Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว]A Fantastic Woman แด่ผู้ชายที่รัก – หนังออสการ์ที่มากกว่าเรื่องอคติทางเพศ

มารีนา (แดเนียลา เวกา) นักร้องสาวประเภทสองพบรักกับ ออลันโด (ฟรานซิสโก เรเยส) หนุ่มใหญ่ที่เคยมีครอบครัวปกติมาก่อน แต่แล้วหลังจากมีอันต้องพลัดพรากกันด้วยความตาย มารีนา ต้องต่อสู้กับอคติของครอบครัวออลันโด เพียงเพื่อให้เธอได้บอกลาคนรักเป็นครั้งสุดท้าย



A Fantastic Woman คือหนังชิลีเจ้าของรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศปีล่าสุด ซึ่งหากมองประเด็นของเรื่องก็ไม่น่าแปลกใจนัก เพราะสามารถจับประเด็นความหลากหลายทางเพศมาพูดถึงในเชิงลึก และสะท้อนปัญหาอคติที่ยังคงแฝงอยู่ในสังคมปัจจุบันที่แม้ฉากหน้าจะดูเหมือนว่าเพศที่สามได้รับการยอมรับในศักดิ์ศรีเป็นอย่างดีแล้วก็ตาม โดยในหนังได้เลือกเหตุการณ์ที่คนรักของมารีนาเสียชีวิตเป็นตัวจุดประเด็นขัดแย้งของเรื่องและมันได้นำพา ภรรยาเก่าของออลันโดและลูกชายเข้ามาทวงคืนสิทธิทุกอย่างในตัวผู้ตายไปจากเธอรวมถึงสิทธิในการร่วมงานศพของออลันโด รวมถึงการเข้ามาของตำรวจที่มาขอคำอธิบายจากมารีนาเรื่องรอยช้ำตามร่างกายของศพออลันโด และทีละน้อยทั้งสองเหตุการณ์ได้ค่อยๆสะท้อนความเป็น ‘ตัวประหลาด’ ของมารีนา คือเป็นทั้ง กระเทยแย่งผัวชาวบ้านในกรณีแรก และเป็นกระเทยแค้นคู่ขาในกรณีหลัง เพื่อบิดเบือนความจริงที่ว่า มารีนา ก็เป็นเพียงผู้หญิงที่สูญเสียคนรักไป และในขณะเดียวกันสถานะตัวประหลาดยังค่อยๆทำให้อีกตัวตนอย่างการเป็นนักร้องเสียงดีค่อยๆพร่าเลือนจนเธอแทบไม่สามารถกลับมาเชิดฉายบนเวทีได้อีกแล้ว ซึ่งรายละเอียดของบทหนังที่ค่อนข้างลึกซึ้งและเรียกร้องการคิดตามแบบนี้น่าจะเหมาะกับนักดูหนังระดับฮาร์ดคออยู่พอสมควรเพราะลำพังต้องมาดูหนังที่เล่าชีวิตตัวละคร LGBT แล้วหนังยังใส่เหตุการณ์และสัญญะต่างๆมาสะท้อนตัวตนตัวละครยั่วเย้าให้ได้ตีความกันสนุกสมองอีกด้วย



โดยสัญญะสำคัญที่หนังเลือกหยิบมาใช้คือ ‘กระจก’ ที่มารีนา มักใช้ส่องตัวเองเพื่อแต่งหน้าบ้าง สำรวจบาดแผลบ้าง ซึ่งเป็นการใช้พรอปธรรมดาแต่ด้วยความแม่นยำในการวางตำแหน่งเหตุการณ์ในบทที่เลือกให้กระจกปรากฎก่อนหน้าเหตุการณ์ที่เป็นจุดขัดแย้งของตัวละครพอดี และมันก็สะท้อนตัวตนของมารีนาทั้งตัวประหลาดแย่งผัวชาวบ้าน กระเทยทำร้ายคู่ขาหนุ่มใหญ่ ไปจนกระเทยที่ไม่รู้จักกาลเทศะ ซึ่งส่วนใหญ่สิ่งที่สะท้อนออกมาในแต่ละช่วงก็ทั้งบิดเบือนและทำให้เห็นอคติคนรอบตัวได้ชัดเจนที่สุด ในขณะเดียวกันกระจกก็ทำหน้าที่สะท้อนสภาวะภายในของตัวละครให้คนดูได้เห็นและคิดตามว่าแท้จริงแล้วสถานะของมารีนาจะไปตกในตำแหน่งไหนกันแน่

