Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

Netflix ยืนยันสร้าง Stranger Things ซีซั่น 3 อย่างเป็นทางการ

Netflix ได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านทาง Twitter ว่า ซีรีส์ Stranger Things จะกลับอีกครั้งมาในซีซั่นที่ 3

Published

on

Netflix ได้ประกาศอย่างเป็นทางการผ่านทาง Twitter ว่า ซีรีส์ Stranger Things จะกลับอีกครั้งมาในซีซั่นที่ 3

นักแสดงที่ได้รับการยืนยันว่าจะกลับมาบทเดิมในซีซั่นที่ 3 ได้แก่ วิโนนา ไรเดอร์ (Joyce Byers), เดวิด ฮาร์เบอร์ (Jim Hopper), ฟินน์ วูล์ฟฮาร์ด (Mike Wheeler), โนอาห์ ชแนปป์ (Will Byers), มิลลี่ บ็อบบี บราวน์ (Eleven), คาเล็บ แมคลาฟลิน (Lucas Sinclair), กาเทน มาทาราสโซ (Dustin Henderson), คาร่า บูโอโน่ (Karen Wheeler), นาตาเลีย ไดย์เออร์ (Nancy Wheeler), ชาร์ลี ฮีตัน (Jonathan Byers), โจ คียรี (Steve Harrington), เดเคอร์ มอนต์โกเมอรี่ (Billy), ซาดี้ ซิงค์ (Max) และรวมถึง Kali พี่สาวของ Eleven อีกทั้งยังมีตัวละครใหม่ๆด้วย

แมตต์ และ รอสส์ ดัฟเฟอร์ ผู้สร้างซีรีส์ Strangers Things ได้ยืนยันว่า ซีซั่นที่ 3 จะเป็นการก้าวกระโดดที่สำคัญ โดยตัวละครในวัยเด็กจะเติบโตมากขึ้น

ถึงแม้ว่าจะยังไม่มีการยืนยันว่าบทของซีซั่นที่ 3 นั้นเสร็จเรียบร้อยแล้วหรือยัง แต่มีความเป็นไปได้ว่า “จอมเปิดโปง” (Mind Flayer) ตัวร้ายต่างมิติจากซีซั่นที่ 3 จะหาหนทางกลับมาอีกครั้ง ซึ่งเป็นฉากสุดท้ายที่ผู้ชมได้เห็นในตอนจบของซีซั่นที่ 2

ด้วยความโด่งดังของซีซั่นที่ 1 และ 2 ทำให้มีความเป็นไปได้สูงว่า Stranger Things ซีซั่นที่ 3 นี้ จะยังไม่ใช่บทสรุปของซีรีส์ชุดนี้ และ 2 พี่น้องดัฟเฟอร์ ก็เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าจะสร้าง Stranger Things สัก 4-5 ซีซั่น

คาดว่า Stranger Things ซีซั่นที่ 3 จะฉายในช่วงปลายปี 2018 หรือต้นปี 2019

ข้อมูลอ้างอิง : screenrant

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Insatiable ชิงรักหักมงกุฎ – ไม่ลึกซึ้งด้านทีนบูลลีย์แต่อร่อยเวอร์

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ลอเรน กัสซิส
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์วัยรุ่นไฮสคูลแสบๆ หรือคนชอบหนังแบบ Mean Girls
  • สตรีมมิงทาง Netflix

แพตตี้ (เดบบี ไรอัน) สาวอ้วนที่เป็นเหยื่อของสังคมไฮสคูลอันโหดร้าย ที่ไขมันดูจะเป็นกรรมที่เบียดชีวิตนางไปทุกด้านทั้งเจอหนุ่มสุดฮอตเทแบบไม่เหลือเยื่อใย แถมนอกจากต้องเจ็บตัวหลังวางมวยกับขี้เมาหน้าเซเว่นเพื่อปกป้องขนมอันเป็นที่รักแล้วยังต้องมาเจ็บใจเจอตาขี้เมาฟ้องกลับฐานทำร้ายร่างกาย แต่ในโชคร้ายนางก็เหมือนถูกหวย ด้วยว่านางกินอะไรไม่ได้นอกจากอาหารเหลวตลอด 3 สัปดาห์ทำให้หุ่นนางผอมเพรียวจนหนุ่มๆต้องเหลียว อีกทั้งยังได้ บ็อบ อาร์มสตรอง (ดัลลาส โรเบิร์ตส์)ทนายหนุ่มหล่อสไตล์แด็ดดี้ที่มาช่วยเรื่องคดีแล้วยังคิดจะปั้นให้ แพตตี้ กลายเป็นนางงามสุดปังอีกต่างหาก งานนี้บรรดาชะนีและหนุ่มที่เคยร้ายกับนางเตรียมตัวให้ดี เพราะแพตตี้คนนี้จะกลายเป็น #คนสวยแบบวร้ายวร้าย

