Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]Phantom Thread เส้นด้ายลวงตา – ใต้ ‘ตะเข็บ’ มี ‘เจ็บ’ ซ่อนอยู่

Published

on

หากเปรียบกับคู่แข่งบนเวทีออสการ์ในสาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมแล้ว Phantom Thread ดูจะเป็นวางตัวเองเป็นผู้ดีทำตัวไม่เอิกเกริก พูดจาจีบปากจีบคอ ทว่าไม่อาจซ่อนรัศมีความโดดเด่นของตัวเองได้ ไม่ว่าจะเป็นการแต่งองค์ทรงเครื่อง ชื่อชั้นผู้กำกับ นักแสดงและทีมงาน แถมอลังการด้วยเพลงเปิดตัวเรียบหรูแต่ลูกเล่นแพรวพราวดั่งแฟชั่นโชว์ชุดฟินนาเล่ที่ผู้ชมไม่อาจวางตา ทั้งที่ตัวเองแทบไม่ได้ทำตัวเรียกร้องความสนใจเท่าหนังเรื่องอื่นๆด้วยซ้ำ

โดยโลกใน Phantom Thread แทบไม่หลุดวงโคจรของ เรย์โนลด์ วู๊ดคอก (แดเนียล เดย์ ลูอิส) ช่างผู้รังสรรค์อาภรณ์หญิงชั้นสูงแห่งลอนดอน  จากชีวิตที่เคยมีเพียงแม่ผู้ล่วงลับและ ซีริล (เลสลีย์ แมนวิลล์) พี่สาวที่เป็นทั้งผู้จัดการธุรกิจและเป็นดั่งผู้ปกครองแห่ง เฮาส์ออฟวู๊ดคอก แต่หลังการก้าวเข้ามาของ อัลม่า (วิคกี้ ครีปส์) บริกรสาวผู้เข้ามาเขย่าโลกทั้งใบของ เรย์โนลด์ ด้วยความไร้เดียงสาแฝงสันดานขบถจนชีวิตที่พิถีพิถันระมัดระวังในเรื่องความสัมพันธ์ของเขาแทบไม่ต่างจากเสื้อผ้าที่ถูกรื้อแพทเทิร์นใหม่ ทว่าตะเข็บความเจ็บปวดในอดีตอาจทำให้ความสัมพันธ์ครั้งนี้ไม่ราบรื่นนัก


 

 


โดยเนื้อผ้าแล้ว Phantom Thread หาใช่หนังที่เรานิยามได้ดั่งเสื้อผ้าโหลว่ามันจะเป็นหนังคนสู้ชีวิต หนังรัก หรือหนังระทึกขวัญ เพราะท้ายที่สุดการตัดเย็บของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน เองก็แทบไม่ต่างจากรื้อแพทเทิร์นเดิมๆของการเขียนบทหนังทั้งการปฏิเสธการเซ็ตอัพตัวละครในองก์หนึ่ง ไปเผชิญอุปสรรคในองก์สอง ปิดท้ายบทสรุปที่องก์สาม เพราะเอาเข้าจริงการท่องโลกของ  Phantom Thread แทบไม่ต่างจากการเดินด้ายเสื้อผ้าระดับ โอต์ กูตูร์ (Haute Couture) ที่ทั้งพิศวงและน่าหลงใหลไปน่าตัว แม้หนังจะแทบไม่มีการ ‘หยิก’ คนดูด้วยสถานการณ์หรือจุดขัดแย้งแรงๆ แต่คนดูก็ไม่อาจวางตาหรือเอาใจออกห่างตัวละครหลักอันซับซ้อนด้วยปมจิตวิทยา แถมยังถักทอความสัมพันธ์ที่ทั้งหวานชื่นและเจ็บลึกสุดคาดเดา เป็นงานกำกับ-เขียนบท ของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ที่ทั้งแตกต่างเป็นเอกลักษณ์และเปิดประสบการณ์ผู้ชมให้กว้างไกล ฉายภาพแฟชั่นว่ามิได้มีเหลี่ยมมุมเพียงสวยงาม แต่ยังแฝงเร้นความเจ็บปวด ความริษยา การเรียกร้องที่ไม่เคยพอของมนุษย์ที่ถูกหย่อนไว้ใต้โครงเสื้อตามสันดานของแฟชั่น ดีไซน์เนอร์ที่ถูกนำมาเป็นต้นแบบในเรื่องก็มิปาน


