Connect with us

Tale of Berseria

Tale of Berseria
8

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องน่าติดตาม (มาก)
  • ตัวละครเอกหลายตัวมีเสน่ห์และน่าค้นหา
  • ระบบการต่อสู้เข้าใจง่ายและสนุก!
  • มีองค์ประกอบ (element) ของความเป็น RPG ต่างๆ ที่ลงตัว

จุดสังเกต

  • กราฟิกดูล้าสมัยไปหนึ่ง Gen (อาจเพราะยังทำลงให้กับ PS3 ด้วย)

จากอดีตถึงปัจจุบัน ผู้เขียนได้เห็นซีรีส์เกม RPG ของชาติญี่ปุ่นมากมายล้มหายตายจากไป บ้างก็หมดอายุขัยไปตามกาลเวลา (ตระกูล Chrono ที่หยุดอยู่ที่ภาค Cross เป็นต้น) บ้างก็ต้องปรับเปลี่ยนตัวตนให้เข้ากับเกมเพลย์ร่วมสมัย (ตระกูล Final Fantasy ตั้งแต่ภาค XII เป็นต้นมา และ Suikoden เป็นต้น) ฯลฯ ทำให้ในปัจจุบันเกม JRPG ขนานแท้จึงมีมีเพียงไม่กี่ซีรีส์เท่านั้นที่ยังอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้ ซึ่งตระกูล Tales ก็เป็นหนึ่งในจำนวนผู้รอดชีวิตที่ยังหลงเหลืออยู่ในตอนนี้และยังคงส่งภาคล่าสุดออกมาอย่าง Tales of Berseria โดยในภาคล่าสุดนี้นั้น ผู้เขียนกล้าบอกได้เลยครับว่ามันคือการ “ปฏิวัติครั้งสำคัญ” ของเกมซีรีส์นี้เลยทีเดียว แต่มันจะเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหนน่ะหรือ? เชิญหาคำตอบได้ในบทความรีวิวนี้ได้เลยครับผม 🙂


**มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วนของเนื้อเรื่อง**

Tales of Berseria ได้ใช้จักรวาลเดียวกันกับภาค Zestiria แต่จะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนภาค Zestiria และมีตัวละครบางตัวเกี่ยวข้องกัน โดยในภาคนี้ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทเป็นตัวละครเอกที่เป็น “ผู้หญิง” มีนามว่า Velvet Crowe ออกตามล้างแค้น Artorius “Arthur” Collbrande ชายผู้ถือศักดิ์เป็นพี่เขยของ Velvet และ Laphicet น้องชายคนสุดท้ายของตระกูล Crowe ซึ่งเขาเคยได้แต่งงานกับ Celica พี่สาวของพี่น้องทั้งสองที่เธอได้เสียสละชีวิตของตนเองเพื่อช่วยชีวิต Arthur จากเหตุการณ์บุกโจมตีของเหล่าปีศาจ (Daemonblight) ที่หมู่บ้านของพวกเขาในคืนพระจันทร์สีเลือด (Scarlet Night) โดยหลังจากผ่านโศกนาฎกรรมดังกล่าวมาได้ 3 ปี Arthur ก็ได้ลงมือฆ่า Laphicet น้องชายผู้เป็นความหวังเดียวในการดำรงชีวิตอยู่ของ Velvet ในคืนพระจันทร์สีเลือด เพื่อใช้เป็นเครื่องบูชายัญเพื่อที่ตัวเขาจะได้รับพลังอัน “ศักสิทธิ์” จากพิธีกรรม “จุติ” (Advent) ซึ่งในเหตุการณ์ดังกล่าว Velvet ได้พยายามช่วยเหลือน้องชายของเธออย่างเต็มที่ แต่ก็ไม่สามารถขัดขวางสิ่งใดได้ อีกทั้งแขนซ้ายของเธอยังถูกครอบงำด้วยพลังปีศาจและส่งผลให้เธอกลายสภาพเป็น Therion ปีศาจหมวดหมู่แข็งแกร่งที่ดำรงชีวิตได้ด้วยการดูดกลืนปีศาจตัวอื่นเท่านั้น Velvet จึงใช้พลัง “ด้านมืด” ที่ได้มา ออกตามล้างแค้นบุรุษผู้ที่เธอเคยไว้ใจและเคารพรักที่สุด พร้อมสหายร่วมเดินทางที่พบปะระหว่างการผจัญภัย ที่ต่างก็ค่อยๆ ชำระล้างความสิ้นหวัง, ทุกข์ทรมานและความเคียดแค้นในจิตใจของกันและกันพร้อมทั้งรับรู้ถึงเรื่องราวที่หักมุมต่างๆ ในตอนท้าย

หากใครที่เคยได้สัมผัสเกมซีรีส์นี้สักภาค ก็จะรู้ว่าเกมซีรีส์ Tales มีความหม่นในเนื้อเรื่องแทบจะทุกภาคอยู่แล้ว หากแต่มันไม่ได้นำเสนอออกมาเป็นอารมณ์หลักๆ ของเนื้อเรื่อง จะอยู่เป็นเพียงพื้นหลังหรือกรอบรองรับบทสนทนาหรือเหตุการณ์ต่างๆ แต่มาในภาค Berseria นี้ ผู้เล่นจะได้สัมผัสประสบการณ์ที่ต่างออกไป เพราะผู้เล่นจะไม่ใช่วีรบุรุษ, ไม่ใช่ผู้กอบกู้ แต่ผู้เล่นจะได้สวมบทบาทหญิงสาวผู้ครอบครองพลังปีศาจที่ยึดถือเพียงความเคียดแค้นและความสิ้นหวังในจิตใจ

