Connect with us

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

Epson ย้ำครองเจ้าตลาดอิงค์แท็งค์และโปรเจคเตอร์ ปูพรมสินค้าใหม่จับตลาดองค์กรธุรกิจ

Epson ตอกย้ำความเป็นเจ้าตลาดอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ระบบแท็งค์และโปรเจคเตอร์ของไทย เปิดตัว L-series และโปรเจคเตอร์ Smart series รุกตลาดองค์กรธุรกิจต่อเนื่อง รับกลุ่มเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพ ขยายตัว พร้อมจัดงาน “Imagination to Future Business” โชว์ศักยภาพเทคโนโลยีเอปสันต่อยอดธุรกิจ และยก ระดับไลฟ์สไตล์ชีวิตยุคดิจิทัล

นายยรรยง มุนีมงคงทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) ​จำกัด เปิดเผยว่า “ในภาพรวมของธุรกิจทั้งใน กลุ่มสินค้าอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ระบบแท็งค์และโปรเจคเตอร์ของเอปสัน  ถือว่ายังคงประสบความสำเร็จเป็นที่น่าพอใจ เพราะสามารถทำยอดขายพรินเตอร์ L-series ทั่วโลกใน 150 ประเทศ ทะลุ 20 ล้านเครื่องไปเมื่อไตรมาสสองปีนี้  ส่วนในประเทศไทย ยอดขาย L-series ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและครองส่วนแบ่งตลาดพรินเตอร์ระบบแท็งค์ได้ถึง 44% สำหรับโปรเจคเตอร์ เอปสันก็ยังรักษาตำแหน่งผู้นำตลาดที่มียอดขายสูงสุดติดต่อกัน 16 ปี ด้วยส่วนแบ่ง ตลาดทั่วโลกที่ 35.5% เช่นเดียวกับตลาดประเทศไทย ที่เอปสันยังคงเป็นอันดับหนึ่ง โดยสามารถเพิ่มส่วนแบ่ง ตลาดขึ้นมาเป็น 45% ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้”

นายยรรยง มุนีมงคงทร ผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอปสัน (ประเทศไทย) ​จำกัด

“เอปสันจึงต้องการรักษาความต่อเนื่องในการรุกขยายตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ ทั้งในกลุ่ม อิงค์เจ็ทพรินเตอร์ระบบแท็งค์รุ่น L-series และโปรเจคเตอร์รุ่น Smart series เพื่อรองรับการลงทุนขยายธุรกิจของ องค์กรขนาดใหญ่ รวมถึงเอสเอ็มอีและสตาร์ทอัพที่มีจำนวนเกิดใหม่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งยังรองรับการลงทุน ของหน่วยงานรัฐที่จะเริ่มต้นขึ้นในปีงบประมาณใหม่ที่กำลังจะมาถึงอีกด้วย”

เครื่องพิมพ์แบบ Inkjet ตระกูล L จาก Epson

สำหรับสินค้ากลุ่มอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ระบบแท็งค์ L-series ที่เปิดตัวในครั้งนี้เป็นเครื่องมัลติฟังก์ชั่นสี่สี พร้อม Wi-Fi ได้แก่ L405 และรุ่นที่ใช้หมึกพิกเมนท์สีดำกันน้ำจำนวน 5รุ่น ได้แก่ L4150, L4160, L6160, L6170, L6190 โดย ไฮไลท์อยู่ที่รุ่น L6160, L6170 และ L6190 ที่ใช้หัวพิมพ์ไมโครปิเอโซรุ่นใหม่ PrecisionCore ทำให้สามารถพิมพ์งานปริมาณมากในความเร็วสูง และให้ต้นทุนการพิมพ์ต่อแผ่นที่ถูก โดยพิมพ์สีอยู่ที่ 13 สตางค์ และพิมพ์ขาวดำ  5 สตางค์ ทั้งยังสามารถพิมพ์สองหน้า (Duplex) แบบอัตโนมัติ และพิมพ์แบบไร้ขอบ (Borderless) ได้ใหญ่สุดถึงขนาด A4

