รวมภาพสุดล้ำจากดาวอังคาร ฉลองครบ 15 ปี ยาน Mar Reconnaissance ออกจากโลก!

เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา นอกจากจะเป็นวันแม่ในไทยแล้ว ยังเป็นวันที่ยานสำรวจดาวอังคาร ‘มาร์ส รีคอนเนเซนต์’ (Mars Reconnaissance Orbiter: MRO) ยานโคจรสำรวจที่เก่าแก่ที่สุดลำหนึ่งได้ปฏิบัติหน้าที่ครบรอบ 15 ปีพอดี นาซาจึงได้ปล่อยภาพน่าทึ่งมากมายที่ได้จากยานมาให้เราได้ยลกัน

ยาน Mars Reconnaissance เป็นยานอวกาศรุ่นเก๋า ที่ให้ข้อมูลจำนวนมากเกี่ยวกับอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศที่เบาบางของดาวอังคาร ศึกษาลึกลงไปในใต้ดินด้วยเรดาร์ รวมทั้งตรวจจับแร่ธาตุบนพื้นผิวดาว แต่ที่เหนือกว่านั้นคือภาพที่สวยงามน่าทึ่ง ที่เกิดจากกล้อง 3 ตัวบนยาน

ภาพจำลองยาน Mars Reconnaissance Orbiter (MRO) เหนือพื้นผิวดาวอังคาร
Credit: NASA

กล้องตัวแรกคือ Mars Colour Imager (MARCI) มันมีเลนส์ฟิชอายที่ให้มุมมองโดยรวมของดาวเคราะห์ส่งกลับมายังโลกทุกวัน กล้องตัวต่อมาคือ Context Camera (CTX) ด้วยมุมมองภาพที่กว้างถึง 30 กิโลเมตร (19 ไมล์) ทำให้มันช่วยให้ภาพภูมิประเทศขาวดำแก่เรา ในขณะที่กล้องตัวที่สาม High-Resolution Imaging Science Experiment (HiRISE) ให้มุมมองที่โดดเด่นคมชัดที่สุด

ด้วยคุณสมบัติที่สามารถซูมไปยังพื้นผิวด้วยความละเอียดสูงสุด ทำให้ HiRISE จับภาพธรรมชาติที่มีรายละเอียดและสีสันที่น่าทึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นดินถล่ม ฝุ่นมหาศาลที่กลืนกินพื้นผิว และการเปลี่ยนแปลงไปของภูมิทัศน์ กล้องยังจับภาพยานอวกาศอื่น ๆ บนดาวอังคารตามคำสั่ง และยังมีการหมุนยาน Mars Reconnaissance เพื่อหันกล้อง HiRISE ไปที่โลกและโฟบอส (หนึ่งในสองดวงจันทร์ของดาวอังคาร) เพื่อบันทึกภาพอีกด้วย

จากการทำงานตั้งแต่ปีพ.ศ. 2549 จนถึงต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา HiRISE เพียงกล้องเดียว ก็ถ่ายภาพไปถึง 6,882,204 ภาพ ส่งข้อมูลจำนวน 194 เทระไบต์จากดาวอังคารมายังโลก และภาพต่อไปนี้เป็นเพียงภาพตัวอย่างที่ได้จากกล้องทั้ง 3 ตัวบนยาน Mars Reconnaissance โดยศูนย์ JPL (Jet Propulsion Laboratory) ของนาซาเป็นผู้นำมาประมวลและเผยแพร่

พายุฝุ่นแห่งทศวรรษบนดาวอังคาร

ภาพก่อน (ซ้าย) และหลัง (ขวา) การเกิดพายุฝุ่นครั้งใหญ่
Credits: NASA/JPL-Caltech/MSSS
เมื่อนำภาพดาวอังคารที่ถ่ายเปรียบเทียบมาจัดทำเป็นภาพเคลื่อนไหว
Credits: NASA/JPL-Caltech/MSSS

