[รีวิว] Aladdin – แฟนตาซีสุดฮา ท้าทายด้วยคำถามถึงโอกาสของผู้นำสตรี
Our score
9.2

Aladdin

จุดเด่น

  1. หนังพูดถึงบทบาทสตรีในฐานะผู้นำได้อย่างร่วมสมัยและท้าทายความคิด
  2. ฉากมิวสิคัลแบบบอลลีวูดคือดีงามมาก
  3. วิลล์ สมิธ คือหัวใจของความสนุกอย่างแท้จริง
  4. นาโอมิ สก็อตต์ สวยเหลือเกิน
  5. งานสร้างคือดีงามมาก

จุดสังเกต

  • ตรรกะ ความสมบูรณ์ของบท

    9.0

  • คุณภาพงานสร้าง

    10.0

  • ความแปลกใหม่

    8.0

  • ความสนุก

    9.5

  • ความคุ้มค่าตั๋ว

    9.5

หลังถูกจาร์ฟาร์ (มาร์วาน เคนซารี) เสนาบดีโฉดหลอกให้เอาตะเกียงในถ้ำจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด โจรกระจอกอย่าง อลาดิน (มีนา แมสโซด์) ก็ได้เผลอปล่อย จินนี่ (วิลล์ สมิธ) ยักษ์วิเศษในตะเกียงผู้เสนอพรให้เขา 3 ข้อ อลาดิน เลยใช้พรจากจินนี่ทำให้ตัวเองเป็นเจ้าชายเพื่อหวังพิชิตใจเจ้าหญิงจัสมิน (นาโอมิ สก็อตต์) จนเกิดเป็นความรัก แต่อุปสรรคสำคัญคือความมักใหญ่ไฝ่สูงของจาร์ฟาร์ที่พร้อมเปิดโปงอลาดินและหวังยึดครองบัลลังก์ จนเขาต้องหาทางกำจัดจาร์ฟาร์และรวบรวมความกล้าเพื่อบอกความจริงต่อจัสมินถึงฐานะที่แท้จริงของตน 

Play video

สนับสนุนเนื้อหาโดย Major Cineplex

Aladdin นับเป็นหนังไลฟ์แอ็คชั่นที่สร้างจากการ์ตูนดังของดิสนีย์เรื่องที่ 2 ของปีตามหลัง Dumbo การเรียกใช้บริการ กาย ริชชี่ มาเป็นผู้กำกับนับว่าเป็นก้าวที่กล้าหาญไม่น้อยเลย ด้วยว่าหนังกาย ริชชี่ แทบไม่เคยมีหนังครอบครัวในประวัติการทำงานเลย แถมมุกส่วนใหญ่ยังดูผู้ใหญ่ไม่น้อย จนหลายคนกังวลว่า Aladdin ฉบับนี้จะออกมาเละเทะไปกันใหญ่ แถมยังหมั่นสร้างความตระหนกให้แฟนการ์ตูนต้นฉบับทั้ง ภาพโปรโมตที่วิลล์ สมิธ ปรากฎกายด้วยสีผิวปกติจนเกิดเสียงครหาไปทั่วโซเชียลมีเดีย กระทั่งได้ปล่อยตัวอย่างจริงออกมานั่นแหละถึงพอเบาใจกันได้หลังได้เห็นฉากขี่พรมวิเศษสุดโรแมนติกในความทรงจำ. 

