Connect with us

ข่าวไอทีในประเทศ

หมดสัญญาแต่ยังไม่หมดใจ “ลิโด้” เปิดตัวในลุคใหม่ LIDO CONNECT

สำหรับใครที่ผูกพันกับการรับชมภาพยนตร์ น่าจะไม่มีใครไม่รู้จัก 1 ในโรงภาพยนตร์ที่เปิดตัวมาอย่างยาวนานกว่า 50 ปีแต่ก็ได้ปิดตัวไปแล้วเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่มาวันนี้ “ลิโด” กลับมาอีกครั้งในชื่อใหม่ “ลิโด้” “LIDO CONNECT” กับคอนเซปต์ “Change to Unchange”

LIDO CONNECT นี้ตั้งใจสร้างขึ้นมาเพื่อให้เป็นศูนย์รวมสำหรับนักออกแบบ นักสร้างสรรค์นวัตกรรมบนไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ โดยบริษัท Love is Entertainment บริหารงานโดยเทพอาจ กวินอนันต์และบอย โกสิยพงษ์ รับช่วงต่อจากกลุ่ม Apex ในครั้งนี้ โดยมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ยังคงอยู่กับพวกเราต่อไป

สิ่งที่ LIDO CONNECT ได้เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

ลิโด้จะถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสถานที่ เพื่อให้คนเข้ามาค้นหาตัวตน ค้นหาแรงบรรดาลใจ รวบรวมนวัตกรรมในสาขาต่าง ๆ เข้าไว้ด้วยกันทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม รวมไปถึงด้านเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน

ทางสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ มองเห็นว่าพื้นที่ตรงนี้เป็นที่รู้จักอยู่แล้ว และโรงภาพยนตร์ ลิโด้ ตัวนี้ก็ยังขาดอะไรบางอย่างอยู่ ซึ่งวันนี้ก็ได้มองหากลุ่มพันธมิตร และมองหาเหล่าวัยรุ่นที่มีของ เข้ามาแสดงความเป็นตัวตนของตัวเอง แสดงความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง จึงได้จับมือกับ LOVEiS ในครั้งนี้ และอยากให้พื้นที่ตรงนี้ เปิดโอกาสให้เด็กสร้างแรงบรรดาลใจ ซึ่งเป็นหัวใจของจุฬาที่จะช่วยพัฒนาเด็กไทยเพื่อให้เขามีอนาคตเป็นของตนเอง

ในด้านคุณเทพอาจ กวินอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Love is Entertainment (LOVEiS) เผยความรู้สึกว่าตื่นเต้นมาก ๆ เพราะพวกเขาก็เป็นเด็กสยามมาก่อน การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ของลิโด้จึงเรียกว่าเป็นการนำความคลาสสิคมาก ๆ เอามาปรับปรุงให้กลายเป็นการแสดงจากหลากหลายแขนงเพื่อให้วัยรุ่นสามารถเข้ามาแสดงผลงานได้ และทำให้พื้นที่เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด โดยไม่หวังผลกำไรเป็นหลัก แต่เน้นการเติมเต็มพื้นที่เพื่อสร้าง Community โดยเริ่มจากคนดนตรี ขยายไปยังกลุ่มคนต่าง ๆ ในด้านศิลปวัฒนธรรมอื่น ๆ ด้วย

ในด้านคุณบอย โกสิยพงษ์ คิดว่า เสน่ห์ของลิโด้ คือชื่อของ “ลิโด” ที่อ่านออกเสียงว่า “ลิโด้” รวมไปถึงเรื่องภาพยนตร์อินดี้มากมายที่มาฉายตรงนี้ ซึ่งแต่ละคนก็มีมุมมองคนละด้าน แต่เราก็จะเข้ามาเติมเต็มให้โรงภาพยนตร์ลิโด้นั้นสมบูรณ์ยิ่งกว่าเดิม และเมื่อเทียบตัวหนังสือ คำว่า ลิโด้นั้นจะอยู่ตรงกลางระหว่าง ลิโด ไปจนถึง ลิโด๋ ซึ่งสถานที่นี้เปรียบเสมือนเป็น Connection Hub ที่รวมทุกอย่างเข้ามาไว้ด้วยกันนั่นเอง