บางทีในสัปดาห์ที่ Avengers Infinity War กำลังถล่มโรงแบบนี้ การมีหนังเล็กๆ เอ้ย ไม่สิไม่เล็กหรอก เพราะท้ายสุดสิ่งที่ A Fantastic Woman สะท้อนออกมาคือแบบทดสอบอคติที่มาพร้อมเหตุการณ์ไม่คาดฝันและเหตุการณ์ประหลาดๆสุดคาดเดาก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้หนังซูเปอร์ฮีโร่จากค่ายยักษ์ และอาจเป็นความบันเทิงรสใหม่ที่จะประทับใจและอิ่มเอมได้ไม่แพ้กัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] The Favourite: แซ่บจริง อีเสน่ห์ร้ายยกกำลัง 3

Published

on

By

สนับสนุนข้อมูลโดย Major Cineplex

เรื่องย่อ

เรื่องราวในรั้วในวังอังกฤษยุคศตวรรษที่ 17 เมื่อสมเด็จพระราชินีแอนน์ ต้องอยู่ท่ามกลางความวุ่นวายของบ้านเมืองพรรครัฐบาลกับฝ่ายค้านที่ยั่วยุและเห็นตรงข้ามกันในการสู้รบกับฝรั่งเศส ทว่าความสาหัสที่แท้จริงสำหรับพระองค์นั้น กลับเป็นการขัดแข้งขัดขาชิงดีชิงเด่นเป็นคนโปรดของพระองค์ระหว่าง ซาร่าห์ และ อบิเกล และเมื่อเหล่าอีลิทเปิดศึกกันแบบนางร้ายละครตลาด ความมัน ความแซ่บ จึงบังเกิด

ผู้กำกับ ยอร์กอส ลานธิมอส กับผลงานเรื่องล่าสุดในแบบที่บอกว่า เฮี้ยน ไม่มาก แต่ แซ่บ สุดทีน สำหรับ The Favourite สมควรจริง ๆ ที่ชื่อไทยจะตั้งว่า อีเสน่ห์ร้าย คือลงตัวกับเรื่องราวจริง ๆ ด้วยความที่รอบนี้ตัวยอร์กอสไม่ได้เขียนบทเอง แต่นำบทของ เดบราห์ เดวีส และโทนี่ แม็คนามารา มากำกับ จึงทำให้หนังลดราวาศอกกับเรื่องสัญญะหรือนัยยะแบบซ่อนลึกที่เป็นความเฮี้ยนประจำตัวลงไปพอประมาณ แต่กระนั้นหนังก็ยังมีลายเซ็นแบบฉบับของหนังยอร์กอสให้เห็นชัดเจน ในเรื่องนัยยะที่มักอยู่ในสัตว์ซึ่งปรากฏในเรื่อง อย่าง The Lobster ก็มีกุ้งล็อบสเตอร์ หรือใน The Killing of a Sacred Deer ก็มีกวาง และสำหรับเรื่องนี้เขาก็นำเสนอนัยบางอย่างผ่าน กระต่าย สัตว์เลี้ยงประจำกายของควีนแอนน์ ซึ่งก็ตีความได้ง่ายกว่ากุ้งกับกวางนั่นด้วย