จะว่าไปคอซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ก็คงรู้จักซีรีส์วัยรุ่นดังๆอย่าง 13 Reasons Why หรือ Riverdale ดีอยู่แล้ว โดยจุดเด่นของทั้งสองเรื่องคงหนีไม่พ้นการหยิบจับประเด็นการทำร้ายกันในโรงเรียนไฮสคูลที่เป็นปัญหาเรื้อรังของอเมริกา และแน่นอนว่าจากเทรลเลอร์ของ Insatiable ก็ดูจะมาทางเดียวกันโดยเฉพาะการนำเสนอตัวละครแพตตี้ที่เป็นสาวเคยตุ้ยนุ้ย อับอายกับรูปร่างตัวเองจนเป็นปมฝังใจ เรียกได้ว่าเห็นตัวอย่างนี่ได้กลิ่นหนังสะท้อนปัญหาวัยรุ่นมาอีกแล้ว แต่หลังปล่อยสตรีมมิ่ง 12 ตอนไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (10 สิงหาคม 2561)  ปรากฏว่าสื่อทั้งหลายในอเมริกาต่างรุมจวกถึงการดำเนินเรื่องและสร้างตัวละครของ Insatiable ที่นำเสนอความอ้วนของแพตตี้ในเชิงเหยียดหยามมากกว่าจะเป็นการพลิกฟื้นเห็นคุณค่าในตัวเองจนหลายสื่อถึงกับตีตราให้เป็นซีรีส์ที่น่ารังเกียจที่สุดสำหรับรายการวัยรุ่นอเมริกัน เนื่องจากเนื้อหาจริงๆแล้วมันแทบนำเสนอมุมมองต่อวัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินไม่ได้ต่างจากหนังวัยรุ่นอเมริกันเรื่องอื่น แต่เอาล่ะ WHAT THE FACT จะขอยืนข้างคนดูแล้วพิสูจน์ซีรีส์ทั้ง 12 ตอนด้วยตัวเอง

จริงอยู่ว่าแม้ตัวซีรีส์จะเล่าเรื่องได้เว่อร์สุดโต่งจนแทบขาดตรรกะไปหลายเรื่อง ลำพังแค่การผอมของแพตตี้ก็ดูโอเวอร์เพียงเพราะเธอกรามแตกและกินอาหารเหลวแค่ไม่กี่อาทิตย์ แต่หุ่นกลับดูฟิตเปรี๊ยะ ผอมปังได้อะไรขนาดนั้น มิหนำซ้ำนางยังขาดความมั่นใจเรื่องตัวเองเคยอ้วนจนนอยด์ กลายเป็นว่าตัวซีรีส์ก็ยังผลิตซ้ำค่านิยมเรื่องรูปร่างอยู่ดีแม้จะให้เหตุผลว่าตัวละครไม่เคยมีใครสนใจและขาดความอบอุ่นในครอบครัวมาทั้งชีวิตก็ตาม ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ในซีรีส์ดำเนินไปสู่ช่วงหลังก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องความผอมของแพตตี้อย่างเดียวเพราะมันยังเอาล่อเอาเถิดถึงขั้นพูดถึงการค้นพบเพศสภาพตัวเองในวัยรุ่น(หรือแม้กระทั่งตัวละครผู้ใหญ่ที่แต่งงานแล้ว)แถมลากยาวแถไปเกี่ยวกับเรื่องศาสนาและความชั่วร้ายภายในที่ดั๊นมาผูกกับเรื่องความรู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียดของแพตตี้จนไม่แปลกใจที่มันถูกเหล่านักวิจารณ์สับเละ แต่หากมองในแง่ความบันเทิงก็ต้องยอมรับว่าตลอด 12 ตอนของ Insatiable คือซีรีส์ที่เรื่องราวจัดจ้าน บ้าบอคอแตกและบันเทิงแบบไม่ลดละเลยสักตอน จนเหมาะแก่การดูแล้วมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันระหว่างคนดูไม่แพ้ 13 Reasons Why หรือ Riverdale ของเน็ตฟลิกซ์เลยล่ะ

