12 หนังสุดกล้ำกลืน ที่นักแสดงประกาศขอ “เลิกเล่น”

ความสามารถของนักแสดงฮอลลีวูดหลาย ๆ คนสามารถสะกดสายตาความรู้สึกของเราให้ตรึงอยู่กับภาพบนจอได้อย่างชะงัด แต่หารู้ไม่บางเรื่องกว่าจะได้ฉากที่สุดระทึก หรือได้อารมณ์อย่างน่าประทับใจมาให้เราเห็นบนจอนั้น เบื้องหลังก็ผ่านมาด้วยความยากลำบาก อาจจะด้วยความกดดันในการทำงาน การอินจัดในบทบาทของนักแสดงร่วม การผิดคิว หรือความเฮี้ยบของผู้กำกับก็ตาม ล้วนส่งผลต่อสภาพจิตของนักแสดง บางครั้งบางตอนมันก็พาไปถึงจุดที่หมดความอดทนจนนักแสดงแทบจะขอเลิกเล่น ไม่เอาอีกแล้ว แต่สุดท้ายก็ต้องจำกล้ำกลืนกัดฟันแสดงไปจนจบสิ้น ก็ด้วยสัญญาการทำงานนั่นล่ะ ถ้าไม่ทนก็ต้องเจอสตูดิโอฟ้องร้องกลับในจำนวนที่มากกว่าค่าตัวในการแสดงเสียอีก และนี่คือ 10 ฉากจากหนัง 10 เรื่องที่เบื้องหน้าดูสนุกแต่เบื้องหลังนี่สิ ที่นักแสดงเหล่านี้ล้วนต้องจดจำไปตลอดชีวิตกันเลย

1.Star Wars: The Force Awakens

เดซี ริดลีย์ กับผู้กำกับ เจ.เจ. อบรามส์


สำหรับหนังมหากาพย์อย่าง Star Wars ที่แต่ละไตรภาคมีมูลค่านับพันล้านเหรียญ การเปิดตัวนักแสดงใหม่แต่ละคนนับเป็นข่าวใหญ่ที่สาวกทั่วโลกต่างจับตามอง อย่างเช่นตอนเปิดตัว เฮย์เด็น คริสเท็นเซ็น ในไตรภาคที่ 2 และ การเปิดตัวเดซี ริดลีย์ ในไตรภาคล่าสุดภายใต้ชายคาดิสนีย์ที่เปิดจบลงไปนั้น

ในวันที่เดซี ริดลีย์ ได้รับเลือกให้รับบทเป็น เรย์ ตัวละครนำในไตรภาคล่าสุดนั้น เธอเพิ่งอายุได้ 22 ปี นับเป็นทั้งโอกาสครั้งยิ่งใหญ่ในชีวิตและภาระใหญ่หลวงที่ต้องแบกรับหนังทุนสร้างระดับร้อยล้าน ที่มีสาวกทั่วโลกรอคอย เดซีแบกรับความกดดันอย่างมาก และเธอต้องเจอกับการทดสอบอย่างหนักตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉาก The Force Awakens ในปี 2014 เมื่อทีมงานยกกองไปถ่ายกันกลางทะเลทราย แล้วเธอต้องร่วมงานกับผู้กำกับใหญ่อย่าง เจ.เจ. อบรามส์ ที่มีผลงานขึ้นหิ้งมามาก แต่ก็เป็นฝีมือของ เจ.เจ. นี่ล่ะ ที่ทำเอาเดซีเกือบสติแตกกลางทะเลทราย เมื่อ เจ.เจ. เลือกใช้วิธีเขียนข้อความลงกระดาษส่งให้เธอ มีใจความวิจารณ์ถึงการแสดงของเธอว่า “แข็งอย่างกับท่อนไม้” ทำเอาเดซีแทบหมดกำลังใจและอยากจะเดินออกจากกองถ่ายเดี๋ยวนั้น แต่ก็ยังดีที่ทีมงานช่วยกันปลอบประโลม จนเธอหันกลับมาฮึดสู้อีกครั้งได้สำเร็จ

2.The Abyss (1989)