ซึ่งพื้นที่ละแวกสยามสแควร์นี้ เรียกว่าเป็นพื้นที่ของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างทุกคน โดย LIDO CONNECT จะเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาสร้างสรรค์ผลงานอย่างแท้จริงตั้งแต่ภาพยนตร์อินดี้จากผู้กำกับชื่อดัง หรือการแสดงดนตรีที่ไม่เคยจัดที่ไหนมาก่อน รวมไปถึงผู้ทำงานด้านศิลปะวัฒนธรรม ก็จะเข้ามารวมกันในที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดีและจะมีแมวมองจากค่ายต่าง ๆ เข้ามาพบปะกับเหล่าศิลปินน้องใหม่ที่มีแววน่าจับตามองอย่างแน่นอน

ซึ่งในงานเปิดตัวครั้งนี้ก็ได้มีเหล่าแฟน ๆ ทั้งรุ่นเก่าและใหม่มาแสดงความคิดเห็นและพูดถึงไอเดียเจ๋ง ๆ ที่จะเข้ามาทำในลิโด้แห่งใหม่นี้ด้วย

ภาพการตกแต่งภายใน

ซึ่งการตกแต่งจะค่อย ๆ กลับไปสู่ยุค ’70 โดยดึงสิ่งดี ๆ นี้มา และเข้าไปศึกษาสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้ดึงเอากลับมาใช้งานได้ดี จึงได้นำเอาภาพเก่าที่ห่อรับด้วยความเก๋ไก๋ยุคใหม่ ทำให้ “ลิโด้” ยังคงเป็นลิโด้อยู่ โดยพื้นที่ด้านหน้าเปลี่ยนจากลานซื้อขายสินค้า กลายเป็นพื้นที่ Streetscape เพื่อเป็นพื้นที่สาธารณะสำหรับทุกคน โดยมีขนาดกว่า 800 – 900 ตารางเมตร สำหรับจัด Event space รวมไปถึงพื้นที่ด้านในบางส่วนที่เปิดให้ใช้งานได้อิสระ และด้านในจะยังคงเก็บภาพเดิม ๆ ให้คนยังคงรู้สึกว่ากลับมายังสถานที่เดิมอีกครั้ง และจะมีพื้นที่จัดแสดงต่าง ๆ ให้

และในพื้นที่ชั้น 2 จะมีการจัดพื้นที่ Startup เพื่อทดลองเช่าพื้นที่นัดพบกันโดยรายได้ที่ได้รับจาก LIDO CONNECT ส่วนหนึ่งของการใช้พื้นที่จะมอบให้กับ CSR

โดยโรงภาพยนตร์ที่ 3 จะเปลี่ยนไปมากที่สุด โดยจะเป็น Blackbox ให้สำหรับกลุ่มที่เข้ามาใช้พื้นที่ใช้งานสำหรับจัดกิจกรรมต่าง ๆ ในอนาคต ซึ่ง beartai ก็ได้เป็นส่วนหนึ่งในด้าน Content Partners ในรูปแบบการจัดแข่งขัน eSports แต่จะเป็นอย่างไรนั้น รอติดตามกันได้เลย

เรียกได้ว่าการกลับมาของ “ลิโด้” ในครั้งนี้ น่าจะเป็นการสร้าง “Space” ที่ดีมากสำหรับนักสร้างสรรค์ที่มีแรง มีไฟ แต่ขาดพื้นที่ วันนี้ “ลิโด้” จะเป็นสถานที่สำหรับคุณอย่างแท้จริง โดยจะเริ่มเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนพฤษภาคมปี 2562 นี้ สามารถเข้าไปติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Fanpage Lido Connect ได้เลยครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าวไอทีในประเทศ

#เลิกสำเนาแล้ว! DGA หนุนราชการ 3D เปิดโหมดสู่รัฐบาลดิจิทัลเต็มพิกัด

Published

on

ยุคใหม่ของราชการไทยมาถึงแล้ว โดยสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) (สพร.) หรือ DGA พร้อมหนุนราชการภายใต้แนวคิด “3D: Digital Data และ Design” เปิดโหมดสู่รัฐบาลดิจิทัลเต็มพิกัด พร้อมโชว์นิทรรศการ “DG Village” ในงานสัมมนา Digital Government Summit 2019 เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2560 ณ ลานอีเดน ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพฯ ที่ผ่านมา

