Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]A Fantastic Woman แด่ผู้ชายที่รัก – หนังออสการ์ที่มากกว่าเรื่องอคติทางเพศ

มารีนา (แดเนียลา เวกา) นักร้องสาวประเภทสองพบรักกับ ออลันโด (ฟรานซิสโก เรเยส) หนุ่มใหญ่ที่เคยมีครอบครัวปกติมาก่อน แต่แล้วหลังจากมีอันต้องพลัดพรากกันด้วยความตาย มารีนา ต้องต่อสู้กับอคติของครอบครัวออลันโด เพียงเพื่อให้เธอได้บอกลาคนรักเป็นครั้งสุดท้าย



A Fantastic Woman คือหนังชิลีเจ้าของรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศปีล่าสุด ซึ่งหากมองประเด็นของเรื่องก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะสามารถจับประเด็นความหลากหลายทางเพศมาพูดถึงในเชิงลึก และสะท้อนปัญหาอคติที่ยังคงแฝงอยู่ในสังคมปัจจุบันที่แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนว่าเพศที่สามได้รับการยอมรับในศักดิ์ศรีเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม โดยในหนังได้เลือกเหตุการณ์ที่คนรักของมารีนาเสียชีวิตเป็นตัวจุดประเด็นขัดแย้งของเรื่องและมันได้นำพา ภรรยาเก่าของออลันโดและลูกชายเข้ามาทวงคืนสิทธิทุกอย่างในตัวผู้ตายไปจากเธอรวมถึงสิทธิในการร่วมงานศพของออลันโด รวมถึงการเข้ามาของตำรวจที่มาขอคำอธิบายจากมารีนาเรื่องรอยช้ำตามร่างกายของศพออลันโด และทีละน้อยทั้งสองเหตุการณ์ได้ค่อยๆสะท้อนความเป็น ‘ตัวประหลาด’ ของมารีนา คือเป็นทั้ง กระเทยแย่งผัวชาวบ้านในกรณีแรก และเป็นกระเทยแค้นคู่ขาในกรณีหลัง เพื่อบิดเบือนความจริงที่ว่า มารีนา ก็เป็นเพียงผู้หญิงที่สูญเสียคนรักไป และในขณะเดียวกันสถานะตัวประหลาดยังค่อยๆทำให้อีกตัวตนอย่างการเป็นนักร้องเสียงดีค่อยๆพร่าเลือนจนเธอแทบไม่สามารถกลับมาเชิดฉายบนเวทีได้อีกแล้ว ซึ่งรายละเอียดของบทหนังที่ค่อนข้างลึกซึ้งและเรียกร้องการคิดตามแบบนี้น่าจะเหมาะกับนักดูหนังระดับฮาร์ดคออยู่พอสมควรเพราะลำพังต้องมาดูหนังที่เล่าชีวิตตัวละคร LGBT แล้วหนังยังใส่เหตุการณ์และสัญญะต่างๆมาสะท้อนตัวตนตัวละครยั่วเย้าให้ได้ตีความกันสนุกสมองอีกด้วย



โดยสัญญะสำคัญที่หนังเลือกหยิบมาใช้คือ ‘กระจก’ ที่มารีนา มักใช้ส่องตัวเองเพื่อแต่งหน้าบ้าง สำรวจบาดแผลบ้าง ซึ่งเป็นการใช้พรอปธรรมดาแต่ด้วยความแม่นยำในการวางตำแหน่งเหตุการณ์ในบทที่เลือกให้กระจกปรากฎก่อนหน้าเหตุการณ์ที่เป็นจุดขัดแย้งของตัวละครพอดี และมันก็สะท้อนตัวตนของมารีนาทั้งตัวประหลาดแย่งผัวชาวบ้าน กระเทยทำร้ายคู่ขาหนุ่มใหญ่ ไปจนกระเทยที่ไม่รู้จักกาลเทศะ ซึ่งส่วนใหญ่สิ่งที่สะท้อนออกมาในแต่ละช่วงก็ทั้งบิดเบือนและทำให้เห็นอคติคนรอบตัวได้ชัดเจนที่สุด ในขณะเดียวกันกระจกก็ทำหน้าที่สะท้อนสภาวะภายในของตัวละครให้คนดูได้เห็นและคิดตามว่าแท้จริงแล้วสถานะของมารีนาจะไปตกในตำแหน่งไหนกันแน่