หนังเรื่องนี้ได้นำเศษเสี้ยวประวัติศาสตร์ช่วงหนึ่งของอังกฤษ ยุคของพระราชินีแอนน์ ในช่วงปี 1704 มาเติมแต่งใส่สีตีไข่เพิ่มเติม อันว่าด้วยเรื่องความสนิทสนมระหว่างพระองค์กับ ซาราห์ เชอร์ชิล ดัชเชสแห่งมาร์ลบะระ ต้นตระกูลของ วินสตัน เชอร์ชิล ผู้ใช้สายสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับเจ้าครองนครมาเป็นเครื่องมือในการคุมการเมืองระบบรัฐสภาเพื่อส่งเสริมสามีของตน ในขณะที่พระนางเจ้าแอนน์เองก็ไม่ต่างจากชนชั้นสูงผู้เปลี่ยวเหงาเติบโตในรั่ววังอย่างผิดรูปจนตกเป็นเครื่องมือของผู้อื่น แต่ความไร้เดียงสาเอาแต่ใจของพระองค์ก็บันดาลอำนาจส่งเสริมหรือทำลายผู้ใดก็ได้อย่างไม่อาจคาดเดา หนังได้นำเรื่องราวนี้มาขยายกลายเป็นละครริษยาชิงชังอย่างละครไทยได้เข้มพะยะค่ะมาก ๆ โดยใส่ตัวละครอย่าง อบิเกล มาเป็นตัวขยี้ที่ฉุดรั้งความสัมพันธ์ระหว่างพระราชินีกับซาราห์ให้ดิ่งลงเหว พร้อมกันอบิเกลก็พยายามเหยียบย่ำญาติผู้พี่อย่างซาราห์ขึ้นเป็นคนพิเศษข้างกายพระราชินีเสียเองด้วยมารยาหญิงเต็มพิกัด เกริ่นแค่นี้ก็เห็นความมันในความเป็นอีเสน่ห์ร้ายของแต่ละตัวละครแล้วมั้ยใช่ล่ะ

ทั้งนี้ต้องชื่นชมความแม่นในการแสดงที่ยากเอาเรื่อง ทั้งดราม่าและความตลกร้ายตลกหน้าตายที่เป็นทักษะยากประการหนึ่ง การแสดงที่ปลดปล่อยความดิบเถื่อนออกมาทะลุผ้าผ่อนที่สูงศักดิ์ จนกลายเป็นความขำลั่นโรง และความน่าตกตะลึงสำหรับผู้ชมตลอดเวลา ก็สมควรแล้วที่เหล่านักแสดงนำทั้ง 3 จะโดดเด่นในเวทีการประกวดแข่งขันต่าง ๆ ในปีนี้ ทั้ง โอลิเวีย โคลแมน ในบทพระราชินีแอนน์ ที่เพิ่งส่งให้เธอได้รับรางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีลูกโลกทองคำครั้งล่าสุดไปด้วย และยังเหลือเวทีใหญ่อย่างออสการ์อีกรางวัลที่มีลุ้นเช่นกัน

ซึ่งคงต้องขอลุ้นไปพร้อมกับ ราเชล ไวซ์ ในบทซาราห์ และ เอ็มม่า สโตน ในบทอบิเกล ที่เข้าชิงในสาขานักแสดงหญิงสมบทยอดเยี่ยมด้วย แม้รายแรกจะเคยได้รางวัลนี้มาแล้วจากหนัง The Constant Gardener และรายหลังจะเคยได้รางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมมาแล้วเช่นกันจาก La La Land แต่กับการทุ่มเทฟาดฟันเชือดเฉือนกันในหนังรอบนี้ของทั้งคู่ ก็ประทับใจผู้ที่ได้ชมอยู่ไม่เบาเลย นอกจากนี้หนังยังมีดาราดังมาร่วมเล่นอีกหลายคน คุ้นหน้าสุดก็อย่าง นิโคลัส ฮอลท์ เป็นอาทิ

ตัวหนังประสบความสำเร็จอย่างมากด้วยการคว้ารางวัลใหญ่จากเวทีฝั่งบริทิชอย่าง BAFTA Awards ที่คงถูกจริตเป็นพิเศษเพราะทั้งเรื่องราว บรรยากาศ โปรดักชั่น ทุกอย่างมันถ่ายทอดความเป็นหนังอังกฤษออกมาได้พวยพุ่งมาก ๆ การถ่ายด้วยเลนส์ไวด์เพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ของโถงอาคารและห้องหับต่าง ๆ ในพระราชวังถูกใช้อย่างมีนัยยะสำคัญ การแพนกล้องเองก็มีความเป็นหนังยุโรปที่คงเอกลักษณ์การเคลื่อนกล้องต่างจากหนังฝั่งฮอลลีวู้ดที่ขยันตัดต่อเอามากกว่า ตรงนี้จึงอาจเป็นดาบสองคมเช่นกันที่อาจทำให้ไม่โดนจริตกรรมการฝั่งอเมริกาเท่าไหร่ แต่ที่ค่อนข้างโดดเด่นมากและควรได้รางวัลปีนี้คงเป็นงานคอสตูมของหนังนั่นเอง ใครสายอีลิทไฮโซไปดูจะอู้หูวโอโหกับโปรดังชั่นเหล่านี้มาก ๆ ทั้งฉาก พร็อพ คอสตูม ส่วนสายถ่ายภาพก็น่าสนใจมากเช่นกันเพราะหนังใช้แสงธรรมชาติถ่ายแทบทั้งหมด เป็นอีกหนึ่งความทะเยอทะยานของหนังที่ต้องชื่นชมเลย

