Connect with us

ภาพยนตร์

[รีวิว] The Billionaire Boys Club รวมพลรวยอัจฉริยะ – อุทาหรณ์สอนคนอยากรวย

The Billionaire Boys Club

7

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

7.0/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • หนังเล่าเรื่องสนุก
  • นักแสดงเล่นดี
  • สอนใจเรื่องการลงทุนได้ดี

จุดสังเกต

  • เนื้อเรื่องเดาง่าย
  • ตัวละครแบนมาก

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

โจ ฮันต์ (แอนเซล เอลกอร์ต) และ ดีน คาร์นี (ทารอน อีเกอร์ตัน) ร่วมกับผองเพื่อนลูกคุณหนูตั้งวงแชร์ลูกโซ่หลอกเหยื่อจนร่ำรวย แต่พวกเขาก็ยังแพ้เล่ห์เหลี่ยมของ รอน เลวิน (เควิน สเปซีย์) 18 มงกุฎสุดเก๋าที่มาสอนเกมหนุ่มน้อยพันล้านจนแทบกระอักเลือด และเมื่อความโลภและความแค้นอยู่เหนือการควบคุม พวกเขายังต้องถูกตามล่าจากทางการและมิตรภาพก็ต้องถูกประเมินราคาอีกครั้ง

ตัวหนังสร้างจากคดี พอนซี สกีม (Ponzi Scheme) อันโด่งดังในปี 1984 เมื่อ 2 หนุ่มคิดรวยทางลัดจัดตั้งบริษัทด้านการเงินหลอกคนมาลงหุ้นลมในลักษณะแชร์ลูกโซ่นำพาไปสู่การหักหลังจาก 18 มงกุฎที่เลยเถิดถึงขั้นมีการฆาตกรรมจนถูกนำไปสร้างเป็นมินิซีรีส์ฉายทางช่อง เอ็นบีซี และส่งอิทธิพลต่อซีรีส์และรายการโทรทัศน์ต่างๆมากมาย ซึ่งก็ไม่น่าแปลกใจเพราะคดีนี้ดูจะสมบูรณ์พร้อมทั้งเรื่องราวการหลอกต้มตุ๋นเงินจากบรรดาหนุ่มๆลูกคุณหนู หรือเหตุการณ์ฆาตกรรม รวมถึงจุดพลิกผันของมิตรภาพที่ถือเป็นวัตถุดิบชั้นดีในการเอามาสร้างหนังทริลเลอร์สนุกๆสักเรื่อง

แต่เจมส์ คอกซ์ กลับเล่าเรื่องราวการต้มตุ๋นได้อย่างราบเรียบ เดาทางง่าย และไม่ชวนให้เราเอาใจช่วยตัวละครเท่าใดนัก ทั้งที่ตัวละครอย่าง โจ ฮันต์ สามารถเล่าเรื่องราวของเขาได้หลากมิติหลายชั้น – ซึ่งจะว่าไปในหนังเองมีการเปรียบเทียบเขากับสตีฟ จอบส์ ด้วยซ้ำในแง่ นักขายฝัน กับ นักขายอนาคต – แถมยังมีปมเรื่องบ้านจน ทำตัวเฉิ่มเชย ที่แม้หนังจะเอามาปูพื้นตัวละครตอนต้นได้น่าสนใจไม่น้อย แต่พอ โจ แปลงร่าง เราก็ได้เห็นแต่โจที่ทำตัวหล่อ พูดเสียงดังแล้วอยู่ๆคนก็เชื่อ และหมั่นยัดสถานการณ์บังเอิญและการตัดสินใจโง่ๆ ตัวละครเลยหมดเสน่ห์ไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนตัวละคร ดีน คาร์นี ก็แปลกที่หนังเล่าผ่านมุมมองตัวละครนี้ แต่เรากลับมารู้ถึงมุมมองความคิดของน้ำเสียงคนเล่าใน 5 นาทีสุดท้าย จนงงว่าแล้วหนังจะเล่าผ่าน ดีน ทำไมเนี่ย?

