Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

พานาโซนิคเปิดตัวโชว์รูมด้าน “โฮม แอนด์ คอมเมอเชียล โซลูชั่น” ขึ้นครั้งแรกในไทย!!

Published

on

กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย ผนึกกำลังทำตลาดแบบ B2B เจาะกลุ่มพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Developer) และกลุ่มองค์กร เปิด “พานาโซนิค สมาร์ท โซลูชั่น เซ็นเตอร์ (Panasonic Smart Solution Center)” โชว์รูมด้าน Home & Commercial Solution ของพานาโซนิคแห่งแรกในไทย จัดแสดง สาธิตผลิตภัณฑ์ นวัตกรรม และเทคโนโลยีแห่งอนาคตของทุกบริษัทในเครือไว้ในหนึ่งเดียว ครบทุกโซลูชั่นของการใช้ชีวิตยุคใหม่ เผยเป็น 1 ใน 4 ประเทศที่พานาโซนิคเปิดโชว์รูมเพิ่ม รองรับตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าเป็นพื้นที่อำนวยความสะดวกด้านงานขายให้คู่ค้าทางธุรกิจ

มร. ฮิเดคาสึ อิโตะ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค แมเนจเม้นท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า “ประเทศไทยถือเป็นตลาดที่สำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ ในภูมิภาคอาเซียน พานาโซนิคจึงมุ่งมั่นในการนำเสนอนวัตกรรมใหม่ๆ และบริการในระดับมาตรฐานโลกสู่ผู้บริโภคชาวไทย ซึ่งตลาดอสังหาริมทรัพย์ ถือเป็นเป้าหมายหนึ่งที่สำคัญ โดยในปีที่ผ่านมากลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย ได้เริ่มรุกเข้าถึงกลุ่มนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น ด้วยการจัดแสดงโซลูชั่นและผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Home & Living ภายใน งานมหกรรมบ้านและคอนโด ครั้งที่ 35 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความสนใจและได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นจำนวนมาก

Panasonic Smart Solution Center แห่งนี้ ถือเป็นโชว์รูมด้าน Home & Commercial Solution ของพานาโซนิคแห่งแรกในไทย  และ เป็นโชว์รูม 1 ใน 4 ประเทศ ที่สร้างขึ้นเพิ่มเติม ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย เวียดนาม และไทย เพื่อรองรับความต้องการของตลาดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกเหนือจากโชว์รูมที่มีอยู่ในกรุงโตเกียวและโอซาก้า ประเทศญี่ปุ่น  โดยแต่ละโชว์รูมจะถูกออกแบบให้เหมาะสมกับตลาดและความต้องการของแต่ละประเทศ  สำหรับประเทศไทยนั้น ตลาดที่มีศักยภาพและมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง คือตลาดที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะคอนโดมีเนียม  รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าองค์กร หรือกลุ่มสำนักงานต่างๆ ภายในโชว์รูมจึงมีการจำลองโซลูชั่นต่างๆ เข้ามาเพื่อให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคนไทย ภายใน Panasonic Smart Solution Center มีพื้นที่ทั้งสิ้น 844 ตรม. (แบ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงสินค้าขนาด 352 ตรม. พื้นที่เอนกประสงค์ขนาด 396 ตรม. และห้องประชุม/อบรมขนาด 96 ตรม.) โดยมีการจัดแสดงผลิตภัณฑ์และโซลูชั่นต่างๆ ไว้ถึง 6 โซน ได้แก่

