Connect with us

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

เปิดราคา Surface Go ในไทย เริ่มต้นแค่ 14,999 บาท (ไม่รวมคีย์บอร์ดนะ)

Published

on

ไมโครซอฟท์ ประเทศไทย ประกาศเปิดตัว Surface Go โดยผู้สนใจจะสามารถสั่งจอง Surface Go ล่วงหน้าได้ตั้งแต่วันที่ 2 สิงหาคมเป็นต้นไป ด้วยราคาเริ่มต้นสุดคุ้มค่าเพียง 14,999 บาท ที่ Banana IT และ IT City หรือทางช่องทางออนไลน์ที่ Microsoft Store ประเทศไทย

Surface Go เป็น Surface รุ่นที่เล็กที่สุด เบาที่สุด ในตัวเครื่องที่บางเฉียบเพียง 8.3 มิลลิเมตร และมีน้ำหนักเพียง 520 กรัมเท่านั้น

“เอกลักษณ์ของ Surface คือการผสมผสานความคล่องตัวของแท็บเล็ตเข้ากับสมรรถนะของแล็ปท็อป เพื่อให้ทุกคนสามารถสร้างสรรค์ผลงานในรูปแบบและแนวทางที่แปลกใหม่ Surface Go เป็นการตอกย้ำจุดมุ่งหมายของเราในการสร้างประสบการณ์การใช้งานคอมพิวเตอร์แบบพกพาในขนาดที่กะทัดรัดที่สุด พร้อมเติมเต็มความต้องการของทุกคนที่กำลังมองหาดีไวซ์หนึ่งเดียวที่ทั้งบางเบา เต็มความสามารถทั้งในวันทำงานและวันพักผ่อน และมีราคาที่เข้าถึงได้” นางชนิกานต์ โปรณานันท์
ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด

ประสิทธิภาพของ Surface Go

Surface Go ใช้ชิปประมวลผล Intel Pentium Gold 4415Y เจนเนอเรชั่นที่ 7 ที่ทำงานได้โดยไม่ต้องอาศัยพัดลมระบายความร้อน และแบตเตอรี่ที่ใช้งานได้นานสูงสุดถึง 9 ชั่วโมง Surface Go จึงพร้อมจัดการกับทุกโจทย์ในชีวิตประจำวันได้อย่างราบรื่น ให้คุณได้ทำงานหรือจัดการกับโปรเจกต์ในครอบครัวได้เต็มที่ แถมยังหิ้วต่อไปพักผ่อนกับทีวีซีรีส์เรื่องโปรดได้โดยไม่ต้องพึ่งพาสายชาร์จ

หน้าจอแสดงผล PixelSense ของ Surface Go ได้รับการออกแบบมาโดยเฉพาะให้มีความละเอียดและความคมชัดสูง ทั้งยังรองรับการใช้งาน Surface Pen โดยสามารถอ่านค่าแรงกดปากกาได้ถึง 4,096 ระดับ ตอบสนองรวดเร็วและแม่นยำเพื่อการจดบันทึก วาดภาพ หรือ ทำงานออกแบบบนคอมพิวเตอร์ ส่วนอัตราส่วนจอภาพแบบ 3:2 ที่เป็นเอกลักษณ์ของตระกูล Surface ก็ทำให้การวาดเขียนเป็นเรื่องง่าย ด้วยสัดส่วนที่ใกล้เคียงกับสมุดหรือหนังสือสักเล่ม เมื่อใช้งานในแนวตั้ง หน้าจอของ Surface Go จะแสดงผลข้อความต่างๆ ในขนาดที่เทียบเท่ากับหนังสือเรียนทั่วไป ส่วนในโหมดแนวนอน ก็สามารถแสดงผลข้อความแบบสองหน้าซ้ายขวา เหมือนกับการอ่านหนังสือเล่มจริง หน้าจอขนาด 10 นิ้ว ทำให้ Surface Go มีขนาดพอดีมือ ง่ายต่อการพกพาไปไหนมาไหน และใช้งานได้คล่องตัวในทุกสถานการณ์ทั้งด้วยปากกา หรือคีย์บอร์ดและเมาส์

