Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]A Fantastic Woman แด่ผู้ชายที่รัก – หนังออสการ์ที่มากกว่าเรื่องอคติทางเพศ

Published

on

มารีนา (แดเนียลา เวกา) นักร้องสาวประเภทสองพบรักกับ ออลันโด (ฟรานซิสโก เรเยส) หนุ่มใหญ่ที่เคยมีครอบครัวปกติมาก่อน แต่แล้วหลังจากมีอันต้องพลัดพรากกันด้วยความตาย มารีนา ต้องต่อสู้กับอคติของครอบครัวออลันโด เพียงเพื่อให้เธอได้บอกลาคนรักเป็นครั้งสุดท้าย



A Fantastic Woman คือหนังชิลีเจ้าของรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศปีล่าสุด ซึ่งหากมองประเด็นของเรื่องก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะสามารถจับประเด็นความหลากหลายทางเพศมาพูดถึงในเชิงลึก และสะท้อนปัญหาอคติที่ยังคงแฝงอยู่ในสังคมปัจจุบันที่แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนว่าเพศที่สามได้รับการยอมรับในศักดิ์ศรีเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม โดยในหนังได้เลือกเหตุการณ์ที่คนรักของมารีนาเสียชีวิตเป็นตัวจุดประเด็นขัดแย้งของเรื่องและมันได้นำพา ภรรยาเก่าของออลันโดและลูกชายเข้ามาทวงคืนสิทธิทุกอย่างในตัวผู้ตายไปจากเธอรวมถึงสิทธิในการร่วมงานศพของออลันโด รวมถึงการเข้ามาของตำรวจที่มาขอคำอธิบายจากมารีนาเรื่องรอยช้ำตามร่างกายของศพออลันโด และทีละน้อยทั้งสองเหตุการณ์ได้ค่อยๆสะท้อนความเป็น ‘ตัวประหลาด’ ของมารีนา คือเป็นทั้ง กระเทยแย่งผัวชาวบ้านในกรณีแรก และเป็นกระเทยแค้นคู่ขาในกรณีหลัง เพื่อบิดเบือนความจริงที่ว่า มารีนา ก็เป็นเพียงผู้หญิงที่สูญเสียคนรักไป และในขณะเดียวกันสถานะตัวประหลาดยังค่อยๆทำให้อีกตัวตนอย่างการเป็นนักร้องเสียงดีค่อยๆพร่าเลือนจนเธอแทบไม่สามารถกลับมาเชิดฉายบนเวทีได้อีกแล้ว ซึ่งรายละเอียดของบทหนังที่ค่อนข้างลึกซึ้งและเรียกร้องการคิดตามแบบนี้น่าจะเหมาะกับนักดูหนังระดับฮาร์ดคออยู่พอสมควรเพราะลำพังต้องมาดูหนังที่เล่าชีวิตตัวละคร LGBT แล้วหนังยังใส่เหตุการณ์และสัญญะต่างๆมาสะท้อนตัวตนตัวละครยั่วเย้าให้ได้ตีความกันสนุกสมองอีกด้วย



โดยสัญญะสำคัญที่หนังเลือกหยิบมาใช้คือ ‘กระจก’ ที่มารีนา มักใช้ส่องตัวเองเพื่อแต่งหน้าบ้าง สำรวจบาดแผลบ้าง ซึ่งเป็นการใช้พรอปธรรมดาแต่ด้วยความแม่นยำในการวางตำแหน่งเหตุการณ์ในบทที่เลือกให้กระจกปรากฎก่อนหน้าเหตุการณ์ที่เป็นจุดขัดแย้งของตัวละครพอดี และมันก็สะท้อนตัวตนของมารีนาทั้งตัวประหลาดแย่งผัวชาวบ้าน กระเทยทำร้ายคู่ขาหนุ่มใหญ่ ไปจนกระเทยที่ไม่รู้จักกาลเทศะ ซึ่งส่วนใหญ่สิ่งที่สะท้อนออกมาในแต่ละช่วงก็ทั้งบิดเบือนและทำให้เห็นอคติคนรอบตัวได้ชัดเจนที่สุด ในขณะเดียวกันกระจกก็ทำหน้าที่สะท้อนสภาวะภายในของตัวละครให้คนดูได้เห็นและคิดตามว่าแท้จริงแล้วสถานะของมารีนาจะไปตกในตำแหน่งไหนกันแน่

