Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

หลากเหตุผลที่คุณไม่ควรพลาด ละครเรื่อง “หลงไฟ” แล้วคุณจะลืมละครน้ำเน่าเก่าๆ ไปเลย!

Published

on

หลายคนบ่นกันว่าละครไทยมันน้ำเน๊า.. น้ำเน่า นั่งดูแต่ละทีมีแต่ยุงบินว่อน แถมยังทำร้ายสังคมทางอ้อมด้วยฉากชิงรักหักสวาท อารมณ์ประมาณว่าข่มขืนโรแมนติก (พระเอกปล้ำนางเอก แล้วนางเอกก็ตกลงปลงใจ.. ให้หัวใจไปซะงั้น) จนหลายๆ คนเริ่มเอือมระอากับละครไทย และหันไปให้ความนิยมกับซีรี่ส์ของต่างชาติมากขึ้น แต่วันนี้บอกได้เลยว่าคุณกำลังเริ่มจะหันหน้ามาเจอแสงสว่างแล้ว เพราะละครไทยเดี๋ยวนี้เค้าทำดี๊ดี.. ไม่ใช่ละครไทยแบบที่เบือนหน้าหนีอีกแล้ว อย่างละครที่แบไต๋จะมาพูดถึงในวันนี้นั่นคือละครที่เพิ่งจบไปหมาดๆ อย่างเรื่อง “หลงไฟ” ละครที่ไม่ใช่แค่สะท้อนสังคม แต่ยังสอนสังคม จนคนดูต้องสลด กลัวการทำเลวเลยทีเดียวเชียว!! แถมความครีเอทของละครเรื่องนี้ยังมาเต็ม เรียกได้ว่าเป็นมิติใหม่ของละครไทยเลยทีเดียว

“หลงไฟ” บทประพันธ์แนวเมโลดรามาของกฤษณา อโศกสิน ที่เคยถูกสร้างออกมาแล้วหลายครั้ง โดยครั้งแรกคือเมื่อปี 2533 และครั้งต่อมาในปี 2544 แต่ไม่ได้ออกอากาศ และกลับมาได้รับความนิยมและเป็นกระแสอีกครั้งในปี 2560 โดยเวอร์ชั่นปี 2560 นี้ มีผู้กำกับการแสดงคือ กู่ – เอกสิทธิ์ ตระกูลเกษมสุข  และคฑาเทพ ไทยวานิช โดยมีผู้ทำบทโทรทัศน์คือ ธัญลักษณ์ จุลพงษ์

และมีนักแสดงนำของละครคือ พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์, ปฐมพงศ์ เรือนใจดี,จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล,มชณต สุวรรณมาศ, กัลยา เลิศเกษมทรัพย์, ภรัณยู โรจนวุฒิธรรม, พิษณุ นิ่มสกุล, ภัทรภณ โตอุ่น, กิจเกษม แมคแฟดเดน, ณัฐภัสสร สิมะเสถียร, กฤตธวัฒน์ เอกชัย, สรัณณัฏฐ์ ประดู่คู่ยามดี และ วรินดา ดำรงผล

เรื่องย่อ

       หลงไฟเป็นเรื่องราวของหญิงสาววัยมหาวิทยาลัย ชื่อก้านแก้ว ที่นอกจากเธอจะมีความสวย ความสามารถ และกริยาอันน่าดึงดูดใจแล้ว เธอยังมีอาชีพเสริมที่คนภายนอกไม่รู้ นั่นคือ เป็นสาวไซด์ไลน์ในมาดของพริตตี้สาวสวยสุดฮอต ความที่เธอรับงานเพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว จึงทำให้เธอมีโอกาสได้รู้จักคนมากหน้าหลายตา โดยเฉพาะคนมีชื่อเสียงต่างๆ ในสังคม และนั่นทำให้เธอดูเป็นคนที่มีกริยาและความสามารถเกินวัย จนทำให้ใครๆ อดอิจฉาในตัวเธอไม่ได้..

       ก้านแก้วเอง มีเพื่อนสนิทชื่อชาลา และกุญชร ชาลาแม้จะเกิดในครอบครัวที่มีฐานะยากจนไม่ต่างจากก้านแก้ว แต่เธอกลับเป็นสาวที่มีอุปนิสัยตรงข้ามกับก้านแก้วอย่างสิ้นเชิง เธอเป็นเพียงนักศึกษาธรรมดา มุ่งหวังเพียงว่าเมื่อเรียนจบ จะได้ทำงานประจำ ที่มั่นคงสักแห่ง และสามารถเลี้ยงแม่และน้องชายได้ บุคลิกของเธอแตกต่างกับก้านแก้วอย่างมาก เธอชอบความเรียบง่าย ไม่หรูหราฟุ่มเฟือย ไม่ทะเยอทะยาน และอยากพัฒนาตนเองจนเกินตัว ด้วยอุปนิสัยและทัศนคติหลายอย่างที่ตรงข้ามกับก้านแก้วอย่างสิ้นเชิง ก้านแก้วจึงมักรู้สึกรำคาญและอึดอัดที่เพื่อนของเธอเป็นเช่นนี้ จนก้านแก้วอดที่จะบ่นในความเรียบง่ายของชาลาไม่ได้

       แต่ถึงอย่างนั้นก้านแก้วเองก็หวังดีกับชาลา เธอจึงแนะนำให้ชาลาตกลงปลงใจกับดุรงค์ หนุ่มไฮโซเจ้าของโรงแรมที่ชาลาฝึกงานอยู่ ซึ่งเขาหลงรักเธอด้วยใจจริง และพยายามทำดีกับครอบครัวชาลา

       ขณะเดียวกันกุญชรก็เป็นเพื่อนสนิทที่ตามจีบด้วยความดีและหลงรักก้านแก้วอย่างมาก แต่ถึงอย่างนั้น  ก้านแก้วก็ไม่ได้สนใจในตัวกุญชรมากนัก เพราะกุญชรไม่ได้มีฐานะร่ำรวยเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ ในชีวิตเธอ

       ชีวิตการทำงานพริตตี้และไซด์ไลน์ของก้านแก้วดำเนินไปเรื่อยๆ เธอมีโอกาสเจอผู้ชายดีๆ และร่ำรวยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นโชน ชายหนุ่มไฮโซที่มีคู่หมั้นอยู่แล้ว อาวุธ ชายหนุ่มวัยกลางคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตในบริษัทที่ก้านแก้วฝึกงาน แต่มีภาระครอบครัวต้องดูแล และชายที่ซื้อบริการคนอื่นๆ ที่มาพัวพันในชีวิตเธอ..

