Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]Darkest Hour ชั่วโมงพลิกโลก – ศึกรอบด้านของบุรุษเดียวดาย เปี่ยมความหมายด้วยประชาธิปไตย

Published

on

วินสตัน เชอร์ชิล รัฐบุรุษอดีตนายกรัฐมนตรีของอังกฤษ 2 สมัยหาใช่ตัวละครแปลกหน้าในโลกภาพยนตร์ ด้วยจำนวนหนังและซีรีส์ร่วม 70 เรื่องยินยันได้เป็นอย่างดีถึงความเป็น ไอคอนทางการเมืองคนสำคัญของอังกฤษ แต่ใครเลยจะรู้ว่าก่อนการมาถึงของ ทั้งชื่อเสียงและวีรกรรมทางการเมืองอันห้าวหาญกลับมีรูปลักษณ์เป็นเพียงชายแก่ ดื่มหนัก สูบซิการ์จัดแบบมวนต่อมวนจน ฝุ่นควันคละคลุ้งไม่ต่างจากคำติฉินนินทามากมาย ทั้งการเป็นแกะดำของพรรคอนุรักษ์นิยมหรือแม้กระทั่งการได้ชื่อว่าเป็นโมฆะบุรุษพูดพึมพำ ร่างท้วม ขี้โรคแต่กลับไม่ยอมศิโรราบแม้ถูกกดดดันจาก ครม.ให้เจรจาสันติภาพกับนาซี  และ Darkest Hour คือหนังเรื่องนั้นที่นำเสนอ 2-3 สัปดาห์แรกของการรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีท่ามกลางข้อกังขาของผู้คนรอบข้าง ได้แทบนั่งเก้าอี้ไม่ติดและยังเปี่ยมรสนิยมในการนำเสนอเรื่องราวช้ำๆที่ถูกเล่ากันจนเกร่อได้อย่างมีชั้นเชิง


Continuous effort – not strength or intelligence – is the key to unlocking our potential.
ศักยภาพคนเราต้องมาจากความมานะอย่างไม่ย่อท้อ หาใช่ความฉลาดหรือพละกำลัง

วินสตัน เชอร์ชิล


ความสนุกประการแรกของ Darkest Hour หาใช่ฉากสงครามปึงปัง ยิงกันสนั่นจอ แต่คือความดุเดือดจากการสร้างขั้วขัดแย้งระหว่าง วินสตัน เชอร์ชิล กับบุคคลรอบข้าง ทั้งในทางการเมืองที่ทั้งพรรคอนุรักษ์นิยมรวมถึงพระเจ้าจอร์จที่ 6 ต่างแสดงความเคลือบแคลงใจต่อสถานะนายกรัฐมนตรีของเขา หรือกล่าวง่ายๆเชอร์ชิลเข้ามารับตำแหน่งแบบหนังหน้าไฟโดยแท้ ดังนั้นใน Darkest Hour เราจะเห็นวินสตัน เชอร์ชิลในฐานะมนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆที่ยังกังขาในการตัดสินใจของตัวเองท่ามกลางสถานการณ์สุ่มเสี่ยงต่อความล่มจมทั้งตัวเองและประเทศชาติ แถมบ่อยครั้งเรายังรู้สึกได้ว่าเขาต้องต่อสู้เพียงลำพัง ซึ่งหนังก็ถ่ายทอดผ่านภาษาภาพยนตร์ออกมาได้อย่างมีชั้นเชิงซึ่งต้องชื่มชม โจ ไรต์ ผู้กำกับเปี่ยมวิสัยทัศน์จาก Atonement ที่สามารถลำดับจัดวางเรื่องราวเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่สร้างประวัติศาสตร์โลกของเชอร์ชิลแบบใกล้ชิดจนเหมือนตัวละครหายใจรดต้นคอคนดูโดยไม่ทิ้งอารมณ์ขันและดราม่าชวนซาบซึ้ง โดยเฉพาะฉากบนรถไฟใต้ดินตอนท้ายที่แสดงถึงความงดงามของประชาธิปไตยเมื่อผู้นำโลกเลือกเสียงประชาชนเป็นแสงสว่างใน “ชั่วโมงอนธการ”  ที่เชื่อว่าใครดูจะต้องประทับใจแน่นอน


Courage is what it takes to stand up and speak; courage is also what it takes to sit down and listen.
นอกจากความกล้าที่จะยืนหยัดพูดในสิ่งที่เชื่อแล้ว ความกล้ายังรวมถึงการนั่งรับฟังคนที่เห็นต่างอีกด้วย

วินสตัน เชอร์ชิล


และคงเป็นเรื่องผิดบาปแน่ๆหากถึงบรรทัดนี้แล้ว ผมไม่กล่าวถึงการแสดงของ แกรี โอลด์แมน ในบท วินสตัน เชอร์ชิล ซึ่งจะว่าไปบทอดีตนายกรัฐมนตรีร่างท้วมพูดพึมพำเหมือนอยู่ในลำคอแทบจะกลายเป็นบทล่ารางวัลสำเร็จรูปไปแล้วสำหรับนักแสดงอังกฤษบนจอภาพยนตร์ เฉพาะเวทีลูกโลกทองคำปีที่แล้ว จอห์น ลิธการ์ด ก็เพิ่งคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายสาขาซีรีส์ก่อนแกรี โอลด์แมน ไปเสียด้วยซ้ำจนการหามุมมองใหม่ๆมาถ่ายทอดตัวละครนี้แทบจะมืดมนอนธการดั่งชื่อเรื่องเลยทีเดียว แต่ดั่งคำคมของวินสตัน เชอร์ชิลที่ว่าคนคิดบวกมักมองหาโอกาสในงานยากๆเสมอ แกรี่ โอลด์แมน เลือกทำวิจัยย่อมๆและสกัดมาเป็นคีย์เวิร์ดทางการแสดงคือการใช้เสียงทั้งฟังคลิปเสียงของเชอร์ชิลตัวจริง อ่านชีวประวัติ ปูมข่าว จนเขาสามารถเก็บมาเป็นข้อมูลเพื่อออกแบบการแสดงทั้งการพูดแบบติดลมหายใจติดขัดเพราะสูบซิการ์จำนวนมาก (ที่โอลด์แมนเองก็เลือกสูบซิการ์จริงๆถึง 400 มวน) รวมถึงลักษณะพื้นฐานตัวละครอย่างการพูดพึมพำ พูดไม่ชัด พูดติดอ่างแต่กลับทำให้ภาพรวมออกมาเหมือนโอลด์แมนได้ขายวิญญาณตนเองเพื่อแลกกับการเป็นวินสตัน เชอร์ชิล จนตลอด 2 ชั่วโมงของหนังคนดูจะรู้สึกเหมือนวินสตัน เชอร์ชิล กำลังเล่าเรื่องราวด้วยน้ำเสียงของตัวเองอย่างแท้จริง