“เหตุใดวิหคจักต้องโผบิน?” คำถามของ Arthur ที่ต้องการให้  Velvet ไปหาคำตอบ

แค่ขึ้นต้นมาว่าตัวเอกเป็นปีศาจก็ดูแปลกไปสำหรับซีรีส์นี้แล้ว แต่แค่นั้นยังไม่สามารถทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่ามันเป็น “ภาคที่ดีที่สุด ณ ตอนนี้” หรอกนะครับ เพราะนัยแฝงที่ฝังมาก็น่าสนใจไม่แพ้กัน นั่นก็คือการตั้งคำถามตัวโตๆ ถึง “ความหมายของการมีชีวิต” ผ่านบทสนทนาหลากหลายอารมณ์ของตัวละครเอกแต่ละตัวที่ต่างก็ผ่านเรื่องร้ายแรงในชีวิต เหตุการณ์ต่างๆ ในเรื่องที่หล่อหลอมให้ตัวละครทั้งหลายกลมเกลียวกันมากขึ้น ปูมหลังของหลากหลายตัวละครที่ไม่ได้น่าสลดเสียใจไปกว่าตัวเอกของเกม ทุกองค์ประกอบที่โผล่มาตลอดของการเล่าเนื้อเรื่องนั้นจะทำให้ผู้เล่นซึบซับและเข้าถึงกับมันได้อย่างลื่นไหล และแม้จะมีส่วนที่ไม่สมเหตุสมผลหรือรวบรัดไปบ้าง แต่โดยภาพรวมของเนื้อเรื่องก็ถือว่าทำออกมาได้มาตรฐานซีรีส์ Tales หรือสำหรับใครที่ชอบเกมที่มีอารมณ์หม่นๆ สิ้นหวัง ภาคนี้อาจจะกลายเป็นลูกรักของคุณไปโดยปริยายก็เป็นได้

20150521_BAN_T00_1_250_1450701398
Eleanor_ScreenshotTOB_EVT_20160308_14_1461149639
TOB_EVT_20160112_10_r_1456401538
TOB_EVT_20160112_12_1456401652
TOB_EVT_20160112_20_1456401665

      

ซีรีส์ Tales นั้น นอกเหนือจากเนื้อเรื่องที่มีเอกลักษณ์แล้ว ระบบการเล่นเองก็เป็นจุดขายหลักเช่นกัน ขนาดไหนน่ะหรอครับ? ขนาดที่ว่าจะผ่านไปกี่ภาคก็ตาม ซีรีส์ Tales ก็ยังคงใช้ระบบต่อสู้เป็น Real-Time อยู่เหมือนเดิม ดัดบ้างบิดบ้างตามแต่ภาค แต่สุดท้ายสิ่งที่ซีรีส์เกมนี้ต้องการนำเสนอในการต่อสู้แต่ละภาคก็ยังคงเป็น “การช่วงชิงจังหวะ” หาใช่การปั้มเลเวลหนาๆ แล้วตีมอนทีเดียวตาย โดยในภาค Berseria นี้ก็ได้นำและดัดแปลงระบบหลายอย่างที่มันดีอยู่แล้วในภาค Zestiria มาใส่ไว้ในภาคนี้ ไม่ว่าจะเป็นระบบต่อสู้ที่ได้ตัดระบบแพคคู่กับคู่หูคน-เทพออกไป แต่กระนั้นก็ยังคงมีระบบ SG (Soul Gauge) ที่เป็นตัวแทนค่า Stamina หรือ Mana ซึงเจ้าเกจ SG นี้จะมีข้อดีตรงที่หากเราออกท่าโจมตีในตอนที่เกจดังกล่าวหมด เราจะยังโจมตีต่อได้เหมือนปกติ แต่ต้องแลกมากับการออกท่าออกทางที่ช้ากว่าเดิม และโดนศัตรูโจมตีหนักกว่าเดิม และหากตัวละครของเราโดนโจมตีเมื่ออยู่ในสถานะที่เกจ SG หมดแล้วล่ะก็ เราก็จะโดนขโมยเกจดังกล่าวไปหนึ่งเกจ ส่งผลให้เราจะทำการโจมตีได้น้อยลง ทำให้เราต้องหาจังหวะตัดการออกท่าโจมตีของศัตรูเหมือนที่มันทำกับเราเพื่อขโมยเกจ SG ของศัตรูมาเพื่อทำให้เราได้เปรียบในการออกท่าโจมตีได้มากกว่า ซึ่งนอกจากการขโมย SG จากศัตรูด้วยการโจมตีตัดจังหวะนั้น และการแพ้ธาตุที่มาในภาคนี้เห็นผลชัดกว่าภาคก่อนๆ ซึ่งหากศัตรูตัวไหนแพ้ธาตุการโจมตีจากท่าของเรา เราก็จะขโมยเกจ SG มาได้ง่ายกว่าปกติ

จะเห็นได้ว่าระบบการต่อสู้ในภาคนี้จะเน้นไปที่การช่วงชิงจังหวะมากกว่าภาคอื่นๆ แถมไม่ต้องตั้งค่าปุ่มให้ยุ่งยากเหมือนภาคเก่าๆ (ที่แม้เราจะสามารถตั้งค่าท่าโจมตีได้หลากหลาย เช่น ปุ่มกดฟันรัวตั้งไว้ที่ปุ่มสามเหลี่ยมเอย กดตีหงายเป็นปุ่มสี่เหลี่ยมพร้อมปุ่มลูกศรขึ้น ฯลฯ ซึ่งมันอาจจะยืดหยุ่นกว่าก็จริง แต่มันวุ่นวายกว่ามากเลยทีเดียว ยิ่งเวลาเจอศัตรูที่เป็นประเภทบอสแล้วล่ะก็ นิ้วนี้พันกันมั่วไปหมด) โดยในภาคนี้การตั้งค่าปุ่มโจมตีก็ยังคงนำระบบมาจากภาค Zestiria ที่มันดีอยู่แล้วมาปรับ UI ให้มันเข้าใจง่ายกว่าเดิม โดยผู้เล่นจะสามารถตั้งค่าได้ว่าท่าแรกยันท่าสุดท้ายที่ออกในการกดปุ่มโจมตีนั้นเป็นท่าอะไรบ้าง เช่น ปุ่มสี่เหลี่ยมผู้เล่นอาจจะตั้งไว้ให้เป็นคอมโบไว้ใช้กับศัตรูที่แพ้ธาตุลม ปุ่มสามเหลี่ยมตั้งไว้ใช้กับศัตรูที่แพ้การโจมตีธรรมดา เป็นต้น

