Connect with us

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์]Insatiable ชิงรักหักมงกุฎ – ไม่ลึกซึ้งด้านทีนบูลลีย์แต่อร่อยเวอร์

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย ลอเรน กัสซิส
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์วัยรุ่นไฮสคูลแสบๆ หรือคนชอบหนังแบบ Mean Girls
  • สตรีมมิงทาง Netflix

แพตตี้ (เดบบี ไรอัน) สาวอ้วนที่เป็นเหยื่อของสังคมไฮสคูลอันโหดร้าย ที่ไขมันดูจะเป็นกรรมที่เบียดชีวิตนางไปทุกด้านทั้งเจอหนุ่มสุดฮอตเทแบบไม่เหลือเยื่อใย แถมนอกจากต้องเจ็บตัวหลังวางมวยกับขี้เมาหน้าเซเว่นเพื่อปกป้องขนมอันเป็นที่รักแล้วยังต้องมาเจ็บใจเจอตาขี้เมาฟ้องกลับฐานทำร้ายร่างกาย แต่ในโชคร้ายนางก็เหมือนถูกหวย ด้วยว่านางกินอะไรไม่ได้นอกจากอาหารเหลวตลอด 3 สัปดาห์ทำให้หุ่นนางผอมเพรียวจนหนุ่มๆต้องเหลียว อีกทั้งยังได้ บ็อบ อาร์มสตรอง (ดัลลาส โรเบิร์ตส์)ทนายหนุ่มหล่อสไตล์แด็ดดี้ที่มาช่วยเรื่องคดีแล้วยังคิดจะปั้นให้ แพตตี้ กลายเป็นนางงามสุดปังอีกต่างหาก งานนี้บรรดาชะนีและหนุ่มที่เคยร้ายกับนางเตรียมตัวให้ดี เพราะแพตตี้คนนี้จะกลายเป็น #คนสวยแบบวร้ายวร้าย

จะว่าไปคอซีรีส์ของเน็ตฟลิกซ์ก็คงรู้จักซีรีส์วัยรุ่นดังๆอย่าง 13 Reasons Why หรือ Riverdale ดีอยู่แล้ว โดยจุดเด่นของทั้งสองเรื่องคงหนีไม่พ้นการหยิบจับประเด็นการทำร้ายกันในโรงเรียนไฮสคูลที่เป็นปัญหาเรื้อรังของอเมริกา และแน่นอนว่าจากเทรลเลอร์ของ Insatiable ก็ดูจะมาทางเดียวกันโดยเฉพาะการนำเสนอตัวละครแพตตี้ที่เป็นสาวเคยตุ้ยนุ้ย อับอายกับรูปร่างตัวเองจนเป็นปมฝังใจ เรียกได้ว่าเห็นตัวอย่างนี่ได้กลิ่นหนังสะท้อนปัญหาวัยรุ่นมาอีกแล้ว แต่หลังปล่อยสตรีมมิ่ง 12 ตอนไปเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (10 สิงหาคม 2561)  ปรากฏว่าสื่อทั้งหลายในอเมริกาต่างรุมจวกถึงการดำเนินเรื่องและสร้างตัวละครของ Insatiable ที่นำเสนอความอ้วนของแพตตี้ในเชิงเหยียดหยามมากกว่าจะเป็นการพลิกฟื้นเห็นคุณค่าในตัวเองจนหลายสื่อถึงกับตีตราให้เป็นซีรีส์ที่น่ารังเกียจที่สุดสำหรับรายการวัยรุ่นอเมริกัน เนื่องจากเนื้อหาจริงๆแล้วมันแทบนำเสนอมุมมองต่อวัยรุ่นที่มีน้ำหนักเกินไม่ได้ต่างจากหนังวัยรุ่นอเมริกันเรื่องอื่น แต่เอาล่ะ WHAT THE FACT จะขอยืนข้างคนดูแล้วพิสูจน์ซีรีส์ทั้ง 12 ตอนด้วยตัวเอง