บางทีในสัปดาห์ที่ Avengers Infinity War กำลังถล่มโรงแบบนี้ การมีหนังเล็กๆ เอ้ย ไม่สิไม่เล็กหรอก เพราะท้ายสุดสิ่งที่ A Fantastic Woman สะท้อนออกมาคือแบบทดสอบอคติที่มาพร้อมเหตุการณ์ไม่คาดฝันและเหตุการณ์ประหลาดๆสุดคาดเดาก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้หนังซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายยักษ์ และอาจเป็นความบันเทิงรสใหม่ที่จะประทับใจและอิ่มเอมได้ไม่แพ้กัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] Rolling to You: รอมคอมรุ่นใหญ่ได้กลิ่นอายหนังรักขึ้นหิ้ง

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ถือเป็นหนังฟอร์มม้านอกสายตาที่ดูจากทีเซอร์แล้วหลายคนอาจคิดว่ามันจะออกไปทางดราม่าเรื่องความเป็นคนวีลแชร์ แต่ขณะเดียวกันก็เป็นพลอตเรื่องอีกรสชาติหนึ่งที่ไม่ค่อยได้ลิ้มรสกันบ่อยเท่าไหร่นัก กับความรักโรแมนติกระดับรุ่นพ่อรุ่นแม่เขาคุยกัน กับบรรยากาศของตัวหนังที่ทำให้เรารู้สึกสัมผัสถึงกลิ่นของหนังรักดังในอดีตหลายเรื่องเลย

Rolling to You เป็นหนังสัญชาติฝรั่งเศสผลงานกำกับเรื่องแรกของนักแสดงรุ่นเก๋าอย่าง Franck Dubosc ซึ่งเฮียแกทั้งเล่นเองกำกับเองในบทบาทของ โยเซลีน นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ผู้มั่งคั่งแถมเป็นเสือผู้หญิงจอมกะล่อน วันหนึ่งเมื่อเขากลับไปยังบ้านแม่เพื่อเก็บข้าวของก็บังเอิญพบกับ จูลี (Caroline Anglade) สาวสวยทรงโตนักกายภาพที่ย้ายเข้ามาอยู่บ้านข้าง ๆ และนั่นทำให้ โยเซลิน เกิดความคิดหื่นกาม กุเรื่องให้ตัวเองได้สนิทชิดเชื้อกับ จูลี ด้วยการโกหกว่าตนเองเป็นคนพิการ จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อ จูลี ชวน โยเซลีน ไปที่บ้าน เขาก็ได้พบกับ ฟลอรองซ์ (Alexandra Lamy) พี่สาวของเธอที่เป็นผู้พิการนั่งวีลแชร์เหมือนกับเขา และเมื่อทั้งสองเริ่มพูดคุยถูกชะตากัน การสานความสัมพันธ์เบื้องหลังการโกหกคำโตของ โยเซลิน ก็เริ่มกลายเป็นอุปสรรครักครั้งนี้อย่างเลี่ยงไม่ได้

ที่จริงแล้ว เนื้อหาของ Rolling to You ก็ไม่ได้ซับซ้อนอะไร แถมการปะติดปะต่อเรื่องราวดูจะดูไม่สมูทให้ชวนเชื่อเสียด้วยซ้ำในช่วงแรก อย่างไรก็ตาม พาร์ทในส่วนของคอเมดี้และอินเนอร์ของนักแสดงในเรื่องนี้ยังทำให้หนังเรื่องนี้น่าสนใจไปได้ตลอดรอดฝั่ง โดยเฉพาะความกะล่อนของ Franck Dubosc และความมีเสน่ห์ในแบบสาวใหญ่ของ Lamy