The pessimist sees difficulty in every opportunity. The optimist sees the opportunity in every difficulty.
คนคิดบวกมักมองหาโอกาสในงานยากๆเสมอ

วินสตัน เชอร์ชิล


แต่กระนั้นอุปสรรคในการสร้างตัวละครวินสตัน เชอร์ชิลก็หาได้หมดไม่.. สิ่งหนึ่งที่ประจักษ์ชัดต่อคนดูมาตลอดคงหนีไม่พ้นการที่ผู้สร้างมักเลือกหยิบจับนักแสดงที่ แก่-อ้วน-ดูขึงขังเจ้าอารมณ์ มารับบทนี้ ต่างจาก โอลด์แมน ที่ขาดคุณลักษณะแบบ “เชอร์ชิล” ทุกประการ แต่ปัญหาด้านกายภาพก็หมดไปด้วยฝีมือของเมคอัพเอฟเฟกต์ คาซูฮิโร ซูจิ ที่ม็อคอัพร่างกายอ้วนท้วมและเสริมปรับแต่งรูปหน้าของโอลด์แมนได้อย่างแนบเนียนจนน่าจะมีโอกาสได้เห็นชื่อศิลปินเมคอัพเอฟเฟกต์คนนี้บนเวทีออสการ์อีกครั้งอย่างแน่นอน


ภาพ The Night Watch ของศิลปิน เรมแบรนต์ ทีมักเน้นแสงสาดลงมาจากที่สูงลงตรงกึ่งกลางภาพ โดยทิ้งพื้นหลังให้เกิดความมืดมิด สร้างแสงเงาในภาพได้อย่างละมุนตา

ภาพจากฉากรัฐสภาเปรียบเทียบการจัดแสงที่ได้แรงบันดาลใจมาจากงานเขียนของ เรมแบรนต์

แม้กระทั่งฉากเข้าเฝ้าถวายตัวรับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีระหว่างวินสตัน เชอร์ชิลกับพระเจ้าจอร์จที่ 6 ก็ยังได้แรงบันดาลใจจากภาพเขียนของเรมแบรนต์


และแน่นอนว่าเราไม่อาจละเลยงานกำกับภาพและออกแบบเสียงของหนังได้ ตั้งแต่การจัดแสงแบบเรมแบรนต์ที่มักให้แสงสาดมาจากหน้าต่างสูงๆลงมาตกกระทบใบหน้าหรือตัวนักแสดงท่ามกลางแบคกราวด์ที่แทบจะถูกความมืดกลืนกินดุจเดียวกับภาพ Nightwatch (1642)ของเรมแบรนต์ ศิลปินเอกชาวดัตช์ ซึ่งผ่านการคิดมาอย่างดีจากวิสัยทัศน์ของ บรูโน เดลบอนเนล  ผู้กำกับภาพชาวฝรั่งเศสที่เคยออกแบบภาพเท่ๆในหนังโรแมนติกโดนใจเด็กแนวอย่าง Amélie  [2001] และหนังเพลงภาพสุดจี๊ดอย่าง Across The Universe (2007)  ส่วนอีกเรื่องที่ขอพูดถึงเป็นการปิดท้ายคือการออกแบบเสียงอันชาญฉลาดของหนัง โดยขอหยิบยกฉากหลังถ่ายทอดเสียงแถลงการณ์ของเชอร์ชิล ที่หนังจงใจให้เราได้ยินเสียงการขยับร่างกายของเขาทั้งการนำกล่องไม้ขีดเคาะกับราวเหล็กไปจนถึงเสียงฝีเท้าที่ดังสนั่นเพื่อสื่อให้เห็นชายคนนึงที่แบกโลกไว้ทั้งใบได้อย่างคมคาย


We make a living by what we get, but we make a life by what we give.
เราหาเลี้ยงตัวเองจากเงินเดือนที่ได้รับ แต่เราทำชีวิตให้มีความหมายด้วยการให้ผู้อื่น

วินสตัน เชอร์ชิล


และด้วยความประณีตทั้งงานกำกับของโจ ไรต์, การกลายเป็นวินสตัน เชอร์ชิลของแกรี โอลด์แมนแบบเป๊ะทุกกระเบียดนิ้วไปจนถึงงานออกแบบภาพและเสียงก็ทำให้ Darkest Hour กลายเป็นหนังการเมืองที่ทำให้ประวัติศาสตร์กลับมามีชีวิตโดยไม่ทิ้งอารมณ์ขันและแสดงถึงความงดงามของเสรีภาพและประชาธิปไตยได้อย่างน่าประทับใจจนการออกจากโรงภาพยนตร์แล้วมาเปิดทีวีดูข่าวการเมืองบ้านเรากลายเป็นโศกนาฏกรรมไปเลย

Darkest Hour ฉาย 11 มกราคมนี้

 

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] BNK48 Girls Don’t Cry: เผาทุ่งลาเวนเดอร์ให้ราบ

