Connect with us

Tale of Berseria

Tale of Berseria
8

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องน่าติดตาม (มาก)
  • ตัวละครเอกหลายตัวมีเสน่ห์และน่าค้นหา
  • ระบบการต่อสู้เข้าใจง่ายและสนุก!
  • มีองค์ประกอบ (element) ของความเป็น RPG ต่างๆ ที่ลงตัว

จุดสังเกต

  • กราฟิกดูล้าสมัยไปหนึ่ง Gen (อาจเพราะยังทำลงให้กับ PS3 ด้วย)

จากอดีตถึงปัจจุบัน ผู้เขียนได้เห็นซีรีส์เกม RPG ของชาติญี่ปุ่นมากมายล้มหายตายจากไป บ้างก็หมดอายุขัยไปตามกาลเวลา (ตระกูล Chrono ที่หยุดอยู่ที่ภาค Cross เป็นต้น) บ้างก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวตนให้เข้ากับเกมเพลย์ร่วมสมัย (ตระกูล Final Fantasy ตั้งแต่ภาค XII เป็นต้นมา และ Suikoden เป็นต้น) ฯลฯ ทำให้ในปัจจุบันเกม JRPG ขนานแท้จึงมีมีเพียงไม่กี่ซีรีส์เท่านั้นที่ยังอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้ ซึ่งตระกูล Tales ก็เป็นหนึ่งในจำนวนผู้รอดชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในตอนนี้และยังคงส่งภาคล่าสุดออกมาอย่าง Tales of Berseria โดยในภาคล่าสุดนี้นั้น ผู้เขียนกล้าบอกได้เลยครับว่ามันคือการ “ปฏิวัติครั้งสำคัญ” ของเกมซีรีส์นี้เลยทีเดียว แต่มันจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหนน่ะหรือ? เชิญหาคำตอบได้ในบทความรีวิวนี้ได้เลยครับผม 🙂


**มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของเนื้อเรื่อง**

Tales of Berseria ได้ใช้จักรวาลเดียวกันกับภาค Zestiria แต่จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนภาค Zestiria และมีตัวละครบางตัวเกี่ยวข้องกัน โดยในภาคนี้ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นตัวละครเอกที่เป็น “ผู้หญิง” มีนามว่า Velvet Crowe ออกตามล้างแค้น Artorius “Arthur” Collbrande ชายผู้ถือศักดิ์เป็นพี่เขยของ Velvet และ Laphicet น้องชายคนสุดท้ายของตระกูล Crowe ซึ่งเขาเคยได้แต่งงานกับ Celica พี่สาวของพี่น้องทั้งสองที่เธอได้เสียสละชีวิตของตนเองเพื่อช่วยชีวิต Arthur จากเหตุการณ์บุกโจมตีของเหล่าปีศาจ (Daemonblight) ที่หมู่บ้านของพวกเขาในคืนพระจันทร์สีเลือด (Scarlet Night) โดยหลังจากผ่านโศกนาฎกรรมดังกล่าวมาได้ 3 ปี Arthur ก็ได้ลงมือฆ่า Laphicet น้องชายผู้เป็นความหวังเดียวในการดำรงชีวิตอยู่ของ Velvet ในคืนพระจันทร์สีเลือด เพื่อใช้เป็นเครื่องบูชายัญเพื่อที่ตัวเขาจะได้รับพลังอัน “ศักสิทธิ์” จากพิธีกรรม “จุติ” (Advent) ซึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าว Velvet ได้พยายามช่วยเหลือน้องชายของเธออย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางสิ่งใดได้ อีกทั้งแขนซ้ายของเธอยังถูกครอบงำด้วยพลังปีศาจและส่งผลให้เธอกลายสภาพเป็น Therion ปีศาจหมวดหมู่แข็งแกร่งที่ดำรงชีวิตได้ด้วยการดูดกลืนปีศาจตัวอื่นเท่านั้น Velvet จึงใช้พลัง “ด้านมืด” ที่ได้มา ออกตามล้างแค้นบุรุษผู้ที่เธอเคยไว้ใจและเคารพรักที่สุด พร้อมสหายร่วมเดินทางที่พบปะระหว่างการผจัญภัย ที่ต่างก็ค่อยๆ ชำระล้างความสิ้นหวัง, ทุกข์ทรมานและความเคียดแค้นในจิตใจของกันและกันพร้อมทั้งรับรู้ถึงเรื่องราวที่หักมุมต่างๆ ในตอนท้าย

หากใครที่เคยได้สัมผัสเกมซีรีส์นี้สักภาค ก็จะรู้ว่าเกมซีรีส์ Tales มีความหม่นในเนื้อเรื่องแทบจะทุกภาคอยู่แล้ว หากแต่มันไม่ได้นำเสนอออกมาเป็นอารมณ์หลักๆ ของเนื้อเรื่อง จะอยู่เป็นเพียงพื้นหลังหรือกรอบรองรับบทสนทนาหรือเหตุการณ์ต่างๆ แต่มาในภาค Berseria นี้ ผู้เล่นจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ต่างออกไป เพราะผู้เล่นจะไม่ใช่วีรบุรุษ, ไม่ใช่ผู้กอบกู้ แต่ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทหญิงสาวผู้ครอบครองพลังปีศาจที่ยึดถือเพียงความเคียดแค้นและความสิ้นหวังในจิตใจ