       แม้จะดูเป็นสาวที่สวย ไฮโซ และเก่งในสายตาคนภายนอก แต่ชีวิตของก้านแก้วก็ต้องมาพลิกผันครั้งใหญ่ เมื่อโชนตัดสินใจโบกมือลาคู่หมั้นแล้วมาใช้ชีวิตกับเธออย่างเป็นจริงเป็นจัง จากหนุ่มไฮโซ ก็กลับกลายมาเป็นหนุ่มแมงดา ให้เธอหาเลี้ยง 

       ด้วยงานพริตตี้และไซด์ที่เคยทำอยู่ ไม่สามารถหาเลี้ยงชีวิตไฮโซของโชน และผ่อนคอนโดสุดหรูของเธอได้ เธอจึงหาลู่ทางใหม่ๆ จนได้รู้จักกับ เขียว ผู้ดูแลสถานบันเทิงชื่อดัง เขียวหลอกให้เธอทำงานกับเขา ใช้งานเธออย่างคุ้มค่า และโกงเธออย่างเลือดเย็น หากเธอปฏิเสธที่จะทำงาน เขาจะลงไม้ลงมือกับเธออย่างเหี้ยมโหด

       ขณะเดียวกัน โชนก็ได้สืบรู้ว่าก้านแก้วทำอาชีพไซด์ไลน์ เขาจึงเลือกเดินจากเธอไปอย่างไม่ใยดี ปล่อยให้เธอตกอยู่ในนรกของการขายบริการกับนายหน้าอย่างเขียว 

       เขียวทั้งข่มขู่ ทำร้ายก้านแก้ว.. จากหญิงสาวสวย ที่ดูไฮโซ จึงค่อยๆ กลายเป็นหญิงสาวที่โทรมและโหมงานหนัก เขียวทั้งกักขังและรังแกเธอสารพัด จนเมื่อก้านแก้วถึงขีดสุด จึงหาทางหลุดพ้นจากวงจรนี้ด้วยการติดต่อกับลูกค้าหนุ่มชาวเยอรมัน ที่เคยซื้อบริการของเธอ นั่นคือจาโคบี้ หลังจากเธอติดต่อจาโคบี้ได้ เขาจัดการปลดพันธนาการของเธอจากเขียว ด้วยการจ่ายเงิน 2 ล้านบาทให้กับเขียว พร้อมกับข่าวดีที่ว่าก้านแก้วจะได้ย้ายไปอยู่กับเขาที่เยอรมันในฐานะภรรยาของจาโคบี้

       ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ชาลาเองก็ไม่ได้มีความสุขกับดุรงค์นัก เพราะหลังจากที่เริ่มสนิทสนมกับเขามากขึ้น และรู้สึกดีกับดุรงค์แล้ว เธอจึงพบว่าแท้จริงแล้ว ดุรงค์ได้แต่งงานกับหญิงสาวคนหนึ่ง เธอจึงตัดสินใจเลิกกับดุรงค์ และเริ่มความสัมพันธ์กับกุญชรแทน

       เมื่อก้านแก้วมาถึงเยอรมัน เธอเริ่มสงสัยและประหลาดใจเกี่ยวกับงานที่จาโคบี้ทำ ก่อนรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาหลอกเธอมาขายให้กับซ่องในเยอรมัน.. ฝันที่เธอเคยวาดไว้ว่าจะมีชีวิตที่ดีก็พังทลายลงในพริบตา วันทั้งวันเธอวุ่นกับการรับแขกนับสิบคน ไม่ได้พักผ่อน และเธอเริ่มโทรมตามวิถีชีวิต ไม่ใช่เพียงร่างกายที่บอบช้ำ หากเป็นจิตใจเธอด้วย เธอรู้ว่าไม่มีทางหนีรอด และเริ่มตรอมใจ หวนคิดถึงคำพูดของชาลาที่เคยตักเตือนเธอต่างๆ นานา ภาพความหลังต่างๆ เกี่ยวกับผู้คนในชีวิตของเธอค่อยๆ ไหลผ่านเข้ามาในความคิด ขณะเดียวกันเธอก็เริ่มต่อต้านพวกคุมซ่องที่ใช้กำลังกลับเธอ จนพวกคุมซ่องเหล่านั้นขาดสติและยิงเธอทิ้ง

       จากสาวสวยไฮโซในวันนั้นจึงกลายเป็นก้านแก้ว หญิงสาวที่โดนหลอกมาขายตัวและจบชีวิตในซ่องในวันนี้

       เรื่องราวของก้านแก้ว จึงเป็นเรื่องที่สะเทือนใจในความรู้สึกคนดูอย่างมาก แม้ว่าการอ่านเรื่องย่อชีวิตของเธอ และหลายคนต้องอดที่จะสมน้ำหน้าเธอในใจไม่ได้ หากแต่ได้ดูในเวอร์ชั่นเต็มของละครแล้ว จะคิดว่าได้ว่า ชีวิตของเธอนั้นช่างน่าสงสารและสังเวชใจในเวลาเดียวกัน อีกทั้งการนำเสนอในเวอร์ชั่น 2560 นี้ หลงไฟได้ถือเป็นละครที่น่าสนใจแห่งปีเลยก็ว่าได้ เพราะละครเรื่องนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนสังคมเท่านั้น แต่ยังเป็นการสอนสังคมด้วย ในขณะเดียวกันเราก็จะได้เห็นรูปแบบการโปรโมทละคร และทำให้ละครเป็นกระแสทางโลกออนไลน์ได้เป็นอย่างดี จนถึงขั้นทุบสถิติยอดเข้าชมทางโลกออนไลน์เลยทีเดียว

       เรามาดูกันดีกว่า ว่ามีเหตุผลอะไรบ้าง ที่ละครเรื่องนี้สมควรอย่างยิ่งที่ควรจะโปรโมทให้เป็นที่รู้จักไปทั่วบ้านทั่วเมือง และเป็นละครที่ควรปลุกให้คนที่กำลังหลับใหลหรือหลงระเริง เข้ามาดู!

จับนางเอกที่คนติดลุคส์ใส

มาพลิกบทบาทจนจำภาพเก่าไม่ได้!