จริงอยู่ว่าแม้ตัวซีรีส์จะเล่าเรื่องได้เว่อร์สุดโต่งจนแทบขาดตรรกะไปหลายเรื่อง ลำพังแค่การผอมของแพตตี้ก็ดูโอเวอร์เพียงเพราะเธอกรามแตกและกินอาหารเหลวแค่ไม่กี่อาทิตย์ แต่หุ่นกลับดูฟิตเปรี๊ยะ ผอมปังได้อะไรขนาดนั้น มิหนำซ้ำนางยังขาดความมั่นใจเรื่องตัวเองเคยอ้วนจนนอยด์ กลายเป็นว่าตัวซีรีส์ก็ยังผลิตซ้ำค่านิยมเรื่องรูปร่างอยู่ดีแม้จะให้เหตุผลว่าตัวละครไม่เคยมีใครสนใจและขาดความอบอุ่นในครอบครัวมาทั้งชีวิตก็ตาม ยิ่งเมื่อเหตุการณ์ในซีรีส์ดำเนินไปสู่ช่วงหลังก็ไม่ได้มีเพียงเรื่องความผอมของแพตตี้อย่างเดียวเพราะมันยังเอาล่อเอาเถิดถึงขั้นพูดถึงการค้นพบเพศสภาพตัวเองในวัยรุ่น(หรือแม้กระทั่งตัวละครผู้ใหญ่ที่แต่งงานแล้ว)แถมลากยาวแถไปเกี่ยวกับเรื่องศาสนาและความชั่วร้ายภายในที่ดั๊นมาผูกกับเรื่องความรู้สึกว่าตัวเองน่าเกลียดของแพตตี้จนไม่แปลกใจที่มันถูกเหล่านักวิจารณ์สับเละ แต่หากมองในแง่ความบันเทิงก็ต้องยอมรับว่าตลอด 12 ตอนของ Insatiable คือซีรีส์ที่เรื่องราวจัดจ้าน บ้าบอคอแตกและบันเทิงแบบไม่ลดละเลยสักตอน จนเหมาะแก่การดูแล้วมาแลกเปลี่ยนความเห็นกันระหว่างคนดูไม่แพ้ 13 Reasons Why หรือ Riverdale ของเน็ตฟลิกซ์เลยล่ะ

จะว่าไปสิ่งที่โดดเด่นมากๆของ Insatiable คงหนีไม่พ้นการแสดงของเหล่านักแสดงที่แม้จะไม่ดังมากแต่ก็มีเสน่ห์ในแบบของตนเอง ทั้ง เดบบี ไรอัน ที่มารับบทแพตตี้ ด้วยรูปลักษณ์แบบสาวฮอตหุ่นอวบอั๋นซึ่งเหมาะมากกับอดีตดาราเด็กช่องดิสนี่ย์อย่างเดบบี ที่ใช้เสน่ห์เฉพาะตัวมาดึงความสนใจจากคนดูได้ทุกซีนที่ปรากฏตัว ใครล่ะจะห้ามใจกับใบหน้าดูไร้เดียงสาแต่ความฮอตแบบเชพบ๊ะของนางได้ต่อให้บทลากแพตตี้ไปเจอเรื่องซวยต่างๆนานาหรือกระทั้งทำเรื่องชั่วร้าย คนดูก็พร้อมจะเอาใจช่วยเธออยู่ดี

ไม่เพียงเดบบี ไรอัน หรือเหล่านักแสดงวัยรุ่นหน้าตาดีเท่านั้น ต้องยอมรับว่า Insatiable ยังสร้างเรื่องราวและจุดขัดแย้งให้ตัวละครวัยผู้ใหญ่ได้น่าสนใจ (และแอบชวนจั๊กกะจี๋มากๆ) ทั้งบ็อบ อาร์มสตรองที่ได้ ดัลลาส โรเบิร์ต มารับบททนายสายแหววที่มุ่งปั้นแพตตี้เป็นนางงามแต่นางกลับถูกบีบจากอดีตแม่ของเด็กปั้นที่มุ่งดับฝันฮีโดยเฉพาะ ส่วนตัวละคร บ็อบ บาร์นาร์ด ที่ได้คริสโตเฟอร์ กอร์แฮม มารับบทอัยการสายถอด เอะอะถอดเสื้อโชว์กล้ามและมักเป็นไม้เบื่อไม้เมากับ บ็อบ อาร์มสตรอง ก็น่าจะเป็นอาหารตาของเหล่าสาวๆได้อย่างแน่นอน ส่วน เอลิซา มิลาโน ก็รับบท คอราลี ได้อย่างมีสเน่ห์ชวนมอง และยิ่งเรื่องราวในช่วงหลังของซีรีส์เพิ่มมิติเรื่องครอบครัวเข้ามาก็ยิ่งทำให้ทั้ง 3 ตัวละครนี้ทวีความแซ่บขึ้นเรื่อยจนเกิดฉากพีคๆที่แอบบอกไปในวงเล็บแล้วว่าจั๊กกะจี๋มว๊ากมว๊าก