“เหตุใดวิหคจักต้องโผบิน?” คำถามของ Arthur ที่ต้องการให้  Velvet ไปหาคำตอบ

แค่ขึ้นต้นมาว่าตัวเอกเป็นปีศาจก็ดูแปลกไปสำหรับซีรีส์นี้แล้ว แต่แค่นั้นยังไม่สามารถทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่ามันเป็น “ภาคที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้” หรอกนะครับ เพราะนัยแฝงที่ฝังมาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือการตั้งคำถามตัวโตๆ ถึง “ความหมายของการมีชีวิต” ผ่านบทสนทนาหลากหลายอารมณ์ของตัวละครเอกแต่ละตัวที่ต่างก็ผ่านเรื่องร้ายแรงในชีวิต เหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่องที่หล่อหลอมให้ตัวละครทั้งหลายกลมเกลียวกันมากขึ้น ปูมหลังของหลากหลายตัวละครที่ไม่ได้น่าสลดเสียใจไปกว่าตัวเอกของเกม ทุกองค์ประกอบที่โผล่มาตลอดของการเล่าเนื้อเรื่องนั้นจะทำให้ผู้เล่นซึบซับและเข้าถึงกับมันได้อย่างลื่นไหล และแม้จะมีส่วนที่ไม่สมเหตุสมผลหรือรวบรัดไปบ้าง แต่โดยภาพรวมของเนื้อเรื่องก็ถือว่าทำออกมาได้มาตรฐานซีรีส์ Tales หรือสำหรับใครที่ชอบเกมที่มีอารมณ์หม่นๆ สิ้นหวัง ภาคนี้อาจจะกลายเป็นลูกรักของคุณไปโดยปริยายก็เป็นได้

20150521_BAN_T00_1_250_1450701398
Eleanor_ScreenshotTOB_EVT_20160308_14_1461149639
TOB_EVT_20160112_10_r_1456401538
TOB_EVT_20160112_12_1456401652
TOB_EVT_20160112_20_1456401665

      

ซีรีส์ Tales นั้น นอกเหนือจากเนื้อเรื่องที่มีเอกลักษณ์แล้ว ระบบการเล่นเองก็เป็นจุดขายหลักเช่นกัน ขนาดไหนน่ะหรอครับ? ขนาดที่ว่าจะผ่านไปกี่ภาคก็ตาม ซีรีส์ Tales ก็ยังคงใช้ระบบต่อสู้เป็น Real-Time อยู่เหมือนเดิม ดัดบ้างบิดบ้างตามแต่ภาค แต่สุดท้ายสิ่งที่ซีรีส์เกมนี้ต้องการนำเสนอในการต่อสู้แต่ละภาคก็ยังคงเป็น “การช่วงชิงจังหวะ” หาใช่การปั้มเลเวลหนาๆ แล้วตีมอนทีเดียวตาย โดยในภาค Berseria นี้ก็ได้นำและดัดแปลงระบบหลายอย่างที่มันดีอยู่แล้วในภาค Zestiria มาใส่ไว้ในภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบต่อสู้ที่ได้ตัดระบบแพคคู่กับคู่หูคน-เทพออกไป แต่กระนั้นก็ยังคงมีระบบ SG (Soul Gauge) ที่เป็นตัวแทนค่า Stamina หรือ Mana ซึงเจ้าเกจ SG นี้จะมีข้อดีตรงที่หากเราออกท่าโจมตีในตอนที่เกจดังกล่าวหมด เราจะยังโจมตีต่อได้เหมือนปกติ แต่ต้องแลกมากับการออกท่าออกทางที่ช้ากว่าเดิม และโดนศัตรูโจมตีหนักกว่าเดิม และหากตัวละครของเราโดนโจมตีเมื่ออยู่ในสถานะที่เกจ SG หมดแล้วล่ะก็ เราก็จะโดนขโมยเกจดังกล่าวไปหนึ่งเกจ ส่งผลให้เราจะทำการโจมตีได้น้อยลง ทำให้เราต้องหาจังหวะตัดการออกท่าโจมตีของศัตรูเหมือนที่มันทำกับเราเพื่อขโมยเกจ SG ของศัตรูมาเพื่อทำให้เราได้เปรียบในการออกท่าโจมตีได้มากกว่า ซึ่งนอกจากการขโมย SG จากศัตรูด้วยการโจมตีตัดจังหวะนั้น และการแพ้ธาตุที่มาในภาคนี้เห็นผลชัดกว่าภาคก่อนๆ ซึ่งหากศัตรูตัวไหนแพ้ธาตุการโจมตีจากท่าของเรา เราก็จะขโมยเกจ SG มาได้ง่ายกว่าปกติ