       นับเป็นครั้งแรกของการพลิกบทบาทของนักแสดงนำอย่าง ใบเฟิร์น – พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ เนื่องจากก่อนหน้านี้ใบเฟิร์น มักได้รับบทนางเอกใส หวาน หรือห้าวแบบน่ารัก ตามฉบับของนางเอกละครไทย ซึ่งเธอก็ได้แสดงให้เห็นถึงฝีมือการแสดงที่เรียกได้ว่าเป็นพรสวรรค์ของเธอมาบ้างแล้ว และดูเหมือนว่าการพลิกบทบาทการแสดงในครั้งนี้ จะกลายเป็นผลงานครั้งสำคัญที่สร้างชื่อให้เธออีกครั้ง ชนิดที่สามารถติดแฮชแทคใส่รัวๆ ว่า #นักแสดงสายฝีมือ เพราะทั้งท่าทาง น้ำเสียง สีหน้า และสายตาที่ใบเฟิร์นแสดงออกมาได้อย่างมีมิติและเป็นธรรมชาติ จนทำให้ผู้ชมเคลิ้มและสัมผัสได้ถึงความเป็นสาวไซด์ไลน์ของเธอ จนลืมภาพนางเอกหวานใสจากละครที่ผ่านมาไปโดยปริยาย

บทละครโทรทัศน์

ที่ไม่ได้ฉายแค่ในโทรทัศน์

       ในขณะเดียวกัน การทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงละครหลงไฟได้ผ่านการอัพโหลดลงช่องทาง Youtube และวิดีโอ Live ยิ่งทำให้ผู้ชมสามารถเข้าถึงและง่ายต่อการติดตามละครอย่างมาก จึงไม่แปลกใจ ที่ละครเรื่องนี้จะเป็นกระแสในโลกออนไลน์อย่างมาก (เพราะผู้ชมดูผ่านสมาร์ทโฟนได้ยังไงหล่ะ ไม่ต้องเปิดจอโทรทัศน์ แต่อยู่ที่ไหนก็ดูได้แล้ว แถมยังดูย้อนหลังได้ด้วย จึงเป็นการกวาดกลุ่มเป้าหมายของคนยุคใหม่ ที่นิยมดูวิดีโอทาง Youtube ได้ดี) และคงต้องกล่าวชมทีมการตลาดหรือครีเอทีฟของหลงไฟ เวอร์ชั่น 2560 ด้วย เพราะในขณะ Live วิดีโออยู่นั้น ได้ใช้โอกาสในการพักเบรค หากิจกรรมที่ทำให้ผู้ชมมีส่วนร่วมใน Live ทั้งการทำให้ผู้ชมคอมเม้นแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น หรือการกดอิโมติคอนต่างๆ เพื่อให้ผู้ชมได้เลือกฝั่งของตน

ซึ่งแน่นอนว่าการทำให้ Live วิดีโอ มีการได้รับการแสดงความคิดเห็นในลักษณะนี้ ย่อมทำให้ Live วิดีโอนั้นถูกแพร่กระจายบนทามไลน์มากขึ้น แบบนี้พี่มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ก ก็เลยยอมกระจายโพสต์ใน Facebook ให้ โดยไม่ต้องจ่ายค่าโฆษณาเลย

ปรับบทละครเก่าๆ

ให้เก๋าและเข้ากับยุคสมัย

       ละครหลงไฟ มีการปรับบทละครให้เข้ากับยุคสมัยได้อย่างกลมกลืน แน่นอนว่าบทประพันธ์และบทโทรทัศน์ของละครแต่ละเรื่องย่อมได้รับการปรับให้เหมาะสมกับยุคสมัย แต่ก็ยังอดชื่นชมในผู้เขียนบทละครโทรทัศน์ของหลงไฟไม่ได้ เพราะสามารถเข้าถึงยุคปัจจุบันได้เป็นอย่างดี จับประเด็นและกระแสแรงๆ ที่คนชอบจับกลุ่มเม้าส์มาใส่ในละครได้หมด ชนิดที่ว่ากวาดเรียบในการดึงความสนใจของคนยุค 2017 ทั้งการเปลี่ยนให้หญิงสาวโสเภณีธรรมดาๆ ในยุคก่อนที่ปรากฎในบทประพันธ์ฉบับเดิม กลายมาเป็นพริตตี้สาวไซด์ไลน์สุดฮอตในยุคปัจจุบันและจากสาวโสเภณีผิวแทน ที่คนยุคก่อนตีค่าว่าเธอเป็นเมียฝรั่งในบทประพันธ์ต้นฉบับ ก็ได้กลายเป็นสาวสวยหมวยเกาหลี ที่เป็นค่านิยมความงามของสังคมไทยในยุคนี้

หรือแม้แต่รายละเอียดเล็กๆ อย่างการเช่ากระเป๋าแบรนด์เนม หรือการอัพโหลดชีวิตดีๆ บนโซเชี่ยล การตัดต่อรูปไปเที่ยวต่างประเทศเพื่อสร้างภาพ ก็ทำให้ผู้ชมรู้สึกอินตามละครได้ เพราะหลายคนก็คุ้นเคยหรือรับรู้กับเรื่องแบบนี้มาพอสมควร

ครีเอทดี มีลูกเล่นแพรวพราว

       ตอนจบในบทประพันธ์และบทละครเวอร์ชั่น 2560 ไม่ได้แตกต่างกันนัก นั่นคือก้านแก้วต้องเสียชีวิตลงในซ่องที่ต่างประเทศ เพราะโดนหลอกไปขายตัว ซึ่งต้องบอกว่าตอนจบแบบนี้คลาสสิคและดึงความรู้สึกของผู้ชมให้จมดิ่งสู่ความเศร้าและสะเทือนใจได้เป็นอย่างดี และนับว่าเป็นเสน่ห์อีกอย่างหนึ่งของละครเรื่องนี้เลยทีเดียว

       นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้ผู้ชมต้องอมยิ้ม นั่นคือการทำตอนจบอีกแบบออกมาเอาใจผู้ชม ที่รู้สึกหดหู่ใจจากการชมหลงไฟตอนจบด้วยการทำให้เรื่องทั้งหมดเป็นเพียงเรื่องที่ก้านแก้วฝันร้ายไป และกลับให้ชาลากลายเป็นหญิงสาวที่ขายบริการเอง และแม้การจบแบบนี้จะทำให้ผู้ชมอมยิ้มได้ แต่ก็ยังอดคิดถึงชีวิตชาลาไม่ได้ ว่าจะมีจุดจบแบบก้านแก้วรึเปล่า

 

ละครมีมิติ สมจริง

ไม่น้ำเน่าจนยุงกัด!

