Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]Darkest Hour ชั่วโมงพลิกโลก – ศึกรอบด้านของบุรุษเดียวดาย เปี่ยมความหมายด้วยประชาธิปไตย

Published

on

วินสตัน เชอร์ชิล รัฐบุรุษอดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ 2 สมัยหาใช่ตัวละครแปลกหน้าในโลกภาพยนตร์ ด้วยจำนวนหนังและซีรีส์ร่วม 70 เรื่องยินยันได้เป็นอย่างดีถึงความเป็น ไอคอนทางการเมืองคนสำคัญของอังกฤษ แต่ใครเลยจะรู้ว่าก่อนการมาถึงของ ทั้งชื่อเสียงและวีรกรรมทางการเมืองอันห้าวหาญกลับมีรูปลักษณ์เป็นเพียงชายแก่ ดื่มหนัก สูบซิการ์จัดแบบมวนต่อมวนจน ฝุ่นควันคละคลุ้งไม่ต่างจากคำติฉินนินทามากมาย ทั้งการเป็นแกะดำของพรรคอนุรักษ์นิยมหรือแม้กระทั่งการได้ชื่อว่าเป็นโมฆะบุรุษพูดพึมพำ ร่างท้วม ขี้โรคแต่กลับไม่ยอมศิโรราบแม้ถูกกดดดันจาก ครม.ให้เจรจาสันติภาพกับนาซี  และ Darkest Hour คือหนังเรื่องนั้นที่นำเสนอ 2-3 สัปดาห์แรกของการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีท่ามกลางข้อกังขาของผู้คนรอบข้าง ได้แทบนั่งเก้าอี้ไม่ติดและยังเปี่ยมรสนิยมในการนำเสนอเรื่องราวช้ำๆที่ถูกเล่ากันจนเกร่อได้อย่างมีชั้นเชิง


Continuous effort – not strength or intelligence – is the key to unlocking our potential.
ศักยภาพคนเราต้องมาจากความมานะอย่างไม่ย่อท้อ หาใช่ความฉลาดหรือพละกำลัง

วินสตัน เชอร์ชิล


ความสนุกประการแรกของ Darkest Hour หาใช่ฉากสงครามปึงปัง ยิงกันสนั่นจอ แต่คือความดุเดือดจากการสร้างขั้วขัดแย้งระหว่าง วินสตัน เชอร์ชิล กับบุคคลรอบข้าง ทั้งในทางการเมืองที่ทั้งพรรคอนุรักษ์นิยมรวมถึงพระเจ้าจอร์จที่ 6 ต่างแสดงความเคลือบแคลงใจต่อสถานะนายกรัฐมนตรีของเขา หรือกล่าวง่ายๆเชอร์ชิลเข้ามารับตำแหน่งแบบหนังหน้าไฟโดยแท้ ดังนั้นใน Darkest Hour เราจะเห็นวินสตัน เชอร์ชิลในฐานะมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆที่ยังกังขาในการตัดสินใจของตัวเองท่ามกลางสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อความล่มจมทั้งตัวเองและประเทศชาติ แถมบ่อยครั้งเรายังรู้สึกได้ว่าเขาต้องต่อสู้เพียงลำพัง ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดผ่านภาษาภาพยนตร์ออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงซึ่งต้องชื่มชม โจ ไรต์ ผู้กำกับเปี่ยมวิสัยทัศน์จาก Atonement ที่สามารถลำดับจัดวางเรื่องราวเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่สร้างประวัติศาสตร์โลกของเชอร์ชิลแบบใกล้ชิดจนเหมือนตัวละครหายใจรดต้นคอคนดูโดยไม่ทิ้งอารมณ์ขันและดราม่าชวนซาบซึ้ง โดยเฉพาะฉากบนรถไฟใต้ดินตอนท้ายที่แสดงถึงความงดงามของประชาธิปไตยเมื่อผู้นำโลกเลือกเสียงประชาชนเป็นแสงสว่างใน “ชั่วโมงอนธการ”  ที่เชื่อว่าใครดูจะต้องประทับใจแน่นอน