นายยรรยง กล่าวต่อว่า “ปัจจุบันลูกค้าองค์กรธุรกิจมีความพิถีพิถันในการเลือกซื้อพรินเตอร์มากขึ้น นอกเหนือจาก ความคุ้มค่าในการลงทุนและประหยัดค่าพิมพ์ต่อแผ่นแล้ว ยังต้องการเครื่องที่พิมพ์งานได้เร็วยิ่งขึ้น โดยที่คุณภาพ ไม่ลดลง ใช้งานง่ายไม่ซับซ้อน เชื่อมต่อ Wi-Fi ได้ ไปจนถึงประเภทของน้ำหมึกที่ใช้ ต้องให้ผลงานที่สวยงาม คงทน ซึ่งเอปสันสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ในทุกด้าน รวมไปถึงในด้านตัวสินค้าที่มีความทนทาน และ ด้านการทำงานที่มีประสิทธิภาพและให้คุณภาพงานพิมพ์ที่ดีกว่าคู่แข่ง เพราะผ่านการประกอบและการควบคุม คุณภาพการผลิตจากโรงงานของเอปสันเอง”

“เอปสันยังเป็นผู้ผลิตเพียงรายเดียวที่มีอิงค์เจ็ทพรินเตอร์ระบบแท็งค์มากที่สุดถึง 18 รุ่นในตลาด ลูกค้าจึงสามารถ เลือกใช้รุ่นที่เหมาะกับงบประมาณและปริมาณการพิมพ์ในออฟฟิศของตัวเองได้อย่างลงตัว ไม่ต้องกังวลกับต้นทุน การพิมพ์ต่อแผ่นที่สูงหรือการเปลี่ยนตลับหมึกอีกต่อไป อีกทั้งมีการนำหมึกพิกเมนท์สีดำมาใช้เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณ การพิมพ์งานขาวดำได้มากขึ้น จากเดิม 6,000 แผ่นต่อหมึก 1 ขวด เป็น 7,500 แผ่น”

“นอกจากนี้ ในตลาดยังไม่มีเครื่องคู่แข่งที่สามารถพิมพ์ Duplex แบบอัตโนมัติได้ ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่ช่วยประหยัด ต้นทุนค่ากระดาษในออฟฟิศลงได้ถึง 50% สอดรับกับเทรนด์การพิมพ์งานในออฟฟิศวันนี้ที่มุ่งลดการใช้กระดาษ มากขึ้น จุดเด่นอีกประการของสินค้าใหม่ที่เปิดตัวในครั้งนี้คือขนาดเครื่องที่เล็กลง ประหยัดพื้นที่ในการใช้งาน และ ระบบการเติมหมึกแบบใหม่ที่ป้องกันการหกเลอะและปัญหาการเติมหมึกผิดสี ด้วยหัวล็อคช่องเติมหมึกบนแท็งค์ และจุกขวดน้ำหมึกที่ได้รับการออกแบบให้มีความแตกต่างเฉพาะตัวของแต่ละสี สินค้าทุกรุ่นยังเพิ่มระยะเวลาการ รับประกันเป็น 2 ปี เพื่อเพิ่มความคุ้มค่าให้กับลูกค้า” นายยรรยง กล่าว