อย่างที่กล่าวมาว่าหนังค่อนข้างดูง่ายขึ้นเยอะมาก เรียกว่าเป็นหนังบันเทิงในแบบฉบับยอร์กอสเลยก็ว่าได้ หนังมีความตลกร้าย เล่นล้อกับความขัดแย้งได้มันสุด ๆ เมื่อเหล่าอีลิทในรั้ววังบริทิช ต่างใช้วาจาสถบ เหน็บแนม เสียดแทงกันราวกับแม่ค้าตลาดนัด หรือเมียน้อยเมียหลวงในละครไทยนางทาสก็ไม่ปาน ในขณะที่พระราชินีเองก็อยู่ในบทคุณหลวงผู้ไม่ประสายากจะทันเล่ห์งูพิษรอบ ๆ ตัว หนังจึงเต็มไปด้วยเนื้อหาที่เสียดเย้ยเรื่องเพศ สตรีนิยม อยู่ตลอดเวลา เมื่อผู้หญิงแสร้งเป็นชายเพื่อถืออำนาจข่มขุนนางผู้ชาย หรือแม้แต่ข่มพวกผู้หญิงกันเอง ทำให้หนังเป็นมากกว่าแค่การชิงดีชิงเด่นกันของตัวละคร จุดนี้จึงเปิดช่องให้ยอร์กอสใส่การตีความอันหลากหลายพ่วงเข้ามาบนเส้นเรื่องที่สนุกเป็นทุนอย่างมันมือทีเดียว

แม้ว่าหนังเรื่องนี้จะแสร้งว่ามี พระราชินีเป็นบทนำหญิงเพียงผู้เดียวตามรางวัลที่เสนอเข้าชิง แต่เชื่อว่าใครได้ดูคงคิดเช่นกันว่าจริงแล้ว ทั้งซาราห์และอบิเกล ก็ถือเป็นบทนำได้ทั้งคู่เช่นกัน สมแล้วล่ะที่ควรฟาดฟันกันตั้งแต่ในหนังยันเวทีประกวดแบบไม่มีใครเป็นรองใครทีเดียว อยากให้มาพิสูจน์ความแซ่บแปลกใหม่ และไม่อาตคาดเดาใด ๆ ได้ทั้งสิ้น กันในโรงก่อนผลออสการ์จะประกาศในสัปดาห์ถัดไปครับ

สามสาวอาจจะอีเสน่ห์ร้าย แต่อี-ทิคเก็ตซื้อไวจองสบาย กดได้ที่รูปเลย

 

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว] IF BEALE STREET COULD TALK: รักปอนปอนในโลกแห่งความเหลื่อมล้ำ

Published

on

ย้อนกลับไปเมื่อสองปีก่อน อยู่ ๆ ชื่อของ แบร์รี เจนกินส์  ก็ปรากฏกลายเป็นสปอร์ตไลท์ดวงเบอเร่อในวงการภาพยนตร์ เมื่อ Moonlight กลายเป็นหนังม้ามืดที่อาจหาญก้าวขึ้นมาท้าทาย La La Land ได้ในเวทีออสการ์ พร้อมยี่ห้อกลิ่นอายของคนทำหนังละมุนละไม ทอดอารมณ์ตัวละครแบบเรียล ๆ บวกองค์ประกอบภาพเล่นสีสันสไตล์หว่องกาไว แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือหนังที่จับประเด็นทางสังคมแล้วถ่ายทอดออกมาได้ทรงพลังมาก ๆ เรียกว่า ต่อให้แวดล้อมของคนดูจะไม่ได้ใกล้เคียงกับบริบทในหนังเลย อยู่ ๆ ก็สามารถอินกับบรรยากาศ และเริ่มตั้งคำถามกับเรื่องราวในหนังได้หลังจากออกมาจากโรง