Courage is what it takes to stand up and speak; courage is also what it takes to sit down and listen.
นอกจากความกล้าที่จะยืนหยัดพูดในสิ่งที่เชื่อแล้ว ความกล้ายังรวมถึงการนั่งรับฟังคนที่เห็นต่างอีกด้วย

วินสตัน เชอร์ชิล


และคงเป็นเรื่องผิดบาปแน่ๆหากถึงบรรทัดนี้แล้ว ผมไม่กล่าวถึงการแสดงของ แกรี โอลด์แมน ในบท วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งจะว่าไปบทอดีตนายกรัฐมนตรีร่างท้วมพูดพึมพำเหมือนอยู่ในลำคอแทบจะกลายเป็นบทล่ารางวัลสำเร็จรูปไปแล้วสำหรับนักแสดงอังกฤษบนจอภาพยนตร์ เฉพาะเวทีลูกโลกทองคำปีที่แล้ว จอห์น ลิธการ์ด ก็เพิ่งคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายสาขาซีรีส์ก่อนแกรี โอลด์แมน ไปเสียด้วยซ้ำจนการหามุมมองใหม่ๆมาถ่ายทอดตัวละครนี้แทบจะมืดมนอนธการดั่งชื่อเรื่องเลยทีเดียว แต่ดั่งคำคมของวินสตัน เชอร์ชิลที่ว่าคนคิดบวกมักมองหาโอกาสในงานยากๆเสมอ แกรี่ โอลด์แมน เลือกทำวิจัยย่อมๆและสกัดมาเป็นคีย์เวิร์ดทางการแสดงคือการใช้เสียงทั้งฟังคลิปเสียงของเชอร์ชิลตัวจริง อ่านชีวประวัติ ปูมข่าว จนเขาสามารถเก็บมาเป็นข้อมูลเพื่อออกแบบการแสดงทั้งการพูดแบบติดลมหายใจติดขัดเพราะสูบซิการ์จำนวนมาก (ที่โอลด์แมนเองก็เลือกสูบซิการ์จริงๆถึง 400 มวน) รวมถึงลักษณะพื้นฐานตัวละครอย่างการพูดพึมพำ พูดไม่ชัด พูดติดอ่างแต่กลับทำให้ภาพรวมออกมาเหมือนโอลด์แมนได้ขายวิญญาณตนเองเพื่อแลกกับการเป็นวินสตัน เชอร์ชิล จนตลอด 2 ชั่วโมงของหนังคนดูจะรู้สึกเหมือนวินสตัน เชอร์ชิล กำลังเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงของตัวเองอย่างแท้จริง


The pessimist sees difficulty in every opportunity. The optimist sees the opportunity in every difficulty.
คนคิดบวกมักมองหาโอกาสในงานยากๆเสมอ

วินสตัน เชอร์ชิล


แต่กระนั้นอุปสรรคในการสร้างตัวละครวินสตัน เชอร์ชิลก็หาได้หมดไม่.. สิ่งหนึ่งที่ประจักษ์ชัดต่อคนดูมาตลอดคงหนีไม่พ้นการที่ผู้สร้างมักเลือกหยิบจับนักแสดงที่ แก่-อ้วน-ดูขึงขังเจ้าอารมณ์ มารับบทนี้ ต่างจาก โอลด์แมน ที่ขาดคุณลักษณะแบบ “เชอร์ชิล” ทุกประการ แต่ปัญหาด้านกายภาพก็หมดไปด้วยฝีมือของเมคอัพเอฟเฟกต์ คาซูฮิโร ซูจิ ที่ม็อคอัพร่างกายอ้วนท้วมและเสริมปรับแต่งรูปหน้าของโอลด์แมนได้อย่างแนบเนียนจนน่าจะมีโอกาสได้เห็นชื่อศิลปินเมคอัพเอฟเฟกต์คนนี้บนเวทีออสการ์อีกครั้งอย่างแน่นอน