แน่นอนว่าหากเกมใดก็ตามที่เคลมตัวเองว่าเป็น RPG สิ่งที่เรียกว่าองค์ประกอบ (Element) ความเป็น RPG ต้องชัดเจนครับ โดยอีกหนึ่งระบบดีๆ ที่ภาคล่าสุดนี้ยังนำมาจากภาค Zestiria ก็คือระบบได้รับสกิลถาวรจากอุปกรณ์สวมใส่ (ไม่รู้จะใช้คำว่าอะไรดีเรียกตรงไปตรงมาแบบนี้เลยละกัน…) ที่ดูไปคลับคล้ายคลับคลากับระบบของเกม Final Fantasy ภาค 9 อยู่พอสมควรครับ แต่ก็ไม่ได้เห็นผลเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนเท่ากับเกมดังกล่าว แต่จะได้ค่าสถานะมาเพิ่มแบบตอดเล็กตอดน้อยครับ เช่น เมื่อสกิลของอาวุธชิ้นนี้เต็มผู้เล่นก็จะได้โจมตีศัตรูประเภทแมลงแรงขึ้น 10% ฯลฯ อีกทั้งในภาคนี้ผู้เล่นแทบจะไม่ต้องซื้ออุปกรณ์สวมใส่จากร้านค้าในเกม (ถ้าขยันฟาร์มพอนะ) เพราะไอเทมประเภทดังกล่าวจะหาดรอปได้จากศัตรู ซึ่งแต่ละชิ้นที่ดรอปมาก็จะมีค่าสถานะที่เพิ่มให้กับผู้สวมใส่ไม่เท่ากันแถมในบางครั้งไอเทมที่ดรอปได้ก็อาจจะเป็นเกรดขั้นต่อไปเลยทีเดียว

โดยสรุปแบบเบาๆ กับระบบเกมเพลย์นั้น จะเห็นได้ว่าในภาคล่าสุดนี้ได้ตัดความยุ่งยากทำให้ตัวเกมเข้าใจง่ายมากขึ้นกว่าภาคก่อนๆ พอสมควรครับ ทั้งการได้ค่าสถานะเพิ่มจากอุปกรณ์สวมใส่ที่แม้จะได้มาทีละเล็กทีละน้อย แต่หากพยายามตามเก็บสกิลเหล่านี้ ตัวละครเราก็จะเก่งขึ้นพอสมควร ไหนจะทั้งการต่อสู้ที่รวดเร็วและกระชับ ส่งผลให้การต่อสู้สนุกขึ้น นี่ยังไม่นับระบบยิบย่อยต่างๆ ของเกมอีกนะ ทั้งระบบทำอาหารกินเองที่จะได้ค่าสถานะเพิ่มแบบเบาๆ, ระบบแต่งตัวที่สามารถเปลี่ยนตัวละครหน้าอมทุกข์ของเราทั้งหลายให้ออกมาเป็นตัวตลกโบโซ่ที่พอสร้างสีสันสดใสให้กับเนื้อเรื่องหม่นๆ ได้เยอะเลยทีเดียว และไหนจะมินิเกมต่างๆ ที่นอกจากจะเปลี่ยนอารมณ์ความตึงเครียดชั่วขณะของเนื้อเรื่องได้แล้ว ของรางวัลที่ได้จากการเล่นมินิเกมเหล่านี้ยังพอคุ้มค่าแก่การสละเวลาอีกด้วย ซึ่งในส่วนเสริมต่างๆ นี้นั้นทำให้ผู้เล่นสามารถติดหนึบอยู่กับเกมได้เป็นชั่วโมงๆ เลย

TOB_CostumeAttachment_20160510_02_1466675339
TOB_CostumeAttachment_20160510_03_1466675341
TOB_CostumeAttachment_20160510_08_1466675346
TOB_MiniGame_20160510_03_1466675294
TOB_MiniGame_20160510_05_1466675300
TOB_MiniGame_20160510_06_1466675302
TOB_MiniGame_20160510_07_1466675304

ด้านกราฟิกคงจะเป็นจุดด้อยจุดเดียวของเกมนี้เลยก็ว่าได้ครับ คือหากถามว่ามันสวยไหม? สวยครับ แต่สวยในแบบสมัยยุค “PS3” คือไม่ว่าผู้เล่นจะมองอย่างละเอียดหรือเพียงผิวเผินแบบไหน ยังไงซะรายละเอียดพื้นผิวภายในเกมหลายจุดก็เห็นได้ชัดเจนว่ามันตกยุค แต่เอาเข้าจริงๆ ถ้าไม่ได้ซีเรียสหรือคุ้นชินกับภาพกราฟิกเกมสมัยใหม่ ภาพในเกมก็ยังสวยในแบบของมัน

เห็นเส้นอะไรกันไหม?