โปรเจกเตอร์รุ่นใหม่ของ Epson

ในส่วนโปรเจคเตอร์เอปสัน ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่ม Smart series ที่มีความสว่างไม่เกิน 4,000 ลูเมนส์ พร้อม กัน 7 รุ่น เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในห้องประชุมขนาดเล็กสำหรับองค์กรธุรกิจเอสเอ็มอี สถาบันศึกษา และธุรกิจ Co-working ประกอบด้วย EB-S05, EB-S41, EB-X05, EB-X41, EB-W05, EB-W41 และ EB-U42  โดยมีการ อัพเกรดเรื่องหลอดภาพที่ให้แสงสว่างเพิ่มขึ้นและมีอายุการใช้งานนานขึ้นจาก 5,000 ชั่วโมง เป็น 6,000 ชั่วโมง และ 10,000 ชั่วโมงในโหมดประหยัดพลังงาน (Eco Mode)  รวมถึงยังมีฟังก์ชั่นที่สามารถเลือกให้เครื่องเปิดทำงานเองโดยอัตโนมัติทันทีที่เสียบปลั๊กไฟ (Direct Power-On) หรือทันทีที่เสียบสายเชื่อมต่อสัญญาณภาพขาเข้า (Auto Power-On)  นอกจากนี้ยังมีปุ่ม Home Screen ที่สามารถเลือกฟังก์ชั่นที่ใช้งานบ่อยมาตั้งค่าไว้เพื่อการใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น   ซึ่งโปรเจคเตอร์ทั้ง 7 รุ่น ยังสามารถเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์ Wireless ที่เมื่อต่อเข้ากับเครื่องโปรเจคเตอร์ จะส่งสัญญาณไร้สายไปยังคอมพิวเตอร์หรือสมาร์ทดีไวซ์ต่างๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อการทำงานด้วยแอพพลิเคชันเฉพาะของเอปสัน iProjection ได้ทันที

โดย EB-U42 จะมี build-in wireless สามารถเชื่อมต่อ ผ่าน Wi-Fi Direct และ Miracast เพื่อดึงภาพจากหน้าจอสมาร์ทดีไวซ์ขึ้นมาฉาย (Screen Mirroring) ได้ ทั้งยังมี ฟังก์ชั่น Multi PC ที่ช่วยเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรือแท็บเลต ทั้งในระบบ Android และ iOS ได้ถึง 50 จอ โดยรองรับการแสดงผลจากอุปกรณ์ต่างๆ ได้พร้อมกัน 4 หน้าจอ

นายยรรยง ยังกล่าวถึงกลยุทธ์ด้านการตลาดสนับสนุนการเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้ ว่า “สภาพตลาดและไลฟ์สไตล์ ของผู้บริโภคมีการเปลี่ยนแปลงที่เร็วขึ้น ทำให้เทคโนโลยีต้องอัพเกรด ประสิทธิภาพให้สามารถนำเสนอผลลัพธ์ที่ มากกว่าสิ่งที่ผู้บริโภคคาดหวังได้ การเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้เป็นการแสดงศักยภาพของเอปสันที่สามารถคงความ ต่อเนื่องในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านพรินเตอร์และโปรเจคเตอร์มาอย่างยาวนาน นอกจากนี้ เอปสัน ประเทศไทย ยังได้ออกกลยุทธ์ 4Cs เพื่อสนับสนุนการทำตลาดสินค้าใหม่ ซึ่งประกอบด้วย Customer Solution หรือการนำ เสนอรูปแบบใหม่ผ่านการผสมผสานสินค้าต่างๆ ของเอปสันออกมาเป็นโซลูชั่นที่หลากหลายเพื่อธุรกิจประเภท ต่างๆ ซึ่งทำให้ลูกค้าสามารถมองเห็นถึงภาพรวมของการทำงานทั้งระบบที่มีสินค้าของเอปสันเป็นองค์ประกอบใน ทุกขั้นตอน แทนที่จะแยกนำเสนอสินค้าแต่ละชิ้นและเน้นการขายแบบตัดราคา โดยไม่คำนึงถึงผลประโยชน์ที่ ลูกค้าได้รับจริงๆ”

“Customer Value หรือการเน้นสร้างคุณค่าจริงที่ลูกค้าต้องได้รับจากสินค้าของเอปสัน ไม่ว่าจะเป็นองค์กรธุรกิจ ขนาดไหน เอปสันจะนำเสนอสินค้าที่ช่วยสร้างมูลค่าทางธุรกิจและรักษาผลประโยชน์สูงสุดให้กับลูกค้าได้ ทั้งใน เรื่องของความคุ้มค่าในการลงทุน การประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการทำงาน ความสะดวกสบายในการทำงาน คุณภาพของผลงานที่ได้รับ ไปจนถึงความสบายใจจากการบริการหลังการขายและการรับประกันสินค้า ต่อมาคือ Convenience Channel หรือการเข้าถึงลูกค้าทุกกลุ่มผ่านช่องทางตัวแทนจำหน่ายที่เข้มแข็ง มีความรู้ความเข้าใจ ในความต้องการของลูกค้าธุรกิจต่างๆ เป็นอย่างดี ทั้งยังมีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับเทคโนโลยี ของเอปสัน เพื่อพร้อมที่จะให้คำแนะนำแก่ลูกค้าได้ในทุกเรื่อง”