ภาพ The Night Watch ของศิลปิน เรมแบรนต์ ทีมักเน้นแสงสาดลงมาจากที่สูงลงตรงกึ่งกลางภาพ โดยทิ้งพื้นหลังให้เกิดความมืดมิด สร้างแสงเงาในภาพได้อย่างละมุนตา

ภาพจากฉากรัฐสภาเปรียบเทียบการจัดแสงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากงานเขียนของ เรมแบรนต์

แม้กระทั่งฉากเข้าเฝ้าถวายตัวรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างวินสตัน เชอร์ชิลกับพระเจ้าจอร์จที่ 6 ก็ยังได้แรงบันดาลใจจากภาพเขียนของเรมแบรนต์


และแน่นอนว่าเราไม่อาจละเลยงานกำกับภาพและออกแบบเสียงของหนังได้ ตั้งแต่การจัดแสงแบบเรมแบรนต์ที่มักให้แสงสาดมาจากหน้าต่างสูงๆลงมาตกกระทบใบหน้าหรือตัวนักแสดงท่ามกลางแบคกราวด์ที่แทบจะถูกความมืดกลืนกินดุจเดียวกับภาพ Nightwatch (1642)ของเรมแบรนต์ ศิลปินเอกชาวดัตช์ ซึ่งผ่านการคิดมาอย่างดีจากวิสัยทัศน์ของ บรูโน เดลบอนเนล  ผู้กำกับภาพชาวฝรั่งเศสที่เคยออกแบบภาพเท่ๆในหนังโรแมนติกโดนใจเด็กแนวอย่าง Amélie  [2001] และหนังเพลงภาพสุดจี๊ดอย่าง Across The Universe (2007)  ส่วนอีกเรื่องที่ขอพูดถึงเป็นการปิดท้ายคือการออกแบบเสียงอันชาญฉลาดของหนัง โดยขอหยิบยกฉากหลังถ่ายทอดเสียงแถลงการณ์ของเชอร์ชิล ที่หนังจงใจให้เราได้ยินเสียงการขยับร่างกายของเขาทั้งการนำกล่องไม้ขีดเคาะกับราวเหล็กไปจนถึงเสียงฝีเท้าที่ดังสนั่นเพื่อสื่อให้เห็นชายคนนึงที่แบกโลกไว้ทั้งใบได้อย่างคมคาย


We make a living by what we get, but we make a life by what we give.
เราหาเลี้ยงตัวเองจากเงินเดือนที่ได้รับ แต่เราทำชีวิตให้มีความหมายด้วยการให้ผู้อื่น

วินสตัน เชอร์ชิล


และด้วยความประณีตทั้งงานกำกับของโจ ไรต์, การกลายเป็นวินสตัน เชอร์ชิลของแกรี โอลด์แมนแบบเป๊ะทุกกระเบียดนิ้วไปจนถึงงานออกแบบภาพและเสียงก็ทำให้ Darkest Hour กลายเป็นหนังการเมืองที่ทำให้ประวัติศาสตร์กลับมามีชีวิตโดยไม่ทิ้งอารมณ์ขันและแสดงถึงความงดงามของเสรีภาพและประชาธิปไตยได้อย่างน่าประทับใจจนการออกจากโรงภาพยนตร์แล้วมาเปิดทีวีดูข่าวการเมืองบ้านเรากลายเป็นโศกนาฏกรรมไปเลย

Darkest Hour ฉาย 11 มกราคมนี้

 

แสดงความคิดเห็น

ภาพยนตร์

บังเอิญหรือตั้งใจ? ชุดเกราะตัวร้ายใน Black Panther เหมือนชุดเกราะของ “เบจิต้า” ใน Dragon Ball Z