จะว่าไปสิ่งที่โดดเด่นมากๆของ Insatiable คงหนีไม่พ้นการแสดงของเหล่านักแสดงที่แม้จะไม่ดังมากแต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตนเอง ทั้ง เดบบี ไรอัน ที่มารับบทแพตตี้ ด้วยรูปลักษณ์แบบสาวฮอตหุ่นอวบอั๋นซึ่งเหมาะมากกับอดีตดาราเด็กช่องดิสนี่ย์อย่างเดบบี ที่ใช้เสน่ห์เฉพาะตัวมาดึงความสนใจจากคนดูได้ทุกซีนที่ปรากฏตัว ใครล่ะจะห้ามใจกับใบหน้าดูไร้เดียงสาแต่ความฮอตแบบเชพบ๊ะของนางได้ต่อให้บทลากแพตตี้ไปเจอเรื่องซวยต่างๆนานาหรือกระทั้งทำเรื่องชั่วร้าย คนดูก็พร้อมจะเอาใจช่วยเธออยู่ดี

ไม่เพียงเดบบี ไรอัน หรือเหล่านักแสดงวัยรุ่นหน้าตาดีเท่านั้น ต้องยอมรับว่า Insatiable ยังสร้างเรื่องราวและจุดขัดแย้งให้ตัวละครวัยผู้ใหญ่ได้น่าสนใจ (และแอบชวนจั๊กกะจี๋มากๆ) ทั้งบ็อบ อาร์มสตรองที่ได้ ดัลลาส โรเบิร์ต มารับบททนายสายแหววที่มุ่งปั้นแพตตี้เป็นนางงามแต่นางกลับถูกบีบจากอดีตแม่ของเด็กปั้นที่มุ่งดับฝันฮีโดยเฉพาะ ส่วนตัวละคร บ็อบ บาร์นาร์ด ที่ได้คริสโตเฟอร์ กอร์แฮม มารับบทอัยการสายถอด เอะอะถอดเสื้อโชว์กล้ามและมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ บ็อบ อาร์มสตรอง ก็น่าจะเป็นอาหารตาของเหล่าสาวๆได้อย่างแน่นอน ส่วน เอลิซา มิลาโน ก็รับบท คอราลี ได้อย่างมีสเน่ห์ชวนมอง และยิ่งเรื่องราวในช่วงหลังของซีรีส์เพิ่มมิติเรื่องครอบครัวเข้ามาก็ยิ่งทำให้ทั้ง 3 ตัวละครนี้ทวีความแซ่บขึ้นเรื่อยจนเกิดฉากพีคๆที่แอบบอกไปในวงเล็บแล้วว่าจั๊กกะจี๋มว๊ากมว๊าก

เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วก็ถือว่า Insatiable คุ้มค่าแก่การอดหลับอดนอนอยู่ดีๆ แม้บทอาจจะขาดตรรกะไปบ้างแต่ต้องยอมรับว่าทั้งการสร้างตัวละครและสถานการณ์ต่างๆมันบันเทิงจนแทบลืมเวลาและไม่อาจหยุดดูได้เลย เอาล่ะอย่ามัวเสียเวลากดรีโมต (หรือกด App) ดูได้เลยทางเน็ตฟลิกซ์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] SEAL TEAM สุดยอดหน่วยซีล

Published

on

สร้างสรรค์โดย เบนจามิน คาเวลล์

เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบหนังแอ็คชั่น ปฏิบัติการทางทหาร