If Beale Street Could Talk สร้างมาจากนิยายของ เจมส์ บอลด์วิน นักเขียนชั้นครูผู้ล่วงลับเล่าเรื่องราวความรักของหนุ่มสาวผิวสีคู่หนึ่งในย่านฮาร์เล็มของนิวยอร์กช่วงยุค 1970 ซึ่งต้องเจออุปสรรคการกดขี่เหยียดผิวที่รุนแรงหนักหน่วงในสังคมอเมริกัน ความรักทรหดของ ทริช (กีกี เลย์น) หญิงสาวผิวดำวัยเพียง 19 ปี ที่ไปตกหลุมรัก ฟอนนี (สตีเฟ่น เจมส์) นักปฏิมากรหนุ่มวัย 22 เรื่องราวเริ่มต้นเมื่อ ฟอนนี ถูกกล่าวหาในคดีอาชญากรรมที่เขาไม่ได้เป็นคนก่อและถูกส่งตัวเข้าเรือนจำ ขณะที่ ทริช เพิ่งตั้งครรภ์ เธอพยายามต่อสู้เพื่อให้ฟอนนีได้ออกมาอยู่พร้อมหน้าสร้างครอบครัวด้วยกัน แต่อุปสรรคเรื่องเงินและการต่อต้านจากแม่สามี ก็เป็นโจทย์สำคัญที่เธอต้องผ่านไปให้ได้

บอกตามตรงว่าตกหลุมรักหนังเรื่องนี้ตั้งแต่ 10 นาทีแรก หนังเซตฉากและคอสตูมนิวยอร์กในยุค 70 ออกมาได้สมจริงมาก ๆ รู้สึกถึงกลิ่นอายและบรรยากาศในช่วงเวลานั้นแบบไม่มีติดขัดเลยตลอด 2 ชั่วโมง หนังเก็บรายละเอียดดีเยี่ยม โดยเฉพาะเพลงประกอบที่ลงตัวมาก ๆ ในแต่ละซีน ตัวหนังอาจเดินเรื่องช้า ๆ เนิบ ๆ ละเลียดไปกับความรู้สึกนึกคิดของตัวละครแต่ละตัวแบบพินิจพิเคราะห์จริง ๆ ไม่รีบร้อนจะนำพาคนดูไปจุดใดจุดหนึ่ง บางครั้งเราจะได้เห็นฉากลองเทคที่รู้สึกว่ามีก็ได้ไม่มีก็ได้ผ่านตาเป็นระยะ

จุดเด่นของหนังเรื่องนี้อยู่ที่ การตัดสลับเล่าเรื่องระหว่าง อดีต ปัจจุบัน และอนาคตในมายาคติของ ทริช และ ฟอนนี หนังพาเราล่องลอยไปกับความฝัน การปลดล็อคพันธนาการ แล้วจากนั้นก็ดึงอารมณ์คนดูให้กลับมาสู่โลกความเป็นจริง ความจริงของผัวเมียผิวสีที่กำลังตกที่นั่งลำบาก จากนั้นก็สลับไปเห็นว่า ทั้งคู่เจอกันได้อย่างไร ซึ่งถือว่าแม้จะยังมีตกหล่นในหลาย ๆ จังหวะ แต่ภาพรวมก็ถือว่าค่อนข้างสมูท มีลูกเล่นแทรกแปลกตาดี และยังคงโทนสีและคอสตูมที่จัดจ้านเช่นเคย

สิ่งที่หนังประสบความสำเร็จมาก ๆ เลยก็คือ เมสเซจ ที่สื่อออกมาถึงความยากลำบากของตัวละครผัวเมียคู่นี้ ในการฟันฝ่าความเฮงซวยของโชคชะตา ความเฮงซวยของค่านิยมในสังคม หนังพยายามทำให้เราคนดูรู้สึกหนักอึ้ง หน่วง ๆ อึน ๆ คิดแทนตัวละครแล้วก็หาทางออกได้ยากเหลือเกิน เพราะปัญหาส่วนใหญ่มาจากอุปสรรคเรื่องความคิดที่อคติรุนแรงของคนรอบข้างที่เป็น toxic นี่เป็นหนังครอบครัวชั้นดีที่ไม่ได้พยายามจะชี้บทเรียนใด ๆ แต่บอกเล่าความเป็นไปและเวรกรรมที่เราทุกคนต่างต้องพบเจอ และบางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องอยู่ไปกับมัน