บางทีในสัปดาห์ที่ Avengers Infinity War กำลังถล่มโรงแบบนี้ การมีหนังเล็กๆ เอ้ย ไม่สิไม่เล็กหรอก เพราะท้ายสุดสิ่งที่ A Fantastic Woman สะท้อนออกมาคือแบบทดสอบอคติที่มาพร้อมเหตุการณ์ไม่คาดฝันและเหตุการณ์ประหลาดๆสุดคาดเดาก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้หนังซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายยักษ์ และอาจเป็นความบันเทิงรสใหม่ที่จะประทับใจและอิ่มเอมได้ไม่แพ้กัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Green Book: หนังที่ต้องตกหลุมรักที่สุดแห่งปี

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

Green Book คือผลงานที่นำแสดงโดยสองนักแสดงฝีมือคุณภาพ วิกโก้ มอร์เทนเซน ผู้เข้าชิงสองรางวัลออสการ์จาก Eastern Promises, Captain Fantastic ร่วมด้วย มาเฮอร์ชาลา อาลี เจ้าของรางวัลออสการ์จาก Moonlight เล่าถึงเรื่องราวของ สองคู่หูต่างขั้วที่จับผลัดจับผลูตระเวนเดินทางไปทั่วตอนใต้ของอเมริกาด้วยกัน “โทนี่ ลิป” (วิกโก้ มอร์เทนเซน) พี่ล่าขาใหญ่เชื้อสายอิตาเลียน-อเมริกันจากย่านบรองซ์ในนิวยอร์ก ต้องมาเป็นคนขับรถให้ “ดอน เชอร์ลีย์” (มาเฮอร์ชาลา อาลี) นักเปียโนคลาสสิคผิวสีระดับโลก ระหว่างที่เขาออกเดินสายขึ้นแสดงในยุค 60 สิ่งเดียวที่นำทางทั้งคู่คือ “สมุดปกเขียว” ที่บอกสถานที่ที่เป็นมิตรกับคนผิวสี พวกเขาต้องฝ่าทั้งกำแพงแห่งสีผิว ภัยอันตรายต่าง ๆ เช่นเดียวกับน้ำใจจากเพื่อนมนุษย์ในการเดินทางครั้งสำคัญนี้

ผู้กำกับหนังสายฮา ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี่ ที่ดังจากผลงานตลกเป็นส่วนมากทั้ง Dumb and Dumber (1994) และ There’s Something About Mary (1998) กลับมาอีกครั้งพร้อมเปลี่ยนแนวมาสายดราม่าอารมณ์ดีที่เปรี้ยงถึงขนาดเข้าชิงรางวัลลูกโลกทองคำถึง 5 สาขาด้วยกัน (ภาพยนตร์เพลงหรือตลกยอดเยี่ยม /บทภาพยนตร์ /กำกับภาพยนตร์ /นักแสดงนำชาย /นักแสดงสมทบชาย) ซึ่งน่าสนใจมากทีเดียว และในนาทีพูดได้เลยว่านี่เป็นหนังที่น่ารักโคตร ๆ อมยิ้มและขำรัว ๆ ยิ่งไม่อยากให้หนังจบเลยด้วยซ้ำ เหมือนเราดูคู่หูต่างขั้วคู่นี้ไปได้เรื่อย ๆ แบบไม่รู้จบเลย เรียกว่าฟาร์เรลลี่ดึงทักษะหนังตลกที่เชี่ยวชาญมาผสมหนังชีวิตได้โคตรฟีลกู้ดเลย ตกหลุมรักมากกกก

