Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

Uber เดินเกมรุก เปิดเว็บให้ประชาชนร่วมสนับสนุน “บริการร่วมเดินทาง”

Published

on

จากก่อนหน้านี้ที่มีข่าวการเรียกรถอูเบอร์ เพื่อล่อซื้อและเข้าจับกุม ทั้งในจังหวัดเชียงใหม่ และในพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร รวมถึงมีข่าวออกมาในทำนองที่ว่า จะใช้มาตรา 44 ในการสั่งปิดแอป ซึ่งต่อมามีการให้สัมภาษณ์ว่า “เป็นแค่แนวคิดเท่านั้น…”

อ่านเพิ่ม: “UBER” หายใจโล่ง! “คมนาคม” ยัน ยังไม่ใช้ม.44 ปราบ (ฐานเศรษฐกิจ)

ล่าสุด บริการอูเบอร์ในประเทศไทย มีการออกมาแสดงท่าทีในกรณีที่กล่าวมาข้างต้น ผ่านทางเพจ Uber ว่า…

Uber เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งดีๆ ควรได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ เราจึงอยากขอความร่วมมือจากทุกคน ช่วยกันร่วมลงชื่อสนับสนุนให้รัฐบาลออกกฎหมายมารองรับบริการร่วมเดินทาง (Ridesharing) เพื่อส่งเสริมและยกระดับมาตรฐานการเดินทางของประเทศไทยให้ดียิ่งขึ้น ทำให้ทุกคนสามารถใช้ประโยชน์จากบริการร่วมเดินทางได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

นอกเหนือจากนี้ ยังมีการเปิดหน้าเว็บไซต์ขึ้นมาใหม่ ในชื่อ action.uber.org/th เพื่อให้ผู้ที่ใช้บริการอูเบอร์ รวมไปถึงประชาชนคนทั่วไป ร่วมกันลงชื่อเพื่อให้ทางรัฐบาล ได้ทำการแก้ไขพรบ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นพรบ. ที่มีการใช้งานมายาวนานถึง 38 ปี แต่ยังไม่มีการอัปเดตตัวข้อกฎหมายบางประการเพื่อให้รองรับกับการให้บริการรถโดยสารในรูปแบบใหม่ และรวมถึงตัวพรบ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 นี้ ยังไม่ได้สนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ที่จะผลักดันให้ประเทศไทย ก้าวสู่ยุค “ไทยแลนด์ 4.0”

อูเบอร์ ยังยกข้อดีที่บริการอูเบอร์ ควรมีต่อไป ดังนี้

  • Uber ช่วยแก้ไขปัญหาการจราจร
  • Uber มีนโยบายไม่ปฏิเสธการเดินทางหรือจุดหมายปลายทาง
  • Uber ให้ความสำคัญต่อมาตรการความปลอดภัยในทุกช่วงของการเดินทาง
  • ผู้โดยสารที่ใช้ Uber ได้รับบริการที่มีคุณภาพและความพึงพอใจในการเดินทาง
  • Uber มีบริการที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับสากล และมีค่าโดยสารที่โปร่งใสเป็นมิตรกับผู้โดยสาร

และเหตุผลในการให้รัฐบาลปรับปรุง และแก้ไข พรบ. รถยนต์ พ.ศ. 2522 ดังนี้

  • ให้รองรับบริการร่วมเดินทางที่เปลี่ยนแปลงไปตามนโยบายและสังคมไทยที่เปลี่ยนแปลงไป
  • ให้รองรับทางเลือกในการเดินทางของคนไทยและนักท่องเที่ยวตามสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญทุกฉบับที่ให้ทางเลือกแก่ผู้เดินทาง
  • ให้ส่งเสริมการทำงานของผู้ประกอบการรายย่อยของไทย และ
  • ผลประโยชน์สูงสุดของรัฐบาลฯ ที่จะได้จากการนำเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการจัดการระบบขนส่งในเมืองต่างๆในประเทศไทยเพื่อช่วยลดระยะเวลาการรอคอยรถสาธารณะที่มีอยู่และแก้ไขปัญหาการจราจร รวมทั้งทำให้รัฐบาลสามารถจัดเก็บภาษีต่างๆภายใต้ระบบกฎหมายได้

