Connect with us

ข่าววิทยาการ

ตอบปัญหาโลกแตก ไมโครเวฟอันตรายจริงหรือไม่?

Published

on

หลายคนคงเคยได้ยินถึงความอันตรายของรังสีไมโครเวฟ แต่ความเป็นจริงแล้วมันอันตรายอย่างที่เราได้รู้จริงๆหรือไม่?

ไมโครเวฟทำลายสารอาหารจริงหรือ?

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการค้นคว้ามาเป็นระยะเวลานานว่าการเอาอาหารเข้าไมโครเวฟนั้น จะทำให้สารอาหารถูกทำลายหรือไม่ ในงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน Agricultural and Food Chemistry รายงานว่าเมื่อนำบล็อกโคลี่เข้าไมโครเวฟ สารอาหารส่วนมากยังคงอยู่ เพียงแต่วิตามิน C เท่านั้นที่ออกมาพร้อมกับน้ำ หรือว่าเราไม่ควรนำผักเข้าไมโครเวฟ? นั่นก็ไม่จำเป็นเสมอไป เพราะอย่างแรกเลย วิตามิน C เป็นสารที่ระเหยได้ง่าย เมื่อเราเอาผักไปปรุงอาหารด้วยวิธีอื่นที่ผ่านความร้อน มันก็จะเสียวิตามิน C เช่นกัน แต่โชคดีเพราะเราสามารถได้รับวิตามิน C จากผักผลไม้สดๆ ทดแทนได้ แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การเอาผักเข้าไมโครเวฟมันจะทำลายสารต้านอนุมูลอิสระ น้อยกว่าการนำไปต้มหรือทอด เมื่อทดลองในผักกว่า 20 ชนิด

แล้วโอเมก้า 3 ในปลาจะได้รับผลกระทบด้วยหรือไม่?

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Food and Bioproducts Processing ได้ทำการทดลองโดยการนำปลากะพงขาวไปทอด และ เข้าไมโครเวฟ ปรากฏว่าปลากะพงขาวที่เข้าไมโครเวฟนั้นสูญเสียโอเมก้า 3 มากกว่า การนำไปทอด

แล้วภาชนะที่ใส่ในไมโครเวฟมีความเสี่ยงหรือไม่?

“ถ้าเราเอาพลาสติกใส่ไมโครเวฟ สารเคมีในพลาสติกจะรั่วออกมาปนในอาหารของเรา” นี่คือสิ่งที่คนส่วนมากกังวล แต่เมื่อเราอ้างอิงจาก Harvard Medical School ซึ่งได้ทำการทดสอบการนำพลาสติกเข้าไมโครเวฟเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีการไหลของสารในพลาสติกลงมาปนกับอาหาร และ พลาสติกที่ผ่านการทดสอบนี้เท่านั้นจึงจะได้รับการอนุมัติ ให้เป็นภาชนะที่เข้าไมโครเวฟได้ แต่ถ้าคุณยังคงไม่มั่นใจคุณก็เปลี่ยนมาใช้จานแก้ว หรือ จานกระเบื้องเข้าไมโครเวฟก็ได้ เพื่อความสบายใจของคุณ

รังสีจากไมโครเวฟ ทำให้อาหารมีสารกัมมันตภาพรังสีหรือไม่?

ก่อนจะตอบคำถามนี้เราต้องทำความเข้าใจกับการแผ่รังสีเสียก่อน โดยทั่วไปเราได้รับรังสีต่างๆ มากมายในธรรมชาติอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นการโดนแสงแดด หรือแม้แต่แสงหลอดไฟภายในบ้านของคุณเอง โทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือแม้แต่วิทยุ การแผ่รังสีมีอยู่ทุกๆ ที่ ไมโครเวฟทำงานโดยการแผ่รังสีแบบ non-ionising radiation นั่นหมาความว่า ไมโครเวฟไม่ได้ทำให้โครงสร้างของสารเปลี่ยน มันแค่เข้าไปทำให้โมเลกุลของน้ำสั่นสะเทือนจนเกิดเป็นความร้อน ด้วยกระบวนการนี้มันจึงทำให้อาหารร้อนได้เร็วกว่าการปรุงอาหารอื่นๆ ที่ต้องรอให้ผ่านกระทะ ผ่านหม้อ กว่าจะถึงโมเลกุล

เพราะฉะนั้นไมโครเวฟจึงไม่ทำให้อาหารมีสารกัมมันตภาพรังสี

แล้วรังสีจากไมโครเวฟทำให้เป็นมะเร็งได้หรือไม่?

