Connect with us

ข่าววิทยาการ

แม่ควรรู้ ลิเทียมเพิ่มโอกาสพิการให้เด็กในครรภ์ด้วย

Published

on

นักวิจัยจาก Icahn School of Medicine at Mount Sinai พบว่าการที่คุณแม่ที่เพิ่งตั้งครรภ์ได้รับลิเทียมเข้าไปในร่างกาย จะทำให้เพิ่มอัตราความเสี่ยงที่ทารกจะผิดปกติมากขึ้น โดยเรื่องนี้ได้มีการทำงานวิจัยมาก่อนแล้วอย่างมากมาย จากงานวิจัยพบว่า 7.4 % ของทารกแรกเกิดที่ได้รับลิเทียมนั้นมีความผิดปกติเมื่อแรกเกิด เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับลิเทียมซึ่งคิดเป็น 4.3% เท่านั้น

นอกจากนี้เด็กทารกที่ได้รับลิเทียมเข้าไป ยังมีอัตราการเข้าโรงพยาบาลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าเมื่อเทียบกับเด็กกลุ่มที่ไม่ได้รับลิเทียมในระหว่างการตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกอีกด้วย (คิดเป็น 27.5% : 14.3%) แต่อย่างไรก็ตาม การที่ทารกในครรภ์ได้รับลิเทียมเข้าไปนั้น ไม่ได้ส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนในระหว่างการตั้งครรภ์หรือการคลอด ยกตัวอย่างเช่น อาการครรภ์เป็นพิษ การคลอดก่อนกำหนด การเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ หรือ น้ำหนักเด็กแรกเกิดน้อย เป็นต้น นักวิจัยพบว่าความเสี่ยงของความผิดปกติในเด็กแรกเกิดจะมีอัตราต่ำกว่างานก่อนหน้านี้เพราะว่า ในงานวิจัยนี้ทดสอบในกลุ่มประชากรที่มากกว่างานวิจัยเดิม

งานวิจัยชิ้นนี้ทำการทดสอบความเสี่ยงในการเกิดความผิดปกติของทารกแรกเกิด เช่น โรคหัวใจบกพร่อง หรือ ภาวะแทรกซ้อนทางการตั้งครรภ์ ด้วยการแบ่งคุณแม่เป็นสองกลุ่ม กลุ่มของแม่ที่ได้รับลิเทียมในระหว่างตั้งครรภ์ 727 คน และ กลุ่มคุณแม่ที่มีปัญหาทางด้านอารมณ์ (Bipolar) 21,397 คน (โดยคุณแม่กลุ่มควบคุมนั้นจะไม่ได้รับประทานยา ที่มีลิเทียมในระหว่างนี้) ข้อมูลของการวิจัยจะเก็บจาก 6 ที่คือ เดนมาร์ก, แคนาดา, เนเธอร์แลนด์, สวีเดน, สหราชอาณาจักร และ สหรัฐอเมริกา โดยนักวิจัยจะติดตามวัดผลทารก 28 วันหลังคลอดพบว่า ความเสี่ยงของความผิดปกติในเด็กแรกเกิดจะมีอัตราต่ำกว่างานก่อนหน้านี้เพราะว่างานวิจัยนี้ทดสอบในกลุ่มประชากรที่มากกว่างานวิจัยเดิม

ลิเทียมถูกใช้อย่างกว้างขวางในการบำบัดอาการของผู้ป่วย Bipolar (โดยลิเทียมนั้นมีผลข้างเคียงต่อประชากร เพียง 2% เท่านั้น เมื่อเทียบจากประชากรทั้งหมดบนโลกของเรา) ลิเทียมช่วยป้องกันความรุนแรงของภาวะวิตกกังวล และ อาการคลุ้มคลั่ง ในสหรัฐอเมริกาการ bipolar มักจะรักษาด้วยยาที่มีลิเทียมเป็นส่วนประกอบ นักวิจัยก่อนหน้านี้ได้กล่าวไว้ว่า “คุณแม่ควรจะได้รับรู้ผลกระทบของลิเทียมที่จะส่งผลต่อทารกในครรภ์ ระหว่างตั้งท้อง 3 เดือนแรก แต่ในขณะเดียวกันมันก็มีความเสี่ยงมากที่อาการป่วยของคุณแม่จะกลับมาในระหว่างตั้งครรภ์ และ หลังคลอด”

Veerle Bergink, MD, PhD, ศาสตราจารย์จิตเวชศาสตร์และสูติศาสตร์ นรีเวชวิทยาและวิทยาศาสตร์การสืบพันธุ์จาก Icahn School of Medicine at Mount Sinai กล่าวว่า “การให้ความรู้เกี่ยวกับผลกระทบของลิเทียมในขณะตั้งครรภ์ จะช่วยลดอาการป่วยของแม่ในขณะตั้งครรภ์ได้ โดยในทางคลินิกแล้ว อาจจะพิจารณาในการปรับลดปริมาณยาที่คุณแม่จะได้รับในช่วง 3 เดือนแรกที่ตั้งครรภ์ หรือ ค่อยเริ่มรับประทานยาหลังจากพ้นช่วง 3 เดือนแรกหลังการตั้งครรภ์ หรือ ทันทีหลังจากคลอด”

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

Advertisement

ข่าววิทยาการ

ความหมายของกิโลกรัมที่เรารู้จัก กำลังจะเปลี่ยนไป!