Published

on

By

ขอขอบคุณข้อมูลจาก Major Cineplex

เรื่องย่อ

BNK48 คือ Idol Girl Group ที่มีสมาชิกรุ่นแรกเป็นหญิงสาวตั้งแต่อายุ 13 – 23 ปี รวมทั้งหมด 26 คน โดยคอนเซ็ปต์ของวงคือ‘เด็กหญิงธรรมดาๆ ที่มีความพยายาม’ ในการออกแต่ละซิงเกิ้ลจะมีสมาชิกเพียง 16 คนจากทั้งหมด เท่านั้นที่จะได้รับเลือกให้มีผลงาน สมาชิกทุกคนจึงพยายามทุ่มเทให้กับ การฝึกซ้อมและพัฒนาตัวเอง แต่แล้ววันหนึ่ง…ทุกคนก็เรียนรู้ว่าความพยายามอย่างเดียวอาจไม่พอและ ปลายทางของ ความพยายาม นอกจากความสําเร็จแล้ว มันยังมีอย่างอื่น ที่ไม่คาดคิดรออยู่เช่นกัน

นี่คืองานสารคดียาวแบบเต็มตัวเรื่องที่ 2 ของ เต๋อ-นวพล ธำรงรัตนฤทธิ ผู้กำกับเจ้าพ่อฮิปสเตอร์ของเด็กไทย โดยการทาบทามจาก BNK48 Office และ Salmon House ที่รับดูแลควบคุมการทำสารคดีนี้ ซึ่งเต๋อก็สารภาพว่านี่คืองานที่สานฝันของเขาเมื่อครั้งที่ยังหลงใหลเพลงอาร์เอส จนอยากทำสารคดีของแก๊งคามิคาเซ่ ในฐานะวัยรุ่นที่ต้องกลายเป็นศิลปินยอดนิยมอย่างรวดเร็ว มองในแง่หนึ่ง BNK48 เองก็คือโมเดลธุรกิจที่ใช้สูตรสำเร็จจากเจ้าของแฟรนไชส์ที่ญี่ปุ่นเพื่อแสวงหากำไรไม่ต่างจากวงการบันเทิงอื่น ๆ ด้วย

เต๋อ มักเข้าใจเองว่า “ผมไม่เห็นหน้าเหมือนโคจิม่าตรงไหนเลย”

หากแต่ตระกูล 48 นั้น มีจุดขายที่ทำให้ได้รับความนิยมสูงจนกลายเป็นปรากฏการณ์ในหลายประเทศ คือการคัดสมาชิกวงจากเด็กสาวที่ยังพัฒนาตัวได้อีกมาก พูดอีกแบบคือยังไม่สมบูรณ์แบบในการเป็นไอดอล อาจไม่เก่งร้อง เต้น หรือเอาใจแฟนคลับ เอามาฝึกอย่างเข้มข้น ให้แฟน ๆ ได้เห็นความทุ่มเทและพัฒนาการ จะได้เอาใจช่วยและผูกพันกับสมาชิกแต่ละคนนั่นเอง มอง ๆ ไป ก็คล้าย ๆ รูปแบบเรียลิตี้ทีวีที่ฮิต ๆ กันอยู่พักหนึ่ง หากแต่นี่เปลี่ยนจากกล้องวงจรปิดที่ติดตามห้อง มากลายเป็นเวทีหรืออีเว้นท์ตามที่ต่าง ๆ ที่เราสามารถไปพบปะตัวจริงได้เลย ตามคอนเซ็ปต์ “สาวข้างบ้าน” หรือ “ไอดอลที่คุณเข้าถึงได้” นั่นเอง

การที่เด็กสาววัยกำลังเปลี่ยนผ่านต้องเข้าสู่โมเดลธุรกิจบางอย่าง ที่ถูกออกแบบให้มีการแข่งขันและสร้างชนชั้นขึ้นภายในกลุ่ม เพื่อเป้าหมายในการบีบให้พวกเขาต้องพัฒนาตัวอย่างก้าวกระโดด สู่การเป็นขวัญใจมหาชน หรือพูดในมุมอุตสาหกรรมจะเรียกว่า สินค้าที่มีมูลค่าสูงทำกำไรได้มาก ก็ไม่ผิดนัก นี่จึงเป็นเนื้อหาที่แข็งแรงมาก ๆ ในการนำเสนอภาพที่จริงโคตร ๆ ของโลกความเป็นจริงสีเทา ๆ และยังสร้างความสั่นสะเทือนต่อจิตใจของเรา ๆ ที่เคยได้รับเพียงภาพฉาบหน้าที่สดใส และความร่าเริงสนุกสนานของพวกเขาพวกเธอเท่านั้นด้วย

ในแง่หนึ่ง BNK48 ก็เหมือน กลุ่มทดลองทางสังคมในหนังจากเรื่องจริง The Stanford Prison Experiment ที่ทุกคนถูกบทบาทสมมุติเล่นงาน ไม่ว่าจะทั้งเหยื่อและตัวผู้คุมเอง