หนังใช้การเปรียบเทียบความรักจากจิตใจข้างในกับภาพลักษณ์ภายนอกคือความเป็นคนพิการ การพูดถึงประเด็นการให้อภัยและทำความเข้าใจคนรัก แม้จะรู้ว่าเขากำลังโกหกบางอย่าง เป็นรักรุ่นใหญ่อีกรสชาติที่แอบเห็นมุมน่ารักแบบหนุ่มสาวและตายายในคราวเดียวกัน แต่รวม ๆ แล้วพาร์ทโรแมนติกยังไม่ได้ทรงพลังซึ้งกินใจอะไรมากมายเหมือนหนังประเภท One Day หรือว่า Eat Pray Love อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดอาจถูกมองข้ามไป เมื่อมีบางฉากโรแมนติกระดับตำนานมาลบล้าง มายกระดับให้หนังเรื่องนี้ได้ถูกจดจำ

โดยรวมแล้ว Rolling to You ก็เดินตามสูตรสำเร็จของหนังรอมคอมทุกประการ อาจไม่ถึงกับสมบูรณ์ดีเลิศมาก แต่ดูแล้วก็ได้ฮา ได้ยิ้มเขินอยู่บ้าง เมื่อถึงเวลาล้อวีลแชร์ของลุงป้าสุดวัยรุ่นคู่นี้ได้หมุนมาเจอกัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Doraemon The Movie 2018: เกาะมหาสมบัติของโนบิตะ

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ก่อนหน้าที่จะเปิดตัวฉายในบ้านเรา ก็ได้ยินกิตติศัพท์มาแล้วว่า เดอะ มูฟวี่ ภาคนี้ (นับรวมภาคที่ 38, ภาคที่ 13 ของทีมสร้างชุดใหม่) มีฟีดแบ็กที่ดีมากแถมยังทำเงินได้มากที่สุดในบรรดาเดอะมูฟวีของเจ้าแมวสีฟ้าทุกภาคที่ผ่านมาเลย โดย Doraemon The Movie 2018: เกาะมหาสมบัติของโนบิตะนั้นมีเนื้อหาที่ดัดแปลงมาจากนวนิยาย Treasure Island ของ โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนสัน แถมน่าสนใจตรงที่ได้ คาวามุระ เกนคิ คนเขียนบทหนังดังอย่าง If Cats Disappeared from the World มาช่วยเขียนบทในภาคนี้อีกด้วย

สำหรับเนื้อหาในภาคนี้เริ่มจากไอเดียของ โนบิตะ ที่เกิดความอยากออกไปผจญภัยหาสมบัติในท้องทะเล ร้อนถึงโดราเอมอนต้องงัดอุปกรณ์มาสนองนี๊ดเช่นเคย และเมื่อการล่องเรือเริ่มขึ้นพวกเขาทั้ง 5 ก็แล่นเรือสมุทรที่ชื่อ ‘โนบิตะโอร่า’ ออกเดินทางตามหาสมบัติ ซึ่งจากแผนที่นั้นพบสัญญาณของสมบัติล้ำค่ากลางมหาสมุทรแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม ระหว่างการเดินทางนั้นพวกโดราเอมอนได้พบเกาะลึกลับจึงเตรียมจอดเพื่อสำรวจ แต่แล้วกลับถูกกลุ่มโจรสลัดลึกลับโจมตีอย่างหนัก ซึ่งก็ทำให้ ชิซูกะ ถูกจับตัวหายไปในมหาสมุทร ขณะเดียวกันพวกโดราเอมอนก็ได้พบกับ ฟร็อก เด็กชายผมทองพร้อมกับ ควิซ หุ่นยนต์นกแก้วแสนรู้ ที่เชื่อมโยงเบาะแสนำไปสู่การค้นพบความลับของสมบัติใต้ทะเล