เมื่อหักลบกลบหนี้แล้วก็ถือว่า Insatiable คุ้มค่าแก่การอดหลับอดนอนอยู่ดีๆ แม้บทอาจจะขาดตรรกะไปบ้างแต่ต้องยอมรับว่าทั้งการสร้างตัวละครและสถานการณ์ต่างๆมันบันเทิงจนแทบลืมเวลาและไม่อาจหยุดดูได้เลย เอาล่ะอย่ามัวเสียเวลากดรีโมต (หรือกด App) ดูได้เลยทางเน็ตฟลิกซ์

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Chilling Adventures of Sabrina จาก แม่มดใสวัยปิ๊ง สู่ สาวน้อยต้องสาป โดยผู้สร้าง Riverdale

Published

on

สร้างสรรค์โดย โรแบร์โต อากีเร-ซาคาซ่า (RIVERDALE)

เหมาะสำหรับ คอซีรีส์วัยรุ่นสยองขวัญ

สตรีมมิงทาง Netflix  เริ่มตอนแรกวันที่ 26 ตุลาคมนี้

ชีวิตของซาบรีน่า สเปลแมน (เคียร์แนน ชิปคา) แม่มดสาวน้อยกำพร้าที่อาศัยอยู่กับ ฮิลดา(ลูซี เดวิส) และเซลดา (มิแรนดา อ๊อตโต) ผู้กุมความลับการตายของพ่อแม่เอาไว้ เธอต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ก่อนย่างเข้าสู่วัย 16 วัยที่เธอที่จะต้องเลือกระหว่างการเดินบนเส้นทางของศาสตร์มืดด้วยการยอมเข้าพิธีรับศีลทมิฬ แล้วปวารณาตัวให้จอมมาร ซึ่งเธอจะต้องบอกลา ฮาร์วีย์ (รอส ลินช์) แฟนหนุ่มและเพื่อนๆ หรือจะละทิ้งโลกเวทย์มนตร์กลายเป็นเด็กสาวธรรมดา และในขณะเดียวกันเธอยังต้องผจญอันตรายรอบด้านจาก  แมรี่ วอร์เดล (มิเชล โกเมซ) ครูสาวใหญ่ที่ถูกสาวกจอมมารเข้าสิงร่างเพื่อเอาซาบริน่าเป็นเครื่องบรรณาการจอมมารให้จงได้

จากคอมิก Archie สู่การถ่ายทอดบนจอแก้ว 2 เวอร์ชั่น

เดิมที  Chilling Adventures of Sabrina มีต้นธารมาจากคอมิกของค่าย อาร์ชี่ (Archie) โดยตัวละคร ซาบรินา สเปลแมน ได้มีโอกาสพบผู้อ่านครั้งแรกใน Archie’s Mad House เล่มที่ 22 เดือนตุลาคมปี 1962 เขียนเรื่องโดย จอร์จ แกลเดอร์ (George Gladir) และวาดโดย แดน เดอคาร์โล (Dan DeCarlo) จนต่อมาได้ซีรีส์คอมิกเป็นของตัวเองในชื่อ Sabrina the Teenage Witch และโอกาสแรกที่ ซาบรินา สเปลแมน ได้มีโอกาสโลดแล่นบนจอแก้วก็เป็นในรูปแบบ อนิเมชันซีรีส์ ในปี 1969 รายการ The Archie Show ที่รวมตัวละครจากคอมิกของอาร์ชี่ มานำเสนอในรูปแบบการ์ตูน แต่สำหรับเวอร์ชั่น ไลฟ์แอ็คชั่นที่ประสบผลสำเร็จที่สุดก็ได้แก่ Sabrina the Teenage Witch หรือที่คนไทยคุ้นเคยกับชื่อ ซาบรินา แม่มดใสวัยปิ๊ง ทางช่อง ITV    โดยซีรีส์ ออกอากาศ 7 ซีซันตั้งแต่ปี 1996 – 2003 โดยได้ เมลิตส่า โจน ฮาร์ต มารับบท ซาบรินา สเปลแมน ได้อย่างน่ารักน่าชัง