ซึ่งใครที่สนใจร่วมลงชื่อ สามารถร่วมลงชื่อได้ที่ action.uber.org/th ซึ่งทางอูเบอร์ได้ตั้งเป้ารายชื่อไว้ที่ 30,000 รายชื่อ (ตอนนี้เหลือไม่ถึงหนึ่งหมื่นรายชื่อแล้ว) และจะนำรายชื่อทั้งหมดนี้ ยื่นให้กับตัวแทนของรัฐบาล เพื่อรับเรื่องดังกล่าวนี้ไว้พิจารณาและดำเนินการต่อไป

ที่มา: Facebook Uber, Action.uber.org/th

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

B&O เปิดตัวหูฟัง Earset และลำโพง Beoplay P6 มาพร้อมคอนเซ็ปท์ “Mysound – My Space”

Published

on

RTB Technology ผู้นำเทรนด์ฟังคุณภาพสูง ที่กำลังขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในกลุ่มผู้ที่ชื่นชอบเสียงเพลงที่มีรายละเอียดความคมชัดสูงพร้อมดีไซน์ที่โดดเด่นทันสมัย ด้วยการจับมือกับ สตูดิโอเซเว่น ภายใต้ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด(มหาชน) ผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ของไทย เปิดตัวสุดยอดนวัตกรรมหูฟังและลำโพงพร้อมกัน 2 รุ่นใหม่ “Earset” และ “Beoplay P6” ที่มาพร้อมกับคอนเซ็ปท์ My Sound – My Space เพื่อรุกสร้างปรากฎการณ์ใหม่ของการฟังเพลงไปอีกขั้น หลังประสบความสำเร็จอย่างงดงามจากการเปิดตัว “B&O by Bang & Olufsen” เมื่อปีที่ผ่านมา และสร้างยอดขายเติบโตอย่างรวดเร็ว มั่นใจด้วยคุณภาพเสียงมาตรฐาน ผสมผสานกับการดีไซน์เรียบหรู ร่วมสมัยตามสไตล์เดนมาร์ก และช่องทางการจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง สินค้าใหม่ทั้งสองรุ่นสามารถเพิ่มยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 30% ในสิ้นปีนี้

B&O Earset

B&O Earset

สำหรับหูฟังรุ่น Earset เป็นหูฟังแบบไร้สายรุ่นที่มีความสวยงามคลาสสิคที่สุด เนื่องจากได้แรงบันดาลใจจากการออกแบบหูฟังบีแอนด์โอรุ่นแรกๆ ซึ่งคือ Bang & Olufsen A8 ตั้งแต่ปี 2543 และได้พัฒนาต่อเนื่องมาจนกระทั่งวันนี้ บีแอนด์โอ จึงนำดีไซน์หูฟังที่เป็นต้นแบบหูฟังแบบเกี่ยวหูที่เป็นอมตะ และร่วมสมัย มาใส่เทคโนโลยีไร้สายที่ทันสมัยที่สุด พร้อมด้วยวัสดุเกรดพรีเมียม เพื่อให้แฟนพันธุ์แท้ตัวจริงของบีแอนด์โอ ได้สัมผัสหูฟังดีไซน์คลาสสิคที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคในยุคดิจิตอลได้ นอกจากหูฟัง Earset จะมาพร้อม Digital Equalizers ผ่านทางแอปพลิเคชั่น Beoplay แล้ว ยังสามารถคุยโทรศัพท์และการควบคุมการเล่นเพลงได้อย่างง่ายดายตามต้องการ

This slideshow requires JavaScript.