ในการแนะนำนี้ผมมองกลุ่มคนที่จะไปดูเป็น 3 กลุ่ม

  • กลุ่มแรกสำหรับโอตะ นี่คือหนังสารคดีที่คุณจะได้เข้าไปสัมผัสแง่มุมที่คุณอาจจะรู้อยู่แล้ว แต่คุณจะไม่มีทางได้เห็นด้วยตาตัวเองมาก่อน เพราะแม้แต่งานจับมือมันก็ยังคือหน้าฉากที่ถูกออกแบบมาให้เรา ๆ รู้จักเท่านั้น หนังเรื่องนี้จะพาเดินอ้อมไปด้านหลังความเป็นไอดอล คือความเป็นเด็กสาวธรรมดาที่ต้องคิดแก้ปัญหาในชีวิตมากมายเกินกว่าที่เพื่อนวัยเดียวกันจะต้องเจอ เหมือนสินค้าที่ฉีดยากระตุ้นให้รีบโตรีบมีคุณค่า มันจึงเป็นภาวะที่น่าสนใจไม่เบาเลยล่ะ บางฉากบางคำพูดเราคงไม่สามารถได้ยินจากที่ไหนจริง ๆ และอาจเสียน้ำตาให้กับพวกเธอได้ง่าย ๆ เลย ทั้งคนที่คุณรู้จักดีแต่ไม่รู้ความคิดลึก ๆ ของเขา หรือคนที่คุณเองอาจจำชื่อไม่ได้ คุณก็จะจำได้ขึ้นใจรอบนี้ล่ะ ต้องขอบคุณความกล้าให้เล่าของ BNK48 Office และตัวน้อง ๆ เองที่ยอมเปลือยความรู้สึกบางแง่มุมออกมาให้เราได้เห็น
  • กลุ่มต่อมาคือแฟน ๆ ของพี่เต๋อ กลุ่มนี้อาจชอบในฝีไม้ลายมือของเต๋อโดยเฉพาะ ก็ขอบอกเลยว่านี่คือหนังที่เต๋อเองมีเครดิตทั้ง กำกับ เขียนบท ถ่ายภาพ และตัดต่อ มากกว่าหนังเรื่องไหน ๆ ที่ผ่านมา นี่คือหนังที่เต๋อใช้เวลาสัมภาษณ์น้อง ๆ แต่ละคนนานกว่าคนละ 2-3 ชั่วโมง รวมฟุตเทจเฉพาะสัมภาษณ์ไปกว่า 60 ชั่วโมง ยังไม่นับฟุตเทจที่ไปถ่ายติดตามการซ้อมการแสดง และยังฟุตเทจที่ทาง BNK48 Office เก็บไว้ตลอดกว่า 1 ปีกว่า ๆ ตั้งแต่เปิดออดิชั่นจนถึงวันนี้อีกด้วย แม้ด้วยลีลาความเป็นสารคดีอาจไม่เอื้อให้เห็นเทคนิคสีสันแพรวพราวอย่างหนังเต๋อเรื่องที่ผ่านมา แต่เต๋อก็โชว์ความเก๋าได้แบบไม่ยอมย่อต่อธรรมชาติของสารคดีเลย ทั้งการดีไซน์ฉากสัมภาษณ์ที่คับแคบ สะท้อนถึงความกดดันของแต่ละคน ในอีกด้านหนึ่งเต๋อก็ให้เกร็ดว่า เขาเลือกฉากสัมภาษณ์แบบนี้เพราะมันทำให้เขารู้สึกเหมือนเวลาที่ต้องรอเข้าห้องน้ำบนเครื่องบินที่ทางเดินมืด ๆ แล้วมีคนรอเข้าด้วยกันอยู่ ภาวะนี้เอื้อให้เราพูดคุย และความเงียบของเครื่องบินก็มากพอให้เราอาจเล่าเรื่องลับ ๆ แก่กันด้วย นี่ล่ะคือความเป็นคนช่างคิดของเต๋อ ดังนั้นสารคดีธรรมดามันไม่ธรรมดาแน่ ๆ ส่วนความกวนทีนก็หายห่วง ใส่มาแบบ โอ่ย เล่นงี้เลยเรอะ 555 แต่กับส่วนตัวผมเลยนะ ให้เทียบกับสารคดีอย่าง เดอะมาสเตอร์ ที่เต๋อเคยทำ ผมว่าอันนั้นเต๋อเล่ามันมือกว่า สนุกกว่า อาจเพราะเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเขากว่า และอาจเพราะว่าในเรื่องนี้เขาเกรงใจน้อง ๆ พอสมควร หรือพูดอีกแบบ เขาอาจเป็นคนไม่ชอบเห็นน้ำตาผู้หญิงก็ได้มั้ง

    ใบหน้าของเต๋อที่ไม่อยากเห็นแคปเฌอร้องไห้

  • กลุ่มสุดท้าย คิดว่าเป็นกลุ่มที่หนังเรื่องนี้ตั้งใจทำให้ดูที่สุดแล้วล่ะ นั่นคือคนทั่วไปเลย ถ้าคุณคิดว่าอยู่ในกลุ่มนี้ล่ะ แล้วอ่านมาถึงจุดนี้ได้ ผมว่าก็สนใจอยากรู้จัก BNK48 พอประมาณเลยล่ะ ผมจะบอกว่าหนังเรื่องนี้ทำให้คุณเข้าใจปรากฏการณ์ฮิตทั้้งบ้านทั้งเมืองนี้มากขึ้น และมากกว่าเข้าใจ คือคุณจะเข้าอกเข้าใจเห็นอกเห็นใจในมนุษย์ยุคนี้มากขึ้น มันคือภาพสะท้อนของคนที่ต้องดิ้นรนเพราะความฝัน ความอยาก ความต้องการมีความสุข ซึ่งโลกสีเทา ๆ ของเรามันไม่ได้ยอมปล่อยเราไปจุดนั้นง่าย ๆ สิ่งที่เราเห็นว่ามันช่างสดใสและง่ายดายเหลือเกินสำหรับบางคน มันอาจมีมากกว่าทุ่งลาเวนเดอร์ในใจเราก็ได้ ข้างใต้ดอกลาเวนเดอร์พวกนั้นอาจเป็นปุ๋ยเคมีที่มีพิษข้างเคียงโดยที่เขาไม่ได้แสดงให้เรารู้ความเจ็บปวด ผมว่าคนทุกคนสามารถรู้สึกและได้ข้อคิดต่อหนังเรื่องนี้ในมุมที่แตกต่างกัน ไม่ว่าคุณจะเป็น พ่อ แม่ ลูก เพื่อน พี่ น้อง คนที่ทำงาน หรือเป็นสถานะความสัมพันธ์แบบไหนกับใครสักคน คุณจะได้มุมมองชีวิตบางอย่างกลับไปทบทวนแน่นอน

พูดกันมาขนาดนี้ อยากบอกว่าไม่ต้องกลัวความเป็นสารคดีในหนังเรื่องนี้ เพราะทุกเรื่องที่เราเอามาแนะนำเราก็เชื่อว่าทุกคนดูได้ไม่หลับไม่ง่วงแน่นอน (ไอ้เรื่องที่น่าเบื่อ ๆ ดูยาก ๆ เราคงไม่มาเสียเวลาแนะนำ) และเราก็อยากให้ได้ดูหนังไทยที่ทำออกมาดี ๆ อย่างเรื่องนี้ด้วย ไปเผาทุ่งลาเวนเดอร์กันให้ราบ จะได้มองเห็นว่าจริง ๆ แล้วผืนดินตรงนี้มันอาจเหมาะกับการทำอย่างอื่นที่ได้ประโยชน์มากกว่านั้นก็ได้