  1. Extreme Visual Space จัดแสดงนวัตกรรมในการแสดงภาพ โดยการใช้เครื่องโปรเจคเตอร์ พร้อมเลนส์ฉายภาพระยะสั้นทำเป็นภาพ Panorama 180 องศา ที่น่าตื่นตาตื่นใจ โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ ได้แก่ เครื่องเลเซอร์โปรเจ็คเตอร์ PT-RZ770BA ที่มีความสว่าง 7,000 ลูเมนต์ อายุการใช้งานยาวนานถึง 20,000 ชม. และ ET-DLE030 เลนส์ระบบการฉายที่สั้นที่สุดของ Panasonic ช่วยลดอุปสรรคด้านพื้นที่ในการฉายภาพ
  2. Smart & Healthy Living เป็นโซนที่รวมสินค้าพานาโซนิคที่มีความ Smart & Healthy ไว้ด้วยกัน จัดแสดงสินค้าเพื่อดูแลและสร้างความสะดวกสบาย ปลอดภัย ให้ชีวิตง่ายขึ้นด้วยโซลูชั่นต่างๆ ที่พานาโซนิคได้รวบรวมไว้เพื่อตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์การดำเนินชีวิตอย่างมีคุณภาพ อาทิ เครื่องปรับสภาพอากาศขนาดใหญ่ ระบบ ERV และเครื่องปรับอากาศ Sky Series ดีไซน์เรียบหรู ที่มาพร้อมดีไซน์ Sky Stream ระบบกระจายความเย็น Radiant Cooling ลมเย็นกระจายทั่วห้อง และ Aero Series ที่มีระบบกระจายลมเย็นโดยไม่สัมผัสตัวโดยตรง พร้อมเทคโนโลยี nanoe-G ช่วยขจัดฝุ่นละออง สิ่งเจือปนในอากาศ ยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียและไวรัส ทั้งยังประหยัดพลังงาน เย็นเร็วขึ้นถึง 15%รวมไปถึง Smart Home Solution ไม่ว่าจะเป็นห้องน้ำอัจฉริยะ ที่มีทั้งระบบโถสุขภัณฑ์และห้องอาบน้ำที่ถูกออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสะบายลดปัญหาการใช้งานทั้งเด็กและผู้สูงอายุได้
  3. Modernized Office จัดแสดงประสิทธิภาพของการเชื่อมต่อทุกการสื่อสารเข้าด้วยกัน เพื่อความสะดวกสบาย และตอบโจทย์การทำงานในออฟฟิศอย่างมืออาชีพ โดยดึงเอาเทคโนโลยีมาเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการฝังหน้าจอทัชสกรีนขนาดใหญ่บนโต๊ะเพื่อที่ทุกคนในห้องประชุมสามารถแชร์ไอเดียลงบนจอทัชสกรีนได้ทันที รวมไปถึง การประสานการทำงานร่วมกันระหว่าง PBX เชื่อมต่อผ่าน HDVC ที่จะช่วยลดทอนอุปสรรคต่างๆ ระหว่างการประชุมแบบ Conference ทำให้ไม่พลาดทุกการติดต่อสื่อสาร ไม่เว้นแม้แต่อยู่นอกพื้นที่การประชุมก็สามารถทำการ Conference เชื่อมต่อกับ Smart Phone ได้
  4. Advanced Retail เป็นการรวมเอาเทคโนโลยีสุดล้ำที่ใช้ในการแสดงสินค้าในส่วนร้านค้าหรือห้างสรรพสินค้าที่ทันสมัย มารวมเข้ากับระบบรักษาความปลอดภัยในรูปแบบครบวงจรที่ทำได้มากกว่าแค่การรักษาความปลอดภัย เพราะด้วยการออกแบบโซลูชั่นเพื่อการเฝ้าระวัง ดูแลป้องกันเหตุร้าย และยังมีระบบตรวจจับความผิดปกติที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำ พร้อมทั้งระบบการวิเคราะห์ภาพ โดยมีผลิตภัณฑ์ไฮไลท์ได้แก่ Space Player เทคโนโลยีสำคัญในการทำ Mapping ที่จะทำให้การใช้พื้นที่ในการแสดงสินค้านั้นมีความน่าสนใจยิ่งขึ้น ทั้งยังมี Link Ray เทคโนโลยีการใช้แสงเป็นตัวแสดงคอนเท้นท์ผ่านแอพพลิเคชั่นจากสมาร์ทโฟน และ Tolso Lighting เทคโนโลยีที่จะทำให้สินค้าบนชั้นโชว์แสดงสีสันสดใสมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้น รวมไปถึง Panasonic OLED TV ทีวีรุ่นใหม่ที่เป็นที่สุดของคุณภาพทางด้านภาพที่แท้จริงจากมุมมองของผู้สร้างภาพยนตร์
  5. Future Lifestyle เป็นอีกหนึ่งพื้นที่ ที่จัดไว้เพื่อรองรับการนำเสนอ แสดงสินค้าและเทคโนโลยีในอนาคตได้อย่างมืออาชีพ
  6. Safety Town เป็นโซนที่จะแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของระบบรักษาความปลอดภัยแบบครบวงจร โดยโซลูชั่นที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การใช้งานรูปแบบสาธารณะ ทั้งกล้องวงจรปิดและการเชื่อมต่อ Public Wi-Fi รวมไปถึงการนำเอาพลังงานโซลาร์เซลมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