โอเค… ผ่านส่วนที่พอเห็นอกเห็นใจมาได้แล้ว เรามาดูส่วนที่น่าผิดหวังกันจริงๆ จังๆ ดีกว่าครับ มีหลายครั้งเลยที่ผู้เขียนกำลังสนุกสนานกับการฟาร์มในเกม แต่ก็ต้องมานั่งงงว่าทำไมเมื่อผู้เขียนเข้าถึงพื้นที่ที่เป็นแสงทึบๆ มันมักจะมีเส้นขวางแนวนอนปรากฎบนพื้นผิวของเกม (ตัวละคร, พื้นที่ในเกม) หรือบางครั้งภาพของเกมก็แอบเบลอๆ ซะงั้น  ซึ่งแม้มันจะเบลอไม่มาก (ถ้าเป็นศัพท์คนใช้ photoshop ก็จะประมาณค่า gaussian blur 1 -2 ) แต่ถ้าใครได้เห็นปัญหาดังกล่าวนี้ รับรองได้ครับว่าจะต้องฉุกหงุดหงิดขึ้นมาอย่างแน่นอน ในส่วนนี้ผู้เขียนไม่แน่ใจว่าปัญหาเกิดจากอะไร เพราะผู้เขียนเองก็ไม่ได้มีความรู้เชิงกราฟิก หรือการเขียนโค๊ดอะไรขนาดนั้น และเมื่อรวมปัญหาดังกล่าวนี้เข้ากับกราฟิกที่ดูล้าสมัย มันก็อาจจะขัดใจผู้เล่นอยู่พอสมควร จนบางครั้งผู้เล่นอาจจะอยากรีบออกจากพื้นที่ที่เกิดปัญหาด้านกราฟิกดังกล่าวไปให้ไวๆ แต่นอกเหนือจากด้านประสิทธิภาพนั้นส่วนที่เป็นข้อด้อยหลักๆ มีเพียงด้านกราฟิกนี่แหล่ะครับ เพราะส่วนอื่นๆ นั้นยังคงไว้ซึ่งมาตรฐานความเป็นซีรีส์ Tales ได้อย่างครบถ้วน ทั้งลายเส้นของตัวละครภายในเกม, เพลงเปิดของเกมที่แสนจะติดหูและสกอร์เพลงที่เข้ากับธีมของเกม

เพลงเปิดโคตรดีงาม!!


โดยรวมแล้วนั้น Tales of Berseria เป็นอีกภาคที่มีเนื้อเรื่องที่น่าสนใจในอันดับต้นๆ ของซีรีส์ ด้วยมุมมองใหม่ที่แปลกใหม่, มืดหม่น แต่มากด้วยเสน่ห์ของตัวละครที่มีปูมหลังน่าติดตาม แก่นและนัยแฝงของเกมที่พาให้ซีรีส์นี้โตไปอีกขั้นตีคู่มากับระบบต่อสู้ที่รวดเร็ว เรียบง่าย แต่ดุดันและใช้ความคิดมากขึ้น แม้ด้านกราฟิกจะดูน่าผิดหวังพอสมควร แต่หากมองในภาพรวมแล้วก็ถือได้ว่า Tales of Berseria เป็นการเปิดศักราชพร้อมแง้มแนวทางใหม่ให้กับซีรีส์ได้อย่างน่าสนใจ หากคุณเป็นคนที่รักซีรีส์เกมนี้อยู่แล้วหรือ ต้องการจะเริ่มต้นเล่นเกม JRPG สักเกม Tales of Berseria คือเกมที่ไม่ควรพลาดครับ 🙂

แสดงความคิดเห็น

Games

[รีวิวเกม] Bayonetta 2 สาวแว่นกลับมาโหดอีกครั้งบน Nintendo Switch

Review เกม Bayonetta 2 มาแล้ว !!

Published

on

Tale of Berseria

Tale of Berseria
8

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องน่าติดตาม (มาก)
  • ตัวละครเอกหลายตัวมีเสน่ห์และน่าค้นหา
  • ระบบการต่อสู้เข้าใจง่ายและสนุก!
  • มีองค์ประกอบ (element) ของความเป็น RPG ต่างๆ ที่ลงตัว

จุดสังเกต

  • กราฟิกดูล้าสมัยไปหนึ่ง Gen (อาจเพราะยังทำลงให้กับ PS3 ด้วย)

หากพูดถึงเกมแอ็คชั่นที่สนุกมันส์สะใจแล้ว ต้องมีรายชื่อเกม Bayonetta อยู่แน่ เพราะในภาคแรกถือว่าสร้างตำนานและทำให้ชื่อของค่าย Platinum Games เป็นที่รู้จัก แต่หลังจากนั้นภาคต่อของมันออกเฉพาะเครื่อง WiiU เพราะปู่นินออกเงินทุนสร้างให้ ทำให้มันหมดโอกาสออกบนเครื่องเกมอื่นนอกจากเครื่องเกมของนินเทนโด

เกริ่นนำ

และเป็นที่มาของการขุดเอาของเก่ามาขายใหม่อีกครั้งใน Bayonetta 2 (และภาคแรก) ที่กลับมาขายใหม่บน Nintendo Switch ที่ปู่นินยอมลงทุนพอร์ตมาลง เพราะในช่วงต้นปี 2018 ยังไม่มีเกมดังๆ ออกวางขาย และถือเป็นโอกาสดีเพราะต้นฉบับออกบน WiiU คอนโซลที่ล้มเหลวในแง่ยอดขายทำให้เชื่อว่ามีคอเกมหลายคนยังไม่เคยเล่นแน่ ส่วนใครเคยเล่นเวอร์ชั่น WiiU ก็ถือว่าได้เล่นในรูปแบบที่เราเอาไปเล่นนอกบ้านได้ด้วย

กราฟิก

การย้ายบ้านมาบนคอนโซลลูกผสมอย่าง Nintendo Switch ซึ่งสเปกก็ไม่ได้แรงมากมายอะไรทำให้กราฟิกในเกมเหมือนเดิมแทบจะ 100% ความละเอียดของเกมจะอยู่ที่ 720p ทั้งแบบต่อทีวีและแบบพกพา ฟังดูธรรมดาแต่มันกลับดูดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะเกมจัดเต็มไปด้วยรายละเอียดของตัวละครและฉากที่ออกแบบมาอย่างดีตั้งแต่ต้นฉบับอยู่แล้ว และที่น่าประทับใจมากคือเฟรมเรตในเกมที่ลื่นไหลขึ้นกว่าเดิม ซึ่งปรกติบน WiiU ก็มีเฟรมเรตระดับ 60 FPS อยู่แล้วแต่พอเล่นจริงๆบน WiiU ก็มีอาการเฟรมเรตร่วงอยู่ แต่บน Switch ทุกอย่างถูกแก้ไขให้ลื่นไหลขึ้นแล้ว โดยรวมในส่วนของกราฟิกทำได้ดีขึ้นในส่วนของเฟรมเรตนอกนั้นเหมือนเดิม