จะเห็นได้ว่าระบบการต่อสู้ในภาคนี้จะเน้นไปที่การช่วงชิงจังหวะมากกว่าภาคอื่นๆ แถมไม่ต้องตั้งค่าปุ่มให้ยุ่งยากเหมือนภาคเก่าๆ (ที่แม้เราจะสามารถตั้งค่าท่าโจมตีได้หลากหลาย เช่น ปุ่มกดฟันรัวตั้งไว้ที่ปุ่มสามเหลี่ยมเอย กดตีหงายเป็นปุ่มสี่เหลี่ยมพร้อมปุ่มลูกศรขึ้น ฯลฯ ซึ่งมันอาจจะยืดหยุ่นกว่าก็จริง แต่มันวุ่นวายกว่ามากเลยทีเดียว ยิ่งเวลาเจอศัตรูที่เป็นประเภทบอสแล้วล่ะก็ นิ้วนี้พันกันมั่วไปหมด) โดยในภาคนี้การตั้งค่าปุ่มโจมตีก็ยังคงนำระบบมาจากภาค Zestiria ที่มันดีอยู่แล้วมาปรับ UI ให้มันเข้าใจง่ายกว่าเดิม โดยผู้เล่นจะสามารถตั้งค่าได้ว่าท่าแรกยันท่าสุดท้ายที่ออกในการกดปุ่มโจมตีนั้นเป็นท่าอะไรบ้าง เช่น ปุ่มสี่เหลี่ยมผู้เล่นอาจจะตั้งไว้ให้เป็นคอมโบไว้ใช้กับศัตรูที่แพ้ธาตุลม ปุ่มสามเหลี่ยมตั้งไว้ใช้กับศัตรูที่แพ้การโจมตีธรรมดา เป็นต้น

แน่นอนว่าหากเกมใดก็ตามที่เคลมตัวเองว่าเป็น RPG สิ่งที่เรียกว่าองค์ประกอบ (Element) ความเป็น RPG ต้องชัดเจนครับ โดยอีกหนึ่งระบบดีๆ ที่ภาคล่าสุดนี้ยังนำมาจากภาค Zestiria ก็คือระบบได้รับสกิลถาวรจากอุปกรณ์สวมใส่ (ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดีเรียกตรงไปตรงมาแบบนี้เลยละกัน…) ที่ดูไปคลับคล้ายคลับคลากับระบบของเกม Final Fantasy ภาค 9 อยู่พอสมควรครับ แต่ก็ไม่ได้เห็นผลเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเท่ากับเกมดังกล่าว แต่จะได้ค่าสถานะมาเพิ่มแบบตอดเล็กตอดน้อยครับ เช่น เมื่อสกิลของอาวุธชิ้นนี้เต็มผู้เล่นก็จะได้โจมตีศัตรูประเภทแมลงแรงขึ้น 10% ฯลฯ อีกทั้งในภาคนี้ผู้เล่นแทบจะไม่ต้องซื้ออุปกรณ์สวมใส่จากร้านค้าในเกม (ถ้าขยันฟาร์มพอนะ) เพราะไอเทมประเภทดังกล่าวจะหาดรอปได้จากศัตรู ซึ่งแต่ละชิ้นที่ดรอปมาก็จะมีค่าสถานะที่เพิ่มให้กับผู้สวมใส่ไม่เท่ากันแถมในบางครั้งไอเทมที่ดรอปได้ก็อาจจะเป็นเกรดขั้นต่อไปเลยทีเดียว

โดยสรุปแบบเบาๆ กับระบบเกมเพลย์นั้น จะเห็นได้ว่าในภาคล่าสุดนี้ได้ตัดความยุ่งยากทำให้ตัวเกมเข้าใจง่ายมากขึ้นกว่าภาคก่อนๆ พอสมควรครับ ทั้งการได้ค่าสถานะเพิ่มจากอุปกรณ์สวมใส่ที่แม้จะได้มาทีละเล็กทีละน้อย แต่หากพยายามตามเก็บสกิลเหล่านี้ ตัวละครเราก็จะเก่งขึ้นพอสมควร ไหนจะทั้งการต่อสู้ที่รวดเร็วและกระชับ ส่งผลให้การต่อสู้สนุกขึ้น นี่ยังไม่นับระบบยิบย่อยต่างๆ ของเกมอีกนะ ทั้งระบบทำอาหารกินเองที่จะได้ค่าสถานะเพิ่มแบบเบาๆ, ระบบแต่งตัวที่สามารถเปลี่ยนตัวละครหน้าอมทุกข์ของเราทั้งหลายให้ออกมาเป็นตัวตลกโบโซ่ที่พอสร้างสีสันสดใสให้กับเนื้อเรื่องหม่นๆ ได้เยอะเลยทีเดียว และไหนจะมินิเกมต่างๆ ที่นอกจากจะเปลี่ยนอารมณ์ความตึงเครียดชั่วขณะของเนื้อเรื่องได้แล้ว ของรางวัลที่ได้จากการเล่นมินิเกมเหล่านี้ยังพอคุ้มค่าแก่การสละเวลาอีกด้วย ซึ่งในส่วนเสริมต่างๆ นี้นั้นทำให้ผู้เล่นสามารถติดหนึบอยู่กับเกมได้เป็นชั่วโมงๆ เลย

TOB_CostumeAttachment_20160510_02_1466675339
TOB_CostumeAttachment_20160510_03_1466675341
TOB_CostumeAttachment_20160510_08_1466675346
TOB_MiniGame_20160510_03_1466675294
TOB_MiniGame_20160510_05_1466675300
TOB_MiniGame_20160510_06_1466675302
TOB_MiniGame_20160510_07_1466675304

ด้านกราฟิกคงจะเป็นจุดด้อยจุดเดียวของเกมนี้เลยก็ว่าได้ครับ คือหากถามว่ามันสวยไหม? สวยครับ แต่สวยในแบบสมัยยุค “PS3” คือไม่ว่าผู้เล่นจะมองอย่างละเอียดหรือเพียงผิวเผินแบบไหน ยังไงซะรายละเอียดพื้นผิวภายในเกมหลายจุดก็เห็นได้ชัดเจนว่ามันตกยุค แต่เอาเข้าจริงๆ ถ้าไม่ได้ซีเรียสหรือคุ้นชินกับภาพกราฟิกเกมสมัยใหม่ ภาพในเกมก็ยังสวยในแบบของมัน

เห็นเส้นอะไรกันไหม?