       หากเป็นละครเรื่องอื่น ที่เคยผ่านตากันมา เรามักจะเห็นนางร้ายที่ร้ายแบบไม่แคร์โลก ไม่แคร์สังคม ฉันต้องร้ายมาก ฉันต้องโป๊ ต้องยั่วพระเอก! หรือหากเป็นนางเอก จุดจบของเธอในละครก็ต้องดี๊ดี มีครบทุกอย่าง แต่หลงไฟกลับไม่ได้เป็นไปเช่นนั้น.. หลงไฟ สร้างให้ก้านแก้วเป็นหญิงสาวที่มีมิติ เป็นสาวไซด์ไลน์ที่ไม่ได้ร้ายหรือเป็นดาวยั่วแบบละครทั่วไป

       เราจึงจะเห็นได้ชัดว่าแม้ก้านแก้วจะเป็นสาวไซด์ไลน์ ในยามที่เธอใช้ชีวิตในรูปแบบของหญิงวัยรุ่นธรรมดา เธอมีความถือตัวและกริยามารยาทบางจังหวะที่ดูรักนวลสงวนตัวตามแบบหญิงไทย เช่น เธอไม่ได้เสียสละร่างกายอย่างง่ายดายให้กับกุญชร หนุ่มที่ตามจีบเธอมานาน หรือยอมมีเซ็กส์กับช่างภาพที่ชื่นชม หลงใหลเธอ แม้กระทั้งอาวุธ หนุ่มนักธุรกิจระดับผู้จัดการ เธอก็ไม่ได้ยอมที่จะมีเซ็กส์ด้วยง่ายๆ หรือแม้แต่หนุ่มนักศึกษาที่ชื่นชมเธอ และไม่สามารถรวบหัวรวบหางเธอได้ง่ายๆ กระทั่งสืบรู้ว่าเธอทำอาชีพไซด์ไลน์ จึงได้ใช้ข้อจำกัดนี้ในการบังคับเธอให้มีเซ็กส์ด้วย

       เมื่อดูตามบทละคร เราจึงอาจกล่าวได้ว่า แท้จริงแล้ว ก้านแก้วไม่ใช่หญิงที่มีพฤติกรรมมักง่ายในเรื่องเพศ หากแต่ยังมีความเป็นหญิงไทยในกรอบจารีตพอสมควร (แม้ว่าจะมีจริตของสาวไซด์ไลน์ ให้ท่าผู้ชายอยู่บ้างก็ตาม)

       หลายๆ ฉากการมีเซ็กส์ของก้านแก้วเอง ก็ไม่ใช่ฉากสวาทรักคลาสสิค ที่มีหญิงสาวกริยาร้าย มายั่วยวนชายหนุ่มไปทั่วดั่งบทละครหลายๆ เรื่อง หากแต่เป็นฉากที่ทำให้คนดูต้องกล้ำกลืนถึงความเจ็บปวดภายในจิตใจของหญิงโสเภณี ผู้ชมจึงจะเห็นว่าในช่วงหลัง ทุกฉากของการมีเซ็กส์ที่มาจากการขายตัวของก้านแก้ว มาจากความกล้ำกลืนและน้อยใจในโชคชะตา เช่น ฉากที่ต้องมีเซ็กส์หมู่ เพื่อหวังว่าจะหลุดพ้นจากตัวละครที่บงการชีวิตและเอาเปรียบอย่างเขียว และเมื่อเธอยอมมีเซ็กส์หมู่แล้ว เธอถึงกลับกลั้นน้ำตาความเจ็บปวดร่างกายและหัวใจไว้ไม่อยู่

       นอกจากนี้ผู้ชมจะเห็นมุมมองอื่นๆ ของก้านแก้ว ที่ไม่ใช่เพียงตัวละครสาวทะเยอทะยานและรักสบาย แต่จะได้เห็นความกดดันในการใช้ชีวิต ที่เธอต้องดิ้นรนอยู่เสมอ รวมถึงความเข้มแข็งและต่อสู้ชีวิตของเธอไปในตัว อย่างหนึ่งที่ผู้ชมจะคุ้นชิน คือฉากที่ก้านแก้วต้องแอบร้องไห้ไม่ให้ใครเห็นและปาดน้ำตาอยู่เสมอนั่นเอง

       เราจึงจะได้เห็นมิติของตัวละคร ซึ่งเหมือนคนทั่วไปในชีวิตจริง ที่มีทั้งข้อดีและข้อเสียปะปนกันอย่างชัดเจน มีทั้งวันที่โชคดีและวันที่ตกอับสลับกันไป หรือกระทั่งตัวละครอื่นๆ เช่น ชาลา ที่เป็นคนดีมาตลอดเรื่อง ก็ไม่ได้มีวันดีๆ ในทุกๆ วัน เธอก็ยังถูกหลอกลวงโดยดุรงค์เข้าจนได้ เราจึงกล่าวได้ว่าบทละครเรื่องนี้ให้ทั้งความสมจริง และแง่คิดเตือนชีวิตได้เป็นอย่างดี!

       หลงไฟจึงไม่ใช่ละครที่ทำออกมาแบบเอามันส์ เสนอในเรื่องผัวๆ เมียๆ แก่งแย่งชิงดีชิงเด่น เป็นละครรักหักสวาทที่มีพระเอกหน้าหล่อ ฐานะร่ำรวยปลุกปล้ำนางเอก แล้วได้ครองรักกัน หรือเอาปัญหาสังคมต่างๆ มายัดใส่.. ใส่แล้วทิ้งไว้เฉยๆ ให้เป็นกระแส  แล้วไม่ได้ขมวดปลายของปัญหาให้ได้ประโยชน์อะไรต่อสังคม เหมือนที่เรียกกันว่า “ละครสะท้อนสังคม” ในปัจจุบัน แต่หลงไฟกลับเป็นละครที่มีเนื้อหาทรงคุณค่า สอนใจผู้ชม และชี้ให้เห็นถึงปัญหาต่างๆ อย่างชัดเจน รวมถึงค่อยๆ ปลูกความรู้สึกเกรงกลัวต่อการเลือกทางเดินชีวิตที่ผิด และใช้ชีวิตอย่างประมาท โดยใช้เหตุและผลในการดำเนินเรื่อง และไม่ว่าผู้ชมละครจะเลือกเข้าข้างฝ่ายไหน ทั้งฝ่ายต่อต้านการขายบริการของหญิงสาว หรือแอบเข้าข้างก้านแก้ว แต่ผู้ชมทุกฝ่ายก็ถูกฝังในจิตสำนึกไปแล้วว่าเส้นทางการรักสบาย ขายเรือนร่างนั้น ทั้งเส้นทางมีแต่เปลวไฟที่พร้อมจะเผาไหม้ตลอดเวลา.. หลงไฟ จึงไม่ใช่เพียงละครสะท้อนสังคม แต่เป็นละครสอนสังคมที่มีคุณค่าอย่างยิ่งในสังคมปัจจุบัน