พร้อมเปิดตัวแอปพลิเคชัน CITIZENinfo ผู้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ติดต่อราชการได้ง่ายขึ้น จับมือ 19 กระทรวง และสถาบันพัฒนาข้าราชการกรุงเทพมหานครลงนาม MOU ร่วมมือช่วยหนุนพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลแก่ข้าราชการและบุคลากรภาครัฐให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

สำหรับงานสัมมนาฯ ในครั้งนี้ พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ให้เกียรติเป็นประธานในพิธีพร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “ภาครัฐไทยกับการก้าวเข้าสู่รัฐบาลดิจิทัล” เพื่อตอกย้ำความสำเร็จโครงการเด่นของรัฐบาล พร้อมโชว์ความก้าวหน้าโครงการยกเลิกสำเนาว่า “รัฐมีความพร้อมแล้วที่จะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดประเทศไปสู่ Thailand 4.0 ในวันนี้ทุกท่านได้เห็นถึงพลังความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่มุ่งพัฒนาบริการภาครัฐให้ประชาชนมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น

โดยเฉพาะโครงการที่ สำนักงาน ก.พ.ร. กรมการปกครอง สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมมือกันผลักดันโครงการยกเลิกสำเนาเอกสารราชการ (No Copy) เพื่อลดภาระประชาชนเมื่อมีการติดต่อขอรับบริการจากหน่วยงานของรัฐ ด้วยเจตนารมณ์เพื่อลดความยุ่งยาก ลดเวลาและค่าใช้จ่ายการจัดเตรียมเอกสาร ปัจจุบันมีหน่วยงานที่ยกเลิกการเรียกสำเนาแล้วครอบคลุม 20 กระทรวงหรือ 151 หน่วยงานทั่วประเทศ ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการของรัฐอีกทางหนึ่ง ในขณะที่ภาครัฐเองก็ได้ประโยชน์จากการลดการใช้กระดาษ ลดพื้นที่การจัดเก็บเอกสารและประหยัดเวลากระบวนงานต่างๆ ลง

รัฐบาลเริ่มต้นศักราชใหม่ด้วยการส่งแอปพลิเคชัน CITIZENinfo ของขวัญปีใหม่ให้ประชาชนและมาสคอต “คุณหลวง” เป็นตัวแทนเจ้าหน้าที่ภาครัฐยุคใหม่ที่จะคอยนำเสนอบริการดิจิทัลต่างๆ จากภาครัฐที่เพิ่งเปิดตัวในวันนี้ให้เป็นผู้ช่วยประชาชนในการค้นหาจุดให้บริการหน่วยงานของรัฐใกล้บ้าน พร้อมแสดงตำแหน่งพิกัดและเส้นทางการเดินทางไปยังจุดให้บริการได้สะดวก แสดงรายละเอียดขั้นตอนการให้บริการ และใช้เป็นเครื่องมือแสดงสถานะการยกเลิกสำเนาเอกสาร รวมถึงสามารถประเมินความพึงพอใจต่อการให้บริการของหน่วยงานของรัฐได้ด้วย

จึงขอเชิญชวนทุกท่านดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน CITIZENinfo มาติดมือถือไว้เป็นผู้ช่วยอำนวยความสะดวกให้ติดต่อราชการได้ง่ายขึ้น ความสำเร็จในครั้งนี้สืบเนื่องจากความร่วมมือของทุกหน่วยงานที่เร่งดำเนินการตามนโยบายในโครงการยกเลิกสำเนาเอกสาร ซึ่งคาดว่าจะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่ประกาศไว้ได้ในไม่ช้า และหลังจากจบงานนี้จะมีการแจ้งไปยังทุกหน่วยงานของรัฐให้มารับสื่อประชาสัมพันธ์นำไปติดที่เคาน์เตอร์ให้บริการประชาชนทุกจุดทั่วประเทศ เพื่อแสดงให้ประชาชนทราบว่าหน่วยงานของท่านยกเลิกการเรียกขอสำเนาจากประชาชนแล้ว”

