี้เล่าถึง ชายแก่ (ทอม เวตส์) ผู้ดั้นด้นเข้ามากลางหุบเขาพร้อมลาที่ดูแก่ไม่แพ้กัน เขาสำรวจและเริ่มหาสายแร่ทองคำไปพร้อมกับการพยายามมชีวิตรอดจนกว่าจะเจอกับทองคำ โดยไม่รู้ว่านอกจากธรรมชาติแล้วยังมีสิ่งอื่นที่คอยจ้องมองเขาอยู่ด้วย เป็นตอนที่สวยงามมาก ๆ แสดงบรรยากาศธรรมชาติสุดยิ่งใหญ่ ได้เห็นวิธีหาทองคำที่เพิ่งรู้นี่ล่ะ และยังใส่ความรู้สึกถึงความงดงามแห่งชีวิต ความแก่ ความฝัน การต่อสู้และความหวังได้สวยสุด ๆ เป็นตอนที่ให้ความรู้สึกแบบ The Old Man and the Sea ของ เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ อยู่ไม่น้อยเลยครับ

ตอนที่ 5 The Gal Who Got Rattled

ขบวนคาราวานข้ามแดนผ่านทุ่งหญ้าสุดลูกหูลูกตา และอันตรายที่แวดล้อมซ่อนเร้นรอคอยการคุกคามก็มีไม่น้อยทั้งเผ่าอินเดียนแดง กลุ่มโจร และฝูงสัตว์ร้าย ในตอนนี้อาจเปิดตัวได้ช้าหน่อยเพราะกว่าจะเข้าเรื่องของ อลิส ลองกาโบ (ซู คาซาน) หญิงสาวผู้ต้องย้ายตามพี่ชายเพื่อไปดูตัวกับคนที่ไม่เคยพบในแดนห่างไกล ก็ต้องผ่านฉากสนทนาที่แสบแซ่บไปพอสมควรก่อน และพอเข้าเรื่องก็ไหลลื่นยาวเลย อุปสรรคของผู้หญิงในโลกตะวันตกที่ผู้ชายเป็นใหญ่ถูกสะท้อนผ่านหนังตอนนี้ได้ลึกซึ้งมาก ทั้งเธอที่ต้องแต่งงานตามคำของพี่ชาย ทั้งเด็กรับใช้ที่โกงเงินค่าจ้างแต่เธอก็ต้องพึ่งเขา ทั้งทางออกของปัญหาที่ต้องพึ่งพาผู้ชายแทบทุกอย่าง แม้แต่หมาตัวผู้ของพี่ชายก็ยังมีอำนาจเหนือเธอในบางแง่มุม และตอนจบก็สุดแสนจะเจ็บแสบมาก ไม่อยากสปอยล์ ซู คาซาน เล่นเป็นเด็กสาวที่ไม่มีความมั่นใจและต้องรับมือกับโลกทั้งใบด้วยตัวคนเดียวได้เก่งมากจนต้องชื่นชม

ตอนที่ 6 The Mortal Remains

ถ้านับมาทั้งหมดตอนนี้เป็นตอนที่มีความไต่บันไดดูมากสุด แต่ก็ไม่ถึงกับไม่รู้เรื่องนะ และยังเป็นตอนที่แสดงความเป็นพี่น้องโคเอนได้มากที่สุดด้วย ทั้งบทสนทนาที่ไหลลื่นชวนติดตาม ความพลิกไปมาของเรื่องแม้จะแค่นั่งสนทนากันทั้งตอนก็ตาม และการสร้างบรรยากาศไม่น่าไว้ใจและหวาดกลัวแบบฉับพลันขึ้นมาได้เสียวสันหลังสุด ๆ นี่คือโชว์การเป็นนักเล่าเรื่องที่โคตรเก่งของพี่น้องโคเอนมาก ๆ ตอนนี้เป็นตอนที่มีนัยยะของนามธรรมอย่างความตายและเรื่องเหนือธรรมชาติอยู่ในที ผ่านตัวละครหลากหลายทั้งนักล่าสัตว์ หญิงสูงศักดิ์ คนฝรั่งเศส คนไอริช และคนอังกฤษ และอาจต้องรวมถึงศพและคนขับรถม้าด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องแล้วแต่ใครตีความ แต่ส่วนตัวรู้สึกสนุกกับการดูการสนทนาว่าด้วยมนุษย์ รวมถึงการสะท้อนแง่มุมของความตายมาก เป็นตอนปรัชญาที่ลุ่มลึกขบขัน สยอง และสนุกมาก ๆ ปิดท้ายเรื่องเล่าจากดินแดนตะวันตกอันล่วงพ้นมาแสนนานได้อย่างดีเลยครับ

จุดด้อยของหนังมีเพียงจุดเดียวจริง ๆ ครับคือซีจีบางช่วงดูไม่เนียนแบบลอยเลยล่ะ โดยเฉพาะตัวกวางในตอนที่ 4 นี่ชัดมาก แต่ก็เป็นจุดอ่อนเล็กน้อยมากจริง ๆ เมื่อเทียบกับเรื่องราวสุดเจ๋ง การเล่า การถ่ายภาพ และการตัดต่อ รวมถึงบทเพลง ที่ได้กลิ่นอายตะวันตกโบราณชวนคิดถึงมาก ๆ ใครที่เคยได้ยินว่าดินแดนตะวันตกมันเต็มไปด้วยเรื่องสุดแสนโรแมนติกแล้วไม่เข้าใจ ลองดูเรื่องนี้เลยครับเป็นหนังที่โคตรดีครับอยากให้ลองชมดู มีฉายทางเน็ตฟลิกซ์แล้ว และหวังว่าออสการ์ปีหน้าเราจะได้เห็นชื่อหนังเรื่องนี้เข้าไปโลดแล่นในเวทีประกาศรางวัลด้วยเช่นกัน หลังจากไปคว้ารางวัลบทหนังยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเวนิสมาแล้ว

10/10 ครับเรื่องนี้

ใครเป็นสมาชิกอยู่แล้วชมได้ที่ลิ้งก์นี้เลยครับ https://www.netflix.com/watch/80200267

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!