โอเค… ผ่านส่วนที่พอเห็นอกเห็นใจมาได้แล้ว เรามาดูส่วนที่น่าผิดหวังกันจริงๆ จังๆ ดีกว่าครับ มีหลายครั้งเลยที่ผู้เขียนกำลังสนุกสนานกับการฟาร์มในเกม แต่ก็ต้องมานั่งงงว่าทำไมเมื่อผู้เขียนเข้าถึงพื้นที่ที่เป็นแสงทึบๆ มันมักจะมีเส้นขวางแนวนอนปรากฎบนพื้นผิวของเกม (ตัวละคร, พื้นที่ในเกม) หรือบางครั้งภาพของเกมก็แอบเบลอๆ ซะงั้น  ซึ่งแม้มันจะเบลอไม่มาก (ถ้าเป็นศัพท์คนใช้ photoshop ก็จะประมาณค่า gaussian blur 1 -2 ) แต่ถ้าใครได้เห็นปัญหาดังกล่าวนี้ รับรองได้ครับว่าจะต้องฉุกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างแน่นอน ในส่วนนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร เพราะผู้เขียนเองก็ไม่ได้มีความรู้เชิงกราฟิก หรือการเขียนโค๊ดอะไรขนาดนั้น และเมื่อรวมปัญหาดังกล่าวนี้เข้ากับกราฟิกที่ดูล้าสมัย มันก็อาจจะขัดใจผู้เล่นอยู่พอสมควร จนบางครั้งผู้เล่นอาจจะอยากรีบออกจากพื้นที่ที่เกิดปัญหาด้านกราฟิกดังกล่าวไปให้ไวๆ แต่นอกเหนือจากด้านประสิทธิภาพนั้นส่วนที่เป็นข้อด้อยหลักๆ มีเพียงด้านกราฟิกนี่แหล่ะครับ เพราะส่วนอื่นๆ นั้นยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความเป็นซีรีส์ Tales ได้อย่างครบถ้วน ทั้งลายเส้นของตัวละครภายในเกม, เพลงเปิดของเกมที่แสนจะติดหูและสกอร์เพลงที่เข้ากับธีมของเกม

เพลงเปิดโคตรดีงาม!!


โดยรวมแล้วนั้น Tales of Berseria เป็นอีกภาคที่มีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจในอันดับต้นๆ ของซีรีส์ ด้วยมุมมองใหม่ที่แปลกใหม่, มืดหม่น แต่มากด้วยเสน่ห์ของตัวละครที่มีปูมหลังน่าติดตาม แก่นและนัยแฝงของเกมที่พาให้ซีรีส์นี้โตไปอีกขั้นตีคู่มากับระบบต่อสู้ที่รวดเร็ว เรียบง่าย แต่ดุดันและใช้ความคิดมากขึ้น แม้ด้านกราฟิกจะดูน่าผิดหวังพอสมควร แต่หากมองในภาพรวมแล้วก็ถือได้ว่า Tales of Berseria เป็นการเปิดศักราชพร้อมแง้มแนวทางใหม่ให้กับซีรีส์ได้อย่างน่าสนใจ หากคุณเป็นคนที่รักซีรีส์เกมนี้อยู่แล้วหรือ ต้องการจะเริ่มต้นเล่นเกม JRPG สักเกม Tales of Berseria คือเกมที่ไม่ควรพลาดครับ 🙂

แสดงความคิดเห็น

Games

[รีวิวเกม] Secret Of Mana ตำนานเกม RPG ฉบับภาษาไทย บน PS4

Review เกม Secret Of Mana บน PS4 , PSvita มาแล้ว

Published

on

Tale of Berseria

Tale of Berseria
8

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องน่าติดตาม (มาก)
  • ตัวละครเอกหลายตัวมีเสน่ห์และน่าค้นหา
  • ระบบการต่อสู้เข้าใจง่ายและสนุก!
  • มีองค์ประกอบ (element) ของความเป็น RPG ต่างๆ ที่ลงตัว

จุดสังเกต

  • กราฟิกดูล้าสมัยไปหนึ่ง Gen (อาจเพราะยังทำลงให้กับ PS3 ด้วย)

ตามมาติดๆสำหรับเกมที่มี ซับภาษาไทย และคราวนี้เป็นการกลับมาของเกม RPG ในตำนานอย่าง Secret Of Mana ที่เคยออกวางขายบนเครื่อง Super Famicom ในยุค 90 มาคราวนี้ถูกหยิบขึ้นมาปัดฝุ่นสร้างใหม่หมดแบบรีเมค ลง PS4 , PSvita และ PC แค่นี้แฟนเกมชาวไทยอยากเล่นแล้วเพราะมันคือตำนานของวงการเกม RPG ในยุค 90

โดยเกม Secret Of Mana ต้นฉบับออกบน Super Famicom นับเป็นภาคที่สองของซีรีส์ Mana (ภาคแรกออกบน Gameboy) โดยมีความโดดเด่นเพราะมันเป็นเกมที่ค่าย square enix หมายมั่นที่จะสร้างให้เป็นเกมแอ็คชั่น RPG ระดับเทพไม่แพ้ Zelda และอย่างที่บอกว่าการปัดฝุ่นทำใหม่ในครั้งนี้คือการรีเมคใหม่หมดแบบเหมือนคนละเกม ไม่ได้ยกมาขายใหม่เฉยๆ แบบเกมที่ออกบน Nintendo Switch