เหล่าดารา นักร้อง-นักแสดง นำโดยตั๊ก บริบูรณ์ ก็ออกมาโชว์ความสนุกให้เห็นในงานนี้ด้วย

นอกจากนี้ ในอนาคตประชาชนจะสามารถใช้แอปพลิเคชันนี้ เช็คสิทธิ์สวัสดิการของตนเอง เช็คยอดเงินในบัตรสวัสดิการภาครัฐ และเข้าถึงข้อมูลเอกสารดิจิทัลส่วนบุคคล ซึ่งเป็นเอกสารต่างๆ ที่ออกโดยราชการได้ด้วย

ดร. ศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวว่า งานสัมมนาครั้งนี้เป็นการนำผลสำเร็จของทุกหน่วยงานมาเล่าสู่กันฟังถึงสิ่งที่ประชาชนได้จากรัฐบาลดิจิทัล ทั้งความสะดวกสบายในการโอนเงินและชำระเงินผ่านพร้อมเพย์ การใช้บริการผ่านศูนย์กลางบริการภาครัฐเพื่อภาคธุรกิจ หรือ Biz Portal การให้บริการ e-TAX-INVOICE & e-Receipt ผ่านออนไลน์ การเผยแพร่ข้อมูลเปิดภาครัฐเพื่อประชาชน “ภาษีไปไหน?” และภาษีมาจากไหน ผ่านทางเว็บไซต์ govspending.data.go.th และแอปพลิเคชัน การนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานของภาครัฐ เช่น การเลือกตั้ง การศึกษา และบริการดิจิทัลภาครัฐอื่นๆ อีกมากมาย ข่าวดีสำหรับงานนี้ DGA ได้จัดทำหนังสือ Blockchain for Government Services การใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนสำหรับภาครัฐ ฉบับภาษาไทย แจกฟรีสำหรับผู้ที่ลงทะเบียนเข้าชมนิทรรศการ “DG Village” และมีให้ดาวน์โหลด e-Magazine ไปอ่านได้ฟรีที่เว็บไซต์ www.dga.or.th อีกด้วย

เรียกได้ว่านี่คือ 1 ก้าวสำคัญของประเทศไทยที่ทางราชการไทยเริ่มดำเนินเข้าสู่ยุค Thailand 4.0 อย่างแท้จริงครับ

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

นานาชาติแพน-เอเชีย เปิดห้อง “Makerspace Room” มุ่งเน้นเสริมความรู้ไอทีให้นักเรียน

Published

on

โรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย เปิดห้องนวัตกรรมการศึกษาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Makerspace Room) มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดหาเครื่องมือสำหรับนักเรียน MYP ARTS, การออกแบบ, วิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ เพื่อยกระดับประสบการณ์การเรียนรู้ของนักเรียน

ประโยชน์ของ Makerspace Room

ห้อง Makerspace Room เป็นพื้นที่ทำงานภายในโรงเรียนที่การเรียนรู้แบบดั้งเดิมตรงตามการใช้งานจริง เราเริ่มจากทฤษฎีไปจนถึงการประยุกต์ใช้ในพื้นที่ทำงานที่สร้างขึ้นสำหรับนักเรียนและครู เน้นการทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างการเรียนรู้ให้นักเรียนมีความอยากรู้ อยากเห็น ให้เริ่มต้นกับทฤษฎีและการใช้งานในเวลาที่รวดเร็วที่สุด

ภายในห้อง Makerspace Room นี้ประกอบไปด้วย

  • หลอดเลเซอร์ CO2 สำหรับตัดและแกะสลักไม้และอะคริลิค
  • มีบอร์ดเครื่องมือซึ่งคุณสามารถรับวัสดุได้ทันที
  • นอกจากนี้ยังมีเครื่องพิมพ์ 3D ซึ่งสามารถตอบสนองทุกดีไซน์ โดยใช้เส้นใยคาร์บอนไฟเบอร์, เส้นใย ABS, เส้นใยปลา, เส้นใยไม้หรือเส้นใย PET ด้วยการใช้คอมพิวเตอร์การออกแบบใด ๆ สามารถพิมพ์และส่งเป็นชุดคำสั่งในภาษาเครื่อง (G-code) เพื่อให้เครื่องพิมพ์ดำเนินการได้
  • อีกเครื่องในห้องคือเครื่องขัดไม้และอะครีลิคและเครื่องกลึงไม้ เครื่องเหล่านี้มีจุดประสงค์เพื่อช่วยเหลือเครื่องพิมพ์ 3 มิติในการผลิตผลิตภัณฑ์ที่พิมพ์เสร็จแล้ว

This slideshow requires JavaScript.