จองตั๋วหนัง ดูรอบหนัง BNK48 ได้ทันใจเพียงคลิ๊กที่นี่ เย่

 

 

 

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]Kuntilanak : ผีรังแกเด็ก

หนังทวีปเอเซียที่เข้ามาฉายบ้านเราประจำส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย เป็นหลัก น้านนานถึงจะมีหนังสิงคโปร์ อินโดนีเซียเข้ามาฉายสักเรื่อง และถ้ามีหลงเข้ามา ก็แน่นอนว่าหนังเรื่องนั้นต้องมีอะไรดี น่าจับตามอง ตัวอย่างเช่น The Raid : Redemption หนังแอ็คชั่นสัญชาติอินโดนีเซีย ที่มาในฐานะหนังสร้างปรากฏการณ์ของวงการหนังอินโดเลยก็ว่าได้ แล้วหนังก็สนุกจริง มันส์จริง สร้างชื่อให้ทั้งผู้กำกับ และ อิโค อูเวส พระเอกของเรื่อง ถึงขั้นได้ไปโลดแล่นในฮอลลีวู้ด และปลายเดือนนี้ก็จะได้ประกบกับ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ใน Mile22 ด้วย ผ่านมาถึง 7 ปี วันนี้มีหนังอินโดนีเซียเรื่องใหม่ Kuntilanak หนังผีที่มาแบบเงียบ ๆ เช่นเคย หนังสร้างความคาดหวังให้ผมว่ามาแบบนี้หนังต้องมีอะไรดีแน่นอน

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

หนังทวีปเอเซียที่เข้ามาฉายบ้านเราประจำส่วนใหญ่มักจะเป็นหนังจีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น อินเดีย เป็นหลัก น้านนานถึงจะมีหนังสิงคโปร์ อินโดนีเซียเข้ามาฉายสักเรื่อง และถ้ามีหลงเข้ามา ก็แน่นอนว่าหนังเรื่องนั้นต้องมีอะไรดี น่าจับตามอง ตัวอย่างเช่น The Raid : Redemption หนังแอ็คชั่นสัญชาติอินโดนีเซีย ที่มาในฐานะหนังสร้างปรากฏการณ์ของวงการหนังอินโดเลยก็ว่าได้ แล้วหนังก็สนุกจริง มันส์จริง สร้างชื่อให้ทั้งผู้กำกับ และ อิโค อูเวส พระเอกของเรื่อง ถึงขั้นได้ไปโลดแล่นในฮอลลีวู้ด และปลายเดือนนี้ก็จะได้ประกบกับ มาร์ค วาห์ลเบิร์ก ใน Mile22 ด้วย ผ่านมาถึง 7 ปี วันนี้มีหนังอินโดนีเซียเรื่องใหม่ Kuntilanak หนังผีที่มาแบบเงียบ ๆ เช่นเคย หนังสร้างความคาดหวังให้ผมว่ามาแบบนี้หนังต้องมีอะไรดีแน่นอน

กุนตีลานัก เป็นผีพื้นบ้านในตำนานของอินโดนีเซีย น่าจะเลเวลเดียวกับ “แม่นาก” ของบ้านเรา เพราะเรื่องราวของกุนตีลานัก ถูกสร้างออกมาเป็นหนังเยอะมาก แต่กุนตีลานักในเวอร์ชั่นนี้ถูกตีความต่างจากเรื่องราวในตำนานเยอะมาก ถ้าเสิร์ชอ่านจะพบว่ากุนตีลานักเป็น ผีตายทั้งกลม ผสม กับผีนางตานี ที่โหดดุมาก ชอบควักไส้มาอวด และมีนิสัยชอบควักลูกตาเหยื่อ และดูดสมองเหยื่อมากิน แต่กับ “kuntilanak 2018” หรือในชื่อไทย “กระจกส่องตาย” ก็ตีความใหม่ ให้กุนตีลานัก เป็นผีต่างมิติ แล้วมีกระจกโบราณเป็นตัวเชื่อมมิติ เด็กที่ขาดความอบอุ่น ต้องการแม่ จะเป็นเป้าหมายที่กุนตีลานักโปรดปราน จะถูกกุนตีลานักจับไปอยู่ด้วย

หนังเปิดเรื่องที่ครอบครัวของ อันยาส เด็กชายที่เพิ่งสูญเสียแม่ อยู่กับพ่อที่คอยปลอบใจ แต่อันยาสก็ยังทำใจไม่ได้และโหยหาแม่ แล้วกุนตีลานักก็ออกจากกระจกมาในภาพแม่ของอันยาส และนั่นคือเหยื่อรายแรก กลายเป็นข่าวโด่งดัง บ้านของอันยาสกลายเป็นบ้านร้าง และกลายเป็นที่สนใจของมวลชน มีสำนักข่าว รายการบันเทิงมากมายมาถ่ายทำ และหนึ่งในนั้นคือ เกล็น พิธีกรหนุ่มที่มาถ่ายทำรายการเยี่ยมชมบ้านผี ขากลับเกล็นก็ยังหยิบเอา”กระจกผี”กลับไปฝาก ลิเดีย แฟนสาวเสียด้วย ลิเดีย เป็นสาววัยรุ่นที่รับจ๊อบดูแลเด็กกำพร้า 5 คน ในช่วงที่เจ้าของสถานเลี้ยงเด็กต้องเดินทางไปซานฟรานซิสโก เด็กกำพร้า 5 คนที่โหยหาความรักความอบอุ่นจึงเป็นเป้าหมายที่ดีของกุนตีลานัก ทำให้เธอออกมาอาละวาดตั้งแต่คืนแรก