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Netflix Original Series AMO อาโม่ – ซีรีส์อาชญากรรมข้นๆจาก ฟิลิปปินส์

Published

on

 

  • กำกับซีรีส์โดย บริลแลนต์ เมนโดซา (Brillante Mendoza)
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์อาชญากรรม หรือหนังแนวแก๊งสเตอร์
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

เรื่องราวคู่ขนานแต่มีแกนกลางอยู่ที่ปัญหายาเสพย์ติดในฟิลิปปินส์ เรื่องราวในส่วนแรกจะกล่าวถึง โจเซฟ (วินซ์ ริลลอน) เด็กส่งยาที่เอาดีทางด้านมืดมากกว่าการเรียน แต่หลังเหตุการณ์ลูกค้าสาวเสพย์ยาเกินขนาดจนตาย เขาก็ไม่มีทางให้หันหลังกลับอีกต่อไป  เรื่องราวในครึ่งหลังจะกล่าวถึงลุงของโจเซฟนั่นคือ คามิโล (อัลเลน ดิกซอน) ตำรวจปราบยาเสพย์ติดที่ถูกดึงเข้าสู่วังวนความฉ้อฉลในวงการตำรวจเมื่อนายใหญ่สั่งให้อุ้มพ่อค้ายาชาวญี่ปุ่นมาเรียกค่าไถ่แต่แผนที่คิดว่าง่ายก็กลับตาลปัตร เมื่อภรรยาชาวญี่ปุ่นใช้กฎหมายในการทวงถามความยุติธรรมจนทางรอดเดียวของคามิโลคือการหลบหนี


 


หลังเราได้ดูซีรีส์อาชญากรรมข้นๆจากฝั่งตะวันตกอย่าง Narcos กันถึง 3 ซีซันแล้ว มาคราวนี้เน็ตฟลิกซ์เลยขอร่วมผลิตซีรีส์อาชญากรรมในเอเซียบ้าง โดยคราวนี้ได้ร่วมกับ บริลแลนต์ เมนโดซา (Brillante Mendoza) ผู้กำกับยอดเยี่ยมของเทศกาลเมืองคานส์จาก KINATAY (2009) หนังอาชญากรรมที่เล่าถึงเด็กหนุ่มที่รับงานสังหารผู้หญิงคนหนึ่งเพื่อหาเงินเป็นค่าสินสอดสำหรับแต่งงาน  ในการรังสรรค์เรื่องราวโดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากนโยบายทำสงครามกับยาเสพย์ติดของประธานาธิบดี โรดริโก ดูแตร์เต ในปี 2017 มาผูกโยงเรื่องราวของปัญหายาเสพย์ติดในฟิลิปปินส์

ซึ่งต้องบอกว่าบทภาพยนตร์ของ ทรอย เอสปีรีตู (Troy Espiritu) ทำให้เราเข้าถึงสภาพจิตใจของตัวละครที่ได้รับผลกระทบจากสงครามยาเสพย์ติดได้เป็นอย่างดีแถมยังวิพากษ์นโยบายแบบตีวัวกระทบคราดทั้งคำพูดของครูในห้องเรียนที่พร่ำบอกว่าเยาวชนเป็นกำลังสำคัญของชาติแต่เมื่อเรามามองชะตากรรมของโจเซฟ เราก็เห็นได้ถึงความล้มเหลวของระบบการศึกษาที่ท้ายสุดก็ไม่ได้เอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของนักเรียนดังจะเห็นได้จากสังคมแวดล้อมของโจเซฟที่เหล่าเด็กส่งยาล้วนมีอายุอานามไม่ต่างจากเขาเท่าใดนัก หรือเรื่องราวในครึ่งหลังที่กล่าวถึงลุงของโจเซฟที่ท้ายที่สุดก็หนีไม่พ้นปัญหาคอรัปชั่นและอาชญากรรมที่ตำรวจเป็นผู้ก่อเสียเอง



ไม่เพียงบทภาพยนตร์เท่านั้น แต่งานโปรดักชั่นของซีรีส์ยังถือว่าเป็นก้าวกระโดดสำหรับซีรีส์ของเอเชียอย่างแท้จริง แม้มุมกล้องมุมสูงจะแอบได้แรงบันดาลใจมาจาก Sicario บ้างก็เถอะ (อิอิ) แต่โดยภาพรวมนี่เป็นการใช้ภาษาภาพยนตร์ได้รุ่มรวยที่สุดในวงการโทรทัศน์ของเอเซีย (หรือทีวีสตรีมมิงก็เถอะ)โดยตัวซีรีส์ออกแบบการนำเสนอได้ดีมากทั้งสีภาพออกโทนเหลืองทำให้เรารู้สึกได้ถึงบรรยากาศร้อนชื้นในฉากปกติหรือภาพที่ถูกลดความอิ่มตัวเมื่อตัวละครต้องเผชิญปัญหาเพื่อบ่งบอกถึงความตกต่ำที่มาเยือนตัวละคร ควบคู่ไปกับการกำกับของบริลแลนต์ เมนโดซา ที่ไม่เสียชื่อผู้กำกับยอดเยี่ยมจาก คานส์เลย

โดยไม่ต้องแนะนำอะไรให้มากมาย AMO ถือเป็นซีรีส์อาชญากรรมที่ยอดเยี่ยมมากทั้งการดำเนินเรื่อง การถ่ายทำ และการแสดงที่ดูสมจริง การสร้างบรรยากาศไม่น่าไว้วางใจ รวมถึงเพลงแรพที่เหมือนอุทาหรณ์สอนใจก็ไปกันได้ดีกับเรื่องราวอาชญากรรมสุดเข้มข้นนี้

 