พานาโซนิค สมาร์ท โซลูชั่น เซ็นเตอร์ (Panasonic Smart Solution Center) ตั้งอยู่ที่ 75 ถ.เสรีไทย แขวง/เขต คันนายาว กทม. 10230   สำหรับกลุ่มลูกค้าองค์กร หรือคู่ค้าต่างๆ ที่สนใจสามารถทำการติดต่อนัดหมายเจ้าหน้าที่ล่วงหน้าเพื่อเข้าชมได้ทุกวันจันทร์-วันศุกร์ ตั้งแต่เวลา 08.15 -17.30 น. หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0-2731 – 8888 ต่อ 688, 699

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

DEPA จับมือ Asia IoT Business platform จัดงาน AIBP มุ่งเน้นหัวข้อการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของหน่วยงานในไทย

Published

on

งาน Asia IoT Business Platform (AIBP) ครั้งที่ 24 จะจัดขึ้นในวันที่ 24 และ 25 กรกฎาคม 2561 ณ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล กรุงเทพฯ งานนี้จะจัดขึ้นเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และจะเน้นในหัวข้อกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของหน่วยงานในประเทศไทย

งานนี้ได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งร่วมเป็นเจ้าภาพโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) และได้รับการสนับสนุนจาก ไมโครซอฟท์ประเทศไทย โดยจะเน้นไปที่นโยบบายประเทศไทย 4.0 และเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของอุปสรรคและความท้าทายที่บริษัทรวมถึงหน่วยงานภาครัฐต้องเผชิญในการนำโครงการ IoT มาปรับใช้และใช้งานรวมถึงการพัฒนาล่าสุดในอุตสาหกรรม IoT และ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประเทศไทย งานนี้ยังเป็นความร่วมมือครั้งแรกระหว่าง DEPA กับ Asia IoT Business platform เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลขององค์กรในประเทศไทยและทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ผลักดันให้เกิดการลงทุงทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา (Soft and hard infrastructure) เพื่อทำให้มั่นใจว่าประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ดัชนีพัฒนาการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงสองปีที่ผ่านมา เมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ในด้านพัฒนาการทางโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาดิจิทัล

ตลอดเวลาที่ผ่านมาทางกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมได้ผลักดันให้เกิดการลงทุงทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานอุตสาหกรรมหนักและอุตสาหกรรมเบา (Soft and hard infrastructure) เพื่อทำให้มั่นใจว่าประเทศกำลังเตรียมพร้อมสำหรับยุคดิจิทัล ดัชนีพัฒนาการของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ (E-Government Development Index: EGDI) เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

  • ในช่วงสองปีที่ผ่านมาเมื่อเทียบกับในกลุ่มประเทศอาเซียน ประเทศไทยเป็นอันดับ 2 ในด้านพัฒนาการทางโครงสร้างพื้นฐานและเนื้อหาดิจิทัล
  • และอันดับที่ 3 ในด้านสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและนวัตกรรมดิจิทัล ทำให้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการและสตาร์ทอัพดิจิทัล

ดร. ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ประธาน/ซีอีโอของ DEPA กล่าวว่า “หนึ่งในภารกิจขององค์กรเราคือการส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการภายในประเทศในอุตสาหกรรมของตน และการช่วยพัฒนานวัตกรรมใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการเหล่านั้น การทำงานร่วมกับ Asia IoT Business Platform จะช่วยให้ผู้ประกอบการภายในประเทศเหล่านี้มีโอกาสมากขึ้นในการเปิดตลาดใหม่ในระดับภูมิภาค การทำงานร่วมกันจะช่วยส่งเสริมและพัฒนาภารกิจหลักของเรา ปัจจุบันเรามีโครงการที่มุ่งช่วยเหลือกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของ SME ในการพัฒนาศักยภาพด้านต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสดีที่จะใช้ช่องทางนี้ในการแลกเปลี่ยนความรู้ด้านดิจิทัล พร้อมทั้งพัฒนาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ด้วย”