ในปี 1997 Peter Valberg ได้ทำการทดลอง หาความสัมพันธ์ของการเกิดมะเร็งกับรังสีไมโครเวฟกับเนื้อเยื่อ เพื่อหาว่ารังสีไมโครเวฟสามารถทำให้มนุษย์เป็นมะเร็งได้หรือไม่ และเขาพบว่า มีหลักฐานน้อยมากๆ ที่สนับสนุนสมมุติฐานนี้ เขาจึงสรุปได้ว่ารังสีจากไมโครเวฟ ไม่ได้ทำให้เกิดมะเร็ง และในปัจจุบันนี้ นักวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักรได้ออกมาบอกแล้วว่า ไมโครเวฟปลอดภัยไม่ทำให้เกิดมะเร็ง

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

ข่าววิทยาการ

Yo yo effect และการอดอาหาร ส่งผลเสียต่อหัวใจของคุณ!

Published

on

การอดอาหารดูจะเป็นทางเลือกที่รวดเร็วสำหรับการลดน้ำหนัก แต่มันส่งผลเสียมากกว่าผลดีรึเปล่า?

งานวิจัยชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของน้ำหนัก คอเลสเตอรอล และ ระดับน้ำตาลในเลือด มีผลกระทบอย่างรุนแรงต่อร่างกาย อ้างอิงจากงานวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ใน American Heart Association’s journal Circulation อาการโยโย่เป็นคำที่ใช้อธิบายถึงการที่น้ำหนักเพิ่มขึ้นหลังจากการลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคหัวใจ หลอดเลือดในสมองแตก และ ทำให้ตายเร็วขึ้น

ในการวัดผลเรื่องการลดน้ำหนักแบบเฉียบพลันส่งผลต่อร่างกายของเราอย่างไรนั้น นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Catholic เกาหลีใต้ ได้ทำการศึกษาโดยมีอาสาสมัคร 6,748,773 คน โดยทั้งหมดได้รับการประเมินสุขภาพแล้วว่าไม่มีอาการ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ระดับคอเลสเตอรอลสูง และ อาการหัวใจวายมาก่อน จากปี 2005-2012 หลังจากผู้วิจัยได้ทำการติดตาม พบว่า 54,785 คนเสียชีวิต 22,498 เป็นโรคหลอดเลือดในสมอง และ 21,452 คนเป็นโรคหัวใจ หลังจากที่พบว่าอาสาสมัครมีอาการลดน้ำหนัก ลดระดับน้ำตาลในเลือด และ ระดับคอเลสเตอรอลอย่างรวดเร็ว

อาการโยโย่ ทำให้ร่างกายเกิดความเครียด

เพราะว่าการศึกษานั้นทำเพียงสังเกตเท่านั้น จึงไม่สามารถสรุปแน่ชัดได้ แต่นักโภชนาการเชื่อว่าการที่น้ำหนักเพิ่มและลดลงอย่างรวดเร็วนั้นส่งผลให้ร่างกายเครียด และส่งผลเสียตามมาแน่ๆ เพราะเมื่อเราอดอาหารนั้น ร่างกายจะถูกจำกัดแคลลอรี่ และเมื่อมันถูกจำกัดร่างกายจะไปเพิ่มการเผาผลาญไขมันและมวลกล้ามเนื้อเพื่อมาสร้างพลังงานแทน และด้วยเหตุนี่เองจะทำให้ร่างกายเพิ่มภาวะการอักเสบ และมีระดับคอติซอลสูงขึ้น คอติซอลเป็นฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความเครียดมันจะถูกหลั่งออกมาเมื่อเราตกอยู่ในอันตราย และเมื่อคอติซอลหลังมาเป็นเวลานานเป็นที่รู้กันดีว่าจะส่งผลให้น้ำหนักเพิ่ม ความเครียด ความดัน ไขมันก็จะเพิ่มขึ้นเช่นกัน Matt Edwards นักโภชนาการและผู้อำนวยการด้านโภชนาการและโภชนาการที่ GenoPalate กล่าว และการผันผวนนของระดับคอติซอลกับน้ำหนักตัว อาจเป็นสาเหตุสำคัญของโรคหัวใจ