เนื่องจากมันเป็นการสร้างใหม่ขึ้นมาทั้งหมดทำให้กราฟิกในเกมอยู่ในระดับ HD ที่มีการสร้างด้วยโพลิกอน 3D ไม่ได้เป็นดอทพิกเซลเหมือนกับต้นฉบับ แต่ข้อจำกัดของเกมเพลย์แบบเดิม ทำให้มุมมองของเกมจะถูกจำกัดแค่ด้านบนตามแบบฉบับเกมแอ็คชั่น 2D แต่เชื่อเถอะว่ามันดูดีและมีความน่ารัก แบบการ์ตูน แม้ว่ารายละเอียดมันจะเหมือนเกมสมัย PS3 ก็ตาม ส่วนดนตรีก็มีมาให้เลือกทั้งแบบคลาสสิกและแบบปรับแต่งใหม่ อีกทั้งเสียงพากย์ในเกมก็จัดเต็มแม้ว่าจะไม่มีการพากย์ไทยแต่ก็ถือว่าทำได้ยอดเยี่ยมแล้ว

ต่อเนื่องด้วยการแปลเป็นภาษาไทย ที่อยู่ในเกมแนวแฟนตาซีทำให้มีการใช้คำที่ดูจักรๆวงศ์ๆอยู่บ้าง แต่โดยรวมแล้วถือว่าแปลได้ดี ส่วน font ไทยในเกมตัวเล็กไปหน่อย บางครั้งจะดูกลืนไปกับฉากแต่ก็ยังอ่านรู้เรื่อง และที่ต้องชื่นชมคือเกม Secret Of Mana เป็นเกมแนว RPG ที่มีบทพูดมากมาย ทำให้การมีภาษาไทยจำเป็นอย่างมาก ที่ต่อให้ไม่ต้องอ่านบทสรุปเราก็รู้ได้ว่าต้องไปทำอะไรที่ไหนตลอด ต่างจากเกมภาษาไทยก่อนหน้านี้อย่าง Shadow of the Colossus ที่มีบทพูดน้อยกว่า อย่างไรก็ตามใครที่ต้องการบทสรุปก็ไปอ่านของต้นฉบับบน Super Famicom ได้เลยเพราะมันเหมือนเดิม

แม้กราฟิกจะเปลี่ยนไปแต่เกมเพลย์แทบจะเหมือนเดิม 100% ที่มาแนวแอ็คชั่น RPG มุมมองด้านบนที่เรียบง่ายมองภายนอกคล้ายกับเกม Zelda แต่พอได้สัมผัสเกมจะมีความแตกต่างพอสมควร ไล่ตั้งแต่การโจมตีที่จะต้องรอชาร์จพลังให้เต็ม 100% ถึงจะอัดแรงทำให้เราเข้าไปโจมตีรัวๆไม่ได้ ฟังดูไม่ดีแต่นั้นทำให้เกมแตกต่างและผู้เล่นจะสนุกกับการจับจังหวะเพื่อให้โจมตีได้รุนแรง

ตามด้วยการเล่นได้หลายคนตัวละคร เพราะเกมมี 3 ตัวละครหลักที่ผู้เล่นสามารถเปลี่ยนเล่นได้ตามใจ และยังสามารถเล่นกับเพื่อนพร้อมกันได้ด้วย และยังโดดเด่นด้วยระบบอาวุธที่มีหลายประเภทให้เลือกเปลี่ยน และทุกตัวละครสามารถใช้ได้หมด และอาวุธยังมีเลเวลที่เมื่อใช้ไปเรื่อยๆเราจะใช้ได้เชี่ยวชาญมากขึ้น และยังมีนำไปอัพเกรดด้วยการตีอาวุธได้เช่นกันถือว่าเป็นระบบที่เรียบง่ายไม่มีรายละเอียดมาก และอาวุธบางประเภทจะใช้งานมากกว่าโจมตี เช่นขวานใช้เปิดทางไปต่อ หรือแส้ที่ใช้ข้ามไปยังพื้นผิวที่แตกต่างได้ ส่วนพลังเวทก็มีให้ใช้ตามเทพที่ได้มา และก็มีหลากหลายประเภทที่ไว้โจมตี , เพิ่มพลัง และสายสนับสนุน ที่ช่วยแก้ปริศนาในเกมด้วย

ที่สำคัญการที่มีภาษาไทยให้อ่านทำให้เราสนุกไปกับการเล่าเรื่อง ที่บางครั้งอ่านแล้วอดที่จะอมยิ้มไม่ได้ แต่ที่ต้องติเล็กน้อยคือฉากและดันเจี้ยนในเกมไม่ค่อยจะซับซ้อนเท่าที่ควร ปริศนาออกแบบมาให้แก้อย่างง่ายๆ บอสในเกมก็ไม้ได้มีวิธีจัดการที่ซับซ้อนอะไร แต่ก็สนุกและมีกลิ่นของความเป็นเกมในยุค 90 พอให้แฟนเก่าหายคิดถึงกันด้วย