อุปกรณ์เสริมอย่าง Surface Go Type Cover และ Surface Mobile Mouse ทำให้ Surface Go เป็นดีไวซ์สารพัดประโยชน์ โดยคีย์บอร์ด Surface Go Type Cover มีให้เลือกทั้งในรุ่นมาตรฐานสีดำ และรุ่น Signature ที่หรูหราด้วยวัสดุ Alcantara® และมีให้เลือกในสีแดง Burgundy น้ำเงิน Cobalt Blue และเทา Platinum ขณะที่แทร็คแพดที่มาพร้อมกับ Type Cover รุ่นนี้ เลือกใช้วัสดุเป็นกระจกและรองรับเทคโนโลยี Windows Precision Trackpad จึงสามารถรับคำสั่งด้วยท่าทางผ่านปลายนิ้วพร้อมกันถึง 5 นิ้ว ส่วน Surface Mobile Mouse ก็สามารถเปลี่ยน Surface Go ของคุณให้กลายเป็นแล็ปท็อปที่ครบเครื่องด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านบลูทูธและดีไซน์สวยสะดุดตา

Surface Go รองรับแอปพลิเคชัน Office อย่างเต็มรูปแบบ จึงพร้อมเสริมพลังให้คนทำงานและนักเรียนนักศึกษาสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั้งยังรองรับการใช้งานในรูปแบบเดสก์ท็อปพีซีเต็มตัวด้วยอุปกรณ์เสริม Surface Dock ที่เชื่อมต่อได้ผ่านพอร์ต Surface Connect ส่วนพอร์ต USB-C ที่มีมาให้ก็พร้อมรองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์เสริมมากมายเพื่อถ่ายโอนข้อมูล บันทึกและเล่นวิดีโอ หรืออาจใช้ชาร์จแบตเตอรี่ด้วยก็ได้ นอกจากนี้ Surface Go ยังมาพร้อมกับแจ็คเสียบหูฟังแบบมาตรฐานและเครื่องอ่านการ์ด MicroSD สำหรับขยายความจุในการเก็บข้อมูล

แฟนๆ Surface ยังจะได้พบกับฟีเจอร์เอกลักษณ์ของดีไวซ์ในตระกูลนี้แบบครบครัน ทั้งขาตั้ง Kickstand ที่ปรับเอนได้สูงสุดถึง 165 องศา ให้คุณทำงานหรือเพลิดเพลินกับความบันเทิงได้ตามสะดวก ไม่ว่าจะในโหมดแท็บเล็ตหรือโหมดสตูดิโอ ขณะที่ฟังก์ชันการจดจำใบหน้าของ Window Hello จะช่วยให้การลงชื่อเข้าใช้สะดวก รวดเร็ว และปลอดภัยกว่า

ราคาของ Microsoft Surface Go ในไทย เริ่มขาย 28 สิงหาคม

  • Intel 4415Y, 64GB eMMC, 4GB RAM – 14,999 บาท
  • Intel 4415Y, 128GB SSD, 8GB RAM – 19,999 บาท

อุปกรณ์เสริม

  • Surface Go Signature Type Cover (Platinum, Burgundy, Cobalt Blue) – 4,690 บาท
  • Surface Go Standard Type Cover (Black) – 3,590 บาท
  • Surface Mobile Mouse (Platinum, Burgundy, Cobalt Blue) – 1,190 บาท
  • Surface Pen – 3,900 บาท
  • Surface 24W Power Supply (สายชาร์จสำรอง กรณีสายเดิมชำรุด) – 1,590 บาท
แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

ATSI ปักหมุดเป็น Change Agent ขับเคลื่อนซอฟต์แวร์ไทยให้เติบโต!!

Published

on

สมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย หรือ ATSI ส่งเสริมและสนับสนุนพัฒนาอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ และนวัตกรรมดิจิทัล สู่ ATSI Change Agent ที่มุ่งเน้น Ecosystems, People Transformation, Digital Workforce ยกระดับการขับเคลื่อนบุคลากรในองค์กรธุรกิจ และภาคการศึกษาในระดับชาติให้มากขึ้น โดยร่วมทำงานกับพันธมิตรอย่างใกล้ชิด พร้อมประกาศจัดงาน “Thailand Software Fair 2018” ซึ่งจะจัดขึ้นใน วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน 2561 เวลา 08.30 – 18.00 น. ณ C-Asean ชั้น 10 อาคาร CW ถ.รัชดาภิเษก (อาคาร Cyber World เดิม สถานี MRT ศูนย์วัฒนธรรม)  