หนังเอาเรื่องจริงเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเหยียดผิวอันเลื่องชื่อของอเมริกาในช่วงยุค 1930-1960 ที่คนผิวสีต้องพกหนังสือชื่อ “The Negro Motorist Green Book” ซึ่งภายหลังชื่อเรียกเหลือแค่ Green Book ที่พิมพ์มาเป็นไกด์แนะนำว่ามีร้านอาหาร โรงแรม หรือสถานที่ใดที่ยินดีต้อนรับคนผิวสีบ้าง เพราะยุคนั้นถ้าหลงเข้าไปที่ที่มีการเหยียดรุนแรงอาจถูกทำร้ายจิตใจทางวาจา หรืออาจหนักกว่านั้นจนเสี่ยงชีวิตเลยก็ได้

หนึ่งในเรื่องราวที่สวยงามที่สุดในยุคนั้นก็คือ มิตรภาพของคนต่างผิวสีต่างนิสัยและต่างที่มา ซึ่งเกิดขึ้นจริงในวงการบันเทิงอย่าง ดร.ดอน เชอร์ลีย์ นักเปียชื่อดังระดับโลก กับบอดี้การ์ดอิตาลีสุดกระด้างจากย่านกุ๊ยของนิวยอร์กอย่าง โทนี่ ลิป วัลเลลองก้า ที่ถูกว่าจ้างให้ติดตามดูแลครั้งที่ ดร.เชอร์ลีย์ ต้องเดินทางแสดงผลงานในภาคใต้ของอเมริกาซึ่งมีประวัติการเหยียดผิวรุนแรงที่สุดเพราะเป็นดินแดนที่ค้าทาสผิวสีเดิม ก่อนที่จะแพ้สงครามกลางเมืองและมีการบังคับเลิกทาสไปในที่สุดสมัยประธานาธิบดีลินคอล์น แต่กระนั้นความรุนแรงของการเหยียดผิวก็ยังฝังรากลึกในวัฒนธรรมแดนใต้อยู่ต่อมายาวนาน การเดินทางแสดงดนตรีธรรมดาจึงมีเรื่องราวมากกว่าแค่การนั่งรถชมวิวแน่นอน

หนังได้ดาราชั้นนำมารับบทคนที่มีอยู่จริงอย่างนักแสดงนำ วิกโก้ มอร์เทนเซน หรือ อารากอน จาก The Lord of the Rings มารับบท โทนี่ ลิป และได้ดาราเจ้าของรางวัลสมทบชายออสการ์จากหนัง Moonlight (2016) อย่าง มาเฮอร์ชาลา อาลี มารับบท ดร.ดอน เชอร์ลีย์  และดอกไม้ชูโรงของหนังก็ได้ ลินดา คาร์เดลลินี่ จาก Brokeback Mountain (2005) มารับบท โดโลเรส ภรรยาของโทนี่ ลิป ด้วย

หลายคนอาจจะคุ้นหน้าของ โทนี่ ลิป ตัวจริง เพราะภายหลังจากเรื่องราวในหนังนั้น เขาก็สร้างเนื้อสร้างตัวจนเป็นเจ้าของกิจการไนท์คลับชื่อดัง และกลายเป็นหนึ่งในดารารับเชิญที่มักปรากฏตัวในหนังของผู้กำกับดังอย่าง ฟรานซิส ฟอร์ด คอปโปลา ซิดนีย์ ลูเมท และ มาร์ติน สกอร์เซซี  โดยครั้งแรกเขาเล่นบทรับเชิญแขกในฉากงานแต่งของ The Godfather (1972) และที่น่าจะจำได้มากสุดคือการรับบท คาร์ไมน์ ลูเปอร์ทาสซี่ ในซีรีส์ The Sopranos นั่นเอง ซึ่งเสน่ห์ของหนังส่วนมากเลยต้องบอกว่ามาจากตัวของโทนี่ ลิป นี่เองเลยล่ะ เพราะแม้จะหยาบกระด้างแต่เขาสัมผัสได้ และแม้จะแข็งนอกแต่ภายในเขามีมุมอ่อนโยน มีเสน่ห์ในการพูดจาหว่านล้อม เป็นลูกผู้ชายที่ถือสัจจะเป็นคนจริง และเป็นนักเลงในแบบที่ใครก็เกลียดไม่ลงเลย ซึ่งมอร์เทนเซนก็ถ่ายทอดออกมาได้อย่างไร้ที่ติ เป็นการพลิกทั้งรูปลักษณ์ และการแสดงที่เขาเคยทำได้อย่างน่าทึ่ง เราแทบลืมไปเลยว่านี่คือการแสดง และคนที่อยู่บนจอคือมอร์เทนเซน