แต่หากคิดว่า คนอย่าง กาย ริชชี่ จะคัดลอกการ์ตูนมาแบบหน้าด้านๆ ขอให้คิดใหม่เลย เพราะบทภาพยนตร์ฉบับนี้ กล้าหาญถึงขั้นใส่มุกตลกกาวๆแต่ไม่หยาบคายเข้ามาให้คนดูผู้ใหญ่ได้หัวเราะกันก๊ากใหญ่ๆ อย่างมุกเสียดสีเจ้าชายรูปงามแต่สมองน้อยที่แอบจิกกัดระบอบปิตาธิปไตยได้เจ็บแสบไม่น้อย ผสมผสานไปกับมุกการ์ตูนๆ อย่างเจ้าลิงบาบูจอมซนที่หมั่นหาเรื่องได้อย่างกลมกล่อม และยิ่งไปกว่านั้นสิ่งที่ไม่เคยปรากฎในฉบับการ์ตูนแน่ๆ คือความเฟมินิสต์ของเรื่องราวโดยเฉพาะเจ้าหญิงจัสมินที่ฉบับนี้คือกล้าเสนอตัวปกครองประเทศในฐานะสุลต่านเรียกได้ว่าตอบรับกระแสพลังหญิงแบบสุดโต่งจนน่าจะเป็นแรงผลักดันที่ดีให้สาวน้อยทั้งหลายมีโรลโมเดลดีๆ ได้อย่างน่าชื่นชม ถือว่าความพยายามของดิสนีย์ที่พยายามสร้างความเท่าเทียมก็ตอบโจทย์กับการดัดแปลงจนเกิดเป็น Aladdin ฉบับนี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

สำหรับวิสัยทัศน์อีกข้อของกาย ริชชี่ คือการตระหนักรู้ว่าในเมื่อหนังที่ทำมีความเป็นแฟนตาซีเลยไม่ได้ยึดตรรกะกับโลกจริงและสร้างความมหัศจรรย์จากการผสานวัฒนธรรมโดยเฉพาะการนำองค์ประกอบแบบหนังบอลลีวูดมาใช้สำหรับฉากมิวสิคัลที่ทำได้ยิ่งใหญ่อลังการทุกฉาก แถมยังเพิ่มการผสานวัฒนธรรมได้อย่างแปลกตา เช่นฉากเปิดตัวเจ้าชายอาลี ที่ผสมทั้งนักเต้นระบำหน้าท้อง นักเต้นคาร์นีวัล ไปจนถึงเบรคแดนซ์ได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ส่วนฉากมิวสิคัลอื่นๆ ก็เรียกได้ว่า ริชชี่ เข้าใจความเป็นหนังผสานงานออกแบบงานสร้างสุดอลังการและงดงามโดยยังคงมนต์ขลังจากการ์ตูนต้นฉบับไว้ได้ไม่ตกหล่นเลย แถมทั้งยังมีการทำงานในส่วนภาคดนตรีร่วมกับ อลัน เมนเคน ที่เคยทำดนตรีให้กับ Aladdin ฉบับอนิเมชันเมื่อปี 1992 ให้ดัดแปลงเพลงจากต้นฉบับให้มีความร่วมสมัยทั้งใส่กลิ่นอายความเป็นพอพและฮิพฮอพได้อย่างครื้นเครง เรียกได้ว่าในพาร์ตยากสุดๆได้มือดีมาดูแลก็ทำผลงานได้ยิ่งกว่าหายห่วงเลย

สำหรับเหล่านักแสดงโดยรวมก็ถือว่าทำหน้าที่ได้ดีเลยทั้ง มีนา แมสโซด์ ที่รับบทอลาดินได้อย่างมีเสน่ห์ ส่วน นาโอมิ สก็อตต์ ก็สวยวัวตายควายล้มทุกช็อตที่ปรากฏตัวจริงๆ ส่วนคนที่น่าจะรับแรงกดดันสุดๆ อย่าง วิลล์ สมิธ ก็ขอปรบมือชื่นชมด้วยใจจริง ทุกฉากที่มียักษ์จินนี่ วิลล์ สมิธิไม่เคยทำให้ผิดหวัง ความทะเล้น พลังงานในการเต้นที่ล้นเหลือ ไปจนถึงฉากแสดงอารมณ์ไม่มีขาดตกบกพร่อง และน่าจะได้เข้าชิงลูกโลกทองคำสาขานักแสดงตลกแน่ๆ 

ใครคิดถึงการ์ตูนต้นฉบับรับรองว่า Aladdin ไม่ทรยศกับหนังในดวงใจแน่นอน ส่วนแฟนๆรุ่นใหม่ก็น่าจะถูกใจกับความจัดจ้านของงานสร้างและเรื่องเล่าที่ร่วมสมัยเอามากๆ นับเป็นหนังไลฟ์แอ็คชั่นจากดิสนีย์ที่สร้างสรรค์มากๆและบันเทิงสุดๆไปเลย