รับชมได้ทาง MONOMAXXX

หลังภารกิจช่วยเหลือทีมหมูป่าออกจากถ้ำหลวงเสร็จสิ้น แน่นอนว่าคนไทยต่างสรรเสริญความสำเร็จส่วนหนึ่งจากแรงกายแรงใจของหน่วยซีลของไทย และเพื่อให้เราเข้าใจตัวตนและภารกิจของหน่วยซีลมากขึ้น ทาง MONO MAXXX ก็ไม่รอช้ารีบจัดซีรีส์ดังของช่อง CBS เรื่อง SEAL TEAM มาให้ดูกันแบบทันควัน

โดย SEAL TEAM บอกเล่าภารกิจของหน่วยซีลแห่งประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีศูนย์กลางของเรื่องอยู่ที่ เจสัน เฮยส์ (เดวิด โบรนาช) หัวหน้าหน่วยซีลอาวุโสที่การตายของเพื่อนร่วมทีมกลายเป็นบาดแผลในใจจนถูกสั่งให้บำบัดกับจิตแพทย์แบบไม่เต็มใจนัก และภารกิจหลักในตอนแรกนี้ เจสัน เฮยส์ ก็ต้องพบบททดสอบสำคัญเมื่อต้องเดินทางไปที่มอนโรเวีย เพื่อจับผู้ก่อการร้ายตัวเอ้นาม อาบูซาเมียร์ ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรคต่างๆทั้งต้องช่วยตัวประกันชาวอเมริกันที่อาจตกเป็นเหยื่อการสังเวยถ่ายทอดสด รวมถึงต้องคอยดูแล ลูกชายของนักเขียนหนังสือบันทึกภารกิจหน่วยซีลที่เขาไม่ชอบหน้า รวมทั้งต้องรับผิดชอบชีวิตลูกทีมเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

ข้อดีอย่างแรกของหนังคือการสร้างเรื่องราวและตัวละครที่แข็งแรงมาก โดยตัวเดวิด เฮยส์ ไม่ได้เป็นทหารสุดแกร่งที่ไม่มีจุดอ่อน ตรงกันข้าม…บาดแผลจากการสูญเสียเพื่อนกลับส่งผลต่อบุคลิกของเขา โดยต้องชื่นชมการแสดงของ เดวิด โบรนาซ อดีตพระเอกซีรีส์แวมไพร์สุดเซ็กซี่จาก Buffy The Vampire Slayer ควบ Angel (1997-2004) ที่สามารถถ่ายทอดภาวะสะเทือนใจหลังประสบเหตุการณ์ หรือ พีทีเอสดี ได้อย่างเห็นภาพ ทั้งการเอามือลูบกางเกงในจุดที่เคยเปื้อนเลือดของเพื่อน หรือสายตาที่บ่งบอกความหวาดหวั่นใจตอนออกภารกิจ ซึ่งโดยมากเรามักไม่ได้เห็นตัวละครที่เป็นหน่วยซีลดูเป็นมนุษย์ขนาดนี้มาก่อน ซึ่งนั่นก็ทำให้ SEAL TEAM รอดพ้นจากการเป็นละครอวยทหารที่ไร้อารมณ์ได้อย่างสวยงาม

และสำหรับใครที่ต้องการเห็นการปฏิบัติภารกิจของหน่วยซีล SEAL TEAM ก็จัดเต็มทั้งฉากการฝึกที่ทำให้เห็นการสอนกลยุทธอย่างการสร้างสถานการณ์จำลองเพื่อทดสอบการตัดสินใจของทหาร หรือการบอกเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่เราไม่เคยรู้อย่างเวลาปฏิบัติภารกิจ หน่วยซีลจะนำสุนัขไปดมระเบิด และจะปฏิบัติกับสุนัขในภารกิจต่างจากหมาบ้านทั่วไปอีกด้วย ซึ่งก็เป็นการให้ความรู้ที่ดีมากๆ

สรุปแล้ว SEAL TEAM ถือเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับคนชอบหนังแอ็คชั่นปฏิบัติการทางทหาร ซึ่งตัวซีรีส์มีงานโปรดักชันที่ดีมากไม่แพ้หนังโรงใหญ่เลย และยังทำให้เราได้เห็นพัฒนาการของ เดวิด โบรนาซ ที่มาไกลมากสำหรับพระเอกซีีรีส์แวมไพร์ขวัญใจสาวๆยุค 90 ที่พลิกบทบาทมารับบทผู้นำหน่วยซีลสุดเท่ได้อย่างแมนมากๆ