และในตุลาคมปี 2014 ทางอาร์ชี่ก็ได้ฤกษ์หยิบตัวละคร ซาบรีนา สเปลแมน มาบอกเล่าใหม่ภายใต้ Archie Horror สายคอมิกสยองขวัญในซีรีส์ Chilling Adventures of Sabrina ที่ต่อมาก็ได้กลายมาเป็นต้นธารให้กับซีรีส์ชุดนี้ที่ได้ โรแบร์โต อากีเร-ซาคาซ่า จาก RIVERDALE มาอำนวยสร้างนั่นเอง

ความแตกต่างของฉบับจอแก้ว

ข้อแตกต่างอย่างชัดเจนในด้านเนื้อเรื่องคือตัวละคร ซาบรีนา สเปลแมนในฉบับนี้จะรู้ตัวดีอยู่แล้วว่าตัวเองเป็นแม่มด ในขณะเวอร์ชั่น Teenage Witch ในตอนแรกตัวละครจะยังไม่รู้ความจริง แต่ต่อมาได้รู้ความจริงจากป้าทั้งสองว่าตัวเองเป็นแม่มดจากของขวัญที่เป็นตำราเวทย์มนตร์ในวันเกิดครบรอบ 16 ปี และโทนในการเล่าเรื่องของเวอร์ชั่นก่อนจะออกแนวหนังรักป๊อบวัยรุ่นใสๆที่สำคัญมีฉากขโมยซีนของเจ้าเหมียว เซเล็ม เยอะมาก เพราะเป็นแมวที่พูดได้แถมกวนโอ๊ยซะด้วย ส่วนเวอร์ชั่น Chilling Adventures of Sabrina ต้องยอมรับว่าแค่ตอนไพล็อตที่ได้ชมนี่ก็จัดเต็มทั้งความสยองขวัญชวนช็อคมีฉากฆ่ากันเลือดสาด และใครกลัวแมงมุมนี่อาจมีขนหัวลุกได้เลย ขณะที่เจ้าเหมียวเซเล็ม ยังไม่แน่ชัดว่าฉบับนี้จะพูดได้เหมือนอันเดิมหรือไม่

สเน่ห์ของแม่มดสาว

สำหรับน้องหนู เคียร์แนน ชิปคา นี่ผมให้ 3 ผ่านเลยครับ น่ารัก..ผ่าน! แสดงดี..ผ่าน! แดเมจแรงเวลายิ้ม..ผ่าน! แล้วด้วยความที่วัยของนุ้งเคียร์แนน ใกล้เคียงกับตัวละครเพราะเธอเพิ่งอายุ 19 ปีเองเลยทำให้เราเชื่อหมดใจว่านี่เด็กอายุ 16 จริงๆทั้งหน้าตา บุคลิก ที่สำคัญคือทักษะการแสดงต้องยอมรับว่าสามารถจับความสนใจจากคนดูได้อยู่หมัดเลยล่ะ

ความเชื่อมโยงกับ RIVERDALE

เนื่องจากเป็นคอมิกในสังกัดของอาร์ชี่ทั้งคู่ แถมเมืองกรีนเดล ฉากหลังของเรื่องได้ถูกกล่าวถึงไปแล้วในซีรีส์ RIVERDALE และในฉบับคอมิกตัวละครทั้งสองเรื่องก็รู้จักกันถึงขั้น ซาบริน่า เคยปลุกซอมบี้ให้อาละวาดริเวอร์เดลโดยไม่ตั้งใจมาแล้ว แถมผู้อำนวยการสร้างของทั้ง 2 เรื่องก็ยังเป็น โรแบร์โต อากีเร-ซาคาซ่า อีกด้วย ซึ่งหาก Chilling Adventures of Sabrina ประสบความสำเร็จด้วยดี เราอาจได้เห็น ซาบรีนา และ เหล่าวัยรุ่นแห่งริเวอร์เดล มาครอสโอเวอร์แบบเดียวกับซีรีส์ฮีโร่ของ DC ก็เป็นได้นะครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Riverdale – เมืองคนบาปจากคนหายบานปลายสู่การเมือง