แต่กระนั้นความดีงามของหนังก็ยังมีอยู่ แม้ส่วนใหญ่จะมาจากเรื่องราวของคดีพอนซี สกีม ที่เป็นวัตถุดิบตั้งต้นที่ดีอยู่แล้วแต่ก็ต้องยอมรับว่าหนังเล่าเรื่องราวได้สนุก ไม่น่าเบื่อ ยิ่งได้การแสดงของ แอนเซล เอลกอต จาก Baby Driver มารับบท โจ ฮันต์ ด้วยแล้วก็ยิ่งทำให้เรื่องราวยิ่งดูมีชีวิตแม้จะเดาทางเรื่องได้ง่ายแค่ไหนก็ตาม ส่วน ทารอน เอดเกอร์ตัน จาก Kingsman แม้จะน่าสงสารที่สถานะแทบไม่ต่างจากตัวประกอบทั้งที่เป็นคนเล่าเรื่อง แต่ทุกฉากที่ ทารอน ปรากฎตัวก็โดดเด่นพอเป็นที่จับตามองได้บ้าง ด้านเควิน สเปซี ยิ่งไม่ต้องพูดถึง เพราะบท รอน เลวิน ไม่ได้เกินความสามารถจนแทบตัดต่อเอาน้ำเสียง แฟรงค์ อันเดอร์วูด มาผสมคาแรกเตอร์ 18 มงกุฏในหนังหลายเรื่องที่เขาแสดงก็ขโมยซีนเหล่าหนุ่มๆได้แล้ว ส่วนสาวๆก็ถือเป็นสีสันของเรื่องได้ดีทั้ง เอมมา โรเบิร์ต หลานสาวของ น้า จูเลีย โรเบิร์ตืก็รับบทแฟนสาวของ โจ ได้มีเสน่ห์ดี แม้จะเดาไม่ยากว่าเธอพยายามจะเป็น มาร์โกต์ ร็อบบี แบบใน The Wolf Of Wallstreet มากแค่ไหนก็ตาม (แต่ก็เทียบชั้นไม่ได้อยู่ดีนะ) หรือ น้อง ซูกี วอร์เตอร์เฮาส์ ที่มาเอ็กซ์แตกอย่างเดียวก็เป็นสีสันได้ดีกว่าตอนเป็นหุ่นปลอมใน Future World ที่เราเพิ่งสับ เอ้ย! เพิ่งรีวิวกันไปสัปดาห์ก่อน

สรุปง่ายๆ ใครอยากหาหนังที่เตือนสติก่อนลงทุนก็จงดู The Billionaire Boys Club เป็นอุทาหรณ์เถอะ เพราะต่อให้ยุคเปลี่ยนแต่ความโลภก็ยังทำให้ลาภหายได้เช่นเดิม ตัวหนังสนุกพอใช้ได้ แม้ไม่แปลกใหม่นักก็ตาม

มาตั้งสติก่อนควักเงินลงทุนกับ The Billionaire Boys Club คลิกซื้อตั๋วที่ภาพด้านล่างได้เลยจ้า

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

What The Fact

[รีวิว] หอแต๋วแตก: แหกต่อไม่รอแล้วนะ

Published

on

The Billionaire Boys Club

7

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

7.0/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • หนังเล่าเรื่องสนุก
  • นักแสดงเล่นดี
  • สอนใจเรื่องการลงทุนได้ดี

จุดสังเกต

  • เนื้อเรื่องเดาง่าย
  • ตัวละครแบนมาก

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ในที่สุดก็เดินมาถึงบทสรุปของหนึ่งในหนัง cult ที่ต่อยอดจนเป็นแฟรนไชส์มาได้ยาวนานถึง 6 ภาค สำหรับ หอแต๋วแตก (แหกต่อไม่รอแล้วนะ) ซึ่งท้าวความเดิมจากภาคที่แล้ว (แหกนะคะ) ที่เจ๊การ์ตูน (อ.ยิ่งศักดิ์ จงเลิศเจษฎาวงศ์) ได้ดีไปกับสามีฝรั่ง แต่แก๊งของเจ๊แต๋ว (จตุรงค์ พลบูรณ์) ก็ต้องกลับมาเผชิญเรื่องราววุ่น ๆ อีกครั้ง เมื่อ เจ๊พะยูน (ติ๊ก กลิ่นสี) คู่ปรับเก่าของเจ๊แต๋วที่ถูกจับเข้าคุกในภาค 2 (แหกกระเจิง) เพิ่งพ้นคุกออกมาพอดี พร้อมกับ ขนเพชร เพื่อนใหม่ที่ติดสอยห้อยตามออกมาด้วย นั่นทำให้ การพบกันครั้งนี้ของเจ๊แต๋วและเจ๊พะยูน เต็มไปด้วยแรงอาฆาต อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความสับสนอลหม่านมาคุที่กำลังก่อตัวขึ้น ก็มีจดหมายลึกลับจากชาวอินเดีย ที่แจ้งว่าเหล่าเจ๊ ๆ เป็นกลุ่มผู้โชคดีที่ได้รับคฤหาสน์หลังงาม ซึ่งทั้งหมดก็ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่า คฤหาสน์ลึกลับนั้นมีบางสิ่งซ่อนอยู่ นอกจากนี้ แพนเค้ก (โก๊ะตี๋ อารามบอย) เองก็กำลังจะได้ไปเกิดใหม่ แต่มีเงื่อนไข 5 ประการที่ต้องทำให้ได้ ทั้งหมดทั้งมวลนี้คือเรื่องราวอันวุ่นวายของ หอแต๋วแตก แหกต่อไม่รอแล้วนะ