“สุดท้ายคือกลยุทธ์ด้านการสื่อสาร Communications หรือการสร้างสรรค์รูปแบบการนำเสนอคุณค่าด้านต่างๆ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับแบรนด์เอปสันในตลาดกลุ่มเป้าหมาย รวมไปถึงการสนับสนุนการขายผ่าน เครื่องมือสื่อสารการตลาดรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในแบรนด์และสินค้าของเอปสันมากที่สุด อย่างเช่นการเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้ เอปสันได้จัดงาน “Imagination to Future Business” เพื่อนำเสนอมุมมอง การนำเทคโนโลยีของเอปสันไปใช้สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจในอนาคต พร้อมรองรับไลฟ์สไตล์ของชีวิตในยุค ดิจิทัล”

“ในงาน Imagination to Future Business จะมีการแบ่งออกเป็น 5 โซน ได้แก่ โซนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, โซนสถาบันศึกษา, โซนองค์กรธุรกิจ, โซนธุรกิจงาน ประชุมและนิทรรศการ และโซนธุรกิจร้านค้าปลีก ลูกค้าจะได้ สัมผัสถึงรูปแบบใหม่ในการนำเทคโนโลยีของเอปสันมาใช้เพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจประเภทต่างๆ เช่น การติดตั้ง โปรเจคเตอร์คู่กับชุดโฮมเธียเตอร์ในโครงการบ้านจัดสรร การนำเสนอคอนเท้นท์รูปแบบใหม่ในพิพิธภัณฑ์ผ่านการ ทำ Mapping และเทคโนโลยี AR ซึ่งมองผ่านแว่นตาอัจฉริยะ Moverioของเอปสัน หรือการนำเสนอเมนูอาหาร และโปรโมชั่นในร้านอาหารด้วยป้ายดิจิทัลผ่าน โปรเจคเตอร์ และการใช้เครื่องพิมพ์ใบเสร็จแบบพกพาของเอปสัน สำหรับการชำระเงิน ณ จุดขาย” นายยรรยง กล่าวทิ้งท้าย

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

Hackathon สาย Food Tech จำนวนจำกัดรับวันสุดท้าย: Aroii Food Tech Hackathon 2019

Published

on

By

Enterprise Lab ร่วมกับโครงการเมืองนวัตกรรมแห่งสยาม (Siam Innovation District) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และ Aroii (facebook.com/aroii.co/)

จัดกิจกรรม Hackathon สาย Food Tech เข้าร่วมได้ฟรี แต่รับจำนวนจำกัด!

โดยเปิดรับ

  • นักศึกษาชั้นปีที่ 4 และกำลังจะจบในปีการศึกษานี้จากทุกสถาบัน
  • ผู้ที่เพิ่งเรียนจบ และมีประสบการณ์การทำงานในระยะไม่เกิน 2 ปี

กำหนดการ (ไม่ค้างคืน)

วันที่ 25 มกราคม 2562 เวลา 18:00น – 21:00น  (วันเตรียมความพร้อมผู้เข้าร่วมงาน)

วันที่ 26 มกราคม 2562 เวลา 10:00น. – 21:00น. (วันงานวันแรก)

วันที่ 27 มกราคม 2562 เวลา 10:00น. – 21:00น. (วันงานวันสุดท้าย)

นอกจากจะเข้าร่วมฟรีแล้วมีของรางวัลด้วยนะ แต่ว่าจะหมดเขตรับสมัครแล้วนะ!