จุดประสงค์การจัดงาน “Thailand Software Fair 2018” เพื่อแสดงผลงานซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการ ในกลุ่มอุตสาหกรรม เป้าหมายของภาครัฐ และอุตสาหกรรมทั่วไป โดยเป็นการให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการ ให้มีข้อมูลเพื่อการใช้ซอฟต์แวร์แอปพลิเคชั่นอย่างมีประสิทธิภาพ และบูรณาการธุรกิจเพื่อเข้าสู่ยุคไทยแลนด์ 4.0 เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ไทยได้มีเวทีนำเสนอผลงานต่อกลุ่มเป้าหมาย และองค์กรพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน

ในวันจัดงานที่จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน 2561 โดยได้รับเกียรติจาก ท่านพลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธีเปิดงาน และกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ  “พลังซอฟต์แวร์ไทย ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล” ร่วมด้วยวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ อาทิ

  • คุณมีชัย วีระไวทยะ นายกสมาคมพัฒนาประชากรและชุมชนและประธานโรงเรียนมีชัยพัฒนา กล่าวถึง “เส้นทางสายใหม่ของการศึกษาไทยในชนบท และความร่วมมือของ ATSI ด้านการส่งเสริมเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ประยุกต์”
  • คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)  และประธานมูลนิธิอมตะ กล่าวปาฐกถาพิเศษ ในหัวข้อ “วิสัยทัศน์ อมตะ คอร์ปอเรชั่น ต่ออุตสาหกรรม 4.0”
  • ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กล่าวถึง “depa กับการพัฒนากำลังคนของประเทศ เพื่อรองรับศตวรรษ21”
  • คุณนวชัย เกียรติก่อเกื้อ Head of Enterprise Marketing Management Unit Enterprise Marketing Management บริษัท แอดวานซ์ ไวร์เลส เน็ทเวอร์ค จำกัด กล่าวถึง “SME Digital Transformation by AIS”
  • คุณเจษฎา วานิชสัมพันธ์ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจซอฟต์แวร์บริษัท อินเทอร์เน็ตประเทศไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึง “บทบาท E-Tax Invoice กับ Business Transformation –  ของ SMEs ไทย” และ
  • คุณเกรียงไกร สุทธินราธร กรรมการบริหารสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย กล่าวถึง “การเลือกและลงทุนด้านซอฟต์แวร์แบบเจาะลึก !! (ROI/TCO) พร้อม Business ROI Showcase in action”

งาน “Thailand Software Fair 2018” ได้รับการสนับสนุนจากพันธมิตรทั้งจากภาครัฐและเอกชน รวบรวมเทคโนโลยีซอฟต์แวร์พื้นฐานเพื่อธุรกิจทุกระดับ และนวัตกรรมเด่น ผลงานโดยคนไทย มาแสดงในงาน อาทิ

  • Digital Transformation Solution สำหรับ SMEs by AIS
  • บทบาท E-TAX Invoice กับ Business Transformation ของ SMEs ไทย โดยบริษัท อินเทอร์เน็ต ประเทศไทย จำกัด
  • ทางออกเรื่องเงินทุนสำหรับ SME ด้วยโครงการเงินกู้ พร้อมดอกเบี้ยพิเศษเป้ารวม 100 ล้านบาท จาก ธพว. หรือเอสเอ็มอี ดีแบงค์
  • SMEs รับสิทธิส่วนลดสำหรับการซื้อซอฟต์แวร์มูลค่าสูงสุด 10,000 บาท ในโครงการ depa Mini-Transformation Voucher จำนวน 400 ทุน มูลค่ารวม 4 ล้านบาท
  • ยังมีตัวอย่างความสำเร็จของการปรับตัวเข้าสู่การเป็น Leadership Digital Entrepreneur อีกด้วย