พายุฝุ่นเป็นเรื่องปกติบนดาวอังคาร แต่ส่วนใหญ่พายุจะก่อตัวในบริเวณไม่กว้างนัก ทว่า ในหนึ่งทศวรรษ อาจเกิดปรากฏการณ์พิเศษขึ้นสักหนึ่งหรือสองครั้ง พายุที่เกิดขึ้นกระจัดกระจายในภูมิภาคต่าง ๆ ได้สร้างผลกระทบต่อเนื่อง (A domino effect) ทำให้เกิดการยกตัวขึ้นของฝุ่นจำนวนมหาศาลพัดพาไปกับสายลมจนปกคลุมพื้นผิวดาวไปทั่ว เป็นปราฏการณ์ที่เรียกว่า “เหตุการณ์ฝุ่นล้อมรอบดาวเคราะห์ (Planet-encircling dust event)”

สำหรับภาพเปรียบเทียบนี้บันทึกโดยกล้อง MARCI ในปี พ.ศ. 2561 จะเห็นได้ว่าปรากฏการณ์พิเศษดังกล่าวทำให้พื้นที่ด้านบนเหนือยานสำรวจออเพอร์ทูนิตี (Opportunity) เต็มไปด้วยฝุ่น ส่งผลให้ท้องฟ้ามืดลง แสงแดดส่งไปไม่ถึงแผงโซลาร์เซลล์ของยาน และนำไปสู่การปิดฉากของภารกิจในที่สุด

หางพายุหมุน

Credits: NASA/JPL-Caltech/Univ. of Arizon

ขณะที่กล้อง HiRISE อยู่เหนือพื้นผิวดาวอังคาร บางครั้งก็ค้นพบสิ่งที่น่าประหลาด เช่น ภาพพายุฝุ่นมหึมาที่ถูกถ่ายไว้ที่ความสูง 297 กิโลเมตร (185 ไมล์) นี้ ความยาวของเงาพายุหมุนบ่งชี้ว่า พายุลูกนี้มีความสูงมากกว่า 800 เมตร (ครึ่งไมล์) ซึ่งมีขนาดเท่ากับตึกเบิร์จคาลิฟา (Burj Khalifa) ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ซึ่งเป็นอาคารที่สูงที่สุดในโลก

ดินถล่มบนดาวเคราะห์แดง

Credits: NASA/JPL-Caltech/University of Arizona

กล้อง HiRISE จับภาพชั่ววินาทีที่ดินถล่มได้ เมื่อน้ำแข็งตามฤดูกาลละลายระเหยกลายเป็นไอในฤดูใบไม้ผลิ ทำให้หน้าผาสูง 500 เมตร (1,640 ฟุต) ที่ขั้วเหนือของดาวอังคารเริ่มแตกร้าวและถล่มลงมาในที่สุด เผยให้เห็นร่องรอยแห่งอดีต ผ่านชั้นน้ำแข็งและฝุ่นที่ทับถมก่อตัวขึ้นในยุคที่แตกต่างกัน เช่นเดียวกับวงแหวนต้นไม้ ที่แต่ละชั้นจะชี้ให้นักวิทยาศาสตร์ได้เห็นว่าสภาพแวดล้อมรอบต้นไม้ที่เปลี่ยนแปลงไปเช่นไร

หลุมอุกกาบาตยักษ์

Credits: NASA/JPL-Caltech/Univ. of Arizona

ดาวอังคารมีชั้นบรรยากาศเบาบาง มีความหนาแน่นเพียง 1% ของโลก ด้วยเหตุนี้ การเผาไหม้ของวัตถุที่พุ่งเข้าไปในดาวจึงเกิดขึ้นน้อยกว่าบนโลก อุกกาบาตขนาดใหญ่จึงผ่านเข้าสู่ดาวเคราะห์แดงได้มากกว่าโลก กล้อง CTX ตรวจพบหลุมอุกกาบาตใหม่กว่า 800 แห่ง และหลังจากนั้นนักวิทยาศาสตร์ก็ถ่ายภาพที่มีรายละเอียดมากขึ้นด้วยกล้อง HiRISE

หลุมอุกกาบาตนี้มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 30 เมตร (100 ฟุต) ล้อมรอบด้วยรัศมีของการระเบิดครั้งใหญ่ การตรวจสอบการกระจายตัวออกของเศษดินและหินโดยรอบจะทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับการพุ่งชนของอุกกาบาตเพิ่มเติม อย่างการระเบิดในภาพนี้ ทำให้เศษดินกระเด็นพุ่งออกไปได้ไกลถึง 15 กิโลเมตร (9.3 ไมล์)

(อ่านต่อหน้า 2 คลิกที่นี่เลย)