ริซาล มันโตวานี่ เป็นผู้กำกับขาเก๋าของอินโดนีเซีย ต้องเรียกว่าคร่ำหวอดในวงการเลย เพราะกำกับหนังมาแล้ว 28 เรื่อง เคยหากินกับกุนตีลานักมาแล้ว ถึงขั้นทำเป็นไตรภาคเมื่อปี 2006 แต่ฝีมือดูจะสวนทางกับประสบการณ์นัก เห็นได้ชัดกับฉากสยองขวัญ ที่ก๊อปปี้สไตล์ของเจมส์ วาน มาอย่างเห็นได้ชัด แต่ผลที่ได้กลับต่างกันลิบ หนังเต็มไปด้วยฉากที่เราเห็นกันมาแล้วจาก Annabell Creation ประตูเปิดดัง “แอ๊ดดดดดดด” มีเสียงผีเรียกชื่อเด็ก แล้วเด็กก็เดินตามเสียงเรียกเข้าห้องไปหาผี หนังเล่นมุกเดิมแบบนี้ซ้ำ ๆ วน ๆ กับเด็กทั้ง 5 คน จนน่าอึดอัด กับพฤติกรรมโง่ ๆ ที่ดูขัดกับความเป็นจริงจนเกินไป ซ้ำแล้วซ้ำเล่ากับหลาย ๆ ฉาก

ฉากที่หงุดหงิดสุด คือมีเสียงเรียก “ดินดา” เด็กหญิงเดินตามเสียงเรียกออกจากห้องนอนในกลางดึก เจอว่าทีวีเปิดทิ้งไว้ หน้าจอไร้สัญญาณเป็นภาพ “ซ่าาาาา” สิ่งที่ดินดาทำคือเดินไปหน้าจอทีวีแล้วเอามือทาบหน้าจอ เพื่อ………………… พอผีออกมา สิ่งที่เธอทำคือ…………….ยืนดู โอ๊ยยยย อึดอัด แล้วไม่ใช่ดินดาคนเดียว เด็กคืนอื่น ๆ ในเรื่องนี้ไม่มีต่อมความกลัวผี เจอผีแต่ละทีก็ยืนคุย ยืนดู ผ้าคลุมหล่น ประตูเปิดปิดเอง เก้าอี้โยกเอง น้องเดินไปจับเก้าอี้ ซึ่งมันควรวิ่งเตลิดไปตั้งแต่ผ้าคลุมหล่นแล้วมั้ย ถูกเลี้ยงดูกันมาอย่างไรนะ ใน Annabell ก็มีเด็กไร้ต่อมความกลัวแบบนี้นะ แต่ไม่ได้เล่นถี่จนเฝือขนาดนี้ แล้วแต่ละฉากมันก็น่ากลัวชวนลุ้นมากจนกลบความด้อยในเรื่องผิดวิสัยเด็กไปได้บ้าง

ข้อดีเล็ก ๆ อีกจุดหนึ่ง คือการคัดบรรดาเด็ก ๆ ในเรื่องมาได้หน้าตาน่ารัก หน้าตาเด็กหญิงแต่ละคนดูหน้าตาฝรั่งกันหมด คงจะรสนิยมเดียวกับบ้านเรากระมัง ที่นิยมบรรดาดาราลูกครึ่ง ส่วนฝีมือการแสดงก็พอเอาตัวรอดผ่านไปได้ ไม่โดดเด่น และไม่ถึงกับแย่ มีเด็กชายใส่แว่น ที่พอเป็นสีสันของเรื่องได้ดี กับหน้าที่ตัวปล่อยมุก ที่ได้เสียงหัวเราะอยู่หลายครั้ง ฉากที่ชอบสุดคือฉากข้าวโพดคั่วครับ

หนังเล่นกับฉากตุ้งแช่บ่อยมาก ตกใจมั้ย ตกใจนะ แต่ไม่ได้ตกใจกับภาพ แต่ตกใจกับเสียงซาวนด์เอ็ฟเฟ็กต์ที่ดังมาก ผีกุนตีลานักออกมาถี่ ออกมาทุกคืนรังแกเด็กเวียนไปทีละคน เวลาปรากฏตัวก็คืบคลานออกมาจากกระจก ท่าเดียวกับผีซาดาโกะ จาก Ringu ที่คลานออกมาจากทีวีเลย แล้วมาในชุดนอนยาวสีขาวมอซอแบบเดียวกัน ตกลงจะคิดอะไรใหม่บ้างไหมเนี่ย มีบางฉากที่กุนตีลานัก ออกมาในชุดนางรำประจำชาติ ร้องเพลงภาษาอินโดมีดนตรีชวนหลอน ซึ่งก็เข้าท่ากว่านะดูมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกว่า แต่ก็กลับไม่เน้น

ยังมีข้อดีที่มีการออกแบบใบหน้าของผีกุนตีลานักที่ดูน่ากลัวและมีเอกลักษณ์ของตัวเองจริง ๆ กุนตีลานัก เป็นผีที่ดูไร้เหตุผลในการพยาบาทพอควร เหมือนจะดุ แต่พอจะปราบก็ง่ายดายเสียเหลือเกิน งานแสง งานภาพ อยู่ในคุณภาพเดียวกับละครบ้านเรา ดูเห็นชัดว่าเป็นหนังทุนต่ำ

หนังยังอุตส่าห์จะทิ้งท้ายไว้ต่อภาค 2 อีกนะ แต่ดูแววแล้วน่าจะจบแค่ภาคนี้ล่ะ ตัวหนังเองก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไรในอินโดนีเซียเลยแม้แต่น้อย มีคนดูล้านกว่าคน อยู่ในอันดับที่ 42 ของหนังที่เข้าฉายในปีนี้ อะไรดลใจให้ซื้อมาฉายเหรอครับ? ถ้ารู้สึกว่าชีวิตมันสดใส ราบรื่นเกินไป อยากสัมผัสความหงุดหงิด อึดอัด เชิญครับ……………….