สรุปแล้วการกลับมาของเกม Secret Of Mana ฉบับรีเมคบน PS4 , PSvita ถือว่าตอบสนองความต้องการของแฟนเกมต้นฉบับได้แบบไม่มีที่ติ เพราะมันคือเกมเดิมๆ ที่เปลี่ยนกราฟิกและไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเกมเพลย์มากมายอะไร แต่หากคุณเป็นคนรุ่นใหม่ที่ไม่เคยเล่นต้นฉบับแล้วอยากลองก็ไม่ผิดอะไร อย่างไรก็เกมเพลย์อาจจะดูเชยไปหน่อยเพราะในยุคนี้ที่รูปแบบการเล่นควรจะซับซ้อนกว่านี้ แต่หากมองโดยรวม Secret Of Mana ยังถือเป็นเกมที่คุ้มค่ายิ่งเทียบกับราคาขายที่ไม่แพงใครอยากได้เกม RPG ภาษาไทยไปเล่นแบบรู้เรื่องราวไม่ควรพลาด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Aeternoblade อีกเกมน่าเล่นฝีมือคนไทยบน Nintendo Switch

มาแล้ว Review Aeternoblade บน Nintendo Switch

Published

on

Tale of Berseria

Tale of Berseria
8

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องน่าติดตาม (มาก)
  • ตัวละครเอกหลายตัวมีเสน่ห์และน่าค้นหา
  • ระบบการต่อสู้เข้าใจง่ายและสนุก!
  • มีองค์ประกอบ (element) ของความเป็น RPG ต่างๆ ที่ลงตัว

จุดสังเกต

  • กราฟิกดูล้าสมัยไปหนึ่ง Gen (อาจเพราะยังทำลงให้กับ PS3 ด้วย)

ในทุกวันนี้นอกจากจะมีภาษาไทยออกมาให้เล่นแล้ว ยังเป็นยุคทองของนักสร้างเกมชาวไทยอีกด้วย เพราะมีเกมที่ถูกสร้างลงบนคอนโซลมากขึ้น และบางเกมยังสร้างออกมาได้ดีมากจนหากไม่บอกก็ไม่รู้เลยว่าสร้างโดยชาวไทย และล่าสุดถึงคิว Aeternoblade เกมแอ็คชั่น RPG ที่เคยออกวางขายทั้งบน 3DS , PSvita รวมทั้ง PS4 มาแล้วคราวนี้ได้เวลาลงเครื่องเกมลูกผสมอย่าง Nintendo Switch กันอีกรอบ

และการที่ต้นฉบับเกมออกบน 3DS ทำให้กราฟิกโดยรวมไม่ได้ดูดีนัก เพราะตั้งแต่เวอร์ชั่น PS4 ที่แม้มีการปรับภาพให้ดีขึ้นแต่ก็ไม่มากพอเมื่อเทียบกับสเปกเครื่อง โดยรวมก็เหมือนกับเกมในยุค PS2 หรือต้นยุค PS3 แต่หากทำความเข้าใจว่ามันคือการนำเวอร์ชั่น 3DS มาอัพเกรดมันก็ถือว่าอยู่ในระดับน่าพอใจ และการเล่นในโหมดพกพาบน Nintendo Switch ทำให้กราฟิกดูดีขึ้นเพราะหน้าจอมีขนาดเล็กลงกว่าบนทีวี ส่วนการนำเสนอเกมมี CG คัทซีนที่ดูเหมือนลงทุนอยู่แต่โดยรวมก็ดูธรรมดาไปหน่อย เช่นเดียวกับเพลงประกอบที่เหมือนกับดนตรีในยุค 90 มาปรับแต่งแต่เมื่อคิดว่ามันคือเกมดาวน์โหลดราคาไม่แพงก็ถือว่าก็ไม่ได้เลวร้ายอะไร

รูปแบบการเล่นจะเป็นเกมแอ็คชั่น 2 มิติมุมมองด้านข้าง โดยกราฟิกและฉากในเกมแม้จะดูเหมือนมีมิติแต่มันก็คือเกม 2D ที่เดินได้แค่ซ้ายกับขวา ที่หากคุณเล่นแค่ฉากแรกอาจจะไม่ได้ประทับใจอะไรนักเพราะมันแทบจะไม่ได้แตกต่างจากเกมแอ็คชั่นทั่วไป แต่เมื่อเล่นไปจนเราปลดล็อกความสามารถตัวละครหลักอย่าง Freyja โดยเฉพาะการย้อนเวลา เกมจะสนุกขึ้นมาก เพราะเกมจะเปลี่ยนมาเป็นแอ็คชั่น RPG ที่ผู้เล่นต้องแก้ปริศนาเพื่อหาทางไปต่อแบบเดียวกับเกมคลาสสิกในอดีตอย่าง Castlevania: Symphony of the Night และ Metroid ซึ่งในบางจุดถือว่ามีความซับซ้อนพอสมควร และถ้าพลาดแม้แต่นิดเดียวก็อาจจะถึงตายได้ง่ายๆ เช่นการใช้ระบบย้อนเวลาเพื่อให้พื้นเลื่อนไปยังจุดที่ต้องการ หรือกด Switch แล้วใช้พลังย้อนกลับไปแล้วเปิดทางไปต่อ