นักเรียนจะเข้าใจแนวคิดและการใช้งานของมันได้ง่าย และ สนับสนุนให้นักเรียนได้รับความคิดใหม่ ๆ ด้วยความช่วยเหลือของ Makerspace พื้นที่ห้องเรียนนี้จะช่วยให้นักเรียนค้นพบศักยภาพที่ซ่อนอยู่และด้านความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขาที่ถูกระงับไว้เนื่องจากการเรียนรู้รูปแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ยังจะลดเวลาที่ใช้ในการเรียนรู้เกี่ยวกับแนวคิดและทฤษฎีเนื่องจากวัสดุพร้อมใช้งาน ด้วยเครื่องมือที่เหมาะสม นักเรียนสามารถเห็นภาพและประสบการณ์การแก้ไขปัญหาที่กำหนด พวกเขาสามารถทำงานได้อย่างอิสระมากขึ้นและค้นพบสิ่งต่าง ๆ ในระหว่างกระบวนการเรียนรู้

ห้องนี้เตรียมไว้เพื่อให้นักเรียนของ โรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย เตรียมพร้อมเพื่อให้นักเรียนสร้างอาชีพได้ เขียนโปรแกรมได้ บริหารงานด้วยการใช้เทคโนโลยี ให้เรียนรู้ และลงมือทำ เพื่อให้เห็นก้าวทันโลกเทคโนโลยี มีหลักสูตรพร้อมรองรับอบรมเกี่ยวกับเทคโนโลยี การเขียนโปรแกรม และไอที

เด็กทุกคนสามารถเข้าใช้งานห้อง Makerspace Room ได้ พร้อมด้วยอาจารย์คอยให้คำแนะนำ ซึ่งต้องการให้นักเรียนมีความรู้ด้านไอทีตั้งแต่อายุยังน้อย ปัจจุบันโรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย มีห้อง Makerspace Room 1 ห้อง แต่ในอนาคตจะเพิ่มจำนวนห้อง และจะขยายให้กว้างกว่านี้ เพิ่มอุปกรณ์การเรียนรู้ให้มากขึ้น เพื่อช่วยให้นักเรียนได้ไปแสดงความรู้ความสามารถ ไปแข่งขันข้างนอกโรงเรียน

ที่โรงเรียนนานาชาติแพน-เอเชีย เน้นหลักสูตรที่พัฒนาให้เด็กมีความสามรถ โดยหลักสูตรนานาชาติ แต่ก็ไม่ทิ้งความเป็นไทย ปัจจุบันมีนักเรียน 400 คนในโรงเรียน มีตั้งแต่อนุบาลไปจนถึง grade 12

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าวไอทีในประเทศ

FameLab Thailand 2019 ศึกการแข่งขันเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์ในรูปแบบที่คนทั่วไปเข้าใจง่าย ปีที่ 4

Published

on

บริติช เคานซิล ร่วมกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กลุ่มทรู สวทช. สวทน. อพวช. เดอะ สแตนดาร์ด และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดตัว “FameLab Thailand 2019” การแข่งขันนำเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์บนเวทีระดับโลก ปีที่ ในประเทศไทย เพื่อร่วมค้นหาสุดยอดนักสื่อสารวิทยาศาสตร์ตัวแทนประเทศไทยร่วมแข่งขัน ณ สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 3-9 มิถุนายน 2562พร้อมเชิญ FameLab Ambassadors ตัวแทนนักวิทยาศาสตร์ เจนเนอเรชั่น นำโดย ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ศ.นพ.วรศักดิ์  โชติเลอศักดิ์ นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ และผู้ได้รับทุน Newton Fund และ เฌอปราง อารีย์กุล นักศึกษาชั้นปีที่ 4 สาขาวิชาเคมี วิทยาลัยนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมแชร์มุมมองถึงความสำคัญของ “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” เพื่อการพัฒนาสังคมและประเทศ