ในการสำรวจ Asia IoT Business Platform ครั้งที่สามในกลุ่มผู้ประกอบการในอาเซียน ข้อมูลเบื้องต้นแสดงให้เห็นว่า 26% ของผู้ประกอบการในประเทศไทยได้กำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบในการปฏิรูประบบดิจิตอล โดยที่อีก 32% ระบุว่าได้ดำเนินการปฏิรูประบบดิจิทัลไปแล้วอย่างน้อยในหนึ่งส่วนงานภายในธุรกิจของตนเอง ผู้ประกอบการในประเทศไทยยังมีความพึงพอใจกับทางเลือกในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตในประเทศมากที่สุด โดยมีเพียง 26% ที่แสดงออกว่าต้องการทางเลือกในการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตที่ดีกว่าเดิม เทียบกับ 51% ในฟิลิปปินส์และ 33% ในมาเลเซีย

ข้อมูลนี้สอดคล้องกับผลการสำรวจในปี 2560 ซึ่งได้ทำการสำรวจลักษณะเดียวกันใน ประเทศไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิ ลิปปินส์ และ เวียดนาม ผลการสำรวจได้แสดงให้เห็นว่า 89% ของผู้ประกอบการไทยกำลังหาข้อมูลหรือทดลองใช้งานเทคโนโลยี Internetof-Things สูงที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ได้ทาำการสำรวจ

นี่เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเพิ่มขึ้นของโครงการ “อุตสาหกรรม 4.0” ที่ทั่วโลกกำลังดำเนินการ และนับเป็นผลดีสำหรับประเทศไทย ซึ่งการผลิตยังคงเป็นปัจจัยที่มีส่วนสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ สามารถดูผลการสำรวจผู้ประกอบการฉบับสมบูรณ์ได้ที่งาน Asia IoT Business Platform

นายเออร์ซ่า สุปรับโต ซีอีโอของ Asia IoT Business Platform กล่าวว่า “มีความสนใจอย่างมากจากผู้ประกอบการภายในประเทศไทยที่จะดำเนินโครงการกระบวนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ IoT ไปปรับใช้ในองค์กร ความต้องการนี้สร้างระบบนิเวศทางนวัตกรรมในประเทศไทย เนื่องจากเป็นการกระตุ้นให้เกิดกลุ่มสตาร์ทอัพด้านเทคโนโลยีและผู้ให้บริการด้านการปรับใช้เทคโนโลยีในประเทศ และทวีความเข้มข้นขึ้นเมื่อ DEPA จะจัดตั้งสถาบัน IoT ขึ้นตามนโยบายการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC)”

นายธนพงษ์ อิทธิสกุลชัย ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กและพันธมิตรของไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า “IoT เป็น เทคโนโลยี ที่รวบรวมหลากหลายนวัตกรรมมาผสานกันเป็นหนึ่งเดียว ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มศักยภาพให้กับระบบคลาวด์ , การเรียนรู้ของเครื่อง (machine learning) , ปัญญาประดิษฐ์ (AI) รวมไปถึง ระบบที่รองรับด้านความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การรวมกันของเทคโนโลยีทั้งหมดนี้ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับการเสริมศักยภาพขององค์กรและลูกค้าให้สูงขึ้นอย่างควบคู่กันไป

ทั้งนี้รายงานวิจัยของไมโครซอฟท์และไอดีซีเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมาคาดการณ์ว่า กระบวนการปฏิรูปธุรกิจด้วยนวัตกรรมดิจิทัลจะสามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกให้
เติบโตขึ้นได้เป็นมูลค่าถึง 3.87 แสนล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2564 และผู้นำในภาคธุรกิจทั่วทั้งภูมิภาคดังกล่าว รวมถึงในประเทศไทยด้วย ต่างมองว่า IoT เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในการนำพาองค์กรของตนไปสู่ความสำเร็จบนเส้นทางดิจิทัล ทรานส์ฟอร์เมชัน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าวไอทีในประเทศ

LG เปิดตัวนวัตกรรมทีวีพรีเมี่ยม ชูเทคโนโลยีสุดล้ำกับชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะและระบบสั่งงานด้วยเสียง

Published

on

บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมทีวีพรีเมี่ยมระดับโลก เปิดตัวทัพทีวีพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ของปี 2561 นำโดย LG OLED TV ซีรี่ย์ W8