Published

on

ในปัจจุบันนี้น้ำหนักมาตราฐานของกิโลกรัมถูกกำหนดด้วยน้ำหนักของทองคำขาวที่ถูกเรียกว่า ‘Le Grand K’ ซึ่งปัจจุบันถูกเก็บรักษาอยู่ที่ปารีส (ตามรูปด้านบน) แต่นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการโหวตที่จะนำทองคำขาวนี้ออก แล้วใช้กระแสไฟฟ้ามาเป็นมาตราฐานของกิโลกรัมแทน ความคิดริเริ่มนี้เกิดจากการประชุมสมัชชาการชั่งน้ำหนัก และมาตราวัดในฝรั่งเศส แต่นักวิทยาศาสตร์ เช่น Purdey Williams ที่ National Physical Laboratory เขาให้ความเห็นว่า มันคงจะกลายเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนแปลง ถึงแม้มันจะน่าเศร้า (ที่ ‘Le Grand K’ จะถูกปลด) แต่นี่จะกลายเป็นก้าวที่สำคัญมาก

ทำไมเราถึงไม่ใช้ทองคำขาวเป็นมาตราฐานในการชั่งกิโลกรัมแล้ว?

Le Grand K ได้ถูกใช้เป็นหน่วยชั่งน้ำหนักสากลมาตั้งแต่ปี 1889 และมีการใช้ทองคำขาวนี้เป็นต้นแบบกันอย่างแพร่หลาย แต่ในทุกๆ ปีน้ำหนักของ Le Grand K ได้เปลี่ยนแปลงไปทุกๆ ปีเพราะความเสื่อม หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งหน่วยกิโลกรัมจำเป็นต้องมีค่าที่ไม่คลาดเคลื่อน เพื่อไม่ให้ส่งผลถึงหน่วยน้ำหนักอื่นๆ ในโลกที่การวัดเป็นเรื่องที่สำคัญในหลายๆ พื้นที่ เช่น การพัฒนายา นาโนเทคโนโลยี และความแม่นยำทางวิศวกรรม สิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับผลกระทบทั้งสิ้น

ถึงแม้ความผันผวนของ Le Grand K จะมีเพียง 50 ในพันล้านส่วน หรือความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักในปริมานที่น้อยมาก แต่มันกลับส่งผลกระทบอย่างมาก การเปลี่ยนมาใช้มาตรวัดกระแสไฟฟ้าจะช่วยให้มีเสถียรภาพมากขึ้น ดร. Stuart Davidson หัวหน้าของ mass spectrometry ที่ NPL กล่าว เรารู้เรื่องนี้จากการที่เรานำตัวก็อปปี้ของ Le Grand K ที่แจกจ่ายไปเป็นมาตรฐานทั่วโลก กลับมาเปรียบเทียบกับ Le Grand K ต้นแบบ ซึ่งตัวก็อปปี้จะไม่ได้ถูกเก็บไว้อย่างดีเหมือนตัวต้นแบบ ทำให้ความเปลี่ยนแปลงยิ่งเยอะเข้าไปใหญ่ ถึงมันจะเป็นค่าที่เล็กน้อยแต่ก็มีนัยยะสำคัญทางวิทยาศาสตร์ ถึงแม้ตอนนี้ Le Grand K จะยังใช้งานได้ แต่ไม่ใช่ใน 100 ปีข้างหน้าแน่

แล้วระบบใหม่นี้ทำงานอย่างไร?