แดเนียล เดย์ ลูอิส รับบท เรย์โนลด์ วู๊ดคอก


อีกสัมผัสสุดพิษวงที่คนดูแทบไม่เชื่อคือการทำให้ตัวละครอย่าง เรย์โนลด์ วู๊ดคอก แฟชั่นดีไซน์เนอร์ที่ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน อุปโลกน์ผ่านลมหายใจของ แดเนียล เดย์ ลิวอิส ยอดนักแสดงผู้ขอหักอกพวกเราด้วยการมอบปัจฉิมบทของยอดฝีมือเพื่อถ่ายทอดอารมณ์ศิลปินผู้ถูกความรักเล่นงานจนไม่อาจหาสมดุลชีวิตที่คุ้นเคยได้อย่างหมดจดทั้งการจัดวางร่างกายเพื่อสื่อถึงคนที่ทำงานหนักสอดเข็มสนด้ายมาทั้งชีวิต การไล่อารมณ์หนักเบาแบบปราศจากความเสแสร้ง และดวงตาที่สื่อจิตวิญญาณทุกอย่างของตัวละครที่คงไม่เกินเลยหากจะกล่าวว่าหากเป็นการอำลาเวที นี่ก็คือโชว์ที่ดีที่สุดของเขาจริงๆ และน่าจะทำให้สาขานักแสดงนำชายบนเวทีออสการ์ปีนี้ไม่ได้โรยกลีบกุหลาบให้บทนายกอังกฤษของ แกรี่ โอลด์แมน อย่างที่หลายสำนักคาดเดาแน่ๆ


วิคกี้ ครีปส์ รับบท อัลม่า

เลสลีย์ แมนวิลล์ รับบท ซีรีล


แต่อาภรณ์ที่ดีแม้ผ่านมือบุรุษแต่ความงดงามสมบูรณ์แบบจะขาดสตรีมิได้แน่นอน และ Phantom Thread ก็สร้างตัวละครหญิงที่มีพลังทำลายล้างสูงทั้งคู่ โดยเฉพาะบทคนรักอย่าง อัลม่า ของ วิคกี้ ครีปส์ และบท ซีรีล ของเลสลีย์ แมนวิลล์ สองสตรีผู้อยู่เบื้องหลังชีวิต ความสำเร็จและเจ็บปวดของชายชื่อ เรย์โนลด์ วู๊ดคอก เริ่มจากผู้เข้าชิงออสการ์อย่าง  เลสลีย์ แมนวิลล์ นั้นเธอทำให้ความนิ่งงัน และน้ำเสียงทุ่มต่ำราบเรียบของ ซีรีล ทรงพลังแผ่อิทธิพลต่อทุกคนรอบข้างได้เอย่างน่าเชื่อถือตั้งแต่ฉากเล็กๆน้อยๆอย่างการสั่งงานลูกน้องให้แก้ชุดของเจ้าหญิงผู้ศักดิ์ศักดิ์ ไปจนถึงการปราบพยศของ เรย์โนลด์ ในฐานะพี่สาวผู้เป็นเหมือนโลกทั้งใบของเขา ส่วน วิคกี้ ครีปส์ แม้ชื่อของเธอยังไปไม่ถึงออสการ์แต่อย่าประมาทละเลยการแสดงที่นิ่งแต่ลึกสงบปากแต่พร้อมซุ่มจู่โจมของเธอ เพราะบท อัลม่า คือไฮไลต์ของเรื่องราวอย่างแท้จริง ทั้งพัฒนาการจากสาวเสิร์ฟแดนกันดาลก้าวสู่โลกอันดุเดือดแห่ง ‘กูตูร์’ ที่ไม่ได้ใกล้เคียงกับดาวพระศุกร์หรือนางซินเดอเรลลาแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม..อัลม่าคือตัวละครที่พร้อมไหลลื่นไปตามคนรักอย่างเรย์โนลด์และยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้เขามาครอบครองที่ทั้งน่าเห็นใจในเปลือกนอกและไม่น่าไว้วางใจเมื่อเรื่องราวพัฒนาไปจนถึงจุดแตกหักของเรื่องราว