  • วอลเปเปอร์ทีวีไร้ขอบสุดบางเฉียบ ขนาด 77 นิ้ว
  • โดดเด่นด้วยชิปประมวลผลอัจฉริยะ α9 (อัลฟา 9) Intelligent Processor ให้ภาพคมชัดสีสันเสมือนจริงบนมิติความดำสนิท
  • ชูคอนเซ็ปต์ “Perfect Black creates Perfect Color”
  • และเทคโนโลยีฉลาดล้ำอย่างระบบสั่งงานด้วยเสียง ThinQ AI

พร้อมเผยโฉมทีวีพรีเมี่ยมรุ่นใหม่ในตระกูล LG SUPER UHD TV โดดเด่นด้วย Nano CellTM Display และ Full Array Dimming สร้างปรากฏการณ์ภาพสีสันสุดตระการตา คมชัดทุกองศา ในราคาที่สามารถเป็นเจ้าของได้เพื่อมอบประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์และความบันเทิงในบ้านอย่างสมบูรณ์แบบ

นายนิพนธ์ วงษ์แสงอรุณศรี ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “ในปี 2561 นี้ แฟน ๆ ชาวไทยจะได้พบกับ LG OLED TV ถึง 4 ซีรี่ย์ใหม่ด้วยกัน ได้แก่ W8, E8, C8, B8 ซึ่งแอลจีมีความมุ่งมั่นในการต่อยอดความเป็นผู้นำและผู้บุกเบิกของ เทคโนโลยี OLED TV ในระดับโลก โดยในครั้งนี้ เราได้นำที่สุดของนวัตกรรมแห่งภาพและเสียงของทีวีมาผสานเข้ากับสมองกลอัจฉริยะ (Artificial Intelligence) เพื่อยกระดับประสบการณ์การรับชมความบันเทิงในบ้านที่เหนือกว่า ไม่ว่าจะเป็นทางออนไลน์หรือวิดีโอสตรีมมิ่ง และยังเป็นอีกหนึ่งข้อพิสูจน์ถึงความสำเร็จของแอลจีในการรังสรรค์นวัตกรรมระดับโลกที่ก้าวล้ำที่สุดของวงการโฮมเอ็นเตอร์เทนเมนต์ในปัจจุบัน”

เนรมิตภาพคมชัดสมบูรณ์แบบทุกรายละเอียดบนมิติความดำสนิท

  • LG OLED TV รุ่นใหม่ (W8, E8, C8) มาพร้อมชิปประมวลผลภาพอัจฉริยะ α9 (อัลฟา 9) Intelligent Processor เทคโนโลยีใหม่ล่าสุดจากแอลจี ที่ได้รับการพัฒนาให้สามารถปลดล็อคภาพคมชัดเต็มประสิทธิภาพด้วยการลด Noise หรือจุดรบกวนบนภาพ 4 ขั้นตอน ซึ่งมากกว่าขั้นตอนระบบการประมวลผลแบบเดิมถึง 2 เท่า แสดงคอนทราสต์ของแสงและสีได้ในทุกรายละเอียดอย่างสมบูรณ์แบบ และโดดเด่นด้วยเฉดสีที่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงมากที่สุด อีกทั้งยังสามารถรองรับการประมวลผลภาพเคลื่อนไหว HFR ได้อย่างราบรื่นไร้รอยสะดุดสูงสุดที่ 120 ภาพต่อวินาที
  • และสำหรับ LG SUPER UHDTV (SK9500, SK8500, SK8000) นั้นพกระบบชิปประมวลผลภาพ α7 (อัลฟา 7) Intelligent Processor ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี Nano CellTM Display อนุภาคเซลล์ขนาดเล็กเพียง 1 นาโนเมตรที่รวมอยู่ในจอเพื่อดูดซับการแทรกแซงของแสง เผยสีสันละเอียดแม่นยำสมจริงทุกองศา และการจัดวางหลอดไฟแบบ Full Array Dimming (SK9500, SK8500) ที่จัดวางหลอดไฟ LED เต็มหน้าจอ เสริมมิติความดำสนิทมากยิ่งขึ้น ลดแสงสะท้อน สามารถแสดงเฉดสีและแสงเงาได้อย่างคมชัดทุกองศา