Kibble balance การใช้ไฟฟ้ามากำหนดนิยามของกิโลกรีม

นักวิทยาศาสตร์ใช้แม่เหล็กไฟฟ้าในการทำเป็นเครนยกของ เช่น การยกรถ แรงดึงของแม่เหล็กไฟฟ้าจะแปรผันโดยตรงกับกระแสไฟฟ้าที่ผ่านเข้าไป น้ำหนัก และกระแสไฟฟ้าจึงแปรผันตรงต่อกัน ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์จึงสามารถกำหนดน้ำหนักที่ต้องการได้ ด้วยการกำหนดกระแสไฟฟ้า ความสัมพันธ์นี้เราเรียกว่า ‘ค่าคงตัวของพลังค์’ ซึ่งแทนด้วย h. แต่ค่า h. ไม่สามารถวัดได้ ดร. Bryan Kibble จึงได้สร้างเครื่องวัด super-accurate ขึ้นมา ภายหลังเป็นที่รู้จักกันว่า Kibble balance เครื่องนี้จะมีแม่เหล็กไฟฟ้าอยู่ข้างหนึ่งแล้วอีกข้างหนึ่งเป็นตัวถ่วงน้ำหนัก กระแสไฟฟ้าจะถูกปล่อยเข้าไปจนกว่าคานชั่งจะเท่ากันทั้งสองข้าง ด้วยการวัดกระแสไฟฟ้าที่ส่งผ่านแม่เหล็กไฟฟ้าจะทำให้นักวิทยาศาสตร์คำนวนค่าความแม่นยำของค่า h. ได้ถึง 0.000001%

ช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมาทุกการจำลองกิโลกรัมจะต้องนำมาเทียบกับ Le Grand K. แต่ระบบใหม่นี้จะทำให้ทุกคนสามารถตรวจสอบความสมดุลได้ทุกที่ทุกเวลา

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

สภาพอากาศส่งผลต่อระบบสืบพันธุ์ของแมลง ซึ่งอาจส่งผลกระทบกับมนุษย์ด้วย

Published

on

นักวิทยาศาสตร์เปิดเผยว่าคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนไปส่งผลกระทบกับระบบสืบพันธุ์ของแมลง

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการทดลองโดยการใช้คลื่นความร้อน ทดสอบกับแมลงในห้องแลปผลปรากฏว่าจำนวนเสปิร์มของแมลงลดลงจนแทบจะกลายเป็นหมัน และ ผลกระทบนี้ก็ส่งผลไปยังรุ่นลูกของพวกมันอีกด้วย และในอนาคตมันอาจส่งผลกระทบถึงจำนวนประชากรของแมลงได้

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลก ศาสตราจารย์ Matt Gage จากมหาวิทยาลัย East Anglia กล่าวว่า นี่อาจจะเป็นการอธิบายถึงความเสื่อมของความหลายหลายทางชีวภาพ สาเหตุที่นักวิจัยเลือกทำการทดลองในแมลงเป็นเพราะว่า สัตว์กว่า 400,000 สปีชีส์บนโลกเรามีแมลงเป็นจำนวน 1 ใน 4 ของสัตว์ทุกชนิด การลดลงเป็นจำนวนมากของแมลงอาจส่งผลกระทบสำคัญต่อสิ่งแวดล้อม งานวิจัยจากเยอรมันนีก็ได้บอกไว้ว่า แมลงที่มีปีกลดลงถึง 75% ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เช่นเดียวกับป่าฝนที่ Puerto Rico ที่ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน

งานวิจัยล่าสุดที่ตีพิมพ์ในวารสาร the Nature Communications พบว่า เมื่อแมลงรับคลื่นความร้อนเป็นเวลา 5 วัน คลื่นความร้อนจะส่งผลกระทบแค่ตัวผู้เท่านั้น ในขณะที่ตัวเมียไม่ได้รับผลกระทบอะไร นั่นทำให้จำนวนประชากรตัวผู้ลดลงกว่าครึ่ง หนึ่งในทีมวิจัยกล่าวว่า งานวิจัยของเราแสดงให้เห็นว่า คลื่นความร้อนลดความสามารถในการสืบพันธุ์ของตัวผู้ไปกว่าครึ่ง และมันก็น่าประหลาดใจที่มีผลของงานวิจัยมากมายที่กล่าวถึงผลกระทบจากคลื่นความร้อนต่อระบบสืบพันธุ์ ทั้งในมนุษย์และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ

ในอนาคตคลื่นความร้อนจะกลายมาเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวเรามากขึ้นภายใต้สภาพอากาศที่เปลี่ยนไป และมันก็จะส่งผลกระทบต่อมนุษย์ และสัตว์ในอนาคตอีกด้วย

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

สหรัฐฯ ทิ้งไตของผู้บริจาค แทนที่จะปลูกถ่ายให้ผู้ป่วย! เหตุเพราะไตคุณภาพต่ำเกินไป

Published

on

สหรัฐฯ กำลังประสบปัญหาการขาดแคลนผู้บริจาคไต อ้างอิงจากเครือข่ายการจัดซื้อและปลูกถ่ายอวัยวะเกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะในฐานข้อมูลระดับชาติ มีชาวอเมริกากว่า 100,000 คนที่รอการปลูกถ่ายไต แต่มีเพียงแค่ 16,000 คน เท่านั้นที่ได้รับการปลูกถ่ายไต ในแต่ละปีไตกว่า 2,000 ชิ้น ที่ได้รับบริจาคจากผู้เสียชีวิตในหสรัฐฯจำเป็นต้องทิ้ง อ้างอิงจากทีมนักวิจัยนานาชาติซึ่งถูกนำเสนอในวันที่ 27 ตุลาคมที่ American Society of Nephrology Weekney 2018 ซึ่งเป็นงานประชุมทางการแพทย์ของผู้เชี่ยวชาญด้านไตใน San Diego