ไมเคิล บี จอร์แดน เป็นแฟนอนิเมะตัวยง และอาจทำให้ชุดเกราะของเขาใน Black Panther ได้รับอิทธิพลการออกแบบมาจาก Dragon Ball Z

Published

on

ผู้ใช้ Twitter นามว่า @Shorty2Die4 ได้สังเกตเห็นสิ่งที่น่าสนใจในเกราะของ Killmonger ตัวร้ายในภาพยนตร์ Black Panther ซึ่งรับบทโดย ไมเคิล บี จอร์แดน และเมื่อนำมาเปรียบเทียบกันก็จะเห็นได้ว่าเหมือนกับชุดเกราะของ “เบจิต้า” ตัวละครจาก Dragon Ball Z อนิเมะที่แฟนๆทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี

ถึงแม้ว่างานดีไซน์ชุดดังกล่าวอาจเหมือนกับชุดของ “เบจิต้า” อย่างไม่ตั้งใจ แต่ถ้าพิจารณาจากที่ ไมเคิล บี จอร์แดน ผู้ซึ่งทุ่มเทรับบท Killmonger อย่างสุดตัว และเป็นผู้หลงใหลในอนิเมะเอามากๆ แล้วนั้น ก็อาจแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลที่เขามีต่อการออกแบบตัวละคร Killmonger นี้ ด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ถึงแม้ว่าการออกแบบจะแตกต่างจากในเวอร์ชั่นคอมมิคค่อนข้างมาก แต่วัตถุประสงค์หลักและแรงผลักดันของตัวละครนี้ยังคงเหมือนเดิม 

ไมเคิล บี จอร์แดน มีชื่อเสียงมากจากภาพยนตร์อินดี้ฟอร์มดีอย่าง Chronicle ของผู้กำกับ จอร์ช แทรงก์, Fruitvale Station ของ ไรอัน คู๊กเลอร์ และได้ร่วมงานกับ จอร์ช แทรงก์ อีกครั้งใน Fantastic Four แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จทั้งด้านรายได้และคำวิจารณ์

ต่อมาเขาได้มีโอกาสร่วมงานกับผู้กำกับ ไรอัน คู๊กเลอร์ อีกครั้งใน Creed ที่ทำให้เขาได้รับคำชื่นชมเป็นอย่างมาก มาจนถึง Black Panther ซึ่งตัวละคร Killmonger ที่เขาได้สวมบทบาทนั้น กลายเป็นหนึ่งในตัวร้ายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในแฟรนไชส์ MCU (Marvel Cinematic Universe) ไปเสียแล้ว

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Destiny:The Tale Of Kamakura : คามาคูระเมืองแห่งความสนุกสนาน

Published

on

ความน่าสนใจของหนังญี่ปุ่นเรื่องนี้คือเป็นการร่วมมือกันครั้งที่ 2 ของผู้กำกับ ยามาซากิ ทาคาชิ และ นักเขียน เรียวเฮ ไซงัง เพราะผู้กำกับยามาซากิ เคยเอาผลงานเรื่องก่อนหน้าของเรียวเฮ มาดัดแปลงเป็น Always Sunset on Third Street หนังไตรภาคที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ทำรายได้รวมไปถึง 26 ล้านเหรียญ แถมยังกวาดรางวัล JAPAN ACADEMY FILM PRIZE ที่เปรียบได้กับออสการ์ของญี่ปุ่นไปถึง 12 รางวัล มาวันนี้ผู้กำกับก็หยิบเอา “Kamakura Monogatari” การ์ตูนเรื่องยาวของ เรียวเฮ ไซงัง มาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์อีกเรื่องหนึ่ง ต้นฉบับนั้นเป็นการ์ตูนที่ประสบความสำเร็จมาก ทำยอดขายรวมไปถึง 10 ล้านเล่ม และเขียนออกมาแล้วถึง 34 เล่ม