สร้างปรากฏการณ์การรับชมในบ้านประดุจโรงภาพยนตร์

  • LG OLED TV และ LG SUPER UHD TV ยังโดดเด่นด้วยนวัตกรรม Cinema HDR รองรับเทคโนโลยี HDR ได้ถึง 4 รูปแบบ ได้แก่ Dolby Vision, Advanced HDR by Technicolor, HDR 10 Pro และ HLG Pro เพิ่มมิติสีสันและความสว่างให้ภาพดูมีชีวิตชีวาสมจริงมากที่สุดในทุกอณูของการแสดงภาพ และเติมเต็มอรรถรสด้วยระบบเสียง Dolby Atmos พลังเสียงที่สมบูรณ์แบบที่สุดของโลกภาพยนตร์ จำลองมิติเสียง 360 องศา กระจายเสียงทรงพลังรอบทุกทิศทาง

ฉลาดล้ำด้วยเทคโนโลยี ThinQ AI

  • จุดเด่นของทัพนวัตกรรมทีวีแอลจีรุ่นใหม่ทั้ง LG OLED TV และ LG SUPER UHD TV คือ
    • การมอบความสะดวกสบายเหนือระดับให้แก่ผู้รับชม ด้วยระบบการสั่งงานด้วยเสียง ThinQ AI ที่ทำงานร่วมกับระบบสมองกลอัจฉริยะ AI ทำให้ผู้รับชมสามารถสั่งงานด้วยเสียงผ่านทางเมจิกรีโมทได้อย่างง่ายดาย
    • รองรับคำสั่งพื้นฐานภาษาอังกฤษ เช่น การปิดทีวี การควบคุมเสียง การตั้งค่าต่าง ๆ ไปจนถึงการเชื่อมต่อและค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต โดยใช้ระบบการประมวลผลภาษาธรรมชาติ (Natural Language Processing – NLP) ซึ่งสามารถเรียนรู้และจดจำรูปแบบภาษาที่ใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็วและง่ายต่อการใช้งาน
    • รวมทั้งยังสามารถค้นหาคลิปที่น่าสนใจด้วยเสียงภาษาไทย คุณจึงเข้าถึงความสนุกได้อย่างรวดเร็วและสะดวกยิ่งขึ้น

นายนิพนธ์ กล่าวเสริมว่า“เรายังมุ่งมั่นในการนำเสนอนวัตกรรมทีวีที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มผู้บริโภคที่หลากหลาย โดยนอกจาก LG OLED TV และ LG SUPER UHD TV รุ่นใหม่แล้ว เรายังมี Big Screen TV จอขนาดใหญ่ถึง 86 นิ้ว ที่มาพร้อมระบบสั่งงานด้วยเสียง ThinQ AI เช่นกัน เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกให้แก่ครอบครัวใหญ่และแอลจีจะยังคงเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมทีวีอย่างต่อเนื่อง ในการเพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ ให้ง่ายต่อ การเข้าถึงคอนเทนต์ที่ต้องการ เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคเพลิดเพลินกับความบันเทิงภายในบ้านได้อย่าง
สมบูรณ์แบบ”

LG OLED TV ซีรี่ย์ W8 ขนาด 77 นิ้ว ราคา 599,990 บาท พร้อมให้ผู้ใช้งานในไทยได้สัมผัสความสมบูรณ์แบบของความบันเทิงภายในบ้านแล้ววันนี้ สามารถสั่งซื้อได้ ณ ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่โฮมโปร เพาเวอร์บาย และเพาเวอร์มอลล์ หรือชมพร้อมสัมผัสประสบการณ์แห่งการรับชมที่เหนือกว่าได้ที่

  • สยามพารากอน
  • เอ็มโพเรียม
  • เซ็นทรัลชิดลม
  • เซ็นทรัลเวิลด์ และ
  • โฮมโปร สาขาแฟชั่น ไอส์แลนด์

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

ข่าววงการถ่ายภาพ

Fujifilm เปิดตัว X-T100 กล้องรุ่นเล็กพร้อม EVF ในราคาเบาๆ

Published

on

Fujifilm รุกตลาดกล้อง Mirrorless สำหรับผู้เริ่มต้นมากขึ้น โดยส่ง X-T100 กล้องทรง DSLR รุ่นเล็กที่สุดลงตลาด โดยจุดเด่นของกล้องรุ่นนี้คือมาพร้อม EVF หรือช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมจุดโฟกัสแบบ Phase focus อีก 91 จุด ในราคาที่ไม่ต้องคิดหนัก

 