จากซ้าย: เฌอปราง อารีย์กุล (เฌอปราง BNK48), ศ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, คุณแอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย, ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงาน ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ศ.สรนิต ศิลธรรม ปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี กล่าวว่า ทักษะ “การสื่อสารวิทยาศาสตร์” เป็นสิ่งสำคัญสำหรับบุคลากรที่อยู่ในแวดวงวิทยาศาสตร์ เนื่องจากนักวิทยาศาสตร์ ต้องมีความสามารถในการสื่อสารให้บุคคลทั่วไปเห็นถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์แต่ละสาขา และบทบาทที่ต่างกันในการขับเคลื่อนประเทศ นักสื่อสารวิทยาศาสตร์จะเป็นกำลังสำคัญที่ทำให้บุคคลทั่วไปได้เข้าใจถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ในฐานะตัวแปรสำคัญ   ในการพัฒนาสังคม ชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจประเทศ โดยโครงการ FameLab ทำหน้าที่สำคัญในการเชื่อมบุคลากรในแวดวงวิทยาศาสตร์ เข้ากับคนทั่วไปในสังคม ทำให้วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องใกล้ตัวและเข้าถึงง่าย ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในการสร้างความตระหนักด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของประเทศ และในเรื่องการผลักดันวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

คุณแอนดรูว์ กลาส ผู้อำนวยการบริติช เคานซิล ประเทศไทย กล่าวว่า FameLab คือ เวทีการแข่งขันนำเสนอเรื่องราววิทยาศาสตร์ ให้สนุก และเข้าใจง่ายภายใน นาที ซึ่งในปีนี้ถือเป็นปีที่ ที่จัดขึ้นในประเทศไทย เพื่อค้นหาตัวแทนไปร่วมแข่งขันในงานเทศกาลวิทยาศาสตร์ระดับโลก (Cheltenham Science Festival) ณ ประเทศอังกฤษ ซึ่ง FameLab Thailand 2019 เป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ บริติช เคานซิล ร่วมมือกับ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรู คอร์ปอเรชั่น และหน่วยงานพันธมิตรอีกมากมาย ร่วมกันจัดขึ้นเพื่อส่งเสริมให้คนทั่วไปได้ตระหนักถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ในฐานะหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ โดยผู้ที่สนใจสามารถร่วมส่งวิดีโอบอกเล่าวิทยาศาสตร์ใน นาที ผ่านทางเว็บไซต์ www.britishcouncil.or.th/famelab ได้ตั้งแต่วันนี้ – 22 มีนาคม 2562 และการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเพื่อหาผู้ชนะในประเทศไทย จะถูกจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2562 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยตัวแทนของประเทศไทยจะได้เข้าร่วมแข่งขันบนเวทีระดับโลก  “Cheltenham Science Festival” ในวันที่ 3 – มิถุนายน 2562 ณ สหราชอาณาจักร

ดร.กันทิมา กุญชร ณ อยุธยา ผู้ช่วยบริหารงาน ประธานคณะกรรมการบริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในฐานะองค์กรที่ดำเนินธุรกิจด้านสื่อสารโทรคมนาคม กลุ่มทรูเล็งเห็นความสำคัญของการสื่อสาร ที่จะสามารถสร้างคุณค่าและประโยชน์ต่อสังคม และเป็นเครื่องมือที่จะช่วยในการแบ่งปันองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาประเทศ การสื่อสารวิทยาศาสตร์จึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้คนทั่วไปได้รับรู้ถึงความสำคัญของวิทยาศาสตร์ ได้เข้าใจถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นรอบตัว เวที FameLab เป็นอีกหนึ่งช่องทางในการนำเสนอ การสื่อสารวิทยาศาสตร์” ให้คนรับรู้ว่าวิทยาศาสตร์   ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องยากเสมอไป ปีนี้เป็นปีที่ 4 ที่ทาง ทรู คอร์ปอเรชั่น ได้ร่วมสนับสนุนโครงการ FameLab ซึ่งถือเป็นโครงการที่สอดคล้องกับพันธกิจของกลุ่มทรู ที่มุ่งมั่นสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ผ่านทุกช่องทางการสื่อสาร โดยจะนำศักยภาพด้านการสื่อสารของกลุ่มทรู สนับสนุนการประชาสัมพันธ์โครงการให้ไปถึงกลุ่มเป้าหมายทั่วประเทศ ผ่านช่องรายการ ของทรูวิชั่นส์ / True4You / TNN 24 / True ปลูกปัญญา รวมถึง Social Media ของกลุ่มทรู นอกจากนี้ จะทำการถ่ายทอดสดการแข่งขัน FameLab รอบชิงชนะเลิศผ่านช่องทรูปลูกปัญญา ซึ่งเป็นช่องรายการยอดนิยมสำหรับเยาวชนและคนในวงการการศึกษาทั่วประเทศอีกด้วย