องค์ประกอบงานสร้างระดับเข้าชิงออสการ์ก็ไม่อาจละเลยได้ จนต้องขอถือวิสาสะคาดเดาผลออสการ์ไว้เลยล่วงหน้าว่าสาขาเครื่องแต่งกายไม่อาจยกให้ใครได้นอกจาก Phantom Thread จริงๆ ไม่เพียงความอุตสาหะของ มาร์ค บริดเจส ในการหาข้อมูลเครื่องแต่งกายในยุค 50 เท่านั้นแต่ยังรังสรรค์เครื่องแต่งกายขึ้นใหม่ที่ทั้งสามารถบ่งบอกยุคสมัย และพูดแทนความรู้สึกไปจนถึงถักทออารมณ์ของเรื่องราวได้อย่างโดดเด่นเปี่ยมสุนทรียะ ส่วนงานประพันธ์สกอร์ของ จอนนี กรีนวูด แห่งวงเรดิโอเฮด สหายร่วมอุดมการณ์ด้านเสียงเพลงของผู้กำกับแอนเดอร์สัน ก็ช่วยส่งเสริมทั้งสุนทรียะด้านภาพและโดดเด่นพอในแง่ถ่ายทอดบุคลิกและอารมณ์ของสถานการณ์ได้อย่างสร้างสรรค์และไม่เหมือนใคร เรียกได้ว่าสมศักดิ์ศรีในทุกสาขาที่เข้าชิงจริงๆ

โดยรูปทรงแล้ว Phantom Thread  ถือเป็นหนังของ พอล โธมัส แอนเดอร์สัน ที่ให้ประสบการณ์แปลกใหม่ ชวนพิศวงแต่บันเทิงได้อย่างไร้ตำหนิ ทั้งการประชันบทบาทของยอดฝีมืออย่างแดเนียล เดย์ ลิวอิส, เลสลีย์ แมนวิลล์ และวิคกี้ ครีปส์ ที่มาปล่อยพลังกันจนเฮาส์ออฟวู๊ดคอกแทบลุกเป็นไฟ เสริมด้วยงานออกแบบเสื้อผ้าและดนตรีประกอบที่ทั้งเสริมส่งเรื่องราวและเปี่ยมสุนทรียะ เท่านี้คอหนังรางวัลและผู้กระหายการเสพย์ศิลปะจากภาพยนตร์ก็ไม่ควรปล่อยผ่านด้วยประการทังปวง

Phantom Thread เส้นด้ายลวงตา เข้าฉาย 22 กุมภาพันธ์นี้

สาขาที่ Phantom Thread ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิง

  • ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม
  • ผู้กำกับยอดเยี่ยม  พอล โธมัส แอนเดอร์สัน  (Paul Thomas Anderson)
  • นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม แดเนียล เดย์ ลิวอิส (Daniel Day –Lewis) 
  • นักแสดงสมบทหญิงยอดเยี่ยม เลสลีย์ แมนวิลล์ (Lesley Manville)
  • ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม มาร์ค บริดเจส (Mark Bridges)
  • ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม จอนนี กรีนวูด (Jonny Greenwood) 
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว]Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald (2018) : สัตว์น่ารักน้อยหน่อย แอ็คชั่นมากหน่อย มืดหม่นกำลังเหมาะ

มาถึงภาคที่ 2 แล้วกับแฟรนไชส์ Fantastic Beasts ที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผู้ประพันธ์วางแผนไว้ว่าจะจบใน 5 ภาค หลังจากภาคแรกเธอได้ดึงตัวละคร นิวท์ สคาแมนเดอร์ บุรุษในตำนานที่ถูกกล่าวถึงไว้ในแฟรนไชส์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ให้ออกมามีตัวตนบนจอภาพยนตร์ในฐานะพ่อมดผู้ชื่นชอบในบรรดาสัตว์มหัศจรรย์และเดินทางรวบรวมศึกษามันไปทั่วโลก จนกลายมาเป็นหนังสือเรียนที่นักเรียนฮอกวอตส์ทุกคนรู้จักกันดี หนังเปิดภาคแรกมาด้วยบรรยากาศสดใสอารมณ์ดี ได้รู้จักตัวตนของนิวท์ เป็นพ่อมดที่เก่งแต่อ่อนน้อมถ่อมตนขี้อาย ได้รู้จักสังคมพ่อมดทางฝั่งอเมริกา แต่ก็จบด้วยการปรากฏตัวของกรินเดลวอลด์พ่อมดร้ายในตำนาน และการโผล่มาเซอร์ไพรส์คนดูของจอห์นนี่ เด็ปป์