รับสมัครถึงวันที่ 18 นี้เวลา 20.00 น. และประกาศผลการคัดเลือกภายในวันที่ 18 (หรือหลังจากนี้ตามความเหมาะสม) ทางอีเมลและโทรศัพท์ที่ท่านได้สมัครไว้ รับจำนวนจำกัด! 40 ท่านเท่านั้น

ดูรายละเอียดแล้วสมัครได้ที่: คลิกที่นี่

สถานที่:

Siam Innovation District – Siam Square One

Google Maps

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

“เบลคิน ควบรวม บริษัทฟ็อกซ์คอนน์” พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในงาน CES 2019

Published

on

เบลคิน อินเตอร์เนชั่นแนล (Belkin International) ยกขบวนสินค้านวัตกรรมระดับพรีเมียมจากแบรนด์ในเครือ ทั้ง

  • เบลคิน (Balkin)
  • ลิงก์ซิส (LinkSys)
  • วีโม (Wemo) และ
  • ฟิน (Phyn)

ร่วมจัดแสดงในงาน CES 2019 โดยนับเป็นการจัดแสดงสินค้าในงาน CES เป็นครั้งแรกหลังจากที่เบลคิน อินเตอร์เนชั่นแนล ได้ควบรวมกิจการกับบริษัท ฟ็อกซ์คอนน์ เทคโนโลยี (Foxconn Interconnect Technology – FIT) ซึ่งการจัดแสดงสินค้าในงานครั้งนี้แบ่งเป็น 2 กลุ่ม โดยแบรนด์เบลคิน นำเสนอนวัตกรรมในกลุ่มการเชื่อมต่อสำหรับอุปกรณ์สื่อสาร (Connected Things) ชูผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อการเชื่อมต่อด้านเสียง, USB-C, การชาร์จสมาร์ทโฟน และสายเชื่อมต่อรุ่นใหม่ ๆ

การเชื่อมต่อสำหรับอุปกรณ์สื่อสาร (Connected Things)

เบลคิน (Balkin)

ผลิตภัณฑ์เพื่อการเชื่อมต่อเครื่องเสียง

  • ROCKSTAR™ Headphones with Lightning Connector

ออกแบบเพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทาน ป้องกันสายหักงอ รองรับมาตรฐานอุปกรณ์เสริมที่กำหนดโดย Apple (MFi) จุกหูฟังซิลิโคนทำให้สวมใส่ได้กระชับ ช่วยป้องกันเสียงรบกวน ทนต่อเหงื่อและน้ำ พร้อมจำหน่ายประมาณเดือนมิถุนายน 2562 ผ่านทาง Belkin.com

ผลิตภัณฑ์สายชาร์จ

  • BOOST↑CHARGE™ USB-A to Lightning, USB-A to USB-C, USB-C to Lightning Cables made with DuraTek™

คิดค้นและออกแบบใหม่เพื่อเพิ่มความแข็งแรงทนทานขั้นสูงสุด เพิ่มสายหนังสำหรับรัดเก็บสายที่เป็นระเบียบและป้องกันสายพันกัน มีความยาวแบบ 4, 6 และ 10 ฟุต ให้เลือกใช้ตามความเหมาะสม ดีไซน์ใหม่ให้เลือกทั้งสีดำและสีขาว พร้อมวางจำหน่ายประมาณเดือนเมษายน 2562

ผลิตภัณฑ์หัวชาร์จแบบชาร์จเร็วและPower Bank

  • BOOST↑CHARGE™ USB-C Car Charger + Cable และ USB-C Home Charger + Cable

เทคโนโลยี QuickCharge 4+ ช่วยให้ชาร์จไฟได้เร็วขึ้น โดยชาร์จได้สูงสุด 50% ภายใน 15 นาที  ใช้ได้กับอุปกรณ์ที่รองรับเทคโนโลยี QuickCharge และ Power Delivery ทุกชนิด สูงสุด 27 วัตต์ มาพร้อมสาย USB-C ยาว 4 ฟุต พร้อมวางจำหน่ายประมาณเดือนเมษายน 2562