ตัวหนังยังคงความหนาแน่นของเส้นเรื่อง ที่ปะปนกันหลายเส้นเช่นเคย ก่อนจะมาบรรจบกันที่คฤหาสน์ลึกลับ โดยหนังถือว่าเปิดองก์แรกมาได้ดูสนุก มุกฮาไหลลื่นดี แม้ว่าจะเป็นมุขใต้สะดือซะส่วนใหญ่ คำหยาบสรรพัดสัตว์ออกมาเพ่นพ่านอยู่เรื่อย ๆ แต่ก็ได้หลายฮาอยู่ แม้ส่วนหนึ่งก็เชื่อว่าเพราะเป็นรอบสื่อฯ ด้วย เพราะในรอบนี้มีสาวสองมาดูเยอะ อารมณ์วี๊ดว๊ายเหมือนดูเดี่ยวพี่โน๊ต ที่หากซื้อตั๋วเข้าไปดูแกตัวเป็น ๆ บรรยากาศทั้งหมดก็จะยิ่งผลักให้โชว์ดูสนุกขึ้นกว่านั่งดูยูทูบคนเดียว

หนังทำได้ดีประมาณหนึ่งในช่วงที่แก๊งเจ๊แต๋วต้องหนีผีสาง กับสีสันจากการตัดสลับเส้นเรื่องที่ตัวละครมีปมกันหลายคู่ ก็ทำให้หนังไม่เลี่ยนมาก ซึ่งถ้าไม่อคติมากเกินไป ทำใจสบาย เคลียร์สมองโล่ง ๆ ก่อนไปดู ก็ถือว่าหนังดูได้เพลินอยู่ อาจไม่สร้างสรรค์ แต่อย่างน้อยพี่แกก็สรรหา ดึงจุดเด่นของหนังแฟรนไชส์นี้ออกมาเล่นได้เช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นมุกเสียดสังคม หรือมุกจิกกัดตัวเอง อันนี้ก็ดูแสบ ๆ คัน ๆ ดี ซีจีอาจจะดีกว่าช่อง 7 นิดหน่อย ประมาณนาคี แต่ด้วยความที่มันอยู่ในหนังหอแต๋วแตก คนดูก็ไม่คิดอะไรมาก เพราะอย่างที่บอก เขาไม่ได้คิดอะไรก่อนจะดูหนังเรื่องนี้อยู่แล้ว เขามาเอาความฮาแบบไม่มีสาระ ซึ่งหนังแม่งก็ตอบทุกโจทย์ในประเด็นนี้แบบครบเครื่อง (ฮา)

หอแต๋วแตกยังคงคอนเซปต์หนังพี่พชร์แก ความตลกโปกฮาติดเรทอวัยวะเบื้องล่าง ความแหยะ ความแหวะ ฉีกแข้งฉีกขาจนลุ้นกลัวไข่โผล่ และที่ขาดไม่ได้คืองานความเชื่อและมุกล้อเลียนคนที่กำลังเป็นข่าว และที่สำคัญคือเรื่องคอสตูม บอกเลยว่าออกมาแต่ละฉากทำครางฮือทั้งนั้น เกิดมาท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยเจอคอสตูมโคตรล้นขนาดนี้มาก่อน (ฮา)

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ภาพยนตร์

[รีวิว] Time Freak – พลิกประเด็นย้อนเวลาได้แปลกใหม่แต่กลับไร้เสน่ห์

Published

on

The Billionaire Boys Club

7

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

7.0/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • หนังเล่าเรื่องสนุก
  • นักแสดงเล่นดี
  • สอนใจเรื่องการลงทุนได้ดี

