Connect with us

What The Fact

[รีวิว] Iceman 2: หนังกำลังภายในย้อนยุคอัดแน่นซีจีแบบจัดเต็ม

สนับสนุนเนื้อหาโดย

ทิ้งห่างจากภาคแรกไปถึง 4 ปี สำหรับ Iceman 3D ซึ่งเป็นหนังที่ใครได้ติดตามมาก่อนก็จะพอทราบมาว่าเป็นเรื่องราวของแม่ทัพในยุคจีนโบราณที่ถูกแช่แข็งมา 400 ปี ก่อนที่จะเกิดเหตุไม่คาดฝันให้คืนชีพมาอีกครั้งในยุคปัจจุบัน ซึ่งในภาคสองหลายคนก็เฝ้าติดตามเพราะยังคงค้างคาหลายประเด็นมาจากภาคแรก ถือว่าน่าสนใจว่าในภาคนี้จะทำออกมาได้ดีขึ้นกว่าเมื่อ 4 ปีก่อนหรือไม่ โดยเฉพาะในเรื่องซีจีที่ในภาคที่แล้วต้องบอกว่าน่าผิดหวังพอสมควรเมื่อเทียบกับความเป็นหนังจีนฟอร์มยักษ์

สำหรับ Iceman 2 นั้นเป็นแนวพีเรียดแฟนตาซีพูดถึงเรื่องราวในยุคราชวงศ์หมิง ซึ่งมีพี่น้องร่วมสาบาน 4 คนจากหมู่บ้านเต๋าหยวน ที่ได้รับการฝึกวิทยายุทธจนเก่งกาจก้าวมาเป็นราชองครักษ์ชั้นสูง อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปกลับเกิดความไม่ลงรอยกันทำให้ต้องสู้รบ ไล่ล่ากันเองจนเกิดเหตุหิมะทับร่างเอาไว้ จนเวลาผ่านไปหลายร้อยปี ทั้ง 4 กลับฟื้นคืนสติมาในฮ่องกงยุคปัจจุบันอย่างไม่คาดฝัน เริ่มจาก เหอหยิง (ดอนนี่ เยน) ได้ย้อนกลับไปอ่านบันทึกประวัติศาสตร์แล้วพบว่าถูกบิดเบือนให้กลายมาเป็นกบฏของประเทศชาติ รวมทั้งหมู่บ้านเต๋าหยวนก็ถูกทำลาย ด้วยความที่เขาค้นพบเครื่องที่เรียกว่า ‘วงล้อแห่งกาลเวลา’ ที่ว่ากันว่าสามารถเดินทางข้ามกาลเวลาได้ ทำให้ เหอหยิง ตามหามันอย่างหนัก อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้ฟื้นคืนชีพมาในยุคปัจจุบันแค่คนเดียว แต่พี่น้องอีก 3 คน ก็ฟื้นคืนชีพมาด้วยเช่นกัน และเมื่อเหอหยินได้พบกับ หยวนหลง (เยิ่นต๊ะหัว) พี่ชายที่ฟื้นจากการถูกแช่แข็งเช่นกัน ก็วางแผนเดินกลับกลับไปแก้ไขประวัติศาสตร์ แต่ขณะเดียวกัน เขาไม่ได้เอะใจเลยว่ากำลังเดินตามหมากใครบางคน

Iceman 2 มีเส้นเรื่องที่ดี ส่วนตัวคิดว่าน่าสนใจมาก ๆ และน่าจะปังได้ถ้าเขียนบทดี ๆ เพียงแต่สิ่งนั้นไม่เกิดขึ้นในภาคนี้ (ฮา) และต้องบอกว่าวิธีการเล่าก็ต่างกับภาคแรกไปด้วย โดยในภาคนี้จะเล่าแบ็คกราวน์แบบคร่าว ๆ ด้วยสปีดระดับแปดสิบตีนถีบ ต้องมีสมาธิมาก ๆ ในช่วงแรกเพื่อจะตามหนังให้ทัน ซึ่งส่วนตัวผมถือว่ามันเป็นวิธีเล่าที่มักง่ายไปหน่อย หนังตัดซีนรัว ๆ จนทำให้คนดูไม่อินกับตัวหนัง กับการพบกันของตัวละครสำคัญ แต่สิ่งที่พัฒนาขึ้นคือ ซีจี ที่อย่างน้อยก็เนียนขึ้นมาหน่อย และฉากต่อสู้ที่พอจะได้ลุ้นได้ระทึกอยู่บ้าง เพียงแต่ขึ้นชื่อว่าหนังของ ดอนนี่ เยน แสดงนำ ถือว่าเป็นหนังที่มีแอ็คชันจืด ๆ ที่สุดเรื่องหนึ่งของเขาเลย

สิ่งที่หนังทำได้ดีก็คือในช่วงครึ่งหลัง ที่หนังพูดถึงความสัมพันธ์ในครอบครัว พี่น้อง หรือคนรัก ผนวกเข้ากับเรื่องกาลเวลา มุมมองที่มีต่อการกลับมาแก้ไขอดีต ที่ค่อนข้างไม่ประนีประนอม ไม่อาลัยอาวร ตามสไตล์พี่จีน แต่อย่างน้อยก็สื่อมาถึงคนดูได้ว่า ควรรักษามิตรภาพที่มีอยู่มากกว่าการแย่งชิงอำนาจและต้องอยู่อย่างเดียวดาย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!