  • BOOST↑CHARGE™ Power Bank USB-C 20K with USB-C Cable

มาพร้อมเทคโนโลยี Power Delivery 2.0 รองรับการจ่ายไฟถึง 30 วัตต์ สามารถชาร์จพลังงานกับ iPad Pro 11 นิ้ว และ iPad Pro (3rd Generation) 12.9 นิ้ว แบตเตอรี่สำรองมาพร้อมความจุไฟสูง รองรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อด้วยหัวแบบ USB-C สามารถชาร์จอุปกรณ์เพิ่มเติมได้ด้วยสาย USB-A รองรับกำลังไฟ 12 วัตต์ พร้อมวางจำหน่ายประมาณเดือนเมษายน 2562

อุปกรณ์นวัตกรรมสำหรับสมาร์ทโฮม (Connected Home)

ลิงก์ซิส (LinkSys)

เราเตอร์ระบบ Mesh WiFi คือสัญญาณ WiFi เวอร์ชั่นปรับปรุงประสิทธิภาพใหม่เพื่อมอบความเร็วที่สูงขึ้น ครอบคลุมระยะกว้างขึ้น และมอบการเชื่อมต่อที่มีความเสถียรสูง ด้วยโซลูชั่นการปล่อยคลื่นวิทยุแบบตาข่าย (Mesh Solution) ทำให้สามารถกระจายสัญญาณ WiFi ได้ดี รวดเร็ว และสม่ำเสมอ

  • MAX STREAM AC2200 Tri-Band Mesh WiFi Router 

เทคโนโลยี Tri-Band WiFi และ MU-MIMO มอบสัญญาณ WiFi ที่ความเร็วรวมสูงสุดถึง 2.2 Gbps ทำให้สามารถรับชมภาพยนตร์สตรีมมิ่ง เล่นเกมออนไลน์ วิดีโอแชท และใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฮมได้หลายอุปกรณ์พร้อมกัน สามารถเพิ่มและเชื่อมต่อ Velop Mesh WiFi Node ได้ทุกจุดตามต้องการ ติดตั้งง่ายด้วยแอปพลิเคชั่นของ Linksys

การควบคุมของผู้ปกครองและการรักษาความปลอดภัยเครือข่าย

  • Linksys Shield

บริการซอฟต์แวร์แบบลงทะเบียนระดับพรีเมียมสำหรับผู้ใช้งาน Velop Tri-Band เพื่อป้องกันการเข้าถึงเนื้อหา/ประเภทสื่อออนไลน์ที่ไม่เหมาะสม และมอบระดับการปกป้องเพิ่มเติมเพื่อป้องกันการคุกคามทางดิจิทัลทั้งสำหรับอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อและครอบครัวของคุณ ปกป้องระบบค้นหาข้อมูลขั้นสูงด้วยการตรวจสอบเว็บไซต์ที่คุณเข้าถึงผ่านฐานข้อมูลที่มีบันทึกข้อมูลการคุกคามนับล้านรูปแบบ จึงช่วยปกป้องคุณและครอบครัวจากการเข้าสู่เว็บไซต์ที่มีอันตรายแบบไม่คาดคิด

วีโม (Wemo)

  • New Wemo Light Switches for 2019

รองรับการทำงานร่วมกับ HomeKit ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพฟังก์ชั่นการทำงานของซอฟต์แวร์ Apple HomeKit ได้โดยไม่ต้องติดตั้งฮาร์ดแวร์อื่น ๆ สำหรับการใช้งาน Mini Smart Plug และ Wemo Dimmer สามารถใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ HomeKit อย่างเต็มประสิทธิภาพให้สอดคล้องกับอุปกรณ์ชั้นนำของวีโมทุกรุ่น

ฟิน (Phyn)

  • Phyn Plus Smart Water Assistant + Shutoff

อุปกรณ์ตรวจสอบระบบน้ำอัจฉริยะที่เชื่อมต่อผ่านอินเตอร์เน็ต ช่วยตรวจจับการรั่วซึมได้ทุกจุดของบ้านและทำการปิดน้ำที่ท่อน้ำหลักโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันการสูญเสียค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น ตรวจสอบการใช้น้ำ ให้การแสดงข้อมูลอย่างละเอียดแก่เจ้าของบ้านถึงปริมาณการใช้น้ำ เพื่อให้สามารถปรับ/ลดการใช้น้ำได้อย่างเหมาะสม วางจำหน่ายที่อเมริกา และมีแผนขยายตลาดไปยังยุโรปเพิ่มเติม

 

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

Get ขยายพื้นที่ให้บริการ ยังเปิดให้คนกรุงฯทดลองใช้บริการ “ฟรี” ได้อยู่!!