จุดสังเกต

  • เนื้อเรื่องเดาง่าย
  • ตัวละครแบนมาก

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

หลังถูกบอกเลิกจากแฟนสาว สติลแมน (อาซา บัตเตอร์ฟิลด์) เลือกใช้ความรู้วิชาฟิสิกส์ของตนสร้างไทม์แมชชีนย้อนเวลาเพื่อแก้ไขและรักษาความสัมพันธ์ของเขากับ เดบบี้ (โซเฟีย เทอร์เนอร์) ให้กลับมาดีดังเดิม และเพื่อให้มีเพื่อนคู่คิดเขาจึงหนีบ อีแวน (สกายเลอร์ กีซอนโด) หนุ่มสายเขียวย้อนเวลาไปในอดีตที่เขาเคยทำผิดกับ เดบบี้ ไว้ โดยไม่อาจรู้ได้เลยว่า ไทม์แมชชีน ฉบับ “สติลแมนประดิษฐ์” จะไว้ใจได้แค่ไหน

พลอตย้อนเวลากับเรื่องรักโรแมนติกไม่ได้เป็นสิ่งแปลกใหม่ เพราะมันเคยถูกสร้างเป็นหนังดังๆมากมายอย่าง Somewhere in Time (1980) หรือทวิภพฝรั่งที่เคยทำให้รุ่นพ่อรุ่นแม่เราเคลิ้มมาแล้ว หรือกระทั่งหนังโรแมนติกจากอังกฤษ About Time (2013) (เจ้าของเดียวกับ Love Actually (2003)) ที่ประทับใจใครหลายคนเมื่อไม่นาน และสำหรับ Time Freak ก็มีต้นธารมาจากหนังสั้นระดับชิงรางวัลออสการ์จากปี 2011 ของผู้กำกับ แอนดรู โบว์เลอร์ เองที่ใช้เวลาถึง 7 ปีกว่าหนังฉบับยาวจะได้ออกฉายในวันนี้ โดยขยายพลอตจากแค่การเดินทางย้อนเวลาไปเมื่อวานเพื่อแก้ไขข้อผิดพลาดในชีวิตหนุ่มเนิร์ดฟิสิกส์กลายเป็นการเดินทางเพื่อรักษาความสัมพันธ์ แถมได้นักแสดงดาวรุ่งทั้ง อาซา บัตเตอร์ฟิลด์ จาก Ender’s Game (2013) และ The Space Between Us (2017) มาประกบคู่กับ โซเฟีย เทอร์เนอร์ จากซีรีส์ Game of Thrones และกำลังจะมีหนัง Dark Phoenix ออกฉายปี 2019 มาเป็นดาราเรียกแขก พ่วงด้วย สกายเลอร์ กีซอนโด ที่มีชื่อมาจาก Santa Clarita’s Diet ซีรีส์ของ Netflix ในบทตัวฮาของเรื่อง

ส่วนหนึ่งจากหนังสั้นต้นฉบับ

โดย Time Freak ยังคงประสบปัญหาแบบเดียวกับหนังที่พัฒนามาจากหนังสั้นที่มีพลอต ไฮคอนเซปต์ โดยเฉพาะการหาทางลงให้กับเรื่องราว ถ้าจำกันได้เมื่อไม่กี่เดือนก่อนเรารีวิว KIN ซึ่งก็พัฒนาจาก “ความเจ๋ง” ของพลอตว่าด้วย ปืนเอเลี่ยน ที่แทนอำนาจมหาศาลของคนครอบครองก็ตกม้าตายเมื่อขยายมาเป็นหนังใหญ่ ซึ่ง Time Freak ก็ไม่ต่างกันเพราะ “ความเจ๋ง” อย่างพลอตหนุ่มเนิร์ดฟิสิกส์สร้างไทม์แมชชีน กลับไปแก้ไขเรื่องแย่ๆเมื่อวาน แต่เพิ่มในส่วนของพลอตโรแมนติกว่าด้วยการกลับไปแก้ไขความสัมพันธ์ที่ผิดพลาดก็กลายเป็นกับดักที่ทำให้ แอนดรู โบเลอร์ หนีไม่พ้นฉากคลีเช่ๆอย่างการกลับไปวันแรกที่ได้เจอกัน หรือการย้อนกลับไปมองเห็นตัวเองของพระเอกเพื่อเปลี่ยนตัวเองให้ดีขึ้น (หรือเปล่า เพราะหนังไม่ได้เน้นในจุดนี้) และแก้ไขจุดผิดพลาด ซึ่งทำไปทำมาหนังกลับไม่อาจดึงคนดูให้คล้อยตามความรักของทั้งสติลแมนและเดบบี้ได้เลย เพราะหลังจากฉากเปิดเรื่องที่เดบบี้บอกเลิกสติลแมนในร้านกาแฟ หนังก็ไม่ได้ใส่ใจปูความสัมพันธ์ของทั้งคู่เท่าใดนัก ลำพังจะให้คนดูซึมซับจากจุดผิดพลาดของ สติลแมน หนังก็ดั๊นไม่ได้เลือกปัญหาความสัมพันธ์หรือจุดขัดแย้งใหญ่ๆหนักๆมากไปกว่า รสนิยมดูหนังไม่เหมือนกัน หรือ อาการหึงหวงของฝ่ายชาย โดยที่หนังแทบไม่ได้ให้เราเห็นทัศนคติความรักในฝั่งเดบบี้เท่าใดนัก มิหนำซ้ำคาแรกเตอร์เอาแน่เอานอนไม่ได้ของเธอยังสร้างความรำคาญมากกว่าชวนให้เห็นใจอีกด้วย