Published

on

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

มาถึงภาคที่ 2 แล้วกับแฟรนไชส์ Fantastic Beasts ที่ เจ.เค. โรว์ลิ่ง ผู้ประพันธ์วางแผนไว้ว่าจะจบใน 5 ภาค หลังจากภาคแรกเธอได้ดึงตัวละคร นิวท์ สคาแมนเดอร์ บุรุษในตำนานที่ถูกกล่าวถึงไว้ในแฟรนไชส์ แฮร์รี่ พอตเตอร์ ให้ออกมามีตัวตนบนจอภาพยนตร์ในฐานะพ่อมดผู้ชื่นชอบในบรรดาสัตว์มหัศจรรย์และเดินทางรวบรวมศึกษามันไปทั่วโลก จนกลายมาเป็นหนังสือเรียนที่นักเรียนฮอกวอตส์ทุกคนรู้จักกันดี หนังเปิดภาคแรกมาด้วยบรรยากาศสดใสอารมณ์ดี ได้รู้จักตัวตนของนิวท์ เป็นพ่อมดที่เก่งแต่อ่อนน้อมถ่อมตนขี้อาย ได้รู้จักสังคมพ่อมดทางฝั่งอเมริกา แต่ก็จบด้วยการปรากฏตัวของกรินเดลวอลด์พ่อมดร้ายในตำนาน และการโผล่มาเซอร์ไพรส์คนดูของจอห์นนี่ เด็ปป์

มาถึงภาค 2 หนังสานต่อเหตุการณ์จากภาคแรกทันที เมื่อกรินเดลวัลด์โดนควบคุมตัวโดยเหล่ามือปราบมารอย่างเข้มงวดรัดกุม แต่ด้วยความเป็นพ่อมดร้ายอันดับ 1 ในยุคนั้นมีหรือจะยอมจำนนง่าย ๆ กรินเดลวัลด์ก็หลบหนีได้อย่างไม่ยากเย็นเปิดโอกาสให้หนังใส่ฉากแอ็คชั่นระทึกตาตั้งแต่เปิดเรื่อง เมื่อกรินเดลวอลด์ปรากฏตัว โทนของหนัง Fantastic Beasts ก็ดูเปลี่ยนไปในทันที โทนหนังตึงเครียดขึ้นอย่างชัดเจน แม้ว่าชื่อเรื่องจะว่าด้วยบรรดาเหล่าสัตว์มหัศจรรย์แต่ประเด็นของหนังย้ายไปเน้นหนักที่สงครามเวทมนตร์ระหว่าง 2 สุดยอดพ่อมดในยุคนั้น อัลบัส ดัมเบิลดอร์ และ กรินเดลวอลด์ ที่เจ.เค. เกริ่นมาแล้วว่าตลอด 5 ภาคของ Fantastic Beasts จะเล่าเรื่องราวสงครามของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่นี้ที่กินเวลา 19 ปี

ในภาคนี้เส้นเรื่องหลัก คือการขึ้นเถลิงอำนาจในฐานะพ่อมดโลกมืดของกรินเดลวอลด์ที่รวบรวมสมัครพรรคพวกมากมาย แต่เป้าหมายของเขาคือ ครีเซนด์ เด็กหนุ่มจากภาคแรกที่มีพลังมืดสิงสู่อยู่ในตัว ทำให้กรินเดลวอลด์ต้องการดึงมาเป็นกำลังสำคัญของเขา ทางมือปราบมารรู้ถึงแผนการของกรินเดลวอลด์จึงมุ่งมั่นตามกำจัดครีเดนซ์เสียก่อนที่กรินเดลวอลด์จะได้ตัวไป ในภาคแรกตัวละครก็มากพอดูแล้ว ในภาคต่อนี้ตัวละครจากภาคแรกกลับมาเกือบครบ แล้วยังเพิ่มตัวละครใหม่อีกมากเลตา เลสเตรงจ์ เพื่อนสาวที่มีอดีตผูกพันกับนิวท์ , ธีซีอุส พี่ชายของนิวท์ทำงานอยู่ในกระทรวงเวทมนตร์ , อัลบัส ดัมเบิลดอร์ในวัยหนุ่ม , นิโคลาส ฟลาเมล นักเล่นแร่แปรธาตุที่เคยถูกพูดถึงใน Harry Potter and the Philosopher’s Stone หนังภาคแรก นิโคลาสเป็นคนแก่ที่น่ารักและเรียกเสียงหัวเราะได้มาก แถมยังมีฉากโชว์เท่ของตัวเองด้วย และ นากินี งูยักษ์ที่รู้จักกันดีว่าเป็นสัตว์เลี้ยงคู่กายของโวลเดอร์มอต ภาคนี้เธอปรากฏตัวร่างหญิงสาวสวยที่ชวนติดตามว่าเธอไปพัวพันกับโวลเดอร์มอตได้อย่างไร