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

What The Fact

บันทึกน้ำตา 1 ลิตร: จะอ่านหนังสือหรือจะดูซีรีส์ ก็เศร้าเคล้าสร้างกำลังใจ

Published

on

ครั้งก่อนเราได้แนะนำซีรีส์ “Alex., Inc.” ซีรีส์ที่นำเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริง ของผู้ก่อตั้งสตาร์ทอัพสายพอดแคสต์ อย่าง Alex Blumberg มาให้ได้อ่าน ครั้งนี้จะขอแนะนำซีรีส์อีกเรื่อง ที่นำเรื่องจริงของเจ้าของเรื่องมาสร้าง และไม่ได้มีแค่ซีรีส์อย่างเดียว ยังมีออกมาในแบบหนังสืออีกด้วย นั่นคือเรื่อง “บันทึกน้ำตา 1 ลิตร” (One Litre of Tears)

หน้าปกของหนังสือบันทึกน้ำตาหนึ่งลิตร เล่มต้นฉบับในภาษาญี่ปุ่น ใช้ชื่อว่า 1 Litre no Namida (1リットルの涙)

ก่อนอื่น ต้องขอเกริ่นว่าซีรีส์เรื่องดังกล่าวนี้ ไม่ใช่ซีรีส์ที่มาจากแผ่นดินอเมริกา แต่มาจากประเทศญี่ปุ่นนั่นเอง จริงๆ แล้ว เคยออกอากาศในประเทศไทยเมื่อเกือบๆ 10 ปีที่ผ่านมา เรื่องดังกล่าวสร้างจากเรื่องจริงของ “คิโต อายะ” หญิงสาวผู้ร่าเริงที่ดูแล้วว่าอนาคตของเธอไปได้ไกลกว่านี้ แต่ชีวิตทุกอย่างกลับพลิกผัน เมื่อเธอเริ่มมีอาการป่วยแบบที่คนปกติทั่วไปเขาไม่ค่อยได้เป็นกัน

จากอาการป่วย สู่การถ่ายทอดลงไดอารี่

คิโต อายะ

คิโต อายะ ในวัย 15 ปี ถูกตรวจพบว่าป่วยด้วยอาการโรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลัง (ศัพท์ทางการแพทย์ ในหนังสือจะเขียนว่า spinocerebellar ataxia แต่ในแบบซีรีส์ จะเรียกว่า spinocerebellar degeneration ซึ่งเป็นโรคเดียวกันนะ แต่มีชื่อสองชื่อ) ทำให้ระบบประสาทของเธอนั่นเริ่มถดถอย ส่งผลให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้เหมือนปกติ มีการเคลื่อนไหวช้า รับรู้ต่อสิ่งรอบข้างได้ช้าลง แม้แต่ยืนทรงตัวเหมือนคนทั่วๆ ไป ก็ยังทำไม่ได้ รวมไปถึงการเคี้ยว บด และกลืนอาหาร ก็ไม่สามารถทำได้ แต่ว่าอาการที่ว่ามานี้ ค่อยๆ เริ่มหนักขึ้น ทีละนิด ทีละน้อย จนท้ายที่สุด กลายเป็นผู้ป่วยนอนติดเตียง ไม่สามารถพูดออกมาเป็นคำได้ สิ่งที่ทำได้เพียงอย่างเดียวคือการใช้ปลายนิ้วมือ ชี้ตัวอักษรที่อยู่บนกระดาน เพื่อถ่ายทอดข้อความที่ตนเองต้องการจะสื่อสารกับคนรอบข้าง

คิโต อายะ ในวัย 23 ปี ที่ไม่สามารถสื่อสารด้วยการพูด หรือการเขียนได้อีกต่อไป มีเพียงกระดานตัวอักษรที่ผู้เป็นแม่สร้างขึ้นมา ใช้เป็นอุปกรณ์สื่อสารระหว่างตัวเธอกับคนรอบข้าง สิ่งเดียวที่ทำได้ในตอนนั้น คือการชี้นิ้วไปที่ตัวอักษรต่างๆ

ช่วงที่ยังสามารถทำอะไรต่างๆ ได้ด้วยตนเองนั้น เธอได้จดบันทึกทุกอย่างลงในไดอารี่ของเธอเอง เป็นการจดบันทึกว่าวันนี้ได้พบเจออะไรบ้าง (ก็เหมือนกับเราๆ ที่ชอบจดบันทึกลงในสมุดส่วนตัวนั่นแหละ…) แน่นอนว่าในแต่เรื่องราวที่เธอได้จดลงในไดอารี่นั้น ได้กลายมาเป็นหนังสือที่ถูกตีพิมพ์ในประเทศญี่ปุ่น และมีการจำหน่ายในระดับ Best Seller รวมถึงมีการตีพิมพ์อีกหลายต่อหลายครั้ง และมีการแปลภาษาในหลายต่อหลายภาษา (หนึ่งในนั้นมีภาษาไทยด้วย)

ส่วนหนึ่งจากไดอารี่ที่เธอเขียนบันทึกไว้

ทำไม ไดอารี่ของเธอถึงกลายเป็นหนังสือเล่มๆ หนึ่งได้ ผู้อ่านลองนึกภาพตาม คิโต อายะ เริ่มเขียนไดอารี่เล่มแรกเมื่อตอนอายุ 14 ปี ซึ่งเริ่มเขียนก่อนที่เธอจะตรวจพบว่าป่วยด้วยอาการดังกล่าวถึง 1 ปี (เริ่มป่วยเมื่อตอนอายุ 15 ปี) เธอเขียนไดอารี่อย่างนี้แทบทุกวัน จนถึงวันที่ไม่สามารถหยิบปากกามาจรดถ้อยคำลงในไดอารี่ได้ (เธอสูญเสียความสามารถทางด้านการเขียนเมื่อตอนอายุ 21 ปี) นับจากเล่มแรก จนถึงเส่มสุดท้ายที่เขียน มีทั้งสิ้น 46 เล่ม เรียกได้ว่าเธอเป็นนักบันทึกตัวยงเลยก็ว่าได้ และนั่นก็มากพอที่นำมาถ่ายทอดเรื่องราวเป็นหนังสือเล่มๆ หนึ่งได้

จากหน้าท้ายๆ ที่เธอเขียนบันทึกไดอารี่ สังเกตได้ว่าเธอได้สูญเสียทักษะการเขียนไปแล้ว