เพลงประกอบ

ดนตรีประกอบในเกมยังคงเหมือนเดิมไม่ได้เปลี่ยนแปลงเพราะมันเป็นการพอร์ต แต่ระบบเสียงของเดิมก็ถือว่าทำได้ดีอยู่แล้ว การมาอยู่บนคอนโซลใหม่ก็ยังยอดเยี่ยมเหมือนเดิม โดยมีทั้งเพลงที่ระทึกใจเหมือนกับได้ชมภาพยนตร์แอ็คชั่น อีกทั้งเสียงประกอบและเสียงพากย์ก็จัดเต็มและช่วยเสริมให้เกมดูสนุกน่าติดตาม โดยเฉพาะเสียงพากย์ของสาวแว่นบาโย ที่ดูยั่วยวนอย่างมาก

เนื้อเรื่อง

เรื่องราวของเกมจะเริ่มต่อจากภาคแรก ที่สาวแว่นของเราต้องออกไปต่อสู้กับเทพ รวมทั้งปีศาจที่มีความโหดกว่าภาคแรก เพื่อออกตามหาวิญญาณของคู่หูสาว Jeanne ที่ถูกดึงลงนรก การนำเสนอเรื่องราวในเกมอยู่ในระดับดีเหมือนกับการชมภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ ที่ดึงให้ผู้เล่นอินไปกับเรื่องราวที่ยังคงเข้มข้นเหมือนกับภาคแรก และยังมีจุดหักมุมและตัวละครใหม่ที่เพิ่มความโหดจนสาวแว่นรับมือได้ยากกว่าเดิม

เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นยังคงเหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนสาวแว่นของเรายังคงมาในรูปแบบเกมแอ็คชั่นความเร็วสูง ที่แทบไม่มีจุดที่ให้ผู้เล่นหยุดพักหายใจกันเลย เกมเน้นการทำคอมโบต่อเนื่อง ที่ยังมีอาวุธระยะประชิดเช่นดาบ และอาวุธประเภทยิงเช่นปืน ที่ผู้เล่นสามารถสลับเปลี่ยนได้อย่างรวดเร็วจนเกิดเป็นคอมโบที่หลากหลายอย่างมาก และในภาคสองจะมีประเภทอาวุธที่หลากหลายทำให้เกมสนุกกว่าภาคแรก

อีกความโดดเด่นของสาวแว่นคือท่าไม้ตาย witch time ก็ยังคงทำหน้าที่ได้ดีโดยเมื่อเรากดท่าหลบหลีกการโจมตีของศัตรูแล้วจะเกิดภาพ Slow Motion และทำให้เราใช้ท่าสวนกลับได้อย่างรวดเร็ว และยังมีท่าสุดโหดอย่าง Climax ที่เรียกเอาเครื่องทรมานออกมาจัดการศัตรูด้วยความโหดแบบสุดๆแบบที่ชิ้นส่วนอวัยวะกระจายกันเลย โดยผ่านการกดปุ่มตามจังหวะที่เรียบง่ายแต่ลงตัวและสนุกเหมือนเดิม แน่นอนว่าแม้ภาคนี้สาวแว่นของเราจะผมสั้นแต่ก็ยังมีท่าที่ใช้เส้นผมเพื่อกำจัดศัตรูและเรียกปีศาจออกมาต่อสู้กับศัตรูได้เหมือนเดิม

นอกจากเกมเพลย์แบบปรกติแล้วเกม Bayonetta2 ถือว่ามีรูปแบบที่หลากหลายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการแปลงร่างที่ในภาคสองเราสามารถแปลงร่างได้มากกว่าเดิม เช่นสาวบาโยของเราจะเปลี่ยนร่างเป็นงูและลงไปว่ายในฉากที่เต็มไปด้วยน้ำได้ และยังมีการบังคับหุ่นยักษ์เพื่อต่อสู้กับศัตรูในฉากได้ ส่วนบอสในเกมก็อลังการงานสร้างไม่ว่าจะเป็นตัวเล็กและประเภทตัวใหญ่ยักษ์ที่การรับมือมันไม่ง่ายแน่นอน

ความคุ้มค่า

แน่นอนว่ามันเป็นเกมพอร์ต ทำให้หลายคนมีคำถามว่ามันจะคุ้มค่าหรือไม่ ซึ่งหากคุณไม่เคยมีเครื่อง WiiU มาก่อนและไม่เคยเล่น Bayonetta 2 ถือว่าคุ้มค่ามากๆเพราะมันคือหนึ่งในสุดยอดเกมแอ็คชั่นแห่งยุค ที่ทั้งสนุกลงตัวแบบไม่มีที่ติ และข่าวดีสำหรับคนที่ซื้อคือในตลับเกมจะมีรหัสดาวน์โหลด Bayonetta ภาคแรกมาให้เล่นด้วย ส่วนใครอยากได้แบบแยกภาคก็มีขายแบบดาวน์โหลดด้วยเช่นกัน ทำให้แม้ว่ามันจะเป็นเกมพอร์ตแต่การที่ได้มาสองภาคในราคาเดียวถือว่าคุ้มค่ามาก

สรุปโดยรวมแล้วหากคุณเป็นเจ้าของ Nintendo Switch เกม Bayonetta 2 (และภาคแรก) ถือว่าเป็นทางเลือกที่คุ้มเงินทุกบาทที่เสียไปแน่นอน และในช่วงนี้ปู่นินดูเหมือนยังไม่ได้เร่งออกเกมฟอร์มดีมากเท่ากับปีที่แล้ว ทำให้เราอาจมีทางเลือกไม่มากนัก และภาค 2 ยังคงเป็นเกมที่หาเล่นได้เฉพาะบนคอนโซลของนินเทนโดเท่านั้น ถือเป็นอีกเกมที่แฟนปู่นินควรมีไว้ติดเครื่อง