หน้าปกฉบับมังงะ

ตัวเอกในหนังสือของ เรียวเฮ ยังคงเป็นนักเขียนไส้แห้งเช่นเคย รอบนี้เป็นเรื่องของ อาจารย์อิชชิกิ มาสะกาซุ นักเขียนนิยายระดับหางแถว ที่พำนักอยู่ในเมืองเล็ก ๆ ชื่อ คามาคูระ หนังเริ่มเหตุการณ์ช่วงที่อิชชิกิ เพิ่งได้แต่งงานกับ อากิโกะ โนกิ สาวน้อยที่อายุอานามห่างกันอยู่มาก ความน่าสนใจของเรื่องอยู่ที่เมืองคามาคูระนี่ล่ะ สมกับชื่อเรื่อง The Tale Of Kamakura เมืองนี้เป็นโลกมหัศจรรย์ตามจินตนาการแฟนตาซีของผู้เขียนที่คามามูระนั้น มนุษย์ ปีศาจ เทพ อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างสันติ คนดูอยู่ในสถานะเดียวกับอากิโกะ คือเป็นคนต่างถิ่นได้เข้ามาพบกับชีวิตมหัศจรรย์ของคามาคูระ ไปไหนมาไหน ก็เจอเทพ เจอปีศาจ เดินถนน นั่งตามร้านอาหารกันดูเป็นเรื่องราวปกติ แม้กระทั่งคนตายไปแล้วก็ยังกลับมาเดินถนนทักทายพูดคุยกันไม่อย่างเคอะเขิน

 

ตอนทีได้ดูตัวอย่างหนัง เข้าใจไปว่าเป็นเรื่องราวรักข้ามภพ เมื่ออากิโกะตายไปแล้วต้องเดินทางไปยมโลก อิชชิกิไม่ยอมรับที่โชคชะตาเล่นตลกกับเขา จึงดั้นด้นเดินทางไปยมโลกและต่อสู้กับปีศาจมากมายเพื่อชิงวิญญาณของอากิโกะกลับมา ดูแล้วชวนให้นึกถึง “What Dreams May Come”(1998) หนังแฟนตาซีโลกหลังความตายที่โรบิน วิลเลียมส์ ต้องไปนรกและสวรรค์ตามหาวิญญาณภรรยา ก็พาลให้เข้าใจว่านี่คือหนังโรแมนติก-แฟนตาซี ได้ดูวีรกรรมทำเพื่อความรัก แต่เอาเข้าจริง ปฏิบัติการบุกยมโลกเป็นแค่เพียงส่วนท้ายของเรื่องเท่านั้น ความน่าสนใจคือการเนรมิตเมืองคามาคูระ ออกมาได้มีสีสัน และมีประเด็นให้เล่าได้มากมาย สมแล้วกับที่ต้นเรื่องมาจากหนังสือการ์ตูนยาว 34 เล่ม ในหนังเราจะเห็นภูติจิ๋ววิ่งเล่นตามลานบ้าน มีกัปปะนั่งข้างทาง มีตลาดที่ปีศาจมาขายของ เข้าร้านเหล้าก็เจอปีศาจมานั่งเมากัน มีกฏระเบียบเรื่องการลงทะเบียนวิญญาณให้คนตายกลายเป็นปีศาจแล้วกลับมาโลกมนุษย์ได้อีก แค่เรื่องนี้ก็หยิบมาเล่าได้อย่างสนุกสนาน แทรกมุกน่ารัก ๆ ได้อีกมาก ยังไม่พออาจารย์อิชชิกิ ยังมีความสามารถในทางสืบสวนและเป็นที่ปรึกษาของตำรวจในการไขคดีที่ปิดไม่ลง และวิธีการสืบสวนอันพิลึกพิลั่นของคามาคูระ ตำรวจจะเข้าทรงคนตายให้มาเล่าสาเหตุการตายก็ดูเป็นแนวทางปกติของที่นี่ ไม่พอแค่นั้นหนังยังแทรกประเด็นเรื่องความลับคาใจในวัยเด็กของอาจารย์อิชชิกิ ที่ผูกมาตั้งแต่ต้นเรื่องแล้วมาพบคำตอบในท้ายเรื่อง โอ้ย!! เรียกว่ามีประเด็นยิบย่อยเต็มไปหมดในคามาคูระเมืองแห่งความสนุกสนานแห่งนี้  ความยาวกว่า 2 ชั่วโมงของหนัง ไหลผ่านไปอย่างรื่นรมย์ ดูไปยิ้มไปตลอดทั้งเรื่อง