ย้อนกลับมาที่อาการป่วยของโรคที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ในทางการแพทย์ ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทำได้แค่เพียงรักษาอย่างประคับประคอง เฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิด เพราะถ้าพลาดในการดูแลแม้แต่วินาทีเดียว แค่เพียงสำลักน้ำลาย หรือเศษอาหารติดหลอดลม นั่นก็ทำให้เสียชีวิตได้ง่าย แต่อาการอย่างที่กล่าวมาข้างต้นนั้น จะเกิดขึ้นในช่วงท้ายๆ ของผู้ป่วยรายดังกล่าว ซึ่งจะไม่สามารถควบคุมร่างกายได้แล้ว

สมองน้อย ไขสันหลัง และระบบประสาทส่วนกลาง สามส่วนที่กล่าวมานี้ เป็นสิ่งที่สำคัญในการดำรงชีวิต โดยเฉพาะการขยับ สัมผัส รับรู้ และรู้สึก หากส่วนใดส่วนหนึ่งชำรุดหรือได้รับการกระทบกระเทือน นั่นทำให้ร่างกายของคนเรานั้นเปลี่ยนไปโดยตลอดการ

ภาพเอ็กซ์เรย์เปรียบเทียบระหว่างส่วนของสมองน้อย ของผู้ที่ปกติ (ด้านขวามือ) กับผู้ที่มีอาการ (ด้านซ้ายมือ) สังเกตในวงกลมสีแดง จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

คิโต อายะ เริ่มป่วยตั้งแต่อายุ 15 ปี จนไม่สามารถเขียนหนังสือด้วยตัวเองได้เมื่อถึงอายุ 21 ปี และเสียชีวิตลงอย่างสงบตอนอายุ 25 ปี เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2531 เป็นเวลาร่วมๆ 10 ปี ที่เธอต่อสู้กับโรคร้ายดังกล่าว จนถึงวินาทีสุดท้ายของชีวิต ไดอารี่ที่เขียนทั้งหมด 46 เล่มนั้น ได้ถูกนำมาเรียบเรียงและตีพิมพ์เป็นหนังสือ หลัจากที่เธอได้เสียชีวิตลง

จริงๆ ไม่ได้มีแค่คิโต อายะ ที่เขียนไดอารี่ทั้งหมด ยังมีคุณแม่ และแพทย์ที่ดูแลอาการป่วย เข้ามาร่วมเขียนในไดอารี่เล่มดังกล่าว เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดเรื่องราวอีกด้าน และความรู้สึกที่อยู่ในใจออกมาให้ผู้อ่านได้อ่านกัน เสมือนบรรณาธิการที่ต้องเขียนคอลัมน์ปิดเล่มในหน้าสุดท้ายของนิตยสาร

จากไดอารี่ สู่ซีรีส์ที่เรียกน้ำตาจากผู้ชม

หลังการเสียชีวิตของคิโต อายะ ถึง 17 ปี ในปี 2548 เรื่องราวของเธอที่ถูกถ่ายทอดจากไดอารี่ สู่เล่มหนังสือ ได้หยิบขึ้นมาเล่าอีกครั้ง ผ่านการผลิตออกมาเป็นซีรีส์ ออกอากาศในสถานีโทรทัศน์ฟูจิ (Fuji Television) ในประเทศญี่ปุ่น โดยออกอากาศเมื่อช่วงเดือนตุลาคม ในปีเดียวกัน แต่จริงๆ แล้ว เคยถูกหยิบมาทำเป็นภาพยนตร์ และฉายในประเทศญี่ปุ่น ในปี 2547 (เพียง 1 ปี ก่อนการออกอากาศของซีรีส์เรื่องนี้)

ซีรีส์เรื่องนี้ได้ดัดแปลงเรื่องราวจากในหนังสือ โดยมีการปรับเนื้อหาให้เล่าอย่างกระชับ และปรับเปลี่ยนชื่อของตัวละครให้มีความใกล้เคียงกัน นอกเหนือจากเนื้อหาที่ถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของคิโต อายะ ซีรีส์เรื่องนี้ ยังได้อธิบายถึงอาการของโรคกล้ามเนื้อเสียการประสานงานจากสมองน้อยและไขสันหลังได้อย่างเข้าใจง่าย

อีกอย่างที่เป็นที่จดจำของเรื่องนี้ก็คือ คู่พระ – นาง ที่ร่วมแสดง อย่าง เรียว นิชิกิโดะ (Ryo Nishikido) อดีตนักร้องบอยแบนด์แห่งวง NEWS และเอริกะ ซาวาจิริ (Erika Sawajiri) นักแสดงสาวที่เคยรับบทสมทบจากหลายต่อหลายเรื่อง ได้โอกาสในการแสดงบทนำเป็นเรื่องแรก ในบทบาทของ “อิเคอุจิ อายะ”

จากด้านซ้าย: เรียว นิชิกิโดะ (Ryo Nishikido) และเอริกะ ซาวาจิริ (Erika Sawajiri)

ถึงแม้ว่าซีรีส์เรื่องนี้มีจำนวนตอนในการออกอากาศแค่เพียง 11 ตอน แต่ในแต่ละตอนที่ออกอากาศนั้น ต่างมีเรื่องราวให้ได้ติดตามอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องครอบครัว เรื่องส่วนตัว เรื่องเพื่อน และเรื่องความรัก แต่ละตอนที่ออกอากาศนั้นจะเห็นได้ว่า อิเคอุจิ อายะ ได้พยายามต่อสู้กับอาการป่วยของเธอมาโดยตลอด ตั้งแต่วันแรกที่รับรู้ถึงโรคร้าย รวมถึงการให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ทั้งในครอบครัว และเหล่าเพื่อนพ้อง

ทีมนักแสดงนำของซีรีส์บันทึกน้ำตา 1 ลิตร

จริงๆ ไม่ได้มีแค่เพียง 11 ตอนที่ออกอากาศทางหน้าจอโทรทัศน์ในญี่ปุ่น หลังจากการออกอากาศของตอนสุดท้ายเพียงสองปี ฟูจิเทเลวิชั่นได้มีการสร้างอีกครั้ง โดยนำเรื่องราวชีวิตจริงของผู้ที่เกี่ยวข้องกับคิโต อายะ มาถ่ายทอดเป็น Side Story เล่าถึงเรื่องราวหลังการเสียชีวิตของเธอ และออกอากาศยาวถึงสามชั่วโมงด้วยกัน

หลังจากการสิ้นสุดการออกอากาศเมื่อช่วงปลายปี 2548 หนังสือที่เรียบเรียงจากไดอารี่ของเธอ ได้ถูกตีพิมพ์และจำหน่ายอีกครั้ง