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Radiant Historia Perfect Chronology เกม RPG ย้อนเวลาฉบับภาษาอังกฤษ

Review เกม Radiant Historia Perfect Chronology บน 3DS มาแล้ว

Published

on

Tale of Berseria

Tale of Berseria
8

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องน่าติดตาม (มาก)
  • ตัวละครเอกหลายตัวมีเสน่ห์และน่าค้นหา
  • ระบบการต่อสู้เข้าใจง่ายและสนุก!
  • มีองค์ประกอบ (element) ของความเป็น RPG ต่างๆ ที่ลงตัว

จุดสังเกต

  • กราฟิกดูล้าสมัยไปหนึ่ง Gen (อาจเพราะยังทำลงให้กับ PS3 ด้วย)

หากจะพูดถึงค่าย Atlus แล้วแฟนเกมทั่วโลกคงจะคิดถึงเกมแนว RPG ขั้นเทพเพราะชื่อเสียงของเกม Persona และ Shin Megami Tensei ที่แม้อาจจะไม่ได้โด่งดังเท่ากับ Final Fantasy แต่ก็มีแฟนจำนวนมากรอติดตามที่จะเล่น ทำให้หากมีเกมแนว RPG จากค่ายนี้ออกวางขายมันจะถูกจับตามองในทันที

เกริ่นนำ

โดยล่าสุดกับการมาของเกม Radiant Historia Perfect Chronology สุดยอดเกม RPG บน 3DS ฉบับภาษาอังกฤษแม้จะถือว่าออกช้ากว่าฉบับญี่ปุ่นอยู่พอสมควร แต่การที่ 3DS มันล็อคโซนทำให้คนที่มีเครื่องโซนอเมริกายังไงก็ต้องรอ ทำให้การกลับมาอีกครั้งของเกม RPG ย้อนเวลาถือว่ายังคงน่าเล่น เพราะมันสร้างชื่อว่าเป็นเกมที่สนุกเกินคาดมาตั้งแต่สมัยออกบน Nintendo DS แล้ว และหากคุณไม่ทราบมาก่อนเกม Radiant Historia Perfect Chronology คือภาครีเมคของเกมเก่าที่เคยออกวางขายบน NDS มาแล้ว

กราฟิก

แม้ว่าตัวเกมจะขึ้นชื่อว่าเป็นการรีเมค Radiant Historia ที่เคยออกวางขายบน NintendoDS แต่การกลับมาบน 3DS ดูเหมือนกราฟิกจะไม่ได้อัพเกรดไม่มากนัก เพราะพื้นฐานยังคงเหมือนเดิม ตัวละครก็ยังคงเป็นดอทพิเซลที่เพิ่มความละเอียดมาเล็กน้อย ที่เห็นชัดๆเลยว่าเปลี่ยนคือฉากกว้างขึ้นเพราะขนาดหน้าจอที่ใหญ่ขึ้น และเสริมด้วยคัทซีนที่เป็นการ์ตูนทั้งภาพนิ่งและอนิเมชั่นงามๆที่มีการลงทุนสร้าง และออกแบบงานศิลป์ตัวละครใหม่หมด ตรงจุดนี้เองทำให้เกมดูสดใหม่ขึ้น (ภาคต่อไปขอให้ออกบน Nintendo Switch นะ)

เพลงประกอบ

ดนตรีประกอบถือเป็นจุดเด่นมากเพราะได้คุณ Yoko Shimomura มาทำเพลงให้ซึ่งผลงานที่ผ่านมาของเธอมีทั้ง Final Fantasy 15 หรืองานคลาสสิกอย่าง Front Mission ทำให้มีเพลงที่โดดเด่นติดหูอยู่หลายเพลง แต่ที่ดูเหมือนเกินหน้าเกินตาเพลงประกอบคือเสียงพากย์ที่ใส่เข้ามาแทบจะทุกฉากสำคัญในเกม และข่าวดีสำหรับแฟนเกมที่ชอบเสียงพากย์ญี่ปุ่น เพราะในภาคนี้จะมีเสียงพากย์เดิมๆจากเวอร์ชั่นญี่ปุ่น แต่จะมีบทบรรยายและเมนูทั้งหมดเป็นภาษาอังกฤษ ทำให้เราสามารถสัมผัสความยอดเยี่ยมของการพากย์ต้นฉบับได้ไปพร้อมกับเข้าใจเรื่องราว

รูปแบบการเล่น

เกม Radiant Historia เกมแนว RPG เทิร์นเบส ที่โบราณสุดๆเพราะยังมีการเลือกใช้คำสั่งเพื่อโจมตี ใช้ท่าไม้ตาย หรือเติมพลัง แถมยังมีฉากต่อสู้แบบ 2D เหมือนกับ Final Fantasy ภาคเก่ายิ่งทำให้ดูเชย แต่เมื่อได้เล่นแล้วมันแทบจะไม่มีความเชยของเกม RPG ในอดีตเลยเพราะเกมเพลย์มีความเร็วสูงมาก สามารถสู้เสร็จเทิร์นภายในไม่ถึงนาที(ศัตรูธรรมดา) และการที่เป็นภาษาอังกฤษทำให้เราอ่านเมนูได้เข้าใจ และสามารถรู้ถึงคุณสมบัติของท่าไม้ตาย ซึ่งมันมีประโยชน์และจำเป็นมากต่อการเล่น