ขณะที่ตัวหูฟังที่ทำจาก Anodized Aluminium เพิ่มความคลาสสิก และแข็งแกร่งได้อย่างลงตัว พร้อมกับยางชนิดอ่อนนุ่มอย่างดี เพื่อให้สวมใส่สบาย แบตเตอรี่ใช้งานได้นาน 5 ชั่วโมง มีให้เลือก 2 สี คือ สี White และ Graphite Brown ในราคา 12,900 บาท

B&O Play 6

Beoplay P6

สำหรับ Beoplay P6 เป็นลำโพงบลูทูธไร้สายที่ได้รับการออกแบบอย่างพิถีพิถันสำหรับคอเพลงที่หลงใหลในดีไซน์และต้องการฟังเพลงในบ้านและยังสามารถพกพาไปนอกบ้านได้อย่างโดดเด่นทุกที่ทุกเวลา ด้วยสไตล์การออกแบบที่คลาสสิคแต่ยังคงความทันสมัยสวยงามเป็นเอกลักษณ์ไม่ซ้ำกับลำโพงใด ๆ ทั้งยังมาพร้อมกับ B&O Signature Sound ที่ให้รายละเอียดของเสียงทรงพลังสุดคมชัดด้วยกำลังขับ 215 วัตต์ และเบสที่นุ่มนวลชัดใส พร้อมการออกแบบตะแกรงเสียงให้สามารถขับเสียงออกได้ 360 องศา ทำให้ผู้ใช้สามารถได้ยินเสียงเต็มที่ไม่ว่าจะข้างหน้าหรือข้างหลัง ขณะที่ตัวเครื่องผลิตจากวัสดุคุณภาพชั้นเยี่ยม โดยตัวลำโพงทำจากอะลูมีเนียม ให้ความสวยงามและแข็งแรงไปพร้อมกัน ส่วนสายหิ้วทำจากหนังแท้ให้ความเรียบหรู

This slideshow requires JavaScript.

นอกจากนี้ Beoplay P6 ยังมาพร้อมการออกแบบปุ่มกดที่ใช้เพียงสัมผัสเดียว แต่สามารถควบคุมลำโพงได้อย่างครบครัน ไม่ว่าจะเป็น เล่น-หยุด เพลง รับ-วางสายโทรศัพท์ แถมยังเรียกใช้ผู้ช่วยเสียง Voice Assistant หรือฟังก์ชั่นใหม่อย่าง ToneTouch ที่เป็นการกำหนด Equalizer Preset ล่วงหน้าในปุ่มเดียว ทำให้เรียกใช้งานได้ง่าย โดยมาพร้อมแบตเตอรี่สำหรับการใช้งานไร้สายได้ยาวนานถึง 16 ชั่วโมงต่อการชาร์จ 1 ครั้ง มีให้เลือก 2 สี คือ Black และ Natural ในราคา 16,900 บาท

RTB เน้นรุกตลาด Mobile Lifestyle ต่อไป

ดร.บรรพต วัฒนสมบัติ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวถึงทิศทางการทำตลาดอุปกรณ์เสริม หรือ โมบาย ไลฟ์สไตล์ (Mobile Lifestyle) ในไตรมาส 3 ว่า อาร์ทีบีฯ มีแผนต่อยอดขยายฐานคนรักเสียงเพลงให้ครอบคลุมทุกเซ็กเม้นต์ที่กำลังเติบโตและเติมเต็มความต้องการของลูกค้าให้ครอบคลุมทุกระดับยิ่งขึ้น ด้วยการรุกต่อยอดความสำเร็จแบรนด์เครื่องเสียงระดับไฮเอนด์จากประเทศเดนมาร์ก “บี แอนด์ โอ” (B&O) หรือ Bang & Olufsen ที่อาร์ ที บีฯ เพิ่งเปิดเมื่อกลางปีที่ผ่านมา และได้กระแสการตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบการฟังเพลงคุณภาพสูงและชื่นชอบในดีไซน์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ในปีนี้ อาร์ทีบีฯ จึงได้จับมือกับ สตูดิโอเซเว่น ภายใต้ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด (มหาชน) ผู้ประกอบการค้าปลีกสินค้าไอทีรายใหญ่ของไทยเปิดตัวนวัตกรรมหูฟังและลำโพง 2 รุ่นใหม่ล่าสุด Earset และ Beoplay P6 เข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้น