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

[รีวิว]The Quake : จากหนังแผ่นดินไหวกลายเป็นมหาภัยตึกนรก

Published

on

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ภาคต่อของ The Wave หนังสัญชาตินอร์เวย์ ที่เข้าฉายบ้านเราไปเมื่อปี 2559 ในชื่อ “มหาวิบัติ สึนามิถล่มโลก” เป็นหนังเชิดหน้าชูตาของประเทศนอร์เวย์ ที่แสดงศักยภาพให้โลกเห็นว่าอุตสาหกรรมหนังบ้านเค้า รุดหน้าไปไกล โดยเฉพาะงานภาพซีจีที่พูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเทียบเท่าฮอลลีวู้ดเลยก็ว่าได้ ในงบประมาณที่ใช้ไปแค่ 6 ล้านเหรียญเท่านั้น และ The Wave ยังได้ทำหน้าที่เป็นหนังตัวแทนของนอร์เวย์ ไปเข้าชิงออสการ์สาขาภาพยนตร์ต่างประเทศอีกด้วย ด้วยความสำเร็จของ The Wave เลยส่งให้ผู้กำกับ รอร์ ยูทวก ได้มีอนาคตในฮอลลีวู้ด แล้วได้รับมอบหมายงานสำคัญด้วยการเป็นผู้รับผิดชอบการรีบู๊ด Tomb Raider เวอร์ชั่นอลิเซีย วิกันเดอร์ ก่อนที่หนังจะคว่ำทั้งรายได้และเสียงตอบรับ จนเป็นการปิดประตูแฟรนไชส์ไปเสียตั้งแต่ภาคแรก เช่นเดียวกับอนาคตของ รอร์ ยูทวก ที่ไม่มีงานต่อนับจาก Tomb Raider อีกแลย

ผ่านมา 4 ปี ทีมงานผู้สร้าง The Wave ตัดสินใจเข็นภาคต่อในชื่อ The Quake แต่รอ รอร์ ยูทวก ผู้กำกับเดิมที่ติดงานกำกับ Tomb Raider อยู่ในขณะนั้น ก็เลยเปลี่ยนผู้กำกับใหม่เป็น จอห์น แอนเดรีย แอนเดอร์สัน ผู้กำกับภาพมือเก๋าของนอร์เวย์ ที่เพิ่งชิมลางงานกำกับมาไม่กี่เรื่อง หนังดำเนินเรื่องต่อจากเหตุการณ์ในภาคแรก 3 ปีให้หลัง คริสเตียน พระเอกของเรื่องได้แยกทางกับภรรยาและลูก ๆ เขายังคงปักหลักอยู่ในไกแรงเกอร์ สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังของนอร์เวย์ และเป็นสถานที่เกิดเหตุสึนามิถล่มในภาคแรก คริสเตียนเริ่มรู้สึกถึงเหตุไม่ชอบมาพากลเมื่อเพื่อนร่วมงานของเขาเสียชีวิตขณะเข้าไปสำรวจอะไรบางอย่างในอุโมงค์ คริสเตียนตัดสินใจเดินทางไปออสโลเมืองหลวงของนอร์เวย์ และสานต่องานค้นคว้าของเพื่อน จนพบว่าออสโลกำลังจะเผชิญแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ เขารีบไปหาหัวหน้าให้เตรียมรับมือกับภัยพิบัติครั้งใหญ่ แต่หัวหน้ากลับไม่เชื่อ คริสเตียนจึงตัดสินใจตามหาลูกและภรรยาเพื่อเอาชีวิตรอดจากภัยแผ่นดินไหวครั้งนี้