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

[รีวิว]The First Purge : มาถึงภาค 4 ยังไม่หมดมุก

จบไตรภาคไปแล้ว กับหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยเทศกาลคืนอำมหิตที่เกิดขึ้นทุกปีในโลกอนาคตอันใกล้ ให้ชาวอเมริกันออกมาปล้น ฆ่า ข่มขืน กันโดยถูกกฏหมายในระยะเวลา 12 ชั่วโมง The Purge เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญน้อยเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาได้ถึงเพียงนี้ จากทุนสร้างเพียงน้อยนิด แล้วรายได้ทุกภาคกลับมากขึ้น มากขึ้น แม้กระทั่ง The First Purge ที่เป็นภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์นี้ ที่ออกฉายในอเมริกาไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ก็ทำรายได้แซงหน้าทุกภาคไปแล้วถึง 127 ล้านเหรียญ และยังไม่ลาโรงด้วย รวม 4 ภาคหนังทำเงินไปถึง 447 ล้านเหรียญ เดือนหน้านี้หนังก็แตกแขนงไปเป็นทีวีซีรีส์อีกด้วย The First Purge ก็เปรียบได้กับภาคแยกเช่นกัน เพราะกลับมาเล่าเหตุการณ์คืนล้างบาปในปีแรก กับตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด ผู้กำกับใหม่ แต่บทยังคงเป็นฝีมือของ เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนินแฟรนไชส์นี้เช่นเดิม

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

จบไตรภาคไปแล้ว กับหนังสยองขวัญที่ว่าด้วยเทศกาลคืนอำมหิตที่เกิดขึ้นทุกปีในโลกอนาคตอันใกล้ ให้ชาวอเมริกันออกมาปล้น ฆ่า ข่มขืน กันโดยถูกกฏหมายในระยะเวลา 12 ชั่วโมง The Purge เป็นแฟรนไชส์หนังสยองขวัญน้อยเรื่องที่ประสบความสำเร็จมาได้ถึงเพียงนี้ จากทุนสร้างเพียงน้อยนิด แล้วรายได้ทุกภาคกลับมากขึ้น มากขึ้น แม้กระทั่ง The First Purge ที่เป็นภาคที่ 4 ของแฟรนไชส์นี้ ที่ออกฉายในอเมริกาไปตั้งแต่เดือนที่แล้ว ก็ทำรายได้แซงหน้าทุกภาคไปแล้วถึง 127 ล้านเหรียญ และยังไม่ลาโรงด้วย รวม 4 ภาคหนังทำเงินไปถึง 447 ล้านเหรียญ เดือนหน้านี้หนังก็แตกแขนงไปเป็นทีวีซีรีส์อีกด้วย The First Purge ก็เปรียบได้กับภาคแยกเช่นกัน เพราะกลับมาเล่าเหตุการณ์คืนล้างบาปในปีแรก กับตัวละครชุดใหม่ทั้งหมด ผู้กำกับใหม่ แต่บทยังคงเป็นฝีมือของ เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนินแฟรนไชส์นี้เช่นเดิม

The First Purge ทำหน้าที่ในฐานะผู้เริ่มต้นซีรีส์ใหม่ในจักรวาล The Purge หนังย้อนกลับไปเล่าเหตุการณ์ในคืนล้างบาปปีแรก ที่จำกัดพื้นที่แค่บริเวณเกาะเสตทเท็น เพื่อเป็นโปรเจ็กต์นำร่อง ก่อนที่จะขยายครอบคลุมทั้งประเทศในปีถัดมา หนังเริ่มต้นเรื่องในช่วงใกล้ ๆ จะถึงคืนล้างบาป ลากยาวไปจนถึงนาทีสุดท้ายของคืนอำมหิตนี้ เมื่อเริ่มต้นใหม่ก็ต้องมีการแนะนำตัวละครชุดใหม่ทั้งหมดทั้งทางฝั่งประชาชนและทางฝั่งรัฐบาล

ตัวละครหลักของเรื่องคือ ดิมิทรี่ หัวหน้าแก๊งค้ายาที่มาในมาดสุดเท่ และนางเอกคือ ไนย่า อดีตแฟนของดิมิทรี่ ที่ยังคงมีเยื่อใยอันดีต่อกันแต่เธอบอกลาดิมิทรี่เพราะไม่พอใจกับโลกด้านมืดของเขา และอิไซย่าห์ น้องชายวัยรุ่นของไนย่า ที่อยู่ในวัยห้าวและกำลังเดินเข้าสู่วงการค้ายา ส่วนฝั่งของรัฐบาลที่ถูกวางตำแหน่งให้เป็นตัวร้ายของเรื่อง จะมีหนึ่งเดียวคือ อาร์โล ซาเบียน หัวหน้าคณะผู้ควบคุมดูแลโปรเจ็กต์คืนล้างบาปครั้งแรกนี้ และเขาก็ทำงานประกบคู่กับ ดร.อัปเดล ผู้คิดค้นทฤษฏีคืนล้างบาปนี้ขึ้นมา บทนี้รับบทโดย มาริสา โทเม ที่มาในลุคที่แตกต่างจาก “ป้าเมย์” ที่หลาย ๆ คนหลงรักจาก Spiderman มาก และเป็นดารามีชื่อเสียงคนเดียวในเรื่องนี้ เพราะทีมงานมั่นใจว่าชื่อ The Purge สามารถเรียกคนดูได้โดยไม่ต้องจ้างดาราค่าตัวแพงมาดึงคนดู

เจมส์ เดอโมนาโค ผู้ให้กำเนิดแฟรนไชส์ The Purge และเป็นผู้กำกับไตรภาคแรก ลดหน้าที่ตัวเองเหลือแค่เขียนบทในภาคนี้แล้วส่งไม้ต่อให้กับ เจอราร์ด แม็คเมอร์เรย์ ผู้กำกับหน้าใหม่ บทของเจมส์ ถือว่าน่าชื่นชมครับที่เล่าเรื่องราวมาถึงภาคที่ 4 แต่ก็ยังไม่หมดมุก หากลเม็ดต่าง ๆ มาเสริมให้แต่ละภาคมีเรื่องราวที่น่าสนใจ อย่างภาคนี้ได้เปรียบตรงที่ว่า ไม่ต้องมีการปูความถึงความโหด โฉดของคืนอำมหิตนี้อีกแล้ว แต่ได้ความสนใจแฟนหนังที่เคยติดตามแฟรนไชส์นี้มาก่อน ให้มาลงลึกถึงเหตุการณ์ในคืนล้างบาปครั้งแรก ว่าเริ่มต้นขึ้นมาได้อย่างไร และสามารถขยายกลุ่มคนดูให้กว้างขึ้นได้ เพราะใครที่ไม่เคยดู The Purge มาก่อน ก็สามารถเริ่มต้นกับภาคนี้ได้ง่าย เพราะเรื่องราวไม่มีการโยงใยกับไตรภาคก่อนหน้าแต่อย่างใด