จากจุดผิดพลาดที่กล่าวมาข้างต้นยังไม่น่าเสียดายเท่าส่วนดีของหนัง เพราะหลังจากเราอดทนกับความลำไยของพระเอกที่ต้องคอยย้อนเวลาแก้นู่นแก้นี่ ช่วงองก์สองตอนท้ายหนังกลับพยายามจะพูดประเด็นที่ใกล้เคียงกับหนังสั้นต้นฉบับโดยเฉพาะการรับมือกับปัญหาในปัจจุบัน โดยหนังดันเสียเวลาไปกับพลอตย้อนเวลาและฉากตลกเหวอๆของเพื่อนพระเอกไปเสียเยอะ แต่กลับพลาดในการใส่พัฒนาการของตัวละคร ซึ่งกว่าเราจะได้เห็นพระเอกได้รับบทเรียนก็ไป 20 นาทีสุดท้ายของหนังซึ่งจุดนี้ถูกบอกเล่าช้าเกินไป

สปอยล์แน่นอน อย่ากดอ่านถ้ายังไม่ได้ดู
ยิ่งมาหลังจากพระเอกย้อนเวลาไปแก้ไขความสัมพันธ์ได้สำเร็จแบบงงๆด้วย

จุดสำคัญที่จะทำให้หนังโรแมนติกเป็นที่น่าจดจำคงหนีไม่พ้นนักแสดงนำของเรื่อง สำหรับ Time Freak แม้การเลือกนักแสดงหน้าตาดีมาเล่นก็ไม่อาจทำให้เรา อิน กับเรื่องราวได้เลย อาซ่า บัตเตอร์ฟิลด์ ไม่อาจทำให้เราเชื่อได้ว่าเขาคือเนิร์ดฟิสิกส์ที่เก่งพอจะสร้างไทม์แมชชีน และยิ่งไปกว่านั้นสรีระแบบหนุ่มตัวเล็กยังเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งเมื่อเข้าฉากกับ โซเฟีย เทอร์เนอร์ ยิ่งช่างแต่งหน้าแต่ง อาซา ได้สำอางเกินเหตุ ถ้าดูไม่เป็นคนแคระก็น้องชายนางเอกมากกว่า ส่วนโซเฟีย เทอร์เนอร์ นางก็เหมือนทะเลาะกับช่างแต่งหน้าหรือฝ่ายคอสตูมก็ไม่ทราบ เพราะไม่มีองค์ประกอบไหนที่เอื้อให้เราเห็นเธอเป็นสาวในฝันของพระเอกได้เลย บางช็อตก็ดูเป็นสาวบวมไทรอยด์ บางช็อตก็เหมือนแพ้เครื่องสำอาง ยิ่งประกอบกับอาซานี่ยิ่งเหมือนพี่เลี้ยงเด็กมากกว่าคนรักเข้าไปอี๊ก ส่วน สกายเลอร์ กีซอนโด แม้หนังจะวางบทให้เป็นเพื่อนตลกๆและมีมุกที่เวิร์คอยู่บ้างก็แต่ยังห่างไกลบทเพื่อนบ้านปอดแหกในซีรีส์ Santa Clarita’s Diet อยู่หลายขุม