นับจากนี้ไป ATSI  จะทำงานอย่างมุ่งมั่น ในทิศทางของการก้าวไปสู่การเป็น Change Agent ที่มุ่งสร้าง Ecosystems, People Transformation, Digital Workforce เพื่อขับเคลื่อนองค์กรต่าง ๆ ในระดับชาติมากขึ้น โดยทำงานร่วมกับสมาชิก และพันธมิตรภาคธุรกิจด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้า ผนวกกับโมเดลธุรกิจแบบใหม่ เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้ทุกธุรกิจเปลี่ยนตนเองเป็นธุรกิจดิจิทัล ให้สำเร็จภายใน 2 ปีข้างหน้า”

พบกันในงาน “Thailand Software Fair 2018” ซึ่งจะจัดขึ้นใน วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤศจิกายน 2561 เวลา 08.30 – 18.00 น. ณ C-Asean ชั้น 10 อาคาร CW ถ.รัชดาภิเษก (อาคาร Cyber World เดิม , สถานี MRT ศูนย์วัฒนธรรม)  

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

#NARIT ชวนชมและถ่ายภาพฝนดาวตกลีโอนิดส์ “ราชาแห่งฝนดาวตก” คืนเสาร์ 17 พย.นี้

Published

on

สาวกดวงดาวห้ามพลาด ! คืนเสาร์ 17 พย ตั้งแต่ตีสองจนถึงย่ำรุ่งเช้า 18 พย นี้ มีโอกาสเห็นฝนดาวตกลีโอนิดส์ “ราชาแห่งฝนดาวตก” ทั่วทั้งประเทศ

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ชวนชม “ฝนดาวตกลีโอนิดส์ – ราชาแห่งฝนดาวตก” หลังเที่ยงคืนวันที่ 17 พ.ย. 61 เวลาประมาณตี 2 เป็นต้นไป จนถึงรุ่งเช้าวันที่ 18 พ.ย. 61 อัตราการตกสูงสุดเฉลี่ย 10-15 ดวงต่อชั่วโมง ช่วงดังกล่าวปราศจากแสงจันทร์รบกวน เหมาะแก่การสังเกตการณ์อย่างยิ่ง ดูได้ด้วยตาเปล่าทั่วไทย ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ บริเวณกลุ่มดาวสิงโต

“ฝนดาวตกลีโอนิดส์” หรือ “ฝนดาวตกกลุ่มดาวสิงโต” เป็นฝนดาวตกที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เกิดจากสายธารเศษฝุ่นของดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล (55P Tempel-Tuttle) ตัดผ่านวงโคจรของโลก เมื่อเศษฝุ่นของดาวหางเสียดสีกับชั้นบรรยากาศโลก จึงเกิดการเผาไหม้เป็นแสงสว่างวาบคล้ายลูกไฟวิ่งพาดผ่านท้องฟ้า ผนวกกับทิศทางวงโคจรของเศษฝุ่นนั้นสวนทางกับทิศทางวงโคจรของโลกรอบดวงอาทิตย์ ทำให้เม็ดฝุ่นที่เข้ามาเสียดสีกับบรรยากาศโลกมีความเร็วสูงถึง 71 กิโลเมตรต่อวินาที แสงวาบที่เห็นจึงสว่างสุกสกาว เป็นที่มาของฝนดาวตกที่มีความสว่างมากที่สุด จนได้สมญา “ราชาแห่งฝนดาวตก” นั่นเอง

นายศุภฤกษ์ คฤหานนท์ หัวหน้างานบริการวิชาการทางดาราศาสตร์ สดร. กล่าวว่า แม้คืนดังกล่าวเป็นคืนข้างขึ้น แต่ดวงจันทร์จะตกลับขอบฟ้าเวลาประมาณ 01.30 น. เมื่อไร้อิทธิพลของแสงจันทร์รบกวน ช่วงเวลาเหมาะสมที่สุดในการรับชมฝนดาวตกจึงเป็นเวลาประมาณ 02.00 น. เป็นต้นไป แนะชมในที่มืดสนิทจะเห็นชัดยิ่งขึ้น สำหรับการถ่ายภาพฝนดาวตก เนื่องจากฝนดาวตกกระจายทั่วท้องฟ้า ไม่สามารถระบุทิศทางได้ ช่างภาพจึงต้องอาศัยการคาดเดาและการกะจังหวะเปิดหน้ากล้องค้างไว้