“สิ่งที่ยืนยันถึงความสำเร็จของแบรนด์บี แอนด์ โอ (B&O) สะท้อนได้จากยอดขายที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ Beoplay E8 ส่งผลให้แบรนด์ บี แอนด์ โอ ในประเทศไทยเป็นที่รู้จักของคอเพลงและเติบโตอย่างรวดเร็ว หลังจากที่เปิดตัวได้เพียง 1 ปีเท่านั้น โดยมียอดขายประมาณ 70 ล้านบาท ประกอบกับการที่อาร์ทีบีฯ มีความแข็งแกร่งของช่องทางการจำหน่ายที่ครอบคลุมและครบทุกพาร์ทเนอร์ โดยปัจจุบันมีจุดจำหน่าย 50 แห่ง และจะขยายเพิ่มเป็น 70 แห่งในสิ้นปีนี้ ตลอดจนแนวโน้มพฤติกรรมของผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับนวัตกรรมหูฟังและลำโพงคุณภาพสูง ที่มาพร้อมการออกแบบดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์มากขึ้น เพราะสะท้อนเอกลักษณ์ของผู้ใช้งาน จึงเป็นปัจจัยให้ บี แอนด์ โอ(B&O) ได้รับการตอบรับที่ดีจากคอเพลงมาอย่างต่อเนื่อง”

ดร.บรรพต กล่าวเพิ่มเติมถึงแนวทางการผลักดันแบรนด์บี แอนด์ โอ ในปีนี้ว่า อาร์ทีบีฯ จะเดินหน้าขยายการรับรู้ ด้วยการมุ่งสร้างให้ผู้บริโภคได้มีประสบการณ์กับสินค้าทั้งในแง่ของคุณภาพเสียง และวัสดุพรีเมียมที่ใช้มากขึ้น โดยการขยายพื้นที่กับพาร์ทเนอร์ ทำ shop in shop ของ บีแอนด์โอให้มากขึ้น เพื่อตอกย้ำจุดเด่นของแบรนด์และสินค้า และในปีนี้เราจะเพิ่มโปรดักส์ไลน์ใหม่ๆ ที่บีแอนด์โอมีอยู่ เพื่อตอบสนองเทรนด์ของสมาร์ทโฮมที่กำลังได้รับความนิยมในต่างประเทศเป็นอย่างมาก

คุณวิมลมาลย์ วัฒนสมบัติ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท อาร์ทีบี เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า การเปิดตัว Earset และ Beoplay P6 ในครั้งนี้ ถือเป็นการตอกย้ำการออกแบบที่เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค ของแบรนด์บี แอนด์ โอ (B&O) กับกลุ่มคนรักเสียงเพลงคุณภาพและหลงใหลในดีไซน์ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบของตัวสินค้า หรือการสื่อสารทางการตลาดต่าง ๆ ช่วยต่อยอดความน่าหลงใหลของแบรนด์ในกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้นอย่างแน่นอน