เจมส์ คาเมรอน เป็นอีกหนึ่งผู้กำกับที่ได้ชื่อว่า “จอมสมบูรณ์แบบ” โดยเฉพาะกองถ่ายหนัง The Abyss ที่นักแสดงและทีมงานต่างกล่าวขวัญว่าเปรียบได้กับ “นรก” ดี ๆ นี่เอง เพราะหนังถ่ายทำกันอย่างหนักหนาสาหัสมากถึง 70 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แล้วเป็นแบบนี้ต่อเนื่องมา 6 เดือนแล้ว พอนึกภาพบรรยากาศการทำงานออกเลยล่ะ คนหนึ่งที่เต็มกลืนจริง ๆ กับการทำงานในเรื่องนี้คือ เอ็ด แฮร์ริส พระเอกของเรื่อง เขาเป็นคนแรกที่สติแตก เพราะเขาเกือบจมน้ำตายในระหว่างถ่ายทำ จากความเจ้ากี้เจ้าการของ เจมส์ คาเมรอน ผลคือ เอ็ดตรงเข้าไปชกหน้าเจมส์ไปหนึ่งที แล้วก็ออกจากกองถ่ายกลับบ้านไปเลย เขาเล่าให้ผู้สื่อข่าวฟังภายหลังว่าระหว่างทางขับรถกลับบ้านเขาสติแตกด้วยความเครียด ร้องไห้ฟูมฟายไปตลอดทาง แต่สุดท้ายเขาก็กลับมาถ่ายทำต่อจนจบ

อีกคนที่เจอกับประสบการณ์เลวร้ายอย่างมากไม่แพ้กันคือ แมรี่ เอลิซาเบ็ธ มาสทรานโทนิโอ นางเอกของเรื่อง ฉากที่ทำเอาเธอสติแตกคือฉาก CPR เป็นฉากที่หลายคนจดจำได้จากเรื่องนี้ ในฉากนี้บท ลินด์เซย์ บริกแมน ของเธอกำลังจะตาย ทีมงานพยายามช่วยกันผายปอดอย่างสุดความสามารถ แต่ก็ไม่เป็นผลเธอแน่นิ่งไปแล้ว แต่ บัด บริกแมน บทของ เอ็ด แฮร์ริส ไม่ยอมแพ้ ยังมุ่งมั่นผายปอดเธอต่อไป เขาทั้งฉุดกระชากคอเสื้อของเธอเขย่าและตะโกนใส่เธออย่างแรงว่า “สู้สิ” บัดยังคงผอยปอดเธอต่อไป ทั้งปั๊มหน้าอกและประกบปาก และท้ายที่สุดตบหน้าเธอซ้ายทีขวาทีจนเธอรู้สึกตัวในที่สุด เป็นฉากที่เอ็ด แฮร์ริส ทุ่มเทการแสดงอารมณ์อย่างมาก ถึงแม้ว่าบท ลินด์เซย์ ของแมรี่ ที่เห็นเหมือนนอนเฉยๆ แน่นิ่งนั้น แต่ที่จริงแล้วเธอก็รับบทบาทหนักหนาไม่แพ้กัน เพราะเธอต้องนอนอยู่บนแผ่นเหล็กที่เปียกและเย็นจัด แต่ที่แย่ที่สุดคือทั้งคู่ถ่ายฉากนี้มาไม่รู้กี่รอบแล้ว เพราะยังไม่เป็นที่พอใจของ เจมส์ คาเมรอน

แมรี่ เอลิซาเบ็ธ มาสติแตกเอาในเทคที่เธอคิดว่าดีแล้ว แต่ช่างถ่ายภาพยนตร์มาบอกว่า กล้องเสียระหว่างที่ถ่ายทำฉากนี้ไปได้ครึ่งทางแล้ว พอรู้ดังนั้น แมรี่ก็สติแตกทันที เธออยู่ในภาวะที่รับไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว แมรี่เดินเข้าตะโกนใส่เจมส์ว่า “พวกเราไม่ใช่สัตว์นะ” แล้วก็เดินออกจากกองถ่ายไปเลย

เจมส์ต้องแก้ไขฉากนี้ด้วยการถ่าย เอ็ด แฮร์ริส ไปคนเดียว เขาต้องแสดงฉากนี้ด้วยการตะโกนใส่อากาศเพราะ แมรี่ไม่กลับมาแล้วจริง ๆ ด้วย ถ้าดูคลิปฉากนี้จะเห็นว่ากล้องจะจับภาพหน้าของเอ็ดเสียเป็นส่วนใหญ่ ไม่รู้ว่า แมรี่ทิ้งกองถ่ายไปทำใจนานแค่ไหน แต่สุดท้ายเธอก็ยอมกลับมาเข้าฉากถ่ายทำจนจบ แต่ผลที่ได้ก็คุ้มค่า The Abyss เป็นหนังไซไฟที่ได้รับการยกย่องว่าท้าทายและยอดเยี่ยมที่สุดในประวัติศาสตร์

3.Rocky IV

Rocky IV ปี 1985 เป็นภาคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในแฟรนไชส์นี้ ทำรายได้ทั่วโลกไปสูงถึง 300 ล้านเหรียญ เพราะเป็นภาคที่สุดมันส์ เมื่อร็อกกี้ บัลโบ ต้องตะบันหน้ากับ อิวาน ดราโก แชมป์จากประเทศรัสเซีย ที่กลับมาปรากฏตัวอีกครั้งใน Creed II (2015)