ในด้านของอาลี ที่รับบท ดร.ดอน เชอร์ลีย์ นั้นก็ต้องคารวะอีกครั้ง เพราะใน Moonlight เราอาจติดภาพนักเลงข้างถนนของเขามาอย่างตราตรึง แต่ในเรื่องนี้เขาก็พลิกเป็นชายผิวสีไฮโซ การศึกษาสูง ผู้มีรสนิยมสูงแปลกแยกจากคนอื่น และดูอ้างว้างโดดเดี่ยวอยู่เสมอได้อย่างน่าทึ่ง การที่ต้องเล่นเป็นนักเปียโนระดับเทพอาลีก็ฝึกฝนและถ่ายทอดการแสดงเปียโนที่สมจริงได้อย่างไม่มีอะไรให้ติติงเลย และการเข้าคู่ของทั้งคู่ทั้งอาลีและมอร์เทนเซนคือความน่าประทับใจที่เห็นถึงมิตรภาพของความแตกต่าง การยอมรับนับถือในกันและกันของผู้ชายสองคนที่สวยงามมาก ๆ ตราตรึงมาก ๆ ด้วย

คือดูแล้วเหมือนเพิ่งได้พบกับเพื่อนสนิทที่คุยถูกคอมาก ๆ ทีเดียวสองคน และเราก็อยากเป็นเพื่อนกับเขาต่อไปทั้งชีวิตเลย

และที่ต้องชื่นชมที่สุดแห่งที่สุดคงเป็นงานเขียนบทและการกำกับ โดย ปีเตอร์ ฟาร์เรลลี่ อย่างที่ได้พูดมาว่าใช้ทักษะที่ชำนาญในหนังตลกแมส ๆ มาสู่หนังดราม่าได้อย่างคมคายและน่าทึ่งมาก ๆ เกินความหมายสุด ๆ และส่วนหนึ่งที่บทคมคายและสมจริงได้ขนาดนี้ก็ต้องชื่นชมมือเขียนบทร่วมที่ได้ลูกชายของโทนี่ ลิปตัวจริงอย่าง นิก วัลเลลองก้า มาช่วย รวมถึง ไบรอัน เฮย์ส เคอรรี่ ดาราตัวประกอบรุ่นเก๋าที่มาเสริมบทหนังได้อย่างดี มีคำพูดดี ๆ คม ๆ และน่าจดจำมากมาย มันคือหนังที่สมบูรณ์แบบในบทแบบชนิดไร้ช่องโหว่ และการถ่ายทอดผ่านกิมมิกของสีเขียวก็ถูกวางไว้ตลอดเรื่องก็ผลักดันให้เราดูไปคิดไป

อิ่มทั้งตาอิ่มทั้งใจจริง ๆ

หนังเข้าฉายจริง 3 มกราคมปีหน้า แต่จะเปิดรอบพิเศษหลัง 2 ทุ่มตั้งแต่วันที่ 27 ธันวาคมนี้ ไม่อยากให้พลาดเรื่องนี้จริง ๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Bumblebee: ลดอายุ เพิ่มเสน่ห์ ขยายฐานผู้ชมสู่ระดับหนังครอบครัว

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

ย้อนกลับไปในปี 1987 บัมเบิ้ลบีค้นพบที่หลบภัยอยู่ในพื้นที่เก็บของเก่าในเมืองริมชายหาดเล็ก ๆ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย โดยที่ ชาร์ลี (เฮลีย์ สไตน์เฟลด์) สาวที่กำลังจะมีอายุครบ 18 ปี ค้นพบบัมเบี้ลบี ในสภาพรถโฟล์กสวาเกนสีเหลืองที่ผุพัง ผ่านศึกมาหนัก และในไม่ช้า เธอก็รู้ว่าบัมเบิ้ลบีไม่ใช่แค่รถเต่าธรรมดาเลย