รวมถึง กิลเลิร์ต กรินเดลวอลด์ ที่ภาคนี้เปิดเผยตัวเองเต็มตัวทำให้เป็นตัวละครหลักที่ได้เวลาปรากฏตัวบนจอมามากพอควรสำหรับหนังที่มีตัวละครแออัดกันขนาดนี้ ดูแล้วชื่นชมจอห์นนี่ เด็ปป์ครับ ที่สลัดภาพพระเอกตลอดกาล มาเป็นผู้ร้ายได้อย่างสนิทใจ จับจอห์นนี่มาย้อมผม หนวดเคราสีขาว ใส่คอนแทคเลนส์สีขาวข้างเดียว ทำให้จอห์นนี่ เด็ปป์ เป็นกรินเดลวอลด์ที่น่ากลัวและเกรงขามสมศักดิ์ศรีพ่อมดร้ายในตำนาน เอาว่าแค่ยืนเฉย ๆ ก็สัมผัสได้ถึงความร้ายกาจแล้ว ในขณะที่กรินเดลวอลด์มีบทบาทมากขึ้น พระเอกอย่างนิวท์ กลับถูกลดบทบาทความสำคัญอย่างเห็นได้ชัดเพราะต้องแบ่งเวลาให้กับตัวละครอีกมากที่ล้วนมีส่วนสำคัญกับเนื้อหาในภาคนี้

ตัวละครเก่าก็มากแถมเพิ่มตัวละครใหม่ที่ส่วนสำคัญกับเนื้อหาอีกหลายตัว ทำให้ 2 ชั่วโมง 14 นาทีของหนังต้องเล่าเรื่องราวมากมาย ความสัมพันธ์ที่ดูจะคืบหน้าของนิวท์และทีน่า , พื้นเพความสัมพันธ์ในอดีตกาลของดัมเบิลดอร์ และ กรินเดลวอลด์ที่เป็นสาเหตุของความบาดหมางในปัจจุบันที่เกริ่น ๆ ไว้แต่ยังไม่เล่าชัดเจน และ อดีตของเลตา และ นิวท์ ในช่วงที่เรียนฮอกวอตส์ ทำให้เราต้องดู The Crimes of Grindelwald แบบต้องเรียบเรียงสมองให้เข้าใจถึง 3 ช่วงเหตุการณ์ของจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ เหตุการณ์ปัจจุบันในหนังที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์ 70 ปีหลังจากนี้ในแฟรนไชส์แฮร์รี่ พอตเตอร์ ที่จบลงไปนานแล้ว และยังมีหลาย ๆ ช่วงที่หนังแฟลชแบ็คย้อนไปถึงอดีตของหลาย ๆ ตัวละครทั้ง ครีเดนซ์ , นิวท์ , เลตา ,ดัมเบิลดอร์ และ กรินเดลวอลด์ บอกเลยว่าถ้าไม่มีพื้นฐานจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ มาหรือไม่ได้ดู Fantastic Beasts ภาคที่แล้วมา ยากที่จะเข้าใจครับ นี่คือหนังที่สร้างมาเพื่อตอบสนองแฟนเดนตายของจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ เท่านั้น ที่เจ.เค. ตั้งชื่อจักรวาลของเธอว่า Wizarding World