ในงานวิจัยหลายๆงานบอกแล้วว่าการอดอาหารนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ดี สำหรับผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากหรือเป็นโรคอ้วนควรหันมาลดน้ำหนักแบบยั่งยืน ด้วยการคุมอาหาร และออกกำลังกายจะดีกว่า นักโภชนาการบางคนแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีพืชผักเป็นหลัก หรือวิธีรับประทานอาหารแบบ DASH โดยพวกเขาให้ความเห็นว่ามันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการลดน้ำหนัก และ ลดความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือถ้าใครยังไม่สามารถทำได้ ก็ให้เริ่มต้นด้วยการรับประทานผักให้มาก ลดการกินเนื้อ และ คาร์โบไฮเดรตลง อาจจะงดเนื้อวันละ 1 มื้อสำหรับคนที่ผ่านขั้นแรกไปแล้ว และที่สำคัญลดการกินอาหารนอกบ้าน เพราะเราก็ไม่รู้ว่าในอาหารแต่ละมื้อนั้นมีส่วนประกอบของน้ำตาล เกลือ เนย มากน้อยเพียงใด ดังนั้นนอกจากผู้ป่วยต้องควบคุมตนเองแล้ว ผู้ให้บริการทางการแพทย์ก็ควรช่วยกันสังเกตผู้ป่วยหากมีความดัน หรือ ระดับน้ำตาลในเลือดเปลี่ยนไป เพื่อช่วยกันปรับเปลี่ยนพฤติกรรมป้องกันการเกิดโรค

ในงานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่าการแปรผันของน้ำหนักตัว ระดับน้ำตาล และ ระดับคอเลสเตอรอล ส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ นี่เป็นงานวิจัยชิ้นแรกดังนั้นเราจึงยังต้องศึกษาเพิ่มเติม แต่ถึงอย่างไรการศึกษาวิจัยนี้ก็ได้ทำให้ได้ตระหนักถึงการรักษาสุขภาพของตนเองในระยะยาว

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

ถุงยางแบบใหม่ หมดกังวลเรื่องสารหล่อลื่น!

Published

on

การวิจัยนี้ได้รับการสนับสนุนจากมูลนิธิ Bill and Melinda Gates Foundation โดยพวกเขาหวังจะสามารถทำให้ถุงยางถูกนำมาใช้เพื่อป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มากขึ้น พอๆ กับการใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์

เมื่อมีสารหล่อลื่นไม่มากพอ การมีเพศสัมพันธ์จะทำให้คุณเจ็บ และ ถุงยางก็จะลื่นหลุดและขาดได้ ถุงยางจะมีประสิทธิภาพสูง เมื่อใช้งานมันอย่างถูกต้อง แต่ไม่ใช่ทุกๆ คนที่ชอบใช้มัน พวกเขาได้เสนอถุงยางที่มีสารหล่อลื่นในตัว แต่บางครั้งมันก็ไม่พอ หลายคนจึงใช้สารหล่อลื่นเพิ่มเติม แต่นี่กลับเป็นวิธีที่ทำให้ยุ่งยาก และ อาจขัดจังหวะของคุณได้

นักวิทยาศาสตร์บอกว่าถุงยางตัวใหม่นี้จะลื่นเมื่อสัมผัสกับของเหลวจากร่างกาย มันสามารถทนแรงกดได้มากกว่า 1,000 thrusts โดยไม่สูญเสียความลื่นของมัน Royal Society Open Science journal ได้รายงานไว้ นักวิจัยพบว่าโดยทั่วไปแล้วการมีเพศสัมพันธ์มักใช้เวลาน้อยกว่าครึ่งชั่วโมงแต่บางครั้งก็มากกว่านั้น เมื่อทดสอบเปรียบเทียบถุงยางอนามัยปกติที่เคลือบด้วยน้ำยาหล่อลื่นที่ซื้อจากร้านค้า ในช่วงแรกมันหล่อลื่นดีแต่เริ่มน้อยลงเมื่อใช้แรงกดประมาณ 600 thrusts และเมื่อให้อาสาสมัครลองประเมินในเรื่องของการหล่อลื่น ชาย และ หญิง มากกว่า 33 คน พึงพอใจมากกว่าเมื่อเทียบกับถุงยางแบบเดิม แต่ถึงอย่างนั้นถุงยางตัวนี้ก็ยังต้องทดสอบเพิ่มเติมเพื่อให้แน่ใจว่าจะมีประสิทธิภาพในด้านต่างๆ เทียบกับถุงยางที่วางขายอยู่ทั่วไปได้หรือไม่ โดย ศาสตราจารย์ Mark Grinstaff จากมหาวิทยาลัย Boston กล่าวว่าจะเริ่มทำการทดลองทางคลินิกในปีหน้า และมีแผนที่จะพัฒนาเพื่อออกมาวางขายเช่นเดียวกัน