ไอเดียใหม่ที่เติมเข้ามาในภาคนี้ได้อย่างน่าสนใจคือการเล่าเรื่องราวแบบหนังสยองขวัญ โดยมีแบคกราวด์ของเรื่องเป็นเกมการเมืองที่สกปรก เราได้เห็นความร้ายกาจของ New Founding Fathers of America ในหนังตั้งชื่อไทยให้ว่า พรรคพัฒนาชาติใหม่ ที่เจาะจงเลือกเกาะเสตทเท็นเป็นเป้าหมายแรก เพราะเป็นแหล่งรวมของคนผิวสีที่มีฐานะยากจน ซึ่งเป็นเป้าหมายแรกของพรรคที่อยากกำจัดกลุ่มคนพวกนี้ออกจากสังคม ทางพรรคจึงใช้เงินในการดึงคนเหล่านี้ให้อยู่บนเกาะในคืนล้างบาป และถ้าออกไปร่วมกิจกรรมล้างบาปด้วยการอาละวาด เข่นฆ่าผู้คน ก็จะได้ค่าตอบแทนมากขึ้น โดยทางพรรคมีมอนิเตอร์ผ่านคอนแทคเลนส์ของแต่ละคนเพื่อติดตามการเคลื่อนไหว และเจ้าคอนแทคเลนส์เรืองแสงนี่ล่ะ ที่เป็นตัวเสริมความสยองให้กับหนัง เพราะมันเรืองแสงในที่มืด ยิ่งทำให้เหล่าคนกระหายเลือดที่ออกมาเพ่นพ่านในคืนล้างบาปนั้นดูเหมือนอสุรกาย

ตัวที่เป็นสีสันให้กับหนังอย่างมากคือ สเกเลเทอร์ หนุ่มผิวสีโรคจิต ใบหน้ามีแต่รอยแผลเป็น เวลาพูดแสยะยิ้ม น้ำลายฟูฟ่อง ดูเต็มไปด้วยความโรคจิตและบ้าเลือดมาก เมื่อใส่คอนแทคเลนส์เรืองแสงเข้าไปยิ่งทำให้ดูน่ากลัวสุด ๆ พอเริ่มต้นคืนล้างบาปยิ่งทำให้สเกเลเทอร์ เหมือนเด็กที่ได้ลงสนามเด็กเล่น กลายเป็นอสุรกายบ้าเลือดที่น่ากลัวสุดสำหรับภาคนี้ และยิ่งหนังปูเรื่องไว้ว่าสเกเลเทอร์มีความบาดหมางกับอิไซยาห์มาก่อนหน้าแล้ว ก็ทำให้การไล่ล่าระหว่างสเกเลเทอร์ กับอิไซย่าห์ เป็นอีกประเด็นที่น่าติดตามในหนังภาคนี้ แต่ด้วยเหตุที่ว่าหนังมีตัวละครมากหน้า และประเด็นให้พูดถึงมาก ทำให้บทของสเกเลเทอร์ถูกลืมหายไปในช่วงท้ายของหนัง

ทุกสถานการณ์ที่เจมส์ได้วางไว้ ก็ถูกบิดเกลียวให้ตึงเครียดได้มากขึ้นในทุก ๆ นาทีที่หนังเดินหน้าไป ก็เป็นจุดที่น่าชื่นชมในฝีมือการเขียนของเจมส์ เมื่อตัวละครหลักทั้งดิมิทรี่ อิไซย่าห์ และ ไนยา จากที่ต่างก็ดำเนินวิถีทางของตนเองในคืนอำมหิตแล้วก็มารวมกลุ่มกันในตอนท้าย ความตึงเครียดของหนังก็มาถึงจุดสูงสุดในไคลแมกซ์พอดี ถือว่าเป็นไคลแมกซ์ของหนังที่ทั้งมันส์ ทั้งลุ้น ทำออกมาได้สนุกมากเรื่องหนึ่ง

หนังมีองค์ประกอบที่เอาใจคนดูครบ ทั้งในด้านหนังสยองขวัญที่ก็ตอบสนองด้วยฉากโหด แทง กระซวก ปาดคอ หักคอกัน จ่อกบาลยิงกันเลือดกระฉูด นับว่าภาพรุนแรงตามแบบฉบับหนังโหด มีเซอร์ไพรส์เล็ก ๆ ท้ายเรื่องกับการเปิดเผยตัวตนของกลุ่มบุคคลลึกลับติดอาวุธหนักที่เข้ามาร่วมวงคืนล้างบาปนี้ด้วย แล้วกลุ่มนี้ก็ยกระดับเป็นตัวร้ายมากพิษสงของเรื่อง กลุ่มคนดูผู้ชายที่ชอบหนังแอ็คชั่นน่าจะมันส์สะใจกับฉากรบท้ายเรื่อง ที่จัดหนักทั้งปืนกลสาดกระสุนกันว่อน และระเบิดมือที่ประสิทธิภาพโคตรน่ากลัว ฉากที่ชอบมากคือฉากต่อสู้มือเปล่าของดิมิทรี่กับกลุ่มทหารลึกลับ 3 คน บนขั้นบันไดหนีไฟ ออกแบบท่าทางการต่อสู้ออกมาดูรุนแรงหนักหน่วงสมจริงมาก

หนังจบแบบค่อนไปทางแฮปปี้นะครับ สานต่อภาคต่อไปได้สบาย ๆ รายได้ 127 ล้าน จากทุนสร้างจุ๋มจิ๋มเพียง 13 ล้าน ก็เป็นหลักประกันแล้วว่าหนังประสบความสำเร็จเพียงใด มันคือหนังตลาดที่สร้างมาเอาใจตลาดนะครับแล้วก็ตอบสนองกลุ่มเป้าหมายได้ครบถ้วน อยากเห็นฉากโหดได้เห็น อยากมันส์ก็ได้มันส์ ฉากลุ้น สะดุ้งตุ้งแช่มีครบ ในเวลาพอเหมาะพอเจาะ 98 นาทีครับ

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!