อย่างที่กล่าวว่าโทนหนังของภาคนี้เปลี่ยนไปจากภาคแรกพอดู เพราะมันว่าด้วยสงครามที่กำลังก่อตัวของพ่อมดด้านมืดและด้านสว่าง ทำให้หนังอัดฉากแอ็คชั่นมาได้ถี่ ๆ และแต่ละฉากก็ทำได้สนุกน่าตื่นตา แม้ว่าเราจะดูการต่อสู้ของพ่อมดมาถึง 10 เรื่องแล้วก็ตาม โดยเฉพาะฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องที่เล่นใหญ่และลากยาว เอาให้คุ้มค่าเงินทุนมหาศาล 200 ล้านเหรียญ มากกว่าภาคที่แล้วที่ใช้ไป 180 ล้านเหรียญ แต่ก็เห็นได้ชัดว่าเงินทุนน่าจะหมดไปบรรดาซีจีที่อัดแน่น เรียกได้ว่าทุก ๆ นาทีของหนังล้วนมีแต่ภาพซีจี

แต่ด้วยเหตุที่ว่าหนังเรื่องนี้ชื่อ Fantastic Beasts ก็จำต้องคงไว้ซึ่งความน่ารักของบรรดาสัตว์มหัศจรรย์ ที่ภาคนี้เลือกเก็บไว้แค่บางตัวที่คนดูรักอย่างเจ้า พิก มนุษย์ต้นไม้ตัวจิ๋วเพื่อนคู่ใจของนิวท์ที่ไปไหนมาไหนด้วยตลอด และเจ้านิฟเฟลอร์ ตัวตุ่นสีฟ้าจอมซนที่ภาคนี้ก็ยังมีบทบาทสำคัญพอควร โผล่มาทีไรก็ได้เสียงวีดวิ้วของคนดูที่ตอบรับความน่ารักของมัน ภาคนี้นิฟเฟลอร์มีลูก ๆ น่ารักด้วยนะครับ และ “โซวู” แมวผสมมังกรสัตว์ในตำนานจีน สัตว์มหัศจรรย์ตัวใหม่ที่มีบทบาทสำคัญในภาคนี้พอควร ทีมงานทำการบ้านมาดีครับกับการออกแบบให้โซวูมีทั้งด้านน่ากลัวและน่ารักในตัวเดียวกัน ที่ไม่ชอบสุดคือบรรดาแก๊งแมวเฝ้าสุสานนี่แหละ ที่ทำออกมาหยาบมาก สงสัยงบจะหมดพอดี

สรุปได้ว่า Fantastic Beasts: The Crimes of Grindelwald เป็นภาคต่อที่โทนหนังหม่นกว่าภาคแรกมาก หนังแอ็คชั่นมากขึ้น ตัวละครมากขึ้น แต่ถ้ามองตามไทม์ไลน์ของเหตุการณ์ภาคนี้ยังไม่ได้คืบหน้าไปเท่าใดนักเหมือนเป็นปฐมบทเข้าสู่สงครามเวทมนตร์ของ 2 ผู้ยิ่งใหญ่ ปริศนาใหม่ ๆ ก็ถูกสร้างขึ้นมาในภาคนี้ เพื่อดึงคนดูให้ติดตามบทเฉลยในภาคต่อ ๆ ไป แต่หลาย ๆ ปริศนานภาคแรกถูกเฉลย โดยเฉพาะตัวตนของครีเดนซ์ที่ถูกเปรยออกมาในวินาทีสุดท้ายของหนังก็เรียกเสียงฮือฮาได้พอควร ช้าระวังจะถูกสปอยล์นะครับ

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Coldplay: A Head Full of Dreams 20 ปี แห่งความฝัน

Published

on

By

เรื่องย่อ

อะไรทำให้คนเราอยู่ด้วยกันมายาวนานถึง 20 ปี โดยยังรักษาไว้ได้ครบทั้งมิตรภาพ อารมณ์ขัน แถมไม่เคยหมดแพชชั่นในการสร้างสรรค์ผลงานดีๆ?
“A Head Full Of Dreams” คือสารคดีที่บันทึก 20 ปี “โคลด์เพลย์” จากวันเริ่มต้นจนถึงวันยิ่งใหญ่ จากฝีมือของ แม็ต ไวต์ครอสส์ ผู้กำกับ Oasis: Supersonic