ในที่สุด ไมเคิล เบย์ ผู้กำกับบ้าพลังระเบิดก็สละมือจาก Transformers หนังใหญ่ยักษ์ของฮอลลีวู้ดเสียที แม้จะเป็นเพียงภาคสปินออฟก็ตาม โดยเอาตัวละคร บัมเบิ้ลบี จอมขโมยซีนที่คนดูรักและเอ็นดูเป็นพิเศษมาบอกเล่าเรื่องราวการเดินทางมาโลกครั้งแรกเมื่อปี 1987 และเปลี่ยนโทนหนังต่างจากเดิมไปพอตัว โดยเน้นเรื่องการปรับตัวแบบก้าวผ่านวัย พร้อมกับสร้างสายสัมพันธ์กับเพื่อนต่างสปีชีส์ ที่สื่อสารกันด้วยภาษากายได้อย่างซาบซึ้งตรึงใจ จะว่าไปนี่มันหนังดิสนีย์สไตล์ Monster Trucks (2016) ชัด ๆ เลยนี่หว่า

หนังเริ่มต้นด้วยไอเดียของ สปีลเบิร์ก ซึ่งเป็นโปรดิวเซอร์ใหญ่ของ Transformers มาตลอดในการที่จะหันมาเล่าเรื่องแยกย่อยที่ไม่ต้องไปต่อความกับภาคหลักซึ่งออกทะเลดาวไปไกลเกินเจอยูเทิร์นแล้ว และได้ผู้กำกับคนใหม่มาลองหาแง่มุมใหม่ ๆ ให้หนังอย่าง ทราวิส ไนท์ ผู้กำกับจาก Kubo and the Two Strings (2016)หนังแอนิเมชั่นสต็อปโมชั่นจากค่าย Laika ที่เป็นขวัญใจใครหลาย ๆ คน ซึ่งไนท์ก็เหมาะกับการเติมแต่งเรื่องราวสไตล์เด็กดูแบบนี้เลยล่ะ เพราะหนังสามารถสมดุลระหว่างเรื่องราวการต่อสู้ระหว่างหุ่นยักษ์ที่ไล่ล่ากันข้ามจักรวาลมาถึงโลก กับเรื่องมิตรภาพระหว่างเด็กสาวที่มีปัญหาทางบ้านอย่าง ชาร์ลี กับ บัมเบิ้ลบี ที่สูญเสียกล่องเสียงและความทรงจำไปจากการต่อสู้ได้อย่างลงตัว

หนังเน้นการเล่าเรื่องที่ง่าย และคอยสอดแทรกที่มาที่ไปที่ไปสอดเสริมกับหนังภาคหลัก อย่างว่าทำไมบัมเบิ้ลบีถึงต้องมาโลก ทำไมไม่สามารถพูดได้ ทำไมถึงชื่อบัมเบิ้ลบี เป็นต้น ทั้งยังเอาใจแฟนพันธุ์แท้จากฉบับแอนิเมชั่นด้วยการได้เห็นร่างของเหล่าหุ่นยักษ์ในฉบับดั้งเดิมอีกหลาย ๆ ตัวด้วย แต่ด้วยท่าทีที่ง่ายและต้องการให้เสพสบายลื่นคอ หนังจึงใช้สูตรการเล่าแบบมาตรฐานมาก ๆ เดาง่ายมาก ๆ ยอมละลายความสมจริงบางอย่างไปบ้างก็ทำ และมีมุกคอยเสริมเรื่องตลอดเวลา ขำบ้าง น่ารักบ้าง และบางอย่างก็ต้องบอกว่าเด็กน้อยเหลือเกิน ที่ดูไม่เข้าใจ พยายามยัดใส่แบบไม่มีเหตุผลก็มีให้เห็นบ้างพอสมควร แต่มุกที่หนังทำได้ดีเลยจนต้องชมคงเป็นการใช้บรรดาเพลงเก่ายุค 80 มาแทนควมคิดของบัมเบิ้ลบีซึ่งฉลาดและมีเสน่ห์มาก