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย โรเบอร์โต อาไกวร์ ซาคาซา (Roberto Aguirre-Sacasa)
  • เหมาะสำหรับ ผู้ชื่นชอบซีรีส์ลึกลับมีวัยรุ่นหน้าตาดีๆเดินยั้วเยี้ยเต็มไปหมด
  • สตรีมได้ทาง Netflix

การหายตัวไปของเจสัน บลอสซัม (เทรเวอร์ สไตนส์) ทำให้โฉมหน้าอันสวยหรูของริเวอร์เดลเปลี่ยนไป นอกจากความเศร้าโศกของ เชอรีล (แมตเดอเลน เพ็ตช์) น้องสาวตัวร้ายที่เป็นกัปตันทีมเชียร์ลีดเดอร์ริเวอร์วิกเซนแล้ว ยังมีเรื่องราวอันดำมืดรอการพิสูจน์จากกลุ่มเพื่อนรักชาวริเวอร์เดลไฮทั้ง เบตตี้ (ลิลี ไรน์ฮาร์ต) สาวน้อยอ่อนต่อโลกผู้มีด้านมืดอันซุกซ่อนอยู่, อาร์ชี่ (เคเจ เอปา) หนุ่มนักกีฬาสุดหล่อผู้เป็นที่หมายปองของสาวๆ ที่ดันมีสัมพันธ์ลับกับครูสอนดนตรีในเช้าวันเกิดเหตุ,เวโรนิกา (คามิลา เมนเดส) บุตรสาวมาเฟียตระกูลลอดจ์ที่มาพร้อมความลับอันดำมืดของครอบครัวเธอที่นำภัยร้ายมาสู่ริเวอร์เดล และ จั๊กเฮด (โคล สเปราส์) เด็กหนุ่มจากแดนใต้ที่ถูกเหยียดหยามในชาติกำเนิด พวกเขาต้องร่วมกันไขปริศนาก่อนภัยร้ายจะมาถึงตัว

หลังจาก Netflix ปล่อยซีรีส์วัยรุ่นลึกลับสุดดังอย่าง Stranger Things ออกมา แล้วเห็นลู่ทางความสำเร็จก็ได้ร่วมมือกับ Warner Bros. Television ร่วมผลิต Riverdale ซีรีส์ลึกลับที่มีวัยรุ่นเป็นตัวดำเนินเรื่องโดยจะฉายคู่ขนานกับทางช่อง CW แบบอาทิตย์ต่ออาทิตย์ ซึ่งด้วยผลตอบรับที่ดีมากก็ทำให้ขณะนี้ Riverdale ได้ดำเนินเรื่องราวมาถึงซีซันที่ 3 แล้วซึ่งมีหลายอย่างที่เหนือความคาดหมายของผมมากไปพอสมควรดังจะกล่าวถึงเป็นข้อๆ

นึกว่าเป็นซีรีส์ วัยรุ๊น วัยรุ่น ไฮสคูลวุ่นรัก

เอาจริงๆข้อนี้ก็ไม่ได้หนีหายไปไหนหรอก แต่ตอนแรกคิดว่าตัวเองจะจูนไม่ติดเพราะพอเห็นอาร์ตเวิร์กทั้งโปสเตอร์หรือแม้แต่โปรแกรมแนะนำใน Netflix เองเป็นรูปนักแสดงหน้าตาดีๆ ก็พาลไปนึกว่ามันจะซ้ำซากกับซีรีส์หรือหนังวัยรุ่น แต่เปล่าเลยเพราะแม้องค์ประกอบหลายอย่างจะไม่ได้ใหม่มากแต่สิ่งหนึ่งที่เพิ่มความสนุกได้อย่างไม่น่าเชื่อคืออะไรรู้มั้ยครับ  “ความโง่” ของตัวละครไง ซึ่งอันนี้ต้องยกประโยชน์ให้จำเลยนะครับ เพราะทีมเขียนบทเอาความหุนหันพลันแล่น ฮอร์โมนที่พุ่งพล่านของวัยรุ่นมาก่อหายนะครั้งแล้วครั้งเล่า ให้เราได้ลุ้นกันแทบทุกตอน ซึ่งฝรั่งคงมองว่าใหม่มากแต่คนไทยเราน่าจะคุ้นเคยกับความโง่ของตัวละครมาจากละครหลังข่าวกันดีอยู่แล้ว คงไม่ติดขัดอะไรหรอกมั้ง (ฮ่าาาาา)