ใครชื่นชอบหนังอย่าง Oasis: Supersonic คงรู้ถึงทักษะการเล่าเรื่องที่ยาวนานในเวลาจำกัดได้อย่างสุดแสบสุดมันของ แม็ต ไวต์ครอสส์ ได้อย่างดี นี่เป็นอีกผลงานที่ไวต์ครอสส์ ต้องเล่าเรื่องวงดนตรีที่มีแฟนคลับทั่วโลก และนับแต่วันก่อตั้งจนถึงวันนี้ก็ยาวนานกว่า 20 ปีทีเดียว เรื่องราวการต่อสู้บนเส้นทางสายดนตรีของ 4 หนุ่ม คริส มาร์ติน, จอน บัคแลนด์, วิล แชมป์เปียน และ กาย เบอร์รี่แมน ในนามวง Coldplay จากรั้วมหาวิทยาลัยจากเล่นกันในผับ จนกลายเป็นวงระดับโลกที่ขายตั๋วได้หลักล้านใบ จึงต้องผ่านทั้งปมปัญหา การพิสูจน์ความเป็นมิตรแท้ ทั้งกดดัน ความเครียด ทุกข์ สุข หัวเราะ น้ำตา สารพัด

A Head Full Of Dreams Tour (ปี 2015-2017) คือชื่อทัวร์รอบโลกที่ขายบัตรไปกว่า 5.5 ล้านใบ และถูกบันทึกเป็นสถิติโลกว่าเป็นทัวร์คอนเสิร์ตที่ขายบัตรทั่วโลกได้สูงสุดตลอดกาลอันดับ 3  เป็นรองเพียง 360 Degree Tour (ปี 2009-2011) ของวง U2 และ A Bigger Bang Tour (ปี 2006-2007) ของวง The Rolling Stones เท่านั้น และเป็นที่มาของชื่อหนังสารคดีเรื่องนี้ที่เหมือนพามาจุดสูงสุดของวงและพานึกย้อนกลับไปทบทวนระหว่างทางที่ผ่านมาก่อนถึงเวทีสำคัญนี้

และหนึ่งในโมเม้นท์สำคัญสำหรับแฟนชาวไทยคงไม่พ้นการที่มีฉากฟุตเทจของ Coldplay “A Head Full of Dreams” Live in Bangkok ที่มาจัดในวันที่ 7 เมษายน 2017 ปีก่อนร่วมอยู่ในหนังสารคดีปรากฏการณ์ครั้งนี้ด้วย

หนังเล่าย้อนตั้งแต่การพบกันครั้งแรกของผู้กำกับ แม็ต ไวท์ครอสส์ กับเหล่าสมาชิกวงตั้งแต่ยังไม่เป็นโคลด์เพลย์ เมื่อสมัยเรียนที่วิทยาลัยเดียวกันในลอนดอน และจากฟุตเทจที่วงให้ไวท์ครอสส์ถ่ายตั้งแต่ยุคนั้น ก็กลายมาเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดงานที่เข้าอกเข้าใจและร่วมเดินทางกับการผจญภัยแสนยิ่งใหญ่ของวงร๊อกระดับโลกในอีก 20 ปีถัดมา ความสนิทของวงกับผู้กำกับก็เป็นอีกจุดแข็งที่ทำให้หนังดูใกล้ชิดมาก ความสนิทนี้เราเห็นได้ตั้งแต่ความกวนทีนของผู้กำกับกับวงในตอนต้นเรื่องเลยทีเดียว

ด้วยสไตล์การเล่าของไวท์ครอสส์แฟนหนังอาจจะต้องหูไวตาไวพอสมควร ตั้งแต่ตอน Oasis: Supersonic แล้ว เพราะมันจะเต็มไปด้วยบทสัมภาษณ์ของสมาชิกวงแต่ละคน รวมถึงผู้จัดการวงและทีมงานคนอื่น ๆ ที่เวียนเข้ามาพูดตลอดเวลา ไปพร้อมกับภาพฟุตเทจต่าง ๆ ซึ่งต้องคอยอ่านบนจอให้ดีว่าขณะนี้คือเสียงของใคร เรียกว่าหนังพูดตลอดเวลาจนสงสัยสารคนทำซับเลยล่ะ เพราะแค่เราอ่านยังอ่านแทบไม่ทันเลยบางช่วง