เดอะ มูฟวี ภาคนี้ ถือได้ว่าเดินเรื่องได้สนุก รวดเร็ว กระชับ มีรสชาติ ตัวละครมีมิติ ไม่เด็กเกินไป แต่เป็นเด็กที่มีความคิดไม่ธรรมดา การตัดสินใจที่เป็นผู้ใหญ่ ดูแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นการ์ตูนเด็กจ๋า เหมือนเดอะ มูฟวี บางภาค กระจายบทได้ดี แถมภาคนี้ชิซูกะได้บทเด่นด้วย นอกจากนี้ ที่ไม่พูดถึงไม่ได้ก็คือ ภาพรวมของเนื้อหา เป็น เดอะ มูฟวี ที่มีเรื่องราวของความไฮเทคเข้ามาเยอะมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เรียกว่าดัดแปลงตัดแต่งพันธุกรรมกลายเป็นการ์ตูนร่วมสมัยดูสนุกไปเลย และยังคงคีพเมสเซจเรื่องมิตรภาพและความสามัคคี รวมทั้งจังหวะฮาขบขันเปิ่น ๆ ต๊อง ๆ แบบโดราเอมอน ให้ได้นึกถึง งานของทีมสร้างชุดเก่าได้บ้าง

เกาะมหาสมบัติของโนบิตะ ถือว่าเป็นแอนิเมชันงานคุณภาพของปีเรื่องหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย ตัวละครมีความน่ารัก มีปม มีรายละเอียดที่ผู้ใหญ่สามารถดูได้เพลิน ไม่หวานเลี่ยน ไม่บดขยี้น้ำตาจนเกินไป หลายคนที่ห่างหายจากการดูโดราเอมอนไปนาน ๆ กลับมาดูอีกครั้งก็รู้สึกอินและประทับใจหัวจิตหัวใจของตัวละคร ที่ยังเปี่ยมไปด้วยไฟและความกล้าหาญ กล้าคิดกล้าทำของความเป็นเด็ก ซึ่งไม่เคยหายไปจากตัวละครที่ชื่อ โนบิตะ เลย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] Pokemon The Movie: เรื่องราวแห่งผองเรา

Published

on

กลับมาอีกครั้งกับ โปเกม่อน เดอะ มูฟวี่ ซึ่งเดินทางมาถึงภาคที่ 21 เข้าไปแล้ว แต่ในภาคนี้พิเศษตรงที่ไม่ใช่ภาคแยกจากซีรีส์เหมือนภาคอื่น ๆ ทั้ง 19 ภาค แต่เป็นภาคต่อจากเดอะมูฟวี่ภาคที่ 20: ฉันเลือกนาย โดยหากจำกันได้ในช่วง End Credit ของภาคที่แล้ว (ฉันเลือกนาย) ได้มีการแผ้วทางมาถึงโปเกมอนลึกลับอย่าง ลูเกีย ที่เผยเป็นนัยว่าในภาคใหม่นี้จะเข้ามามีบทบาทแน่นอน

สำหรับโปเกม่อน เดอะ มูฟวี ในภาคนี้กลับมาคงคอนเซปต์เดิมคือ การผจญภัยของ ซาโตชิ และ ปิกาจู พร้อมด้วยผองเพื่อนโปเกม่อน และมีโปเกมอนระดับตำนานปรากฏตัวออกมาเป็นสีสันในเรื่องหลัก โดยภาคนี้จะเป็นเรื่องราวของเทศกาลสายลมในเมือง Fura City เมืองซึ่งประชากรทุกคนให้ความเคารพนับถือโปเกมอนตำนานอย่างลูเกีย ขณะเดียวกันในภาคนี้ก็จะมีตัวละครหน้าใหม่ที่มารับบทบาทเด่นอย่าง ริสะ สาวน้อยจอมแก่นที่เพิ่งจะเรียนรู้การเป็น Pokemon Trainer, คาราชิ ลุงวัยกลางคนที่มักจะชอบโกหกทำตัวเป็นวีรบุรุษเพื่อทำให้หลานของเขาภูมิใจ, โทริโตะ นักวิจัยผู้ขาดความมั่นใจ, ป้าฮิสุอิ ที่มีปมหลังกับโปเกม่อนสมัยยังเด็ก ซึ่งตัวละครเหล่านี้เรียกว่าเป็นสมทบที่ตัวหนังเกลี่ยบทได้ลงตัวมาก ๆ ให้รู้สึกได้ว่า แต่ละคนโดดเด่นมีแคแรคเตอร์ชัด แต่ก็ไม่มากไปกว่า ซาโตชิ และ ปิกาจู เอาจริง ๆ การ์ตูนเดอะมูฟวี่ของโปเกมอน เป็นแอนิเมชันที่ให้น้ำหนักตัวละครได้เยี่ยมกว่าพลอตหนังจอเงินทั่วไปหลายเรื่องด้วยซ้ำ