ไหนว่าซีรีส์ทันสมัย อ้างอิงอะไรเยอะแยะ

อันนี้ตั้งแต่ชื่อตอนของซีรีส์ 2 ซีซันแรกเลยที่จงใจตั้งชื่อตามหนังดังบ้างเช่น There Will Be Blood หรือย้อนไปไกลอย่าง Faster, Pussycats! Kill! Kill! ที่จงใจเอาชื่อหนังคัลต์ปี 1965 มาเล่นโน่นเลย นี่ยังไม่รวมไปถึงการอ้างอิงหนังและเพลงดังๆจากหนังยุคก่อนหน้าทั้งเพลง Bitter Sweet Symphony จากหนัง Cruel Intentions(1999) หรือเพลง Mad World เพลงประกอบหนังคัลต์อย่าง Donnie Darko (2001) ซึ่งเรียกง่ายๆเลยว่าถึงตัวละครในเรื่องจะอายุ 16,17 แต่จริตการฟังเพลงและดูหนังนี่คนอายุใกล้ 30 มากเลยครับ จนผู้ชมอย่างเราๆที่ห่างวัยรุ่นมานานประมาณนึงแล้วก็น่าจะเอนจอยกับเพลงและหนังที่อ้างอิงได้ไม่ยาก

เริ่มที่ลึกลับ ไปๆมาๆเหมือนวิพากษ์อเมริกาได้ไงหว่า

การเปลี่ยนผ่านจากหนังวัยรุ่นนักสืบมาสู่หนังวิพากษ์การเมืองเริ่มมาเข้มข้นในซีซัน2 นี่แหละครับเมื่อหนังเริ่มให้เราได้รู้จักตื้นลึกหนาบางของตัวละครพ่อแม่ของทั้ง เบตตี้ เวโรนิกา อาร์ชี่ และจั๊กเฮด โดยมีการเมืองเรื่องแดนเหนือ อันเป็นที่อยู่ของอภิสิทธิชน และแดนใต้ แหล่งเสื่อมโทรมที่มีบรรดาแก๊ง อันธพาลและยาเสพย์ติดจนทางการคิดจะกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคน แต่ภายใต้การสู้รบอย่างดุเดือดกลับมีผลประโยชน์แอบแฝงของคนบางกลุ่ม จนจากที่เราแค่เอาใจช่วยบรรดาตัวละครวัยรุ่นหนุ่มสาวหน้าตาดีให้รอดพ้นเงื้อมมือฆาตกรหรือภัยมืดต่างๆนานาแล้วก็ยังต้องมาลุ้นกับชะตากรรมริเวอร์เดลอีก ยิ่งตอนท้ายๆของซีซัน 2 มีการเลือกตั้งแล้วประชาชนดันเลือกนอมินีของผู้มีอิทธิพลมาเป็นนายกเทศมนตรีก็อดจะนึกถึงสถานการณ์การเมืองของสหรัฐไม่ได้จริงๆ

เอาล่ะ ข้อดีและความสนุกต่างๆเราพูดไปแล้ว ทีนี้สิ่งที่ต้องเตือนไว้ก่อนดูซีรีส์เรื่องนี้คือต้องมีเวลาว่างจริงๆ เพราะความยาวของแต่ละซีซันเข้าขั้นมหาโหดเหมือนกัน โดยเปิดตัวซีซันแรกที่ 15 ตอน และซีซันสองและสามขยายตัวไปถึง ซีซันละ 22 ตอนเลยทีเดียว แต่รับรองความสนุก ความติดหนึบว่าไม่ได้หลับได้นอนชัวร์!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ทีวี-ซีรีส์