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] GLOW Season 2 โกลว ซีซัน 2 – กลับมาคราวนี้ทั้งซึ้ง ทั้งฮา

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ลิซ ฟลาไฮฟ์ และ คาร์ลี เมนช์
  • เหมาะสำหรับ คนชอบซีรีส์หรือหนัง ตลกที่มีผู้หญิงห่ามๆเป็นตัวละครนำ
  • สตรีมมิ่งทาง Netflix

สาวๆแห่งโกลวกลับมาแล้ว มาคราวนี้นอกจากจะต้องต่อสู้กับทัศนคติและการเอารัดเอาเปรียบของนายทุนแล้ว สาวๆแต่ละคนก็มีปัญหาส่วนตัวไม่แพ้กัน ทั้ง รูธ (อลิสัน บรี) ที่ทำทุกทางเพื่อให้รายการออกมาดี ทั้งยอมให้ เดบบี (เบตตี กิลพิน)กลั่นแกล้งและดูถูกเธอสารพัด หรือแม้กระทั่งต้องตัดสินใจว่าจะยอมนอนกับผู้บริหารสถานีโทรทัศน์เพื่อให้รายการผ่านการพิจารณาหรือไม่  ด้านเดบบี เองก็กำลังเสียสติจากการหย่าของเธอกับสามี รวมถึงการเข้ามาของ โยลันดา (ชาคีรา บาเรรา) สาวนักเต้นจากบาร์เปลือยก็ทำให้ทุกคนสงสัยถึงที่มาของเธอ

หลังจากซีซันแรกประสบความสำเร็จด้วยดี GLOW ในซีซันใหม่ก็กลับมาเดินเครื่องความสนุกเต็มรูปแบบโดยไม่ต้องปูพื้นข้อมูลตัวละครมากมายนัก และยังมีเวลาไปเล่าเรื่องราวของตัวละครสมทบคนอื่นๆบ้าง โดยเฉพาะตอนที่บอกเล่าเรื่องราวของ แทมเม่ หรือ เวลแฟร์ควีน (เคีย สตีเฟน) ในฐานะแม่ที่หวั่นใจว่าอาชีพนักมวยปล้ำจะสร้างความอับอายให้ลูกชายที่เธอภาคภูมิใจ ก็ทำออกมาได้อย่างลึกซึ้งมาก หรือแม้กระทั่งการบอกเล่าอีกด้านของชีวิตของเดบบี ก็ทำให้เราเห็นใจว่าเบื้องหลังความร้ายกาจต่างๆนานา เธอก็เป็นคนที่น่าสงสารและน่าเห็นใจเพียงไร รวมถึงซับพลอตโรแมนติกระหว่าง รูธ และตากล้องรายการก็ช่วยเพิ่มความหวานให้เรื่องราวได้เป็นอย่างดี

ส่วนในเรื่องความสนุกสนาน มุกฮา จิกกัด เจ็บแสบ ก็ยังคงใส่กันเต็มแมกซ์เช่นเดิม ซึ่งก็ต้องชื่นชมบรรดานักแสดงสาวๆในเรื่องที่รับส่งมุก และยังทำให้เราเชื่อในความสัมพันธ์ของพวกเธอได้อย่างหมดใจ เรียกได้ว่าแม้บุคลิกตัวละครจะสุดโต่งแค่ไหน เราก็พร้อมเอาใจช่วย ทั้งหัวเราะและร้องไห้ไปกับทุกอย่างที่พวกเธอเผชิญ

คงต้องบอกว่าการกลับมาของ GLOW ในซีซันที่ 2 นี้แม้ไม่ได้เล่าเรื่องราวที่แตกต่างหรือคืบหน้าไปจากเดิมนัก แต่ตัวละครที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างเสน่ห์ก็ยังทำให้เราตกหลุมรัก และเอาใจช่วยพวกเธอ จนยังไงก็ต้องตามซีซัน 3 ต่อแน่นอน.

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!