ด้านนางสาว ณัฐนันท์ กีรติกรยศนันท์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท คอมเซเว่น จำกัด(มหาชน) กล่าวถึงความร่วมมือครั้งนี้ว่า “COM7 เราคือ บริษัทที่ทำธุรกิจค้าปลีกสินค้าไอที & Gadget ภายใต้ชื่อ brand Banana & Studio 7 ซึ่งมีสาขาอยู่ทั่วประเทศ เราจะเห็นว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมามีการพัฒนาเทคโนโลยีของสินค้าไอที และ Gadget อย่างต่อเนื่องเพื่อให้สอดคล้องกับ lifestyle ยุค Digital โดยเฉพาะ Gadget ในหมวดของ Premium Music ที่ COM7 เล็งเห็นถึงการพัฒนาของเทคโนโลยี และรูปแบบของสินค้า และการเติบโตของยอดขายอย่างต่อเนื่อง และเพื่อจะรองรับการขาย บริษัทฯ ได้ทำการคัดสรรช่องทาง และปรับรูปแบบร้านค้าให้ดูทันสมัยและพรีเมี่ยมมากขึ้น ทั้งร้านค้าในกรุงเทพฯ และในต่างจังหวัด หัวเมืองใหญ่ๆ โดยเฉพาะโลเคชั่นสำคัญใจกลางกรุงเทพฯ อย่างเช่นที่ศูนย์การค้าเอ็มควอเทีย เป็นต้น

โดยครั้งนี้เป็นโอกาสที่ดีที่ได้ร่วมมือกับบริษัทอาร์ ที บี ซึ่งเป็น Distributor ที่มีศักยภาพ ในการพัฒนาแบรนด์ต่างๆ ให้ประสบความสำเร็จมาแล้วมากมาย และยังเป็นคู่ค้าที่ดีต่อกันมาเกือบ 10 ปี ซึ่ง 1 ในแบรนด์ ที่เติบโตเร็วมาก ในระยะ 1 ปี ที่ผ่านมา ก็คือแบรนด์ B&O เพราะทั้งคุณภาพในด้านของเสียง และวัสดุ รวมถึงดีไซน์ที่เรียบง่าย โดดเด่นและร่วมสมัย และยังมีชื่อเสียงมายาวนานกว่า 50 ปี จึงทำให้ทาง Com7 กับบริษัท อาร์ทีบีฯ มีความยินดี ในการเปิดตัวสินค้าสองรุ่นใหม่นี้ เพื่อส่งเสริมและต่อยอดความสำเร็จของบริษัท ภายใต้ ร้าน Studio7 ในการขายสินค้าที่มีคุณภาพในระดับพรีเมียมให้ดียิ่ง ๆ ขึ้นไป

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

‘มิว สเปซ’ ได้รับสิทธิ์ในการใช้คลื่นความถี่ดาวเทียม ครอบคลุม 6 ประเทศในอาเซียน

Published

on

บริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ประกอบธุรกิจการให้บริการดาวเทียมและกิจการอวกาศของไทย ประกาศการได้รับสิทธิ์ในการใช้คลื่นความถี่ดาวเทียมครอบคลุม 6 ประเทศในอาเซียน มีความพร้อมและจะเริ่มเสนอให้บริการสัญญาณผ่านดาวเทียมให้แก่ภาครัฐ ผู้ประกอบการโทรคมนาคม รวมถึงภาคธุรกิจต่างๆ ในพื้นที่ภูมิภาคอาเซียน และประเทศไทยเร็วๆ นี้

มิว สเปซ ได้รับสิทธิ์ในการใช้คลื่นความถี่ดาวเทียม ณ ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออก ซึ่งเมื่อ มิว สเปซ ส่งดาวเทียมขึ้นไปในตำแหน่งดังกล่าว จะทำให้มีคลื่นความถี่ดาวเทียมที่สามารถให้บริการได้ครอบคลุมพื้นที่ประเทศกัมพูชา ลาว มาเลเซีย พม่า เวียดนาม รวมถึงประเทศไทยได้ โดยก่อนหน้านี้ คลื่นความถี่ที่ตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออกดังกล่าวนั้น มีการใช้งานโดยบริษัท New Skies Satellites หรือ NSS บริษัทสัญชาติเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของบริษัท SES บริษัทยักษ์ใหญ่ชั้นนำระดับโลกทางด้านดาวเทียม โดยที่ มิว สเปซ วางแผนเช่าคลื่นความถี่ดาวเทียมที่วงตำแหน่งโคจรดังกล่าวเป็นระยะเวลา 15 ปี และจะต่อระยะเวลาการเช่าออกไปอีก 15 ปี