ถือเป็นอีกหนึ่งบทเรียนสำหรับการขยายเรื่องราวจากหนังสั้นสู่หนังใหญ่ เพราะถ้านำมาขยายแล้วไม่สามารถหา “ทางลง” ให้ดีพอหนังก็คงออกมาวนเวียนกับซีนคลีเช่และการตัดจบฮ้วนๆแบบเดียวกับ Time Freak เรื่องนี้แน่นอน

ตีตั๋วไปย้อนเวลาแย่งเธอกลับมาได้ในโรงคลิกเลย

 

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

What The Fact

แนะนำ 5 หนังสั้นรางวัลสูงสุดจากงาน GPX Presents Cat Film เอาเพลงมาทำเป็นหนัง

Published

on

By

The Billionaire Boys Club

7

คุณภาพงานสร้าง

7.0/10

เนื้อหา ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

7.0/10

ความแปลกใหม่

7.0/10

ความสนุก

7.0/10

ความคุ้มค่าตั๋ว

7.0/10

จุดเด่น

  • หนังเล่าเรื่องสนุก
  • นักแสดงเล่นดี
  • สอนใจเรื่องการลงทุนได้ดี

จุดสังเกต

  • เนื้อเรื่องเดาง่าย
  • ตัวละครแบนมาก

นี่คือโครงการประกวดหนัง โดยรถมอเตอร์ไซค์ GPX และสถานีวิทยุเด็กแมว Cat Radio จัดร่วมกัน ในชื่อ GPX presents “Cat Film เอาเพลงมาทำเป็นหนัง” ซึ่งมีหนังสั้นกว่า 292 เรื่องจากทั่วประเทศส่งเข้าประกวด (รวมแล้วมีคนทำหนังรุ่นใหม่มากกว่า 2,700 ชีวิตเลยทีเดียว) โดยมีโจทย์ว่าให้ทำหนังสั้นที่ใช้แรงบันดาลใจจากเพลงที่ชื่นชอบ

ส่วนการตัดสินนั้นก็ได้กรรมการมาจากทั้งสายผู้กำกับอย่าง ผู้กำกับ บอล-วิทยา ทองอยู่ยง ผู้กำกับจากหนังไทยอารมณ์ดี น้อง.พี่.ที่รัก  รวมถึง ไก่-ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับสารคดีสุดบ้า 2,215 เชื่อ บ้า กล้า ก้าว ร่วมด้วยศิลปินดัง อย่าง สอง พาราด็อกซ์, บอย ตรัย ภูมิรัตน, คมสัน นันทจิต พร้อมด้วยเจ้าของโปรเจกต์อย่าง จ๋อง พงศ์นรินทร์ อุลิศ นำทีมเหล่าดีเจแคท เรดิโอ มาร่วมโหวตลงคะแนนให้กับหนังสั้นรางวัล POPULAR VOTE อีกด้วย โดยการประกาศชื่อผู้ชนะและฉายรอบเวิลด์พรีเมียร์ของหนังทั้ง 12 เรื่องสุดท้ายที่เข้ารอบมาด้วย ณ สยามภาวลัย รอยัล แกรนด์เธียเตอร์ ชั้น 6 สยาม พารากอน เมื่อวันจันทร์ที่ 3 ธันวาคมนี้เอง

โดยหนังสั้นที่ได้รับรางวัลสูงสุดของงานได้แก่

รางวัลชนะเลิศ และพ่วงด้วย รางวัล POPULAR VOTE

เรื่อง The Only One
ศิลปิน : Part Time Musician
โดยผู้กำกับ ชนาธิป อมรปิยะพงศ์

จุดเด่นของงานชิ้นนี้มาจากความคิดสร้างสรรค์ และพั้นช์ไลน์แท้ ๆ เลย เพราะเมื่อเทียบด้านโปรดักชั่นแล้วยังมีหนังเรื่องอื่นที่ทำได้ดีกว่า แถมบางช็อตของหนังยังหลุดโฟกัสด้วยซ้ำ แต่ผู้กำกับและเขียนบทอย่างชนาธิปก็ใช้ประโยชน์จากความเรียบง่ายได้ดี โดยสะท้อนผ่านเพลง The Only One ที่เล่นคำว่า วัน มาเป็นแมลงวัน เมื่อทีมงานเฟ้นหานักแสดงของกองหนังหนึ่งต้องมาเจอแฟนเก่า ในวันที่เขากลายเป็นมนุษย์แมลงวันที่เวลามองอะไร ๆ จะเห็นเป็นช่องจำนวนมากเหมือนตาแมลงวัน ก็เป็นแฟนซีที่เซอร์ไพร้ส์เราไม่เบา