การแสดงของดาราสาวอย่าง เฮลีย์ สไตน์เฟลด์ ที่เคยเข้าชิงนักแสดงสมทบหญิงออสการ์จากหนัง True Grit (2010) ตั้งแต่ยังเด็ก และมาฉายแสงในหนัง Pitch Perfect 2 และ 3 ในบทที่สาวขึ้นก็สามารถส่องประกาย ยึดสายตาจากผู้ชมได้อย่างดีเยี่ยม เรียกว่าเธอคือสิ่งที่น่ามองที่สุดบนจอได้เลยล่ะ ไม่ว่าจะบทดราม่าหรือบทตลกก็ทำได้ดีทีเดียว ในขณะที่อีกหนึ่งดาราที่ใครหลายคนเป็นแฟนคลับอย่าง จอห์น ซีน่า นักมวยปล้ำที่เริ่มหันมาเอาดีทางหนังมากขึ้น ก็รับบททหารฝั่งโลกที่มีบทเว่อ ๆ ตลก ๆ อยู่เสมอ แต่ก็พูดกันตามตรง หลายครั้งมันเหมาะกับคนที่เป็นแฟนซีน่ามามากกว่า ใครเพิ่งรู้จักแกคงไม่เก็ตบุคลิกของแกว่าทำไมเล่นล้น ๆ ตลกแปลก ๆ จัง

และในฟากฝั่งของเหล่าหุ่นทั้งหลายต้องยอมรับว่ามีความเนียนและพอดีของซีจีในแบบที่ดูสบายตาสมจริง การแสดงสีหน้าท่าทาของตัวละครซีจีสื่อสารได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะบัมเบิ้ลบีนั้นน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวละครที่มีคนรักมากที่สุดได้ไม่ยากเย็น ในขณะที่ฝั่งตัวร้ายก็มีความโหดเหี้ยมและใช้เล่ห์เหลี่ยมได้ดี น่าเสียดายที่หนังไม่ได้ถูกออกแบบมาเป็นหนังสงครามเต็มตัว ทำให้บทที่เหล่าหุ่นจะสู้กันจริงจังมีน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความคาดหวัง

ส่วนที่ดีที่สุดของหนังคงเป็นการพักและมีมุมมองใหม่ ๆ ในการเล่าเรื่อง Transformers บ้างหลังจากระห่ำกันมามากแล้ว แต่ก็เป็นข้อเสียในตัวเพราะหนังมีฉากแอ็กชั่นเบาบางลงไปมากจนแฟนเดิม ๆ หรือผู้ใหญ่ ๆ อาจจะรู้สึกว่าหนังหน่อมแน้มน่าเบื่อ ซึ่งในมุมของแฟนใหม่ ๆ รุ่นเยาว์หรือวัยรุ่นต้น ๆ ตลอดจนคนดูที่ชอบหนังสายครอบครัวสายมิตรภาพน่าจะหันมาเป็นแฟนของเจ้าบัมเบิ้ลบีได้ไม่ยากเย็นเช่นกัน เรียกว่าได้อย่างเสียอย่างแลกกันไปเลย

และสำหรับพากย์ไทยนั้นขออนุญาตวัดความรู้สึกจากการดูหนังซับไทย แล้วมาเทียบกับตัวอย่างฉบับพากย์ไทยนี้ ก็คิดว่าเป็นการตีความอีกแบบของตัวละคร เพราะเฮลีย์จะแสดงให้เห็นถึงความเป็นเด็กสาวที่ต้องเข้มแข็ง และมีความสู้ผ่านน้ำเสียงมากกว่า แม้ในยามอ่อนแอเราก็รู้สึกว่าเธอจะเข้มแข็งขึ้นได้ ในขณะที่เสียงน้อง ปัญ BNK48 นั้นจะออกมาทางน่ารักน่าสงสารมากกว่า แต่ในแง่คุณภาพเสียงนี่ไม่ต่างจากที่มืออาชีพเขาพากย์ในหนังดิสนีย์เลยล่ะ คิดว่าน่าจะได้คนละอารมณ์ซึ่งก็ไม่อาจชี้วัดได้ว่าแบบไหนดีกว่ากันเพราะหนังก็มีฉากขายในทั้งสองแบบให้เล่นอยู่แล้วด้วย เชื่อว่า 2 เวอร์ชั่นนี้ต่างมีดีของตัวเองทั้งคู่ครับ