[รีวิวซีรีส์] Maniac – ลิมิเต็ดซีรีส์เรื่องล่าสุดจากผู้กำกับ James Bond คนใหม่

Published

on

  • สร้างสรรค์โดย แพทริค ซอเมอร์วิลล์ และ แครี โจจิ ฟูคุนากะ
  • เหมาะสำหรับ คอซีรีส์ตลกร้ายและชื่นชอบปรัชญาชีวิต
  • สตรีมได้ทาง Netflix 

เมื่อ โอเวน (โจนาห์ ฮิลล์) หนุ่มที่เป็นโรคจิตเภทและกำลังถูกครอบครัวบังคับให้แก้ต่างคดีพี่ชายล่วงละเมิดทางเพศพนักงานและ แอนนี (เอมมา สโตน) หญิงสาวที่ติดในวังวนความผิดบาป ต้องมาพัวพันกันในการทดลองยาโรคประสาทที่มีคอมพิวเตอร์กำลังเป็นโรคซึมเศร้าคอยกุมชะตากรรของกลุ่มตัวอย่าง จนคนแปลกหน้าทั้งสองได้รับประสบการณ์แปลกประหลาดร่วมกันทั้งอดีตอันเจ็บปวดและเรื่องราวพิลึกพิลั่นที่ทำให้ทั้งคู่ไม่อาจแน่ใจว่าสิ่งไหนจริงสิ่งไหนลวงอีกต่อไป และปัญหาดังกล่าวก็เกิดขึ้นผ่านสายตาของ ดร.อาซึมิ (โซโนยา มิซูโน) นักวิทยาศาสตร์สาวที่แอบโปรแกรมความรู้สึกให้คอมพิวเตอร์จนเกิดข้อผิดพลาดที่อาจคร่าชีวิตกลุ่มตัวอย่างทุกคนจนต้องตามตัว ดร.เจมส์ (จัสติน เทอโรซ์) นักประสาทวิทยาอดีตคนรักเก่ากลับมาแก้ไขสถานการณ์ก่อนสมองของกลุ่มตัวอย่างจะถูกเผาไหม้เป็นจุล

จะว่าไปแล้วด้วยไอเดียเริ่มเรื่องของ Maniac เองก็มีส่วนคล้ายกับการนำ Inception (2010) หนังจารกรรมฝันของ คริสโตเฟอร์ โนแลน มาปนๆกับ Eternal Sunshine of the spotless mind (2004) ของผู้กำกับมิเชล กอนดรี้ไม่น้อยในแง่ของการพาคนดูเข้าไปผจญภัยในหัวสมองของตัวละครซึ่งมีความคิดและความฝันที่ซ้อนทับหลายๆชั้น โดยมีไอเดียเรื่องภัยร้ายของเครื่องจักรที่มีตัวพ่ออย่างหนัง 2001 : A Space Odyssey (1968) ของผู้กำกับ สแตนลี คูบริค มาเป็นปมปัญหาสำคัญของเรื่องราวที่ทำให้เราต้องลุ้นว่า โอเวน และ แอนนี จะตื่นขึ้นมาในโลกความจริงได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ ซึ่งการนำมาทำเป็นลิมิเต็ด ซีรีส์ความยาว 10 ตอนจบก็ยิ่งท้าทายว่าพลอตที่ขายไอเดียขนาดนี้จะรอดหรือไม่ ซึ่งเราจะมาว่ากันเป็นข้อๆเลยนะครับ