ช่วงท้ายของหนังกับฉากบุกยมโลก เห็นได้ถึงความตั้งใจของทีมงาน กับการออกแบบภูมิทัศน์ของยมโลกให้ออกมาแปลกตามีเอกลัษณ์ของความเป็นญี่ปุ่น ก็ถือว่าทำได้น่าสนใจ ออกแบบบ้านเมืองและรูปลักษณ์ของปีศาจในยมโลกให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว แม้เรื่องราวของหนังจะวนเวียนอยู่กับปีศาจ ความพลัดพราก และความตาย แต่ผู้กำกับยามาซากิ ก็คุมโทนหนังให้ออกมาเป็นหนังอารมณ์ดี เต็มไปด้วยอารมณ์ขันเล็ก ๆ น้อย ๆ ระหว่างทาง ได้ยิ้มกับความน่ารักกุ๊กกิ๊กของคู่พระนางที่มีเง้างอนกันเป็นพัก ๆ แม้กระทั่งปีศาจตัวร้ายสุดของเรื่องก็ไม่ได้ดุร้ายน่ากลัวเกินไปนัก ที่น่ารักและได้เสียงหัวเราะสุดในเรื่องนี้ก็คือเจ้าปีศาจกบเขียว ที่ทั้งน่ารักและน่าสงสารเลย

และด้วยความที่เป็นหนังแฟนตาซี Destiny:The Tale Of Kamakura จึงเป็นหนังที่ใช้งานซีจีค่อนข้างมาก โดยเฉพาะไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง ก็เป็นงานที่ถนัดของผู้กำกับยามาซากิอยู่แล้วด้วย เคยได้รับเสียงชื่นชมในเรื่องนี้มาตั้งแต่ตอนเนรมิตรกรุงโตเกียวย้อนยุคใน Always Sunset on Third Street มาถึงเรื่องนี้ก็เห็นได้ชัดถึงพัฒนาการทางด้านงานซีจีของญี่ปุ่น ที่พาบรรดาตัวประหลาด เดินไปเดินมากับนักแสดงได้เนียนตา บรรดาปีศาจในเรื่องที่แปลงร่างได้ก็ดูกลมกลืนกับสภาพแวดล้อม ไม่ออกแนวลิเกฉูดฉาดแบบซีจีในหนังจีน ไม่มีจุดไหนให้สะดุดตา แม้คุณภาพจะไม่เท่าฮอลลีวู้ด แต่ก็ถือว่าดีที่สุดที่เห็นในหนังเอเซียด้วยกันแล้ว