เพราะรูปแบบการต่อสู้จำเป็นต้องใช้ไม้ตายให้ถูกกับรูปแบบของฉากต่อสู้ ที่จะแบ่งเป็นช่องๆรวมทั้งหมด 9 ช่อง โดยศัตรูในเกมจะอยู่ตามช่องซึ่งผู้เล่นสามารถเลือกท่าไม้ตายให้ตรงศัตรูที่อยู่ในช่อง เราจะสามารถโจมตีโดนเป็นหมู่คณะได้ แน่นอนว่าเกมได้ใส่ท่าไม้ตายมาเพื่อใช้งานโดยเฉพาะเช่นท่าผลักหรือดึงให้ศัตรูมารวมกันเป็นกลุ่มแล้วอัดทีเดียวพร้อมกัน จุดนี้ผู้เล่นต้องคำนึงถึงและต้องใช้ให้ชำนาญเพราะมันจำเป็นมากต่อการเล่น

ส่วนฉากในเมืองและดันเจี้ยนในเกมจะนำเสนอด้วยมุมมองด้านบน ภาพในเกมดูเหมือนจะมีมิติแต่จริงๆแล้วมันก็คือเกม 2D มุมกล้องด้านบนที่ดูเข้าใจง่าย ฉากในเกมไม่ได้ซับซ้อนอะไรมากและมีระบบ Map ที่ดีดูง่ายเมนูทำได้ดีและเมื่อมาแปลเป็นภาษาอังกฤษแล้วยิ่งเข้าใจง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก

แน่อนว่าเกมของค่าย Atlus ในยุคนี้ได้ใส่โหมดง่ายสำหรับมือใหม่ที่อยากลองเล่น ซึ่งในเกม Radiant Historia ก็มีมาให้เลือกที่นอกจากตัวเกมส่วนใหญ่จะง่ายแล้ว ในโหมดง่ายนี้เราจะสามารถโจมตีศัตรูโดยตรงในฉากแผนที่ได้ โดยไม่ต้องตัดเข้าฉากต่อสู้ทำให้การเก็บเลเวลทำได้รวดเร็วอย่างมาก แต่อาจดูเหมือนง่ายไปหน่อยจนเกมหมดสนุกแนะนำให้เลือกการเล่นแบบปรกติน่าจะดีกว่า

การย้อนเวลา

อีกจุดเด่นของเกม Radiant Historia คือการย้อนเวลา ที่เราจะสามารถไปแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดได้ โดยการย้อนเวลาจะทำได้ผ่านจุด Save ที่เป็นหนังสือ โดยจะแบ่งออกเป็น Timeline ที่ดูง่ายเราสามารถเลือกช่วงเวลาที่ต้องการจะกลับไปได้ แม้ว่าจะไม่ได้มีอิสระมากมายเพราะเกมล็อคไว้ว่าต้องกลับไปช่วงเวลาไหน แต่ก็มีทางแยกที่ให้เราเลือกเล่นเพื่อได้สัมผัสกับเรื่องราวที่แตกต่าง และเป็นจุดเด่นที่เหมาะมากสำหรับเวอร์ชั่นภาษาอังกฤษทำให้เราทราบเรื่องราวและเหตุผลในการย้อนเวลามาแก้ไข

การแก้ปริศนา

การแก้ปริศนาในเกมมีการเล่นกับการย้อนเวลา เช่นการอัพเกรดตัวละครแล้วใช้ท่าใหม่ๆเพื่อเปิดทางไปต่อ เช่นเราลงไปฉากที่เป็นเหมืองในครั้งแรกแล้วไม่สามารถเข้าไปได้ ก็ให้เราย้อนเวลาไปเอาสกิลใช้ระเบิดแล้วย้อนกลับมา เราก็จะเข้าไปในเหมืองได้ แน่นอนว่าเราต้องย้อนไปมาเพื่อหาทางไปต่อกันตลอดทั้งเกม ส่วนนี้ทำให้เกมสนุกและแตกต่างจากเกมอื่น

เกมมีความยาวพอสมควรเพราะนอกจากเรื่องราวหลักที่เราต้องเล่นแล้ว ยังมีเควสย่อยอีกมากมายรอให้เราไปค้นหาอีกเพียบ หากคุณเป็นแฟนเกม RPG จากค่าย Atlus ถือว่าไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง เพราะไม่บ่อยครั้งนักที่จะมีคนสร้างเกมแนว RPG เทิร์นเบสแท้ๆแต่มีความหลากหลายในการเล่าเรื่องราว และมีความรวดเร็วในการเล่น ถือว่าเป็นเกมฟอร์มดีในยุคท้ายๆ ของเครื่อง 3DS แล้ว ซึ่งถ้าหากมันจะมีภาคต่อคงจะไปออกบน Nintendo Switch แน่นอน

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

Games

[รีวิวเกม] Dissidia Final Fantasy NT (PS4) ตำนานไฟนอลฉบับเกมต่อสู้

Review เกม Dissidia Final Fantasy NT ตำนานเกมต่อสู้ของซีรีส์ไฟนอล มาแล้ว

Published

on

Tale of Berseria

Tale of Berseria
8

กราฟิก

7.0/10

เกมเพลย์

8.5/10

ความแปลกใหม่

8.0/10

ความคุ้มค่า

8.5/10

ภาพรวม

8.0/10

จุดเด่น

  • เนื้อเรื่องน่าติดตาม (มาก)
  • ตัวละครเอกหลายตัวมีเสน่ห์และน่าค้นหา
  • ระบบการต่อสู้เข้าใจง่ายและสนุก!
  • มีองค์ประกอบ (element) ของความเป็น RPG ต่างๆ ที่ลงตัว

จุดสังเกต

  • กราฟิกดูล้าสมัยไปหนึ่ง Gen (อาจเพราะยังทำลงให้กับ PS3 ด้วย)