สเปกของ Fuji X-T100 นั้นใกล้เคียงกับ Fuji X-A5 กล้อง Mirrorless รุ่นเล็กของฟูจิที่เปิดตัวมาเมื่อต้นปีมาก พูดง่ายๆ ว่าคือเอาไส้ในของ X-A5 มาใส่ในบอดี้แบบ DSLR ที่มีช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งน่าจะถูกใจผู้ใช้อีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการกล้องราคาเบาๆ แต่ได้ EVF ด้วย (โดยเฉพาะกลุ่มผู้ชายที่ต้องการกล้องที่ดูแมนกว่า X-A5)

สเปกของ Fujifilm X-T100

  • เซนเซอร์รับภาพขนาด APS-C ความละเอียด 24 ล้านพิกเซล โดยเป็นแบบ Bayer ไม่ใช่ X-Trans CMOS
  • จุดโฟกัสแบบ Phase Detect 91 จุด สามารถติดตามวัตถุเคลื่อนที่ได้
  • หน้าจอสัมผัสขนาด 3 นิ้ว ความละเอียด 1.04 ล้านพิกเซล สามารถพับมาถ่าย Selfie ได้
  • สามารถเลือกโหมดสีเลียนแบบฟิล์มของฟูจิได้ 8 แบบ
  • ช่องมองภาพอิเล็กทรอนิกส์ความละเอียด 2.36 ล้านพิกเซล ให้ขนาดภาพ 0.93 เท่า
  • ความเร็วชัตเตอร์ 30 – 1/32000 วินาที
  • ความไวแสง ISO 100 – 51,200
  • สามารถถ่ายวิดีโอ 4K ได้ที่ 15 fps
  • มีช่องเสียบไมโครโฟน แต่ไม่มีช่องเสียบหูฟัง
  • สามารถส่งภาพผ่าน Bluetooth ที่ถ่ายเสร็จปุ๊บวิ่งเข้ามือถือทันทีโดยไม่ต้องเลือก
  • น้ำหนัก 448 กรัม
  • (สเปกเดียวกับ Fuji X-A5 ทุกอย่าง ยกเว้นช่องมองภาพ)

Fujifilm X-T100 มีให้เลือก 3 สีคือ Dark Silver, Black และ Champagne Gold (และมีสีน้ำตาลเป็นสีพิเศษ) โดยเริ่มขาย 22 มิถุนายนนี้ และตั้งราคาเปิดตัวไว้ดังนี้

กล้องอย่างเดียว

  • สี Dark Silver 22,990 บาท
  • สีดำและ Champagne Gold 21,990 บาท

กล้องพร้อมเลนส์คิท 15 – 45 mm

  • สี Dark Silver 26,990 บาท
  • สีดำและ Champagne Gold 25,990 บาท

กล้องพร้อมเลนส์คิท 15 – 45 mm และเครื่องพิมพ์ Fujifilm Instax Share SP-3

  • สี Dark Silver 29,990 บาท
    สีดำและ Champagne Gold 28,990 บาท

กล้อง X-T100 สีน้ำตาล เป็นสีพิเศษ ขายที่ Big Camera เท่านั้น

  • พร้อมเลนส์คิท 26,990 บาท
  • เลนส์คิทพร้อม SP-3 29,990 บาท
  • พร้อมเลนส์ XF 23 f/2 30,990 บาท

สำหรับการโปรโมท X-T100 ในไทย ฟูจิได้ใช้บริการของวง Potato และวี-วิโอเลต เพื่อนำเสนอแคมเปญ “Find your Wonderside พบอีกด้านที่วันเดอร์” โดยทำเป็น Music Marketing ผ่านเพลง “เพียงพอ” ของวง Potato ที่ขับร้องโดย วี-วิโอเลต ถ่ายทอดเรื่องราวการเดินทางท่องเที่ยวค้นหาสิ่งใหม่ๆ ไปพร้อมกับการถ่ายภาพ

การเพิ่มผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม Entry Level (X-T100 และ X-A5) ที่วางราคาในช่วง 25,000 – 30,000 บาท (ที่แต่ก่อนไม่มีกล้องในราคานึ้) และการประชาสัมพันธ์แบบ Below the line เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรง ทำให้ฟูจิหวังเพิ่มส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่มกล้อง Mirrorless เป็น 50% ในส่วนของมูลค่า ซึ่งตอนนี้บริษัทมีกล้อง Mirrorless ครบทุกกลุ่มในตลาดแล้ว รวมถึง Mid Level (X-E3, X-T20) และกลุ่ม Professional Level (X-Pro2, X-T2, GFX)

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!