Published

on

Get แอปพลิเคชั่นใหม่ บริการเรียกรถจักรยานยนต์วินและรับส่งพัสดุ ได้ขยายพื้นที่การให้บริการครอบคลุม 14 เขต ได้แก่

  1. จตุจักร
  2. ลาดพร้าว
  3. วังทองหลาง
  4. สาทร
  5. บางรัก
  6. คลองเตย
  7. ยานนาวา
  8. บางกะปิ
  9. ราชเทวี
  10. ปทุมวัน
  11. พญาไท
  12. บึงกุ่ม
  13. บางคอแหลม
  14. และ ราษร์บูรณะ

โดย “เก็ท” ที่ได้รับการสนับสนุนจากโกเจ็ก จะให้บริการทั้งการเรียกรถจักรยานยนต์วินและบริการรับส่งพัสดุ ภายในระยะทาง 8 กิโลเมตร โดยจะยังให้บริการฟรีในช่วงซอฟต์ลอนช์ ที่เป็นการเปิดตัวแบบไม่เป็นทางการนี้

เมื่อต้นเดือนธันวาคม 2561 ที่ผ่านมา “เก็ท” ได้เปิดทดลองเบต้าแอปใน 3 เขต ได้แก่ จตุจักร ลาดพร้าว และวังทองหลาง เพื่อพัฒนาและปรับปรุงแอปพลิเคชั่นและบริการให้พร้อมที่สุด และประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีจากแนวทางที่ใช้จักรยานยนต์วินที่ถูกกฎหมายสำหรับการรับส่งผู้โดยสารเท่านั้น โดยได้รับการตอบรับที่ดีจากทั้งคนขับและผู้โดยสาร ทำให้ “เก็ท” สามารถขยายเขตการให้บริการได้อย่างรวดเร็วเพื่อตอบรับกับความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น

“เราต้องการให้ “เก็ท” เป็นอีกหนึ่งทางเลือก สำหรับบริการเรียกรถและส่งพัสดุให้กับคนกรุงเทพฯ เราเชื่อว่ารถจักรยานยนต์เป็นกุญแจไขสำคัญ ในการช่วยลดปัญหาการจราจร และช่วยให้คนเมืองสามารถเดินทางได้รวดเร็วและสะดวกขึ้น เราจึงตัดสินใจที่จะเริ่มด้วยบริการ “เก็ทวิน” และ “เก็ทเดลิเวอรี่” ก่อนจะขยายไปยังบริการอื่น ๆต่อไป”นายภิญญา นิตยาเกษตรวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริการและผู้ร่วมก่อตั้ง “เก็ท” กล่าว

ประเทศไทย เป็นตลาดที่มีโอกาสในการเติบโตที่สูง แต่ก็มีความซับซ้อนและแตกต่างจากที่อื่น ทีมงานของ “เก็ท” ทำงานกันหนักกันอย่างมากในปีที่ผ่านมา เพื่อปรับปรุงและพัฒนาแอปให้เหมาะสมกับบริบทของไทยให้มากที่สุด มั่นใจว่า “เก็ท” จะสามารถมอบบริการที่ตรงใจคนไทย

โดยลูกค้าในช่วงแรกจะสามารถใช้บริการของ “เก็ท” ได้ฟรีในระยะทาง 8 กิโลเมตร ในทั้ง 14 เขต ที่ให้บริการ ทั้งบริการเก็ทวิน (GET WIN) และ เก็ทเดลิเวอรี่ (GET DELIVERY) โดยสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นได้แล้วทั้งทาง App Store และ Play Store  

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!