นักล่าดาวทั้งหลายเตรียมตัวและอุปกรณ์ให้พร้อม พกโชคอีกสักหน่อย แล้วไปลุ้นเก็บภาพฝนดาวตกงวดนี้กัน ไม่ได้ภาพก็ขอให้เห็นดาวตกสักสี่ห้าดวงอย่างเต็มตาก็แล้วกัน เพี้ยง!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ประชาสัมพันธ์-กิจกรรม

“MVL , โอมิเซะโก” ร่วมมือ ดัน “เทคโนโลยีบล็อกเชน” สู่การคมนาคมขนส่งและการชำระเงิน

Published

on

บริษัท MVL Foundation จํากัด  และ บริษัท โอมิเซะโก จํากัด (OmiseGO) ประกาศความร่วมมือพัฒนา Proof of Concept (POC) รวมถึงร่วมพัฒนาในเชิงเทคนิค และการค้นคว้าวิจัยเกียวกับบล็อกเชน

MVL เป็นโปรโตคอลบล็อกเชนซึ่งพัฒนาขึนเพือสนับสนุนธุรกิจในอุตสาหกรรมด้านการคมนาคมขนส่งโดยเฉพาะ ปัจจุบันมีการใช้โปรโตคอลกับ TADA ธุรกิจที่ให้บริการแบบร่วมเดินทางหรือ ride hailing ทีมีการนําเอาบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้เข้ากับแพลตฟอร์มเป็นรายแรกในสิงคโปร์ ส่วนโอมิเซะโกเป็นผู้พัฒนาเทคโนโลยีด้านการชําระเงินบนอีทีเรียม (Ethereum)

ทั้งสองมีแผนที่จะนําเทคโนโลยีมาประสานและประยุกต์ใช้ร่วมกันเพือพัฒนาเป็น Proof of Concept การทํา Proof of Concept นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบและยืนยันประสิทธิภาพการทํางานของ OMG Network ซึ่งทาง MVL มีแผนที่จะนําไปใช้เพื่อเป็นระบบฐานข้อมูล สําหรับจัดเก็บข้อมูลสําคัญต่าง ๆ ของบริการร่วมเดินทาง TADA

บันทึกข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง MVL และ โอมิเซะโก ครอบคลุมถึงความร่วมมือด้านการพัฒนาเชิงเทคนิคด้วย รวมไปถึงการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับการนําบล็อกเชนมาใช้ในธุรกิจของ TADA ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริการร่วมเดินทางที่กําลังได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในสิงคโปร์ ทั้งสองบริษัทสามารถใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางด้านบล็อกเชน รวมถึงฐานธุรกิจในประเทศไทยที่มีอยู่ในขณะนี้ได้ คาดว่าจะสามารถสร้างกรณีศึกษาจากธุรกิจของ TADA ซึ่งจะอนุญาตการชําระเงินด้วยสกุลดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มโอมิเซะโก

โอมิเซะโก มีความตั้งใจอยู่เสมอที่จะผลักดัน นําเทคโนโลยีบล็อกเชนไปใช้กับธุรกิจในปัจจุบันอย่างเป็นรูปธรรมและแพร่หลายยิ่งขึ้น ความร่วมมือในครั้งนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พัฒนากรณีศึกษา เพื่อสร้างความรู้รวมถึงแสดงศักยภาพของเทคโนโลยีที่โอมิเซะโกกําลังพัฒนาขึ้น และยังจะได้ร่วมงานกับองค์กรที่สนับสนุนการสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อส่งมอบความน่าเชื่อถือ ความมั่นคง ความโปร่งใส่ ผ่านโครงสร้างการทํางานแบบ incentive-based ที่จะทําให้เกิดระบบนิเวศน์ที่มีการร่วมจัดเก็บข้อมูลและแชร์ทรัพยากรระหว่างกัน”

TADA ถือเป็นธุรกิจรายแรก ๆ ของโลกที่มีระบบซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยบล็อกเชน ที่เปิดให้บริการแก่มวลชนหมายความว่าบุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงและเรียกใช้บริการได้ นอกจากจะช่วยยกระดับการทํางานของระบบและส่งเสริมธุรกิจ TADA ให้เติบโตอย่างก้าวกระโดดแล้ว ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการเปิดทางและช่วยสร้างการยอมรับในผลิตภัณฑ์หรือบริการต่าง ๆ ที่อยู่บนบล็อกเชนด้วย!!

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!