แต่ก่อนที่ ร็อกกี้ กับ อิวาน จะมาเผชิญหน้ากันบนสังเวียนเป็นศึกสำคัญที่เป็นไคลแมกซ์ของหนังนั้น ก็ต้องมีการปูความปูอารมณ์กันมาเสียก่อน ด้วยการให้ อพอลโล ครีด (รับบทโดย คาร์ล เวเธอร์) มาเผชิญกับ อิวาน ดราโก (รับบทโดย ดอล์ฟ ลันด์เกรน) เสียก่อน ผลสรุปของศึกนี้ก็คือ อิวาน จอมโหด ซัดอพอลโลอย่างหนักหน่วงจนเสียชีวิตบนเวทีนั้นเลย กลายเป็นชนวนความแค้นให้ร็อกกี้ต้องหวนคืนสังเวียนมาแก้แค้นให้เพื่อนรัก

ปัญหามันเกิดขึ้นในระหว่างถ่ายทำศึกระหว่าง อพอลโดล กับ อิวาน นี่แหละ เมื่อ ดอล์ฟ ลันด์เกรน เกิดอินจัดกับบทนักมวยเฮฟวี่เวธ ดูคลิปประกอบไปด้วยจะเห็นว่ามีอยู่ช่วงหนึ่ง หลังแลกหมัดไปได้ชั่วครู่ อิวานก็จับตัวอพอลโลเหวี่ยงไปกระแทกเชือกอีกฝั่งหนึ่งของสังเวียน ซึ่งการกระทำนี้น่าจะอยู่นอกบทล่ะ เลยทำให้ คาร์เล เวเธอร์ อารมณ์เสียอย่างหนัก เขาเดินออกจากกองถ่ายเดี๋ยวนั้น แล้วโทรหาเอเยนต์ส่วนตัว บอกว่าเขาไม่เล่นอีกต่อไปแล้ว ร้อนไปถึง ซิลเวสเตอร์ สตอลโลน พระเอกของเรื่องและควบตำแหน่งผู้อำนวยการสร้างด้วย ต้องลงมาแก้ปัญหานี้เอง เขาไปพูดคุยเกลี้ยกล่อมคาร์ลอยู่นาน ซิลเวสเตอร์บอกว่าเขาได้พูดคุยกับดอล์ฟ ลันด์เกรน แล้วเช่นกัน ให้ดอล์ฟเพลา ๆ ลงหน่อย อย่าอินกับบทนัก สุดท้ายคาร์ลก็ใจอ่อนแล้วยอมกลับมาแสดงต่อได้ในที่สุด แต่นั่นก็ทำให้กองถ่ายต้องหยุดชะงักไปถึง 4 วันเลย

4.The French Connection (1971)

หนึ่งในหนังคลาสสิกของฮอลลีวูด ที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงออสการ์มากถึง 11 สาขา และสามารถคว้ามาได้ถึง 5 สาขา ซึ่งรวมไปถึงรางวัลใหญ่อย่าง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม, ผู้กำกับยอดเยี่ยม และ นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม แต่หารู้ไม่ว่าเส้นทางกว่าจะมาถึงความสำเร็จในจุดนี้ได้ ก็ต้องผ่านอุปสรรคในระหว่างถ่ายทำมามาก โดยเฉพาะปัญหาระหว่างผู้กำกับ วิลเลียม ฟรีดกิน และ ยีน แฮกแมน นักแสดงนำของเรื่อง ที่เริ่มมาจากตัววิลเลียมเองที่ชอบป่าวประกาศว่า ยีน แฮกแมน ไม่ใช่ตัวเลือกแรกในบทนี้ที่เขาต้องการเลย ก็ช่างบั่นทอนความรู้สึกในการทำงานพอดู

แล้ว ยีน แฮกแมน ต้องมาเจอฉากที่ทำให้เขาอึดอัดใจที่จะแสดง เมื่อถูกบังคับให้สวมชุดแซนตา ในฉากแอ็กชันที่เขาต้องวิ่งไล่ล่าบุคคลเป้าหมายในเรื่อง ซึ่งทำให้บรรยากาศการทำงานผ่านไปอย่างไม่ราบรื่นนัก มีคนในกองถ่ายนับได้ว่า ยีน แฮกแมน ประกาศก้องว่าออกจากกองถ่าย ไม่เล่นแล้ว ถึง 27 ครั้ง ซึ่งตัว ยีน แฮกแมน เองก็พูดถึงเรื่องนี้ว่าเขาเกือบจะออกจากกองถ่ายอยู่หลายครั้ง ในตอนที่ขึ้นไปรับรางวัลออสการ์ สาขานักแสดงนำชายยอดเยี่ยม