สำหรับแฟนๆซีรีส์ Final Fantasy ถือว่าการได้สัมผัสตัวละครในตำนานในเกมรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ RPG ถือว่าเป็นความสนุกในฝันเพราะเป็นที่รู้กันว่าจุดเด่นของซีรีส์ ไฟนอลคือตัวละครที่โดดเด่น ที่สามารถครองใจผู้เล่นได้ ทำให้การมาของ Dissidia Final Fantasy NT บน PS4 น่าสนใจเกินหน้าเกินตารูปแบบการเล่นในทันที เพราะมันคือการรวมดาวตัวละครไฟนอลมาครบทุกภาคในรูปแบบเกมต่อสู้

เกริ่นนำ

เกม Dissidia Final Fantasy NT บน PS4 ต้นฉบับออกบนเกมตู้มาเป็นปีแล้ว แต่การที่มันเปิดให้เล่นในญี่ปุ่นก่อน ทำให้แฟนๆชาวไทยอาจจะไม่เคยเล่น ซึ่งหากย้อนไปไกลอีกหน่อยมันเคยออกบน PSP มาแล้วโดยเป็นการนำตัวละครไฟนอลมามัดรวมกันแล้วปรับเปลี่ยนแนวเป็นแอ็คชั่นต่อสู้แบบ 3 มิติที่มีความเป็น Final Fantasy ครบถ้วนไม่ว่าจะเป็นกราฟิกและท่าไม้ตายที่อลังการงานสร้างรวมทั้งฉากและตัวละคร โดยในภาคใหม่จะได้ “ทีมนินจา” มาสร้างยิ่งน่าสนใจเพราะทีมนี้ถือว่าถนัดสร้างเกมแอ็คชั่นอยู่แล้ว

กราฟิก

กราฟิกในเกมอยู่ในระดับดี แม้มันไม่ได้สร้างจากค่าย Square Enix โดยตรงแต่ก็ถ่ายทอดความเป็น Final Fantasy ได้อย่างครบถ้วน แถมยังออกแบบตัวละครในตำนานที่มีมาตั้งแต่สมัยแฟมิคอม 8Bit มาเป็นตัวละครในเกมยุคใหม่ได้น่าสนใจโดยเฉพาะตัวละครคลาสสิกจากภาคสามที่มาในรูปแบบหลากหลายอาชีพ ส่วนเฟรมเรตของเกมก็ลื่นไหลดีแม้จะเล่นหลายคนในโหมดออนไลน์ก็ไร้อาการกระตุกต่างจากสมัยตัวเดโม

เพลงประกอบ

เพลงในเกมถือเป็นจุดเด่นอย่างมากเพราะมันเป็นการรวมฮิตเอาเพลงจากซีรีส์ Final Fantasy มารวมกันทุกภาค โดยมีเพลงในตำนานของหลายภาคที่ใส่มาแบบแทบไม่ได้ปรับเปลี่ยนเหมือนเป็นการเอาใจแฟนเกมไฟนอลทั้งรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ ส่วนเสียงพากย์ในเกมก็จัดเต็มมากันทุกตัว โดยตัวละครดังๆในตำนานก็มีเสียงพากย์ที่เหมือนกับต้นฉบับด้วย นอกจากนี้ผู้เล่นยังสามารถเปลี่ยนเพลงประกอบได้เองตามใจชอบด้วย

เกมเพลย์

รูปแบบการเล่นเป็นเกมแนวต่อสู้แบบ 3 ต่อ 3 ที่มีมุมกล้อง 3D แบบมองจากด้านหลังของตัวละคร ที่ผู้เล่นสามารถปรับเปลี่ยนได้เอง โดยแต่ละตัวละครจะมีความคล่องตัวสูงผู้เล่นสามารถใช้ท่าพุ่งตัวเข้าหาเป้าหมายอย่างรวดเร็วได้ ทำให้เกมเพลย์รวดเร็วเหมือนกับการต่อสู้แบบฉบับที่ซีรีส์ ไฟนอลใช้มาตลอด และเกมมีระบบโจมตีที่เป็นเอกลักษณ์ โดยมีทั้งแบบ Brave Attack ที่เป็นท่าไม้ตายที่รุนแรง และทำให้ทีมศัตรูเสียค่า Break Bonus และยังมีท่า HP Attack ที่เมื่อโจมตีทีมคู่แข่งจะส่งผลให้ค่า Break Bonus เพิ่ม

นอกจากนี้ยังมีท่าไม้ตายพิเศษที่แตกต่างของตัวละครที่เรียกว่า EX Skills ที่รับประกันความรุนแรง ที่นอกจากจะใช้เพื่อโจมตีคู่แข่งแล้วยังส่งผลกับสถานะของตัวละครเช่นเพิ่มพลังโจมตี , ป้องกัน หรือเติมพลัง และยังมีท่าที่ส่งผลกับทีมศัตรูเช่นพิษ หรือให้ตาบอดชั่วคราว และแน่นอนว่าซีรีส์ไฟนอล ต้องมีมนต์อสูร มาให้ใช้ที่เราต้องค่อยๆเก็บสะสมพลังแล้วเรียกมันมาใช้งาน ซึ่งแต่ละตัวมีท่าไม้ตายที่แตกต่างกันแถมยังมีมากันแทบจะครบทุกตัว (ตัวที่ดังๆ) เช่น Bahamut,Ifrit,Leviathan,Odin,Shiva และอีกมากมายหลายตัว ในตอนแรกจะมีมาให้ใช้เพียง 1 ตัวแต่จะค่อยๆปลดล็อคออกมาให้ได้ใช้งานกัน โดยรวมท่าไม้ตายในเกมเน้นความรวดเร็วและต้อง ชิงไหวชิงพริบกันตลอด และการเล่นเป็นทีมสำคัญมาก

ส่วนตัวละครในเกมก็มีการยัดใส่มาตั้งแต่ภาคแรกๆอย่างนักรบแห่งแสง จนถึง เจ้าชาย Noctis Lucis Caelum จากภาค 15 และยังมีภาคพิเศษอย่าง Final Fantasy Tactics และตัวละครจาก Final Fantasy Type-0 มาให้เลือกเล่นด้วย รวมแล้ว