นักวิจัยกล่าวว่าสหรัฐฯควรได้รับคำแนะนำจากฝรั่งเศส ประเทศที่มีการใช้ไตที่ได้รับบริจาคมาอย่างมีประสิทธิภาพ หรือจะว่าง่ายๆคือ ทางสหรัฐฯ ควรเลิกทิ้งไตทีได้รับบริจาคมาได้แล้ว เพราะไตเหล่านั้นสามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้อีกมากมาย

เมื่อผู้ป่วยได้รับการพิจารณาว่าจะได้รับการปลูกถ่ายไต หมอจะนำไตมาตรวจสอบคุณภาพ ไตของผู้บริจาคจะถูกนำมาตรวจประวัติ หรือที่เรียกว่า KDPI. มีเงื่อนไขมากมายรวมถึงอายุ ปัญหาด้านสุขภาพอย่างเช่น ความดันสูง เบาหวาน เพื่อนำไปสู่การหาค่า KDPI. ดร. Peter Reese ผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกถ่ายไตและรองศาสตราจารย์ด้านการแพทย์ของ Perelman กล่าวว่า ในสหรัฐฯอวัยวะที่ได้รับการบริจาคมาจากผู้สูงอายุจะมีคุณภาพที่ต่ำ และ มีความเสี่ยงสูงในการปลูกถ่าย ไตที่ไม่มีคุณภาพเหล่านี้จะไม่ได้รับการปลูกถ่าย และจะถูกนำไปทิ้ง ถึงแม้จะอยู่ในกรณีที่ต้องการไตอย่างเร่งด่วนก็ตาม ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญในการปลูกถ่ายไตในฝรั่งเศสเต็มใจที่จะรับไตที่มีคุณภาพต่ำเหล่านี้มาปลูกถ่าย นั่นจึงทำให้เกิดคำถามว่า การนำไตคุณภาพต่ำมาปลูกถ่ายจะก่อให้เกิดอันตรายหรือไม่? และถ้าไม่ ทำไมสหรัฐฯถึงไม่ใช้ไตเหล่านั้น?

ในงานวิจัย Reese ได้ร่วมมือกับทีมงานจากศูนย์การวิจัยเกี่ยวกับการปลูกถ่ายอวัยวะกรุงปารีสซึ่งนำโดยดร. Olivier Aubert พวกเขาได้วิเคราะห์ข้อมูลจากการลงทะเบียนการปลูกถ่ายอวัยวะในอเมริกาและฝรั่งเศสระหว่างปี 2004 – 2014 ซึ่งเป็นช่วงที่มีผู้ป่วยโรคไตประมาณ 156,000 คน ในสหรัฐฯ และประมาณ 30,000 คน ในฝรั่งเศสที่ได้รับการปลูกถ่ายไตจากผู้บริจาคที่เสียชีวิต ผู้บริจาคไตในสหรัฐฯมีอายุเฉลี่ย 36 ปี ในขณะที่ ฝรั่งเศสอยู่ที่อายุ 51 ปี นั่นคือความแตกต่างอย่างมากในแง่ของคุณภาพ และยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงเวลาที่ผ่านมาอายุเฉลี่ยของผู้บริจาคไตในสหรัฐฯ ยังคงเหมือนเดิม แต่ในฝรั่งเศสกลับมากขึ้น

ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าศูนย์ปลูกถ่ายไตในฝรั่งเศส ตอบสนองต่อความท้าทายสำหรับผู้ที่รอการปลูกถ่ายไต โดยการพัฒนาระบบการปลูกถ่ายไตให้มีความก้าวหน้ามากขึ้นเพื่อรองรับปัญหาในเรื่องอายุที่มากขึ้นของผู้บริจาค งานวิจัยนี้ประเมินว่าหากศูนย์ปลูกถ่ายไตในสหรัฐยอมรับไตที่มีคุณภาพต่ำเช่นเดียวกับที่ฝรั่งเศสทำ จะมีการปลูกถ่ายไตเพิ่มขึ้นอีก 17,000 เคส ในระหว่างที่งานวิจัยนี้กำลังทำการศึกษาอยู่ นักวิจัยยังคงคาดว่าผู้ป่วยที่ได้รับการปลูกถ่ายไตคุณภาพต่ำจะมีผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกับไตคุณภาพสูง การศึกษานี้จะเป็นหลักฐานสำคัญที่แสดงว่าอวัยวะที่ได้รับบริจาคจากผู้สูงอายุก็สามารถใช้งานได้เช่นเดียวกัน

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!