จุดที่เจ๋งที่สุดมาจากการเขียนบทสนทนาที่คมและบาดลึกมาก ๆ ในช่วงกลางถึงหลังของหนังที่ล้อไปกับ การมองเห็นได้หลายช่อง กับการ อยากมองแค่คน ๆ เดียว ได้อย่างเจ๋งสุด ๆ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงคว้ารางวัล POPULAR VOTE ไปได้อีกรางวัล

รางวัลรองชนะเลิศ มีจำนวน 3 เรื่อง

เรื่อง จันทร์
ศิลปิน : t_047
โดยผู้กำกับ ภาสวุฒิ สุขบัว

สำหรับ จันทร์ จริง ๆ เรื่องนี้สูสีคู่คี่กับรางวัลชนะเลิศอยู่ไม่น้อย ด้วยคุณภาพงานโปรดักชั่นที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด (น่าจะดูดีสุดในหนังที่รับรางวัลด้วย) การถ่ายภาพและการจัดองค์ประกอบศิลป์ อย่างวางสีตัดในฉากยืนคุยตอนฝนตกกลางซอยเป็นอะไรที่สวยมาก ด้านการเล่าเรื่องที่ว่าด้วยชาย-หญิงที่บังเอิญมาพบกันหลังจากเลิกราไปนาน และก็ได้โอกาสในการสานสัมพันธ์กันอีกครั้ง ก็มีความโรแมนติกและยียวนเล็ก ๆ ผ่านบทสนทนาและข้อความที่เป็นเหมือนความในใจของตัวละคร แบบในเอ็มวีเพลง ขอ ของ Lomosonic หรือเพลง ซ่อนกลิ่น ของ ปาล์มมี่ แต่เทียบความสร้างสรรค์และจุดจุกของหนังก็ยังแพ้หนังที่ชนะเลิศ หรือเอ็มวีที่ว่ามาอยู่พอสมควร เรียกว่าฮุกเบาไปโดยเฉพาะช่วงท้ายที่เล่นมุกซึ่งหนังรักมีกันเกลื่อนแล้วด้วย

ส่วนที่ชอบอีกอย่างคือหนังมีกิมมิกที่คิดมาละเอียด อย่างการที่ตัวละครมี 2 ตัว คือ ฟ้า กับ ต่าย (น่าจะมาจาก กระต่ายบนดวงจันทร์) แต่ในข้อความที่เป็นความคิดจะมี ตัวละครชื่อ Moon มาแจมด้วย ประหนึ่งว่า จันทร์ ตามชื่อเพลงนั้นคืออีกคนที่จับจ้องความสัมพันธ์ของทั้งคู่ผ่านบทเพลงด้วย


เรื่อง อีสาวเห้อ
ศิลปิน : บอยจ๊อส Feat. ยาวีแมน
โดยผู้กำกับ อัมรินทร์ ทองชูใจ

อีสาวเห้อ เป็นหนังซื่อ ๆ ที่ใช้สำเนียงใต้เล่าเรื่องได้อย่างซื่อตรงเหมือนนิสัยคนใต้เช่นกัน ทำเอานึกถึงหนังตระกูลไทบ้านที่กินใจผู้ชมภาคไหน ๆ ก็ได้ด้วย หนังว่าด้วยชาย-หญิงที่บังเอิญมาเจอกัน โดยฝ่ายหญิงเหมือนจะหลอกให้ฝ่ายชายซื้ออาหารเสริม อาหารหมา และทำธุรกิจขายตรงด้วย ด้านฝ่ายชายเองก็ใจซื่อเหลือเกินยอมสาวเจ้าไปหมด หากแต่มีอุปสรรคคือพี่ชายของฝ่ายชายที่จะไม่ยอมให้น้องชายโดนหลอก ก็เป็นหนังสั้นที่เล่าเรื่องง่าย ๆ ตรง ๆ จุดด้อยก็มีเรื่องโปรดักชั่นที่ไม่หลุดจากกรอบหนังนักศึกษา รวมถึงการแสดงซึ่งยังต้องพัฒนาให้คนเชื่อขึ้นอีก แต่ส่วนที่ต้องชมเลยคือเทคนิคการตัดต่อที่เล่นบีทแรงเหมือนดูหนังของ เอ็ดการ์ ไรท์ ทีเดียว และยังมีมุกตอนจบที่น่ารักอยู่ไม่น้อยด้วย เป็นอีกหนึ่งทีมที่อยากเชียร์ให้เป็น ไทบ้านแห่งเมืองใต้ ในอนาคต