ถือเป็นเรื่องน่าสนใจเมื่อ กลยุทธ์การตลาดมาถูกวางไว้คล้าย ๆ เป็นการรีเซ็ตใหม่ ซึ่งเหลือไว้เพียงละครหลักไม่กี่ตัวจากเวอร์ชันทีวีซีรีส์ที่คุ้นเคย และโฟกัสไปที่การวางพลอตให้แฟนบอยหน้าใหม่ที่เพิ่งเคยดูโปเกม่อนดูง่ายและสมัครตัวเป็นโอตะได้ง่ายขึ้นด้วย โดยเฉพาตัวเรื่องที่นำพาคนดูเสมือนร่วมผจญภัยไปกับพวกซาโตชิและปิกาจู ไปเจอตัวละครใหม่ ๆ ทั้งหมด รวมทั้งโปเกมอนในตำนานอย่าง ลูเกีย และ เซราโอร่า

เนื้อหาในภาคนี้อาจไม่ได้เน้นพะบู๊แอ็คชันตระการตาเหมือนภาคก่อน ๆ แต่ที่น่าสนใจคือมันมีเมสเซจเรื่องมิตรภาคและความสามัคคีที่ทรงพลังมาก บวกกับการกระจายที่บอกไปแล้วตอนต้นว่าทำได้ดีเยี่ยม การดึงโปเกมอนมาอยู่ในตำแหน่งของตัวกลางเชื่อมความสัมพันธ์ของมิตรภาพ การก้าวข้ามปมในใจของทั้งมนุษย์และโปเกมอนเอง ตรงนี้ประทับใจมาก นอกจากเด็ก ๆ แล้ว เมจเซจเหล่านี้ก็ก้าวข้ามมาถึงผู้ใหญ่ได้ด้วยเช่นกัน เหมือนมาทำความเข้าใจใหม่ว่า คำว่าเพื่อน คำว่ามิตรภาพ ที่เราเคยรู้จักมันในวัยเด็กมันเป็นอย่างไร และมันถูกละเลยเปลี่ยนแปรมาไกลแค่ไหนเมื่อเราก้าวมาเป็นผู้ใหญ่ ดูแล้วทำให้รู้สึกอยากจะเปลี่ยนมุมมองบางอย่างกลับไปเป็นวัยเด็กอีกครั้ง นั่นคือการไม่คิดลับหลังให้ซับซ้อนกับคำว่ามิตรภาพ

โปเกม่อน เดอะ มูฟวี่ ในภาคที่ 21 นี้ถือได้ว่าเป็นไทม์ไลน์ที่แยกออกมาแล้วทำได้ดูสนุกเลยทีเดียว แน่นอนว่าเมื่อทางผู้สร้างกำหนดเส้นทาง เดอะ มูฟวี่ มาแบบนี้ อาจทำให้แฟนบอยดั้งเดิมบางส่วนรู้สึกเซ็งบ้าง แต่เมื่อได้มาสัมผัสเนื้อหาในแอนิเมะจริง ๆ ก็จะยังรู้สึกฟีลกู้ดและเติมเต็มได้เหมือนเดิม

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!