นอกจากนี้เกมยังเสริมทัพด้วยระบบพัฒนาตัวละคร ทั้งค่าพลัง HP, MP และการใส่เครื่องป้องกันเครื่องประดับ และการอัปเดตสกิลท่าไม้ตายใหม่ๆมาให้ใช้ ทำให้เราสามารถอยู่กับเกมได้นานๆ เพื่อหาไอเทมที่ซ่อนอยู่และอัพเกรดตัวละครให้แข็งแกร่งมากขึ้น เพราะตัวเกมไม่ได้ง่าย หากเราลุยไปแบบไม่ได้เพิ่มค่าพลังตัวละครก็คงจะไม่สามารถผ่านไปได้ เพราะทั้งฉาก ศัตรูและบอสในเกมก็มีความโหดพอสมควร แต่หากเตรียมตัวไปดีๆ และใช้ท่าย้อนเวลาให้ถูกจังหวะแล้วก็จะผ่านไปได้และบอกได้เลยว่าปริศนาและบอสของฉากท้ายๆของเกมนั้นโหดพอตัว

แต่สิ่งที่เกมอาจจะแตกต่างกับ Castlevania: Symphony of the Night คือมันมีการแบ่งออกเป็นฉาก แต่เราสามารถย้อนกลับไปเล่นได้ตลอดเพื่อปลดล็อคของที่ซ่อนอยู่ และเมื่อเราอัพเกรดตัวละครให้มีความสามารถมากขึ้นเช่นการกระโดดสองจังหวะ เราก็จะไปยังฉากที่ก่อนหน้านี้ไม่สามารถไปได้ ทำให้เกมมีความหลากหลายและเล่นได้นานกว่าที่คิดมาก

เกมมีความยาวพอสมควรและคุ้มค่าหากเทียบกับราคาดาวน์โหลดที่ไม่แพงมากนัก อย่างไรก็ตามมันคือเกมเดิมๆที่ออกมาหลายเวอร์ชั่นแล้วทั้งแบบพกพาอย่าง 3DS , PSvita และบนคอนโซล PS4 ซึ่งหากคุณเคยเล่นมาแล้วก็อาจจะไม่คุ้มค่า แต่ถ้ายังไม่เคยมีก็ถือว่าไม่ควรพลาดเพราะมันเป็นอีกก้าวของวงการเกมไทยที่ควรให้การสนับสนุน

เอาเข้าจริงๆหากมองแค่ภายนอก Aeternoblade อาจจะเป็นเกมแอ็คชั่นธรรมดาๆ แต่หากได้ลองเล่นแบบเต็มๆแล้วมันมีดีซ่อนอยู่ แต่อาจถูกกลบด้วยการนำเสนอดูธรรมดาเพราะต้นฉบับออกมาหลายปีแล้วทำให้กราฟิกดูเชยไปหน่อย แต่หากคุณชอบเกมแนว Castlevania แบบ 2D ที่ต้องสำรวจแก้ปริศนาก็ไม่ควรพลาด และหากคุณอยากเล่นแบบภาพที่ดูดีกว่านี้แนะนำให้รอเล่น Aeternoblade 2 เพราะเกมใช้อันเรียล 4 ในการสร้าง และจะออกทั้ง PS4 , XBoxone , Nintendo Switch และ PC

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[บทความพิเศษ] เกม Final Fantasy 15 Pocket Edition คุ้มค่าหรือไม่หากเล่นภาคหลักมาแล้ว !!

มาดูกันว่าเกม final fantasy 15 pocket edition จะคุ้มค่าแค่ไหน

Published

on

Tale of Berseria

Tale of Berseria
8

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องน่าติดตาม (มาก)
  • ตัวละครเอกหลายตัวมีเสน่ห์และน่าค้นหา
  • ระบบการต่อสู้เข้าใจง่ายและสนุก!
  • มีองค์ประกอบ (element) ของความเป็น RPG ต่างๆ ที่ลงตัว

จุดสังเกต

  • กราฟิกดูล้าสมัยไปหนึ่ง Gen (อาจเพราะยังทำลงให้กับ PS3 ด้วย)

เกม Final Fantasy 15 Pocket Edition หรือไฟนอล 15 ฉบับย่อส่วน ถือว่าเป็นการมาที่สร้างความประหลาดใจเพราะมันคือเกมภาคหลักที่โดนไฟฉายย่อส่วนลงมา เพื่อให้เล่นบนสมาร์ทโฟนได้ และหลังจากรอกันมานานแสนนานในที่สุดค่ายก็ปล่อยออกมาให้เล่นบน ios และ android แต่มันก็มีข้อสงสัยว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่เพราะเกมแทบจะถอดมาจากต้นฉบับแต่จะแตกต่างที่กราฟิก วันนี้ทางทีมงาน Beartai จึงอยากบอกเล่ากันว่าภาคนี้จะคุ้มค่าหรือไม่

กราฟิกเปลี่ยนใหม่แต่เพลงเหมือนเดิม

สัมผัสแรกกราฟิกในเกมก็อย่างที่เห็นในตัวอย่าง เพราะมันทำออกมาแนวการ์ตูนหัวโตๆ ที่ดูน่ารักแต่ก็จำลองตัวละครในเกม Final Fantasy 15 ออกมาได้แบบที่รู้ในทันทีว่าคือตัวไหน และคุณภาพของกราฟิกอยู่ในระดับดีเมื่อเทียบกับเกมมือถือด้วยกันเอง เพลงประกอบก็ยกเอาของเดิมมาทั้งหมด รวมทั้งเกมยังใส่เสียงพากย์แบบจัดเต็มมา แต่ก็มีข้อเสียเพราะเกมกินสเปกมือถือพอสมควร และยังต้องมีเนื้อที่มหาศาลเพื่อลงเกม แต่เกมจะไม่ได้โหลดมาในครั้งเดียว แต่จะค่อยๆทยอยโหลดซึ่งแต่ละครั้งก็กินความจุมหาศาล ซึ่งใครมีมือถือความจุน้อยๆอาจจะเล่นไม่ได้