วรายุทธ เย็นบำรุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด

นายวรายุทธ เย็นบำรุง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้งบริษัท มิว สเปซ แอนด์ แอดวานซ์ เทคโนโลยี จำกัด กล่าวว่า “ปัจจุบันอัตราการการเติบโตของฐานผู้บริโภคในธุรกิจการให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสัญญาณมือถือในภูมิภาคอาเซียนเพิ่มสูงขึ้น โดย มิว สเปซ มีความพร้อมที่จะให้บริการเพื่อตอบสนองความต้องการดังกล่าว อีกทั้งเทคโนโลยีและนวัตกรรมต่างๆ เช่น โปรแกรมดิจิตอลแอปพลิเคชั่น เทคโนโลยี 5G ไอโอที (IoT) รวมถึงดาวเทียม ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างมากในการส่งเสริมการให้บริการอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสัญญาณมือถือ เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่ได้ทั่วถึงมากยิ่งขึ้น”

จากข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank) ประชากรทั้งหมดในประเทศกัมพูชา ลาว มาเลเซีย พม่า เวียดนาม และไทย มีจำนวนทั้งสิ้น 269 ล้านคน โดยที่ 42% ของจำนวนประชากรดังกล่าว หรือประมาณ 113 ล้านคน เป็นผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต และมีการลงทะเบียนใช้งานโทรศัพท์มือถือถึง 359 ล้านเลขหมาย ซึ่งเมื่อพิจารณาตัวเลขจากรายงานดังกล่าว จะเห็นได้ว่าการใช้งานโทรศัพท์มือถือนั้นมีจำนวนมากกว่าจำนวนประชากรโดยรวมของทั้ง 6 ประเทศเสียอีก สำหรับในประเทศไทยมีผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือถึง 120 ล้านเลขหมาย ซึ่งเป็นจำนวนเกือบสองเท่าของจำนวนประชากร 69 ล้านคนในประเทศ ถึงแม้ว่าประเทศไทยจะมีอัตราผู้ใช้งานโทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ในด้านส่วนแบ่งการตลาดของการใช้บริการอินเทอร์เน็ตไม่ได้ก้าวตามไปด้วย มีเพียงแค่ 48% ของประชากรไทย หรือเพียง 33 ล้านคนเท่านั้น ที่สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

ดังนั้น เพื่อสนับสนุนความต้องการของตลาด บริษัทกำลังพัฒนานวัตกรรมการให้บริการทางด้านดาวเทียม และริเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์ด้านไอโอที (IoT) โดยคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้งานเป็นหลัก มิว สเปซ ไม่หยุดยั้งในการมุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำของสังคม โดยในเดือนตุลาคม 2560 ที่ผ่านมา มิว สเปซ ได้ลงนามร่วมกับบริษัท SES โดยมีเป้าหมายเพื่อให้บริการสัญญาณอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงและสัญญาณมือถือผ่านดาวเทียมในพื้นที่ชนบทห่างไกลของประเทศไทย ทั้งนี้ ภายใต้สัญญาความร่วมมือดังกล่าว ทาง มิว สเปซ จะเป็นผู้ให้บริการสัญญาณผ่านทางดาวเทียม SES-8 ซึ่งเป็นดาวเทียมสัญชาติลักเซมเบิร์ก และดาวเทียม SES-12