หนังยาวเพียง 106 นาที แต่หนังอ้อยอิ่งอยู่เกือบครึ่งเรื่อง กับการปูความตัวละครหลัก ให้เราเห็นสภาพจิตของคริสเตียน ที่อยู่ในสภาพอมทุกข์หลังแยกทางกับครอบครัว และยังไม่ลืมความน่ากลัวของมหาภัยสึนามิเมื่อ 3 ปีก่อน หลายคนที่ซื้อตั๋วเพื่อตั้งใจมาดูฉากภัยพิบัติคงจะอึดอัดหงุดหงิดพอประมาณ หรืออาจจะหลับไปก่อน เพราะกว่าที่จะเห็นความอลหม่านก็ผ่านไปเกือบชั่วโมง ฉากแผ่นดินไหวโจมตีกรุงออสโลมีให้เห็นประมาณ 10 วินาที เป็นภาพที่เราเห็นไปแล้วในตัวอย่างหนัง ทำได้เนียนสมจริงแต่ก็มีแค่นั้นแหละ มีเพิ่มเติมจากนั้นก็เป็นภาพตึกระฟ้าถล่มมาทับกัน จากเดิมที่เข้าใจว่าหนังจะเล่าเรื่องราวหายนะแผ่นดินไหวในมุมกว้าง แต่เอาเข้าจริงหนังกลับลดขอบเขตของเรื่องราวอยู่แค่การเอาชีวิตรอดในตึกระฟ้า

แม้ว่าฉากระทึกจะมาช้า แต่พอมาก็จัดเต็มแบบไม่ให้พักว่ากันยาว ๆ ไป กับการเล่าวีรกรรมของคริสเตียน และมาริต ลูกสาวของเพื่อนคริสเตียนที่ตายไป ต้องมาผจญภัยร่วมกันบนตึกระฟ้าที่กำลังจะถล่มหลังเผชิญเหตุแผ่นดินไหว คริสเตียนต้องช่วยเมียและลูกสาวออกจากตึกให้ได้ก่อนตึกถล่ม หนังใส่ฉากระทึกยาว ๆ 2 ฉากต่อกัน ฉากช่วยเมียในปล่องลิฟต์ และฉากช่วยลูกสาวจากยอดตึกที่เอียง 45 องศา ทั้ง 2 ฉากบอกได้เลย ลุ้นระทึกกันตีนจิกตลอดทุกนาทีที่เดินหน้าไป

ทีมงานคิดสถานการณ์ต่าง ๆ นานาออกมาแกล้งครอบครัวนี้ได้อย่างน่าสงสาร หยิบข้าวของรอบข้างมาใช้ประโยชน์ได้หมด ในลิฟต์นี่ก็ต้องลุ้นกับตัวลิฟต์ที่จะร่วงลงมาเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ สายสลิงที่แกว่งไปมา ลูกตุ้มน้ำหนักถ่วงลิฟต์ที่หล่นฟิ่วมาอย่างน่ากลัว ฉากยอดตึกเอียงนี่ก็ต้องลุ้นกับการเอาชีวิตรอดกับชีวิตที่แขวนไว้บนซากปรักหักพังที่ค่อย ๆ หักโค่นไปทุกนาที ต้องหาที่ยึดเกาะไม่ให้ตัวเองร่วงไป แล้วก็ยังต้องหลบบรรดาโต๊ะเก้าอี้ที่ไหลเทไปตามแรงดึงดูด หนังก๊อปฉากตัวละครเคราะห์ร้าย ร่วงไปบนแผ่นกระจก ที่ค่อย ๆ แตกเปรี๊ยะ ๆ ฉากดังจาก Jurassic Park : The Lost World แม้ถูกลอกเลียนก็ยังชวนลุ้นอยู่ดี

ก็ค่อนข้างผิดคาดครับ กับหน้าหนังที่คิดว่าจะเล่าเรื่องราวแผ่นดินไหวในมุมกว้าง แต่สุดท้ายก็เป็นการผจญภัยเอาชีวิตรอดในซากตึก แม้จะเล่าเรื่องราวในขอบเขตที่แคบลง แต่ก็ต้องบอกว่า 30 นาทีท้ายของเรื่องทำได้ลุ้น ตื่นเต้นได้ทุกนาที จะว่าไปกินป๊อปคอร์นแล้วนอนรอลุ้นฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่องก็รู้เรื่องนะ ไม่พลาดขาดใจความสำคัญตรงไหนไปหรอก

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!