สาวกหุ่นเหล็กต้องไม่พลาดรอบแรกๆ กดของตั๋วที่รูปแบบฉับไว ด่วนๆ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] Netflix Bird Box มองอย่าให้เห็น – หนังโลกล่มสลายสะท้อนความกลัวของมนุษย์แม่

Published

on

ในระหว่างเดินทางกลับจากโรงพยาบาล มาโลรี่ (แซนดรา บูลล็อค) สาวท้องแก่ต้องเผชิญความน่าสะพรึงกลัวของการระบาดจากไวรัสพันธุ์ใหม่ที่ทำให้คนฆ่าตัวตาย โชคยังดีที่เธอได้รับการช่วยเหลือจากคนกลุ่มหนึ่งนำโดย เกร็ก (บีดี หว่อง) ชายใจกว้างผู้พร้อมเปิดรับผู้ประสบภัยทุกคน และ ดักลาส (จอห์น มัลโควิช)สถาปนิกเห็นแก่ตัวผู้สูญเสียภรรยาที่ออกไปช่วย มาโลรี่ พวกเขาต้องอยู่อย่างหวาดกลัวและต้องรักษาพื้นที่มั่นไว้โดยต้องปิดแสงจากหน้าต่างทุกบาน เพราะการมองเห็นอาจหมายถึงการต้องจบชีวิต แล้วมาโลรี่และลูกในท้องจะเอาชีวิตรอดได้อย่างไรต้องติดตาม 

Bird Box ถือเป็นงานที่ Netflix ภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างยิ่ง โดยผมได้รับเชิญไปชมภาพยนตร์รอบปฐมทัศน์เมื่อวันที่ 11 ธันวาคมที่ผ่านมาก่อนจะลงสตรีมมิงวันที่ 21 ธันวาคมนี้ ซึ่งต้องยอมรับว่าการได้ชมหนังบนจอของโรงภาพยนตร์ทำให้เราได้รับประสบการณ์ร่วมจากหนังได้อย่างเต็มที่จริงๆแต่หากเราพิจารณาจากตัวเนื้อหาก็คงต้องบอกว่า หนังเองดูจะเหมาะกับคนที่ชื่นชอบหนังดราม่ามากกว่าคอหนังทริลเลอร์ที่หวังความตื่นเต้นในการเอาชีวิตรอดของมาโลรี่ เพราะด้วยวิสัยทัศน์ของ ซูซาน เบีย ที่เคยกำกับ In a better world หนังออสการ์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมจากเดนมาร์คก็ย่อมคุ้นเคยกับการมองโลกและสังคมอย่างลึกซึ้ง ที่สำคัญคือการนำเสนอตัวละครผู้หญิงที่ต้องเผชิญความโหดร้ายเพื่อก้าวผ่านไปสู่การเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ที่อาจทำให้เราดูหนังด้วยความอึดอัดไม่สบายใจเท่าใดนัก