“ในวันนี้ มิว สเปซ มีความพร้อมที่จะให้บริการสัญญาณดาวเทียมในประเทศไทยทันที เหลือเพียงแต่รอขั้นตอนการอนุมัติจากภาครัฐเท่านั้น และผมเชื่อว่า มิว สเปซ จะได้รับไฟเขียวในการให้บริการดาวเทียมจากทางภาครัฐในเร็ววันนี้ เช่นเดียวกับที่ มิว สเปซ ได้ก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งในผู้นำด้านธุรกิจอุตสาหกรรมทางด้านดาวเทียมและอวกาศของภูมิภาคอย่างเต็มตัวแล้ว และนอกจากนี้การได้มาซึ่งสิทธิในการใช้งานในตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออกของเรานั้น ไมได้มีความสำคัญเพียงในแง่การให้บริการดาวเทียมของ มิว สเปซ เท่านั้น แต่ยังมีความสำคัญต่อประเทศไทยในประเด็นเรื่องสิทธิในการใช้งานจากเอกสารข่ายงานดาวเทียมในตำแหน่งวงโคจรดาวเทียมอีกด้วย โดยถือเป็นวาระเร่งด่วนของรัฐบาลที่จะต้องดำเนินการบางอย่างเพื่อรักษาไว้ซึ่งสิทธิของประเทศไทยที่ตำแหน่งวงโคจรดังกล่าวที่จะหมดอายุลงในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้” นายวรายุทธกล่าวเพิ่มเติม

กราฟิกจำลองตำแหน่งวงโคจรดาวเทียม 50.5 องศาตะวันออก ที่ทาง ‘มิว สเปซ’ ได้รับสิทธิ์ในการใช้คลื่นความถี่ดาวเทียม

มิว สเปซ เป็นสตาร์ตอัพด้านเทคโนโลยีอวกาศและดาวเทียม ก่อตั้งเมื่อกลางปี 2560 โดยมีเป้าหมายต้องการมีส่วนร่วมในการพัฒนาและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ด้วยการนำดาวเทียมมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะการสร้างระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมในพื้นที่ห่างไกล และการนำมาปรับใช้กับสื่อสารในรูปแบบต่างๆ รวมถึงการรองรับ IoT และ Smart Cities ปัจจุบัน มิว สเปซ เป็นสตาร์ตอัพอวกาศแห่งแรกของไทยที่ได้รับอนุญาตประกอบกิจการโทรคมนาคมแบบที่สาม (แบบมีโครงข่ายดาวเทียมเป็นของตนเอง) จากสำนักงานจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เป็นระยะเวลา 15 ปี

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

DEPA จับมือ Asia IoT Business platform จัดงาน AIBP มุ่งเน้นหัวข้อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของหน่วยงานในไทย

Published

on

งาน Asia IoT Business Platform (AIBP) ครั้งที่ 24 จะจัดขึ้นในวันที่ 24 และ 25 กรกฎาคม 2561 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ งานนี้จะจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และจะเน้นในหัวข้อกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของหน่วยงานในประเทศไทย

งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งร่วมเป็นเจ้าภาพโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และได้รับการสนับสนุนจาก ไมโครซอฟท์ประเทศไทย โดยจะเน้นไปที่นโยบบายประเทศไทย 4.0 และเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของอุปสรรคและความท้าทายที่บริษัทรวมถึงหน่วยงานภาครัฐต้องเผชิญในการนำโครงการ IoT มาปรับใช้และใช้งานรวมถึงการพัฒนาล่าสุดในอุตสาหกรรม IoT และ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย งานนี้ยังเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง DEPA กับ Asia IoT Business platform เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขององค์กรในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ผลักดันให้เกิดการลงทุงทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา (Soft and hard infrastructure) เพื่อทำให้มั่นใจว่าประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ดัชนีพัฒนาการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ในด้านพัฒนาการทางโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาดิจิทัล

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ผลักดันให้เกิดการลงทุงทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา (Soft and hard infrastructure) เพื่อทำให้มั่นใจว่าประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ดัชนีพัฒนาการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ในด้านพัฒนาการทางโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาดิจิทัล
  • และอันดับที่ 3 ในด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและนวัตกรรมดิจิทัล ทำให้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพดิจิทัล

ดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ประธาน/ซีอีโอของ DEPA กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจขององค์กรเราคือการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศในอุตสาหกรรมของตน และการช่วยพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการเหล่านั้น การทำงานร่วมกับ Asia IoT Business Platform จะช่วยให้ผู้ประกอบการภายในประเทศเหล่านี้มีโอกาสมากขึ้นในการเปิดตลาดใหม่ในระดับภูมิภาค การทำงานร่วมกันจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาภารกิจหลักของเรา ปัจจุบันเรามีโครงการที่มุ่งช่วยเหลือกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของ SME ในการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะใช้ช่องทางนี้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านดิจิทัล พร้อมทั้งพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วย”

ในการสำรวจ Asia IoT Business Platform ครั้งที่สามในกลุ่มผู้ประกอบการในอาเซียน ข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า 26% ของผู้ประกอบการในประเทศไทยได้กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการปฏิรูประบบดิจิตอล โดยที่อีก 32% ระบุว่าได้ดำเนินการปฏิรูประบบดิจิทัลไปแล้วอย่างน้อยในหนึ่งส่วนงานภายในธุรกิจของตนเอง ผู้ประกอบการในประเทศไทยยังมีความพึงพอใจกับทางเลือกในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในประเทศมากที่สุด โดยมีเพียง 26% ที่แสดงออกว่าต้องการทางเลือกในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ดีกว่าเดิม เทียบกับ 51% ในฟิลิปปินส์และ 33% ในมาเลเซีย

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลการสำรวจในปี 2560 ซึ่งได้ทำการสำรวจลักษณะเดียวกันใน ประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิ ลิปปินส์ และ เวียดนาม ผลการสำรวจได้แสดงให้เห็นว่า 89% ของผู้ประกอบการไทยกำลังหาข้อมูลหรือทดลองใช้งานเทคโนโลยี Internetof-Things สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้ทาำการสำรวจ

นี่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเพิ่มขึ้นของโครงการ “อุตสาหกรรม 4.0” ที่ทั่วโลกกำลังดำเนินการ และนับเป็นผลดีสำหรับประเทศไทย ซึ่งการผลิตยังคงเป็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ สามารถดูผลการสำรวจผู้ประกอบการฉบับสมบูรณ์ได้ที่งาน Asia IoT Business Platform

นายเออร์ซ่า สุปรับโต ซีอีโอของ Asia IoT Business Platform กล่าวว่า “มีความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการภายในประเทศไทยที่จะดำเนินโครงการกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT ไปปรับใช้ในองค์กร ความต้องการนี้สร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้เกิดกลุ่มสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีและผู้ให้บริการด้านการปรับใช้เทคโนโลยีในประเทศ และทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อ DEPA จะจัดตั้งสถาบัน IoT ขึ้นตามนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)”

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กและพันธมิตรของไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “IoT เป็น เทคโนโลยี ที่รวบรวมหลากหลายนวัตกรรมมาผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับระบบคลาวด์ , การเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) , ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมไปถึง ระบบที่รองรับด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การรวมกันของเทคโนโลยีทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการเสริมศักยภาพขององค์กรและลูกค้าให้สูงขึ้นอย่างควบคู่กันไป

ทั้งนี้รายงานวิจัยของไมโครซอฟท์และไอดีซีเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาคาดการณ์ว่า กระบวนการปฏิรูปธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัลจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้
เติบโตขึ้นได้เป็นมูลค่าถึง 3.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2564 และผู้นำในภาคธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาคดังกล่าว รวมถึงในประเทศไทยด้วย ต่างมองว่า IoT เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการนำพาองค์กรของตนไปสู่ความสำเร็จบนเส้นทางดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!