Dr Nicola Irwin จากมหาวิทยาลัย Queen’s เป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านวัสดุและเทคโนโลยีทางการแพทย์ เธอบอกว่า สารที่ใช้เคลือบถุงยางแบบใหม่นี้คล้ายคลึงกับสิ่งที่ใช่เคลือบสายสวนทางเดินปัสสาวะ และ สารเคลือบเหล่านี้เป็นที่ยอมรับมากกว่าการเลือกที่จะใช้อุปกรณ์หล่อลื่นแบบอื่น ผู้ใช้ส่วนมากบอกว่ามันทำให้สบายมากขึ้น และสะดวกต่อการใช้งาน

จึงเป็นที่คาดหวังว่าถุงยางอนามัยที่ผ่านการเคลือบผิวแบบ hydrophilic coated ที่เพิ่งได้รับการพัฒนา จะสามารถใช้งานได้ตามจุดประสงค์จริง ในขณะเดียวกันนักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Wollongong ประเทศออสเตรเลียกำลังพยายามผลิตถุงยางอนามัยที่หล่อลื่นด้วยตัวเองออกจากไฮโดรเจนที่เหนียวแทนที่จะเป็นน้ำยางหรือยางที่ให้ความรู้สึกเหมือนผิวจริง

Bekki Burbidge จากองค์กรการกุศลเพื่อสุขภาพทางเพศ FPA กล่าวว่า “เรายินดีต้อนรับนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อส่งเสริมการใช้ถุงยางอนามัย ถุงยางอนามัยเป็นวิธีการคุมกำเนิดที่ช่วยป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ด้วยดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้คนจะรู้สึกมั่นใจและสบายใจในการใช้ถุงยางอนามัย การหล่อลื่นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้ผู้คนมีความสุขกับการใช้ถุงยางอนามัยได้

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ

ข่าววิทยาการ

แสงสีฟ้าทำร้ายตาของคุณได้อย่างไร

Published

on

ในทุกๆ วันเราได้รับแสงสีฟ้าจากดวงอาทิตย์ที่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับร่างกายได้ แต่ถึงจะมีประโยชน์เราก็ไม่ควรรับมากเกินไป เพราะ แสงสีฟ้าที่มาจากดวงอาทิตย์ และ เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์นั้น ส่งผลเสียต่อกระจกตา และ เลนส์ตาของเรา

มีหลักฐานมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แสดงถึงข้อเสียของแสงสีฟ้า ในตอนกลางคืนแสงสีฟ้าจะส่งผลในการหลั่งเมลาโทนิน ซึ่งมีผลกับนาฬิกาชีวิต และ การที่ได้รับแสงสีฟ้ามากเกินไปจะส่งผลกับจอประสาทตา ถึงแม้ว่ายังไม่มีปริมาณที่แน่ชัดก็ตาม งานวิจัยจากมหาวิทยาลัย Toledo แสดงให้เห็นถึงผลกระทบเมื่อแสงสีฟ้ากระทบกับจอประสาทตา มันจะทำให้สารเคมีในจอประสาทตาเกิดความเป็นพิษ และ ส่งผลต่อดวงตาของเรา

ในตาของเรามีเซลล์รับแสงอยู่สองแบบ คือ rods และ cones เซลล์แบบ rods จะรับแสงได้มากกว่าและมันจะมีโปรตีน rhodopsin ในการช่วยตรวจจับแสง โมเลกุลของเรติน่ามีหน้าที่ในการดูดซับแสงจะอยู่ในจุดพิเศษของโปรตีน rhodopsin เมื่อ Photon ของแสงกระทบกับจอประสาทตา เซลล์พิเศษเหล่านี้จะเปลี่ยนรูปร่างของมัน (ถึงจะเป็นเพียงแค่การบิดตัวนิดๆหน่อยก็เถอะ) แต่การเปลี่ยนรูปร่างนี้จะส่งผลให้สารเคมีเปลี่ยนและส่งกระแสประสาทไปยังสมองผ่าน optical nerve