ดารานำทั้งตัว อาจารย์อิชชิกิ และ อากิโกะ ล้วนไม่คุ้นหน้าเลย , มาซาโตะ ซากาอิ เป็นดารามาจากละครทีวีของญี่ปุ่น ไม่มีอะไรให้พูดถึงนัก ส่่วนอากิโกะนั้น ทาคาฮาตะ มิซึกิ นั้นก็มาจากสายละครทีวีเช่นกัน ตัวทาคาฮาตะนั้นไม่ใช่นางเอกสาวสวยในแว่บแรกที่เห็น แต่พอดูไปก็สัมผัสถึงความมีเสน่ห์น่ารักของเธอได้ และด้วยเหตุที่ว่าเป็นหนังที่สร้างจากการ์ตูน การแสดงรวม ๆ จึงดูค่อนข้างจะโอเวอร์แอ็คติ้ง อากัปกิริยาต่าง ๆ จะล้น ๆ เสียหน่อย โดยรวมก็ชื่นชมครับกับ Destiny:The Tale Of Kamakura นึกว่าจะเจอหนังดราม่าฟูมฟายแต่กลับได้ดูหนังแฟนตาซีคอมมีดี้ ดูแล้วอารมณ์ดีฟีลกู๊ดไปกับทุกนาทีของหนัง แม้จะไม่ได้ซาบซึ้งกินใจแบบ Always Sunset on Third Street แต่เรื่องนี้ก็ประทับใจกับสีสันแฟนตาซี ดูแล้วมีความสุข เป็นหนังไร้พิษภัย แถมให้ข้อคิดเรื่องการให้อภัย ความมีเมตตา เหมาะพาเด็ก ๆ ไปดูด้วยครับ เชียร์ เชียร์

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ภาพยนตร์

[รีวิว]Guardians of the tomb ขุมทรัพย์โคตรแมงมุม – เมื่อพี่ออส+จีนอยากทำหนังแบบทูมบ์ไรเดอร์

Published

on

นับตั้งแต่เห็นตัวอย่างหนังก็น่าจะทำให้หลายคนเกิดอาการ ‘เอ๊ะ!คุ้นๆ’ กันเป็นแถว ทั้งกองทัพแมงมุม CG ทั้งพายุทะเลทรายรวมถึงแม่นาง ลีปิงปิง ในชุดเสื้อกล้ามกางเกงขายาวที่มาบุกถ้ำแมงมุมอันเป็นราชวังใต้ดินเก่าแก่ของฮ่องเต้ ราชวงศ์ ‘โม้ๆมั่วๆเอา’ จนได้หนังผจญภัยงาน ‘มีเรอร์’ดังเช่น Guardians of the tomb เรื่องนี้

สำหรับเนื้อหาของหนังก็กล่าวถึง ภารกิจช่วยเหลือ ลุค (อู๋จุน) น้องชายของ เจีย (ลีปิงปิง) ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์มีพิษ แต่เนื่องจากลุคติดอยู่ในถ้ำที่เต็มไปด้วยแมงมุมใยกรวยพิษร้ายแห่งหนึ่งในจีน งานนี้เลยมี ริดลีย์ (เคลัน ลุตซ์) หน่วยกู้ภัยผู้มีอดีตฝังใจและเกลียดแมงมุมเข้าไส้มาช่วยนำทาง



ถ้าถามว่าหนังสนุกมั้ยตอบเลยว่าตัวหนังใส่ความบันเทิงมาเอนเตอร์เทนคนดูตั้งแต่ต้นเรื่องยันจบ ซึ่งมันก็ไม่แคร์ว่าสิ่งที่คนดูจะเห็นนั้นไม่ได้แปลกใหม่อะไรเลยทั้งกองทัพแมงมุม พายุทะเลทราย ค่ายกลอันตรายแบบหนังผจญภัย แถมยังไปมั่วเอาเรื่องราวในประวัติศาสตร์จีนมามั่วนิ่มจนออกมาตลกอีก หรือแม้กระทั่งซีจีที่บางฉากก็ดูไม่ต่างจากละครหลังข่าวบ้านเรานัก แต่ในภาพรวมมันก็ไม่ได้ขี้ริ้วขี่เหร่นักหากอยากหาหนังสักเรื่องไว้พักผ่อนสมองแบบไม่ต้องคิดมาก ยิ่งได้ดูหนังเรื่องนี้แบบพากย์ไทยนะคุณเอ๋ย ฮาแบบสมงสมองไม่ต้องเหลือเลยเพราะน้าๆทีมพันธมิตรเล่นพากย์นอกบทกันกระจายเลย ฮ่าาา