เรื่อง คำสุดท้าย
ศิลปิน : The Caption
โดยผู้กำกับ คณิน พรรคติวงษ์

คำสุดท้าย เป็นหนังที่ดูจริงที่สุดในบรรดาหนังที่ได้รางวัล ผู้กำกับดึงจุดเด่นนี้มาใช้ได้จนเราเริ่มลังเลว่ากำลังดูความจริงหรือการแสดงกันแน่ (ไม่เฉลยนะครับให้ดูเอง) และถ้าหากว่ามองว่ามันคือการแสดงก็ต้องบอกว่าถ้าโครงการนี้มีรางวัลนักแสดง หนังเรื่องนี้ก็ควรได้ไปครองอย่างไม่ต้องสงสัยเลย หนังว่าด้วยน้องผู้ชายคนหนึ่งที่ป่วยระยะสุดท้ายก่อนตายเขาเลยโทรไปหาที่บ้าน ด้วยความคิดว่า ก่อนจะจากไป จะขอพูดความจริงทุกอย่าง และแม้หนังจะเพียงตั้งกล้องนิ่ง ๆ เท่านั้น แต่บทสนทนาที่เป็นธรรมชาติมาก กับรอยน้ำตาเปื้อนหน้าตลอดเวลา นี่เป็นหนังดราม่าที่ได้ใจคนดูไปมากที่สุดในเทศกาลอย่างไม่ยากลำบากเลย

และข้อดีอีกอย่างคือน่าจะเป็นหนังที่ใช้ประโยชน์จากตัวเพลงที่นำมาเป็นแรงบันดาลใจได้ผลที่สุดเรื่องหนึ่งด้วย เพราะช่วงท้ายของหนังที่เปิดคลอไปกับเพลงนั้นส่งพลังออกมามากจริง ๆ

รางวัลพิเศษ GPX Film Rider

เรื่อง ตัดสินใจ
ศิลปิน : Safeplanet
โดยผู้กำกับ พีรพัฒน์ คำสาริรักษ์

รางวัลพิเศษจากสปอนเซอร์หลักอย่าง GPX ที่นอกจากโจทย์ว่าต้องมีเพลงเป็นแรงบันดาลใจแล้ว หนังทุกเรื่องต้องไทอินเจ้ามอเตอร์ไซค์ GPX นี้ด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องที่ใช้ประโยชน์ของ GPX ได้เกี่ยวกับหนังที่สุด (ชื่นชม) หนังยังมีพลังครีเอทีฟในการเล่าเรื่องของ เพื่อนสองคนที่อยากจะทำหนังส่งประกวดโครงการนี้ โดยหนังที่จะทำเกี่ยวกับชายอ้วนคนหนึ่งที่ไม่อยากเป็นทหารเลยจะทำทุกวิธีทางเพื่อการนั้นโดยที่ยังนึกตอนจบของหนังไม่ออก และหนังยังติดปัญหาหลายอย่างจน ตัวละครที่เป็นผู้กำกับเองต้องใช้การตัดสินใจว่าจะยังทำต่อหรือหยุด หนังมีลักษณะความเป็นหนังซ้อนหนังที่มีฉากจริงกับฉากหนังในความคิดปนเปกันไปทั้งในการตัดต่อและในฉากเดียวกันได้อย่างน่าสนใจ

ส่วนที่ต้องพัฒนาก็เป็นเรื่องของการแสดงและจังหวะการสนทนาที่ยังไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่จากเท่าที่ดูหนังที่ได้รางวัลมาทุกเรื่อง (และน่าจะรวมถึงส่วนใหญ่ของหนังระดับนักศึกษา) ที่อาจขาดการแคสติ้งนักแสดงอย่างจริงจัง (ส่วนใหญ่อาศัยเพื่อนคนรู้จักเสียมากกว่า) นอกจากนี้ยังขาดการฝึกแอ็กติ้งโค้ชก่อนการเล่นจริงทำให้จังหวะหรือเคมีในการต่อบทยังตะกุกตะกัก นอกจากนั้นตัวบทหนังส่วนที่เป็นบทสนทนาเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่อาจทำให้ดูไม่เป็นธรรมชาติ เป็นทักษะที่ต้องเรียนรู้และพัฒนากันให้มากด้วยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!