5.The Bird (1963)

ปรมาจารย์ อัลเฟรด ฮิตช์ค็อก ก็ได้ชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งผู้กำกับจอมสมบูรณ์แบบ ที่ทำเอานักแสดงนำหลายคนต่างเข็ดขยาดเมื่อผ่านการร่วมงานกับเขามา อย่างเช่นฉากอาบน้ำในตำนานจากหนัง Psyco (1960) ที่ในหนังเห็นกันแค่ 45 วินาที แต่ฮิตช์ค็อก สั่งถ่ายฉากนี้ใหม่ถึง 26 เทค และอีกหนึ่งนักแสดงที่ได้รับประสบการณ์เลวร้ายชวนจดจำก็คือ ทิปปี ฮีเดร็น ผู้รับบทนำจากหนัง The Bird ฉากที่สุดแสนสาหัสของเธอคือฉากที่เธอโดนฝูงนกโจมตีในฉากไคลแมกซ์ท้ายเรื่อง


ตอนที่เธอรับแสดงนั้น ในบทภาพยนตร์ระบุว่าฉากนี้จะให้นกปลอม บังคับด้วยระบบกลไกในการถ่ายทำ แต่ภาพที่ได้อาจจะไม่สมจริง ฮิตช์ค็อกก็เลยสั่งเปลี่ยนแผนให้ใช้นกจริงในการถ่ายทำฉากนี้ นกจำนวนมากถูกโยนเข้าใส่ทิปปีโดยทีมงาน หลาย ๆ ตัวก็ปล่อยไป และอีกหลายตัวก็ถูกเชือกล่ามไว้ ฉากนี้เห็นในหนังแค่ 2 นาทีกว่า ไม่รู้ว่าถ่ายไปทั้งหมดกี่เทค แต่ใช้เวลาถ่ายทำถึง 5 วันก็ยังไม่จบสิ้น จนทิปปีสติแตก ทนความกดดันซ้ำแล้วซ้ำเล่าอีกไม่ไหว เธอทรุดตัวลงไปนั่งทั้งน้ำตา ทีมงานพาเธอไปหาหมอ ซึ่งหมอก็กำชับมาถึงฮิตช์ค็อกว่าต้องให้ทิปปีพักการถ่ายทำ 1 สัปดาห์

6.The Shining (1980)

เห็นได้ชัดเลยว่าแต่ละเรื่องที่เข้ามาใน 10 รายชื่อนี้ ล้วนเป็นผู้กำกับจอมสั่งเทคแทบทั้งสิ้น และ สแตนลีย์ คูบริก ก็เป็นผู้กำกับที่ได้ชื่อว่าจอมสมบูรณ์แบบระดับต้น ๆ ของวงการเลยก็ว่าได้ นักแสดงที่ต้องเจอวิบากกรรมจากเรื่องนี้ก็คือ เชลลี ดูวัลล์ ในบท เว็นดี้ เธอต้องเจอสภาวะกรรมในระหว่างถ่ายทำ ขนาดที่ว่า แจ็ก นิโคลสัน นักแสดงร่วมยังรู้สึกเห็นใจ ถึงกับเอ่ยปากเลยว่า
“เชลลีต้องเจอกับงานแสดงที่หนักหนาสาหัสที่สุดที่เขาเคยเห็นมาในอาชีพนักแสดง”

ฉากที่ว่านี้ เว็นดี้ กำลังหนีการไล่ล่าจาก แจ็ก ทอร์แรนซ์ สามีของเธอเองที่โดนปีศาจเข้าสิง เว็นดี้อยู่ในสภาวะจนตรอก เธอมีเพียงไม้เบสบอลในมือที่เป็นอาวุธปกป้องตัวเอง ฉากนี้เธอต้องร้องไห้ไป พลางถอยไป ปากก็พร่ำขอความเห็นใจจากแจ็กว่าอย่าทำร้ายเธอ แม้ว่าจะไม่ใช่ฉากสำคัญของหนัง แต่สแตนลีย์ คูบริก ก็ยังไม่พอใจ สั่งให้แสดงฉากนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างไม่รู้จบ ทำให้เธออ่อนแรงอย่างมาก แล้วยังต้องเสียน้ำอย่างมาก เพราะเธอต้องร้องไห้ตลอดเวลา พอหนังปิดกล้อง เชลลี ดูวัลล์ ถึงกับผมร่วง สุดท้ายฉากที่ว่านี้ได้รับการบันทึกสถิติโดย กินเน็ส บุ๊ก ว่าเป็นฉากที่ถ่ายทำมากสุดถึง 127 เทค

อ่านต่ออีก 6 เรื่อง หน้า 2 ครับ