ด้วยบุคลิกของวงที่เรียบง่าย เปี่ยมมิตรภาพ และอารมณ์ขัน มันจึงเปี่ยมด้วยโมเม้นท์ดี ๆ และสร้างพลังบวกให้เรามากมาย แม้ว่าจะเป็นช่วงที่วงอยู่ในห้วงของความอึดอัดหรือใด ๆ ก็ตาม นี่ถือเป็นข้อดีใหญ่ ๆ ที่หนังจึงไม่ได้เหมาะแค่เพียงแฟนของวงโคลด์เพลย์เท่านั้น คนทั่วไปจะได้รับพลังด้านบวกมามองชีวิตตัวเองอย่างมีกำลังใจเช่นกัน

แน่นอนพอเป็นหนังเกี่ยวกับดนตรีมันจะเต็มไปด้วยเพลงฮิต อย่าง A Head Full of Dreams, Yellow, The Scientist, Everglow, Fix You, A Sky Full of Stars และ Up & Up และท่อนเพลงที่สะท้องห้วงเวลาต่าง ๆ และด้วยงานแปลซับไทยของ พลากร เจ้าเดิมที่แปลงานสารคดีดนตรีและหนังดี ๆ มามากเป็นการันตี เพลงบางเพลงที่คุ้นหูก็กับกระชากอารมณ์ให้เสียน้ำตาได้มากกว่าเคยด้วย

เป็นหนังที่จะทำให้เรารักวงโคลด์เพลย์และดนตรีมากขึ้น

หนังสารคดีนี้ฉายพร้อมกันทั่วโลก 14 พฤศจิกายน วันเดียวในโรงภาพยนตร์ และหากไม่ทันหนังจะเข้าฉายสตีมมิ่งผ่านทาง Amazon Prime ที่อเมริกาในวันที่ 16 พฤศจิกายนนี้ด้วยครับ ดีใจแทนแฟน ๆ ที่มีดอกาสได้ชมซับไทยแปลดี ๆ ในโรงไปเมื่อวานด้วยครับ

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

ผู้กำกับ Bat V Sup เผย ซุปเปอร์แมนไม่ใช้พลังหูทิยพ์หาแม่ เพราะเขาไม่อยาก “เพิกเฉยเสียงผู้คนที่ร้องขอความช่วยเหลือ”

Published

on

Batman V Superman คือภาพยนตร์ซุปเปอร์จากฝั่ง DC อันเป็นฝีมือการกำกับของ Zack Snyder ที่เขาได้แฝงสรรพสิ่งเชื่อมโยงหรืออ้างอิงหนังสือการ์ตูนคอมมิคในรูปแบบสัญญะ นัย และเรื่องราวฉากหลังที่เอาใจแฟน DC แบบสุดๆ แต่ก็เพราะไอความแฟนเซอร์วิสนี่แหละ มันเลยก่อให้เกิดข้อสงสัยและข้อถกเถียงมากมายกับคนดู ซึ่งหนึ่งในฉากที่หลายคนฉงนกันมากเป็นอันดับต้นๆ คือ “ทำไมซุปเปอร์แมนไม่ใช้พลังการได้ยินในการหาแม่ของเขาแทนการก้มหัวทำตามคำสั่ง เล็กซ์ ลูเธอร์ (Lex Luthor)

แต่ดูเหมือนตอนนี้ข้อสงสัยที่ว่า ได้ถูกเฉลยผ่านตัวพี่ Snyder ของเราเองผ่านการเปิดโอกาสให้แฟนๆ ได้ถามตอบถึงผลงานและความเป็นอยู่ของแกในปัจจุบันบน Twitter ส่วนตัว ซึ่งเขาก็ได้อธิบายว่า

ในฉากกรีนสกรีนที่ซุปเปอร์แมนบินขึ้นเหนือเมืองและกล้องเริ่มหมุนรอบตัวเขา ในจังหวะนั้น เขาจะได้ยินเสียงกรีดร้องของความช่วยเหลือของผู้คน และเสียงของการก่ออาชญากรรม ซึ่งหากสังเกตดูทีสีหน้าของซุปเปอร์แมน คุณก็จะเห็นได้ว่าเขากำลังเจ็บปวดอยู่ เพราะเขารู้ตัวว่าหากใช้วิธีดังกล่าวหาแม่ เขานั้นจะต้องเพิกเฉยต่อเสียงขอความช่วยเหลือจากทั้งสองเมือง (Metropolis, Gotham) และโลกทั้งใบ

ที่มา: Twitter

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!