นอกจากนี้คือหนังยังมีจุดฮาๆแบบไม่ตั้งใจให้เราจับผิดกันได้บันเทิงแบบอินเซปชั่นสำหรับคนชอบจับผิดหนังทั้งจุดดราม่าจุดเดียวที่ถูกใส่เข้ามาแบบ “วนไปค่ะ” ได้น่ารำคาญสุดๆคือ ฉากย้อนอดีตวัยเด็กที่ลุคและเจียเล่นซ่อนหาในสวนที่เป็นเหมือนเขาวงกตนัยยะเพื่อสะท้อนภาวะปัจจุบันที่เจียพยายามอย่างไม่ลดละในการตามหาลุค  แต่ไอ้การต้องมาดูนั่งฟัง ไอ้เด็กสองคนตะโกนไปมา “พี่เจีย” “น้องลุค” ประมาณ 5-6 เที่ยวนี่นอกจากจะไม่ซึ้งแล้วยังดูประดักประเดิดยังไงชอบกล และที่บันเทิงกว่านั้นคือการวางตัวละครในกลุ่มที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรนอกจากมาถูกแมงมุมกัดแล้วตายไประหว่างหนังดำเนินอยู่ที่มักแสดงพฤติกรรมโง่ๆอย่างพยายามเอาหน้าไปใกล้ๆปากศพเพื่อให้แมงมุมกระโดดมากัด หรือแม้กระทั่งพระเอกอย่าง ริดลีย์ที่ท้ายสุดกลับเป็นตัวละครที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรนอกจากจุดไฟเผาแมงมุมและมาช่วยดันหินที่กำลังทับนางเอก ส่วนใครเป็นคนเจอ ลุค น้องชายนางเอกนั้นลองไปดูกันเอาเองว่าเจอยังไงและบังเอิญแค่ไหน ‘ถามใจดู’




พูดถึง ลีปิงปิง ดีกว่าคือนอกจากแสดงนำแล้ว เธอยังเป็นโปรดิวเซอร์ด้วยนะจ๊ะ ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจที่ในหนังแต่ละช็อตเจ๊จะดูสวยแบบพร้อมเดินบนรันเวย์ตลอดเวลา ขนาดตอนเจ๊จะโทรมนี่ ฝุ่นเฝิ่นไม่ได้แตะหน้าเจ๊แกหรอก ยิ่งชุดเซ็กซี่แบบนักผจญภัยสไตล์ “ตู้มหลายเด้อ”นะ เจ๊แกยิ่งขึ้นกล้องเลย ด้าน อู๋จุน ก็มาทำสิ่งที่ตัวเองถนัดที่สุดในเรื่องครับนั่นคือ ‘หล่อ’ ตอนกลัวก็หล่อ ตอนแมนก็หล่อ คือจะเป็นลมมันยังหล่อเลย ส่วน เคลัน ลุตซ์ นักแสดงจาก The Legend of Hercules (2014) ก็มา ‘ล่ำ’ แบบไม่ค่อยมีประโยชน์และโชว์สติปัญญาใดๆพ่วงด้วยการแสดงแบบ “แข๊งแข็ง” เรียกง่ายๆคือเป็นบทพระเอกเพื่อให้หนังดูอินเตอร์ขึ้นว่างั้นเถอะ

ท้ายที่สุดแม้ Guardian of the tomb จะไม่ใช่หนังดีเด่อะไรแต่อย่างน้อยมันก็เป็นหนังบันเทิงเหมาะกับคนที่ไม่ต้องการคิดอะไรเยอะแยะเวลาดูหนังเรื่องหนึ่ง และในขณะเดียวกันมันยังแสดงให้เห็นศักยภาพของ จีน (เรื่องนี้ร่วมทุนกับออสเตรเลีย) ในการสร้างหนังระดับบล็อคบัสเตอร์ที่เชื่อได้เลยว่าในอนาคตเราจะได้เห็นหนังฮอลลีวูดลูกครึ่งจีนกันอีกเป็นพะเรอเกวียนแน่ๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!