สำหรับในเมืองไทย มีการนำมาฉายทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส เมื่อปี 2551 แต่ทว่า นำมาฉายแค่เพียง 11 ตอนเท่านั้น ตอนพิเศษที่มีความยาว 3 ชั่วโมงที่ได้กล่าวมานั้น ไม่มีการออกอากาศให้เหล่าผู้ชมได้ชมกัน ส่วนในรูปแบบหนังสือ มีการแปลเป็นภาษาไทยโดยคุณเมธินี นุชนาคา ผู้ที่ฝากผีไม้ลายมือในการแปลหนังสือเรื่อง “โลกใบใหม่หมายเลขหก” และ “1303 ห้องผีดุ” จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุ๊คส์ และไม่ได้มีแค่เพียงซีรีส์และหนังสือที่มีการแปลภาษา ยังมีในรูปแบบหนังสือการ์ตูนออกมาอีกด้วย เพียงแต่เนื้อหาในหนังสือการ์ตูนนั้น เป็นการหยิบยกบางช่วงบางตอนจากในหนังสือ มาถ่ายทอดออกมาเป็นลายเส้น

เมธินี นุชนาคา ผู้แปลหนังสือบันทึกน้ำตา 1 ลิตร ในแบบภาษาไทย (Source: OKNation)

ซ้าย: บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ฉบับแปลภาษาไทย, ขวา: บันทึกน้ำตา 1 ลิตร ฉบับลายเส้นการ์ตูน (ตัวของผู้เขียนนี้มีครอบครองทั้งสองแบบเลยนะ…)

ถ้าถามว่าเรื่องราวทั้งหมดที่มีทั้งในหนังสือ และแบบซีรีส์ เหมาะกับใครบ้าง ในมุมของผู้เขียนมองว่าเหมาะกับทุกคน มันเป็นการถ่ายทอดเรื่องราวของสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนๆ หนึ่ง ยิ่งอ่านไปนานๆ คุณอาจจะรู้สึกเหมือนเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวเลยก็เป็นได้ คุณได้เห็นถึงการต่อสู้ชีวิต และการรับมือในเรื่องต่างๆ ที่ผ่านเข้ามา ใครที่ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ จะป่วยทางกาย หรือป่วยทางใจ ก็ลองหาเล่มนี้มาอ่านกันได้

ถามว่าเศร้าหรือไม่นั้น ในแบบหนังสืออาจจะเศร้าในบางช่วงบางบท แต่ถ้าได้ชมซีรีส์ ชมตั้งแต่ตอนแรกไปจนถึงตอนสุดท้าย ตัวคุณเองอาจต้องเสียน้ำตาในตอนท้ายๆ ก็ได้ โดยที่คุณไม่รู้ตัว (แต่ไม่ต้องเสียถึงหนึ่งลิตรตามชื่อเรื่องก็ได้นะ…)

ในส่วนของหนังสือที่จำหน่ายตามร้านนั้น อาจจะเป็นเรื่องที่ยากสักหน่อยในตามหามาอ่าน อย่างไรก็ตาม ลองสอบถามตามร้านหนังสือก็ได้ว่ายังมีในสต็อกหรือเปล่า ส่วนในแบบซีรีส์นั้น แน่นอนว่าไม่มีการออกอากาศตามสถานีโทรทัศน์ เว้นแต่เพียงว่ามีผู้ชมบางท่านที่รับชม แล้วได้บันทึกเทปเอาไว้ และนำมาลงในอินเทอร์เน็ต แต่ถ้าเป็นรูปแบบแผ่นซีดี คงต้องถามหาตามร้านที่มีรูปแบบสั่งซื้อจากต่างแดนดูละกัน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

Alex, Inc.: ผมออกจากงานมาทำพอดแคสต์

Published

on

ใครๆ ก็อยากมีงานทำที่ดีกันทั้งนั้น แต่เมื่อเจอสังคมในการทำงานที่มันน่าเบื่อ ก็คงต้องออกจากงานที่ทำแล้วหันมาทำตามความฝันของตัวเอง แต่กับชายผู้นี้ อาจจะออกหัวหรือก้อยก็ได้ ใครจะไปรู้…

Alex Schuman รับบทโดย Zach Braff

เรื่องราวของ Alex, Inc. จะเล่าถึงชายหนุ่มผู้นี้นี่แหละ Alex Schuman พ่อหนุ่มออฟฟิศผู้มีความคิดสร้างสรรค์และแหวกแนว (แต่ไม่มีใครมาสนเลย…) แถมยังมีลูกอีกสองคนด้วย วันดีคืนดี เขาเลือกตัดสินใจที่จะออกจากบริษัทที่ทำงานอยู่ในตอนนั้น โดยความฝันเดียวที่เขามีอยู่ คือการเปิดบริษัทใหม่ และ “ทำพอดแคสต์” ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำมัน เพราะเขาไม่เคยทำมันเลยเนี่ยสิ…

ทีมนักแสดงนำของซีรีส์ Alex, Inc.

ในซีรีส์เรื่องนี้ จะได้เห็นหลากหลายแง่มุมในการทำงาน การแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้น การอยู่ร่วมกันในครอบครัว ความรัก และการเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน บางครั้งอาจมีซีนเรียกเสียงฮามาร่วมด้วยก็ได้

จริงๆ แล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ ได้เค้าโครงจากชีวิตจริงของ Alex Blumberg นักพูด, นักจัดรายการวิทยุ และอดีตโปรดิวเซอร์ของสถานีวิทยุและโทรทัศน์ในหลายสถานี เจ้าของกิจการ Gimlet Media บริการพอดแคสต์ในสหรัฐอเมริกานั่นเอง (ซึ่งเป็นหนึ่งใน Startup ด้วยนะ)

Alex Blumberg เจ้าของกิจการ Gimlet Media (Source: Forbes)

แต่น่าเศร้าตรงที่เรื่องนี้ออกอากาศในอเมริกาแค่เพียงซีซั่นเดียว แล้วถูกยกเลิก เนื่องจากเรตติ้งที่ทำได้นั้นไม่ดีพอ แต่ในเมืองไทย ยังมีฉายอยู่นะ

ส่วนใครที่อยากชมซีรีส์เรื่องนี้ในเมืองไทย ก็สามารถรับชมกันได้ ทางช่องฟ็อกซ์ไทย ทุกวันอังคาร เวลาสองทุ่มตรง ผ่านกล่องทรูวิชันส์ และเอไอเอส เพลย์บ็อกซ์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!