ว่ากันถึงแครี โจจิ ฟูคูนากะ ที่เพิ่งได้รับการประกาศให้เป็นผู้กำกับหนังพยัคฆ์ร้าย 007 คนใหม่ โดย ฟูคูนากะเป็นผู้กำกับและร่วมสร้างสรรค์ซีรีส์(ฟูคูนากะ ร่วมสร้างสรรค์กับ แพทริค ซอเมอร์วิลล์)  ซึ่งจากเครดิตสำคัญในวงการทีวีของเขาอย่าง True Detective (2014) ซีีรีส์นักสืบแฝงปรัชญาของช่อง HBO น่าจะการันตีได้ว่าเรื่องราวที่เขาจะบอกเล่าย่อมไม่ธรรมดา และก็ไม่ผิดหวังเลย เพราะเพียงตอนแรกเท่านั้น ฟูคูนากะ ก็ทำให้เราแทบนั่งไม่ติดเก้าอี้ หลายปริศนาโยนใส่คนดูแบบไม่ยั้ง และการปูพื้นตัวละครทั้งแอนนี และ โอเวน ก็เปี่ยมมิติมาก เราแทบเดาอะไรไม่ถูกเลยเพราะทั้งคู่ถูกบอกเล่าในฐานะคนมีปัญหาทางจิ และพอมาผสมผสานกับเรื่องราวไซไฟเชิงปรัชญาอย่างการใส่ความรู้สึกให้คอมพิวเตอร์ก็ยิ่งทำให้เกิดอารมณ์ตลกขบขันแต่ชวนขบคิด โดยแต่ละตอนไม่เพียงทักทอเรื่องราวได้อย่างสร้างสรรค์ บางตอนก็หลุดโลก แต่ยังสามารถตบเข้าประเด็นดราม่าในตอนท้ายๆได้ดีอีกด้วย

และแน่นอนสำหรับผู้ชมทั่วไปอย่างเราๆ ลำพังแค่ผู้กำกับคงไม่อาจดึงดูดให้อยากสตรีมมาดูเท่าไหร่หรอก แต่เพราะนี่คือผลงานล่าสุดของ 2 นักแสดงคนสำคัญแห่งยุคทั้ง โจนาห์ ฮิลล์ (superbad) และ เอมมา สโตน (La La Land) พลิกบทบาทจากหนุ่มทะเล้นและสาวสวยมาดแพง สู่บทชายและหญิงที่มีบาดแผลในจิตใจได้อย่างน่าเชื่อถือ อย่างในกรณีของ โจนาห์ ฮิลล์ อาจไม่ได้เซอร์ไพรส์นัก เพราะเขาเคยรับบทดราม่าหนักๆมาแล้วทั้ง Moneyball (2011) และเคยบ้าสุดขั้วใน The Wolf of Wallstreet (2013) มาแล้ว แต่บท โอเวน กลับเรียกร้องการแสดงที่ละเอียดละออกว่าทุกเรื่องที่ผ่านมา เพราะไม่ใช่แค่คนเป็นโรคจิตเภท (schizophrenia) แต่ยังต้องต่อสู้กับความผิดบาปและอิทธิพลของครอบครัวต่อความถูกต้อง ส่วนเอมมา สโตน บทแอนนีน่าจะเป็นบทที่เธอต้องไม่ห่วงสวยที่สุดแล้ว เพราะทั้งต้องรับบทกึ่งๆขี้ยาและยังต้องสวมบทบ้าๆบอๆอย่างกับหลุดมาจากซีรีส์ Game of Throne ในตอนท้ายๆอีก แต่นั่นก็พิสูจน์ให้เห็นถึงฝีมือการแสดงที่ทำให้สโตนมีดีกว่าแค่หน้าตาน่ารัก

และเชื่อแน่ๆว่าหนุ่มๆคงต้องหลงรักนักแสดงสาวลูกครึ่งญี่ปุ่นสำเนียงอังกฤษสุดเซ็กซี่อย่าง โซโนยา มิซูโน ในบท ดร.อาซึมิ นักวิทยาศาสตร์สาวสวมแว่นที่ปรากฎกายในชุดเสื้อกาวน์โคร่งๆพร้อมคาบบุหรี่ที่ปาก ที่กลายเป็นจุดสนใจในเรื่องได้ทุกซีนที่ปรากฎตัวจริงๆ

สรุปแล้ว Maniac น่าจะเหมาะกับคอซีรีส์ที่ต้องการชมความแปลกใหม่ มีทั้งอารมณ์ขันร้ายๆและปรัชญาลึกๆให้ขบคิดแทบทุกตอน แต่อาจไม่เหมาะกับการชมรวดเดียวจบนะครับ ควรชมสักวันละตอนสองตอนแล้วหาคนถกเถียงแชร์ความคิดกันแล้วค่อยดูต่อ เพราะนี่เป็นซีรีส์ที่ถกเถียงวิพากษ์กันได้สนุกปากเลยทีเดียวล่ะ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!