สัมภาษณ์ Brand Ambassador 3 คน 3 Generation

เฌอปราง อารีย์กุล (เฌอปราง BNK48) ตัวแทนคนรุ่นใหม่ที่สนใจและศึกษาวิทยาศาสตร์ กล่าวในฐานะ FameLab Ambassador ว่า การสื่อสารวิทยาศาสตร์ หรือ Science communicationเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญที่ทำให้คนทั่วไปได้เปิดโลกทัศน์มากขึ้น ทำให้ได้เข้าใจถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบ ๆ ตัว เพราะวิทยาศาสตร์ คือ ศาสตร์ที่อธิบายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบตัวเรา ซึ่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ เป็นทักษะสำคัญในการศึกษาวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาเคมีที่กำลังศึกษาอยู่ปัจจุบัน เพราะต้องเล่าเรื่องราวที่ได้ค้นคว้า นำมาเรียบเรียง ย่อยข้อมูล และนำเสนอข้อมูลให้ผู้อื่นเข้าใจ โดยเฉพาะผู้ที่ไม่มีพื้นฐานวิทยาศาสตร์มาก่อน ซึ่งการสื่อสารวิทยาศาสตร์ ยังเป็นหนึ่งในวิธีที่ทำให้คนที่รู้สึกว่าวิทยาศาสตร์ไกลตัว กลับมาให้ความสนใจมากขึ้นด้วย โดยเวที FameLab ถือเป็นเวทีที่ท้าทายสำหรับผู้ที่มีความสนใจทางวิทยาศาสตร์ทุกคน ได้เข้ามาทดสอบความสามารถด้านการสื่อสาร และ FameLab ยังถือเป็นพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คนที่มีความสนใจในวิทยาศาสตร์เหมือนกัน ได้มาพบปะ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอีกด้วย
ด้าน ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ก็ได้กล่าวถึงกิจกรรม FameLab Thailand 2019 นี้ว่าเป็นกิจกรรมที่ดี เพราะเชื่อมั่นว่า วิทยาศาสตร์ไม่จำเป็นต้องจำกัดในเรื่องอายุ ใครที่ชอบในการเรียนรู้ ก็สามารถเข้าใจมันได้
ศ.นพ.วรศักดิ์ โชติเลอศักดิ์ ผู้อำนวยการศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านเวชพันธุศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ก็ได้พูดถึงประสบการณ์ เคล็ดลับว่า ต้องเชื่อว่าการสื่อสารวิทยาศาสตร์เป็นสิ่งสำคัญ เพราะมนุษย์มีการพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะเราสามารถถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่น ต่อยอดเจริญก้าวหน้าไปได้ ถ้าเราสามารถสื่อสารถ่ายทอดสิ่งสำคัญไปให้รุ่นถัดไปได้ รุ่นถัดไปก็จะสามารถต่อยอดได้อย่างรวดเร็วและพัฒนาโลกได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น
สำหรับผู้ที่สนใจสามารถร่วมส่งวิดีโอบอกเล่าวิทยาศาสตร์ใน นาที ผ่านทางเว็บไซต์ www.britishcouncil.or.th/famelab ได้ตั้งแต่วันนี้ – 22 มีนาคม 2562 โดยการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศเพื่อหาผู้ชนะในประเทศไทย จะจัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 11 พฤษภาคม 2562 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!