ซึ่ง Bird Box ก็ออกมาในแนวทางที่เธอถนัด เพราะการให้ มาโลรี่ เป็นคนท้องก็ยิ่งแสดงให้เห็นภาวะที่ผู้หญิงต้องเผชิญกับสารพันมรสุมชีวิตเพื่อให้กำเนิดชีวิตใหม่ยิ่งมาโลรี่ ต้องเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยวก็ยิ่งทำให้เห็นความแข็งแกร่งของผู้หญิงในการเผชิญโลกอันโหดร้ายได้อย่างเห็นภาพ ซึ่งหนังก็โหดร้ายมากพอที่จะโยนอุปสรรคในการเอาชีวิตรอดให้ตัวละครทั้งการต้องไปซูเปอร์มาร์เก็ตแบบมองอะไรไม่เห็นแถมยังมีคนติดเชื้อไวรัสซ่อนอยู่อีก หรือกระทั่งการที่ต้องใช้ชีวิตหลบภัยในบ้านแบบไว้ใจใครก็ตามที่มาเคาะประตูบ้านไม่ได้เลยก็ยิ่งทดสอบระดับมนุษยธรรมของตัวละครได้อย่างหนักหน่วงขึ้นไปอีก ซึ่งการมีตัวละครนำเป็นผู้หญิงก็ย่อมได้คะแนนความเห็นใจจากคนดูไม่ยากนัก แต่ที่ต้องชื่นชมจริงๆคือการที่หนังไม่ได้ให้ มาโลรี่ เป็นตัวละครแบนๆ เพราะเธอเองก็มีดีมีชั่วมีด้านมืดที่ต้องเอาชนะเพื่อความอยู่รอดของลูกๆของเธอ โดยจุดที่หนังสร้างความมืดหม่นสิ้นหวังมากๆคือการที่มาโลรี่ ไม่ยอมตั้งชื่อลูกของตัวเองเพียงเพราะไม่ต้องการสร้างความผูกพันหากเธอไม่สามารถเอาตัวรอดจากโลกาวินาศในครั้งนี้ได้ รวมถึงหนังยังมีฉากที่แสดงให้เห็นว่าบางครั้งความเมตตาปราณีก็นำมาซึ่งหายนะอันใหญ่หลวงได้เหมือนกัน ซึ่งทำให้หนังสามารถตั้งคำถามกับความเป็นมนุษย์ได้อย่างลุ่มลึกอีกด้วย

แต่ก็อย่างที่ได้เกริ่นไว้ว่าการที่หนังเน้นไปในทางดราม่าส่วนใหญ่ก็ส่งผลให้บางฉากที่หนังสามารถทำให้ตื่นเต้นได้ หนังก็กลับเพิกฉายในการสร้างความตื่นตระหนกไม่ไว้ใจ ทั้งที่มันอาจช่วยให้ตัวหนังเข้าถึงคนดูวงกว้างได้มากขึ้นจนอดเสียดายไม่ได้ว่าการที่หนังมีฉากหลังเป็นโลกล่มสลายและมีไวรัสแพร่ระบาดแต่คนดูกลับไม่ได้สัมผัสมันจากกลวิธีทางภาพยนตร์ของหนังเรื่องนี้แต่อย่างใดจนทำให้กราฟในการดูหนังเรื่องนี้อาจมีตกบ้าง แต่ก็ยังคงคุ้มค่าที่จะดูเพื่อความบันเทิงอยู่นะ แม้ไอเดียโลกล่มสลายของหนังดูจะคล้าย The Happening (2008) ผสมกับ The Quiet Place (2018) ไปหน่อยก็ตาม

กระนั้นก็ต้องยอมรับว่าการแสดงของ ซานดร้า บูลล็อค สามารถชดเชยทุกข้อด้อยของหนังได้จริงๆ โดยแม่แสงดาว บุญล้อม นอกจากจะยังสวยสะพรั่งในวัย 50 แล้วเธอยังสามารถทำให้คนดูสัมผัสได้ถึงความกลัวของผู้หญิงคนนึงที่ต้องหาทางเอาชีวิตรอดและเรียนรู้ความเป็นแม่ในภาวะวิกฤติของโลก เธอทำให้เราเข้าใจในน้ำหนักปัญหาของมาโลรี่ได้อย่างแจ่มชัดทั้งการแบกความรู้สึกผิดจากการเอาตัวรอดแต่ต้องแลกด้วยชีวิตของน้องสาวตัวเองหรือภรรยาของดักลาส ก่อนที่จะตัดสินใจสู้กับวิกฤติเพื่ออีก 2 ชีวิตได้อย่างน่าเอาใจช่วยจริงๆ

ใครสนใจรับชมหนังได้ทาง Netflix (คลิกเพื่อชมหนังบนเน็ตฟลิกซ์ได้เลย) ตั้งแต่ 21 ธันวาคมนี้

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!