Ajith Karunarathne นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัย Toledo กล่าวว่า คุณต้องดูแลจอประสาทตาให้ดีหากคุณยังอยากมองเห็นอยู่ ซึ่งเขาได้ค้นพบเซลล์ HeLa (เซลล์ที่ถูกใช้แทนเซลล์รับแสง) ซึ่งเมื่อแสงสีฟ้าเข้ามายังจอประสาทตามันจะส่งผลกระทบต่อโปรตีนสำคัญๆ ที่เยื่อหุ้มเซลล์ และมันมีผลต่อการเพิ่มการ oxidation และ ระดับแคลเซียมในเซลล์ เกิดเป็นพิษ จากผลดังกล่าวจะทำให้เซลล์รับแสงตาย แต่เมื่อมีการนำแสงสีแดง และ แสงสีเหลืองมาทดสอบกลับไม่ทำให้เกิดความเป็นพิษกับเซลล์

นักวิจัยเกิดข้อสงสัยว่าหากมันเป็นพิษแล้วทำไมจึงไม่เกิดผลกับตาของเราในทันที และคำตอบนั้นคือเมื่อสาร anti-oxidation ที่ถูกเรียกว่า alpha-tocopherol (สารที่มาในรูปแบบของวิตามิน E ) เกิดขึ้น มันจะช่วยลดผลกระทบจากแสงสีฟ้า และ ช่วยป้องกันเซลล์ได้ แต่เมื่ออายุมากขึ้นกระบวนการนี้ก็เสื่อมถอยลงไปด้วยการได้รับแสงสีฟ้าเป็นระยะเวลานานจึงจะส่งผลกระทบต่อจอประสาทตา และ ทำให้ตาบอดได้

งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าแสงสีฟ้าส่งผลอย่างไรกับจอประสาทตาของเรา และ ก็หวังว่าจะมีการพัฒนาอะไรขึ้นมาเพื่อป้องกันอาการดังกล่าวอย่างเช่นยาหยอดตา หรืออะไรก็ตามเพื่อปกป้องสายตาของเด็กที่อยู่ในยุคดิจิตอลเช่นนี้

ในท้ายที่สุดถ้าการได้รับแสงสีน้ำเงินจากเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ในปริมานที่มากแสดงให้เห็นว่ามันส่งผลกระทบอย่างมากตเมื่อเรามีอายุมากขึ้น ถึงแม้จะมีปัจจัยร่วมด้วยอย่างเช่น สารอาหาร การออกกำลังกาย และ กรรมพันธุ์ เป็นต้น

อ้างอิง

แชร์โพสนี้

แสดงความคิดเห็น

อ่านต่อ
Advertisement
Xiaomi Black Shark 2
ข่าววงการมือถือ25 นาที ago

เผยภาพหลุดสมาร์ทโฟนเกมมิ่งตัวต่อไปอย่าง Xiaomi Black Shark 2 พร้อมโปสเตอร์ เปิดตัว 23 ตุลาคมนี้แน่นอน

ข่าววงการมือถือ3 ชั่วโมง ago

Google แก้เกม EU : เตรียมเรียกเก็บค่าใช้แอป Google สูงสุดถึง 40 เหรียญ ต่อสมาร์ทโฟนในยุโรป 1 เครื่อง

Razer Blade 15
ข่าววงการไอที4 ชั่วโมง ago

Razer เปิดตัวเกมมิ่งโน้ตบุ้ค Blade 15 มาพร้อมพัดลมที่ใหญ่กว่าเดิม และราคาที่ถูกลง สนนราคาเริ่มต้นที่ 52,000 บาท

Google Pixel 3 XL
ข่าววงการมือถือ5 ชั่วโมง ago

ชำแหละ Google Pixel 3 XL เผยให้เห็นหน้าจอที่ผลิตโดย Samsung พร้อมตัวเครื่องที่เชื่อมด้วยกาวอย่างแน่นหนา

ข่าววงการเกม6 ชั่วโมง ago

หลุด! Red Dead Redemption 2 เวอร์ชั่นพีซีอาจจะวางจำหน่ายในปี 2019

Advertisement

ติดตามข่าวสาร กดไลค์เพจแบไต๋!

เรื่องร้อนแรง!