และหากมองตรงกราฟิกแล้วคอเกม Final Fantasy ที่ส่วนใหญ่เชื่อว่าเป็นคอเกมที่ใส่ใจในกราฟิกอยู่แล้ว อาจจะไม่ค่อยถูกใจ เพราะแม้เกมจะพยายามถ่ายทอดฉากในคอนโซลมาสู่หน้าจอเล็กๆของมือถือได้ดีที่สุดแล้ว แต่กราฟิกแบบนี้น่าจะไม่ถูกใจแฟนเกมที่บ้ากราฟิกแน่นอน ดังนั้นหากมองว่ามันต้องเสียเงินปลดล็อกฉากเพื่อเล่นถือว่าอาจจะไม่คุ้มในจุดนี้ (เกมให้ลองเล่นฉากแรกฟรี)

รูปแบบการเล่นปรับให้เข้ากับมือถือ และใช้เนื้อเรื่องเดิม

แน่นอนว่าเมื่อมันมาอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน ต้องมีการปรับเปลี่ยน และตามคาดที่เกมใช้การสัมผัสไปที่หน้าจอเพื่อบังคับให้ตัวละครเดินไป และเมนูก็ใช้การสัมผัสที่ย่อลงมาให้ดูง่ายมาก ส่วนการต่อสู้ก็จิ้มไปที่ศัตรูแล้วกดรัวๆได้เลย แต่หากเรากำลังจะโดนศัตรูโจมตีจะมีสัญลักษณ์ที่เมื่อจิ้มไปเราจะหลบหลีกและโจมตีสวนกลับได้ รวมทั้งประเภทอาวุธก็ยังคงมีโดยเราสามารถใส่ได้ 4 ชนิดเหมือนเดิม แต่ด้วยมุมกล้องที่นำเสนอด้านบน ทำให้ฉากในเกมดูแคบลงมาก แม้ว่าผู้สร้างจะพยายามจะทำให้เหมือนบนคอนโซลมากที่สุดแต่ยังไงก็ไม่เหมือน อีกทั้งฉาก แบ่งเป็นส่วนๆไม่ได้กว้างเท่ากับต้นฉบับ

แต่โดยรวมฉากต่อสู้ถือว่าทำได้สนุกดี และดูดีกว่าเกมบนมือถือทั่วๆไป มีระบบที่เหมือนกับภาคหลักบนคอนโซล แต่ย่อจนสามารถเล่นบนหน้าจอสัมผัสเล็กๆได้ อย่างที่บอกว่าเนื้อเรื่องเป็นของเดิม แต่ย่อความยิ่งใหญ่จนแทบไม่มีความอลังการ ซึ่งหากคุณเล่นบนคอนโซลมาจนทะลุแล้วจะเห็นได้ว่าแต่ละฉากจะมีความเหมือนกัน แต่จะตัดออกไปหลายส่วน แถมการแสดงสีหน้าของตัวละครก็แทบจะไม่มีเรียกว่าเล่นไปผ่านๆพอขำๆเท่านั้น

คุ้มหรือไม่ ลองโหลดไปเล่นก่อนได้

อย่างที่บอกว่าเกมโหลดไปเล่นฟรีเฉพาะ Chapter แรก ตัวเกมเต็มๆจะขายในราคาเหมารวม 699 บาท หรือจะเลือกปลดล็อกเฉพาะตอน โดยมีราคาขายแยกที่แตกต่างกันโดย Chapter 2 และ 3 ในราคา 35 บาท แต่ตอนที่เหลือจะมีราคาตอนละ 139 บาท ถือว่าสูงพอสมควรสำหรับเกมมือถือ (เกมมีทั้งหมด 10 Chapter)

บอกตรงๆว่าเกม Final Fantasy 15 Pocket Edition คือภาคหลักที่สามารถเล่นได้จริงๆเหมือนกับต้นฉบับ มีการเพิ่มเกมเพลย์ใหม่ๆเข้าไปที่เหมาะกับการเล่นบนมือถือ แต่บอกตรงๆหากคุณรักความเป็น Final Fantasy ที่ความอลังการงานสร้างบอกได้เลยว่าข้ามไปเล่นเกมอื่นได้เลย เพราะมันเหมือนทำออกมาตอบสนองคนที่อยากเล่น Final 15 แต่ไม่มีเครื่องเกมคอนโซล หรืออยากเล่นในอีกรูปแบบที่ย่อส่วนลงมาแต่ยังคงเรื่องราวเดิม แต่ราคาขาย 699 บาทแบบเต็มๆเกมถือว่าแพงไปหน่อย และไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไรนัก

สเปกของสมาร์ทโฟน

iOS

  • ios 10.0 หรือสูงกว่า รองรับ iPhone, iPad และ  iPod touch

Android

  • Android 5.0 ขึ้นไป
  • CPU:1.5GHz
  • RAM:2GB
  • ต้องการเนื้อที่ 5GB และ 8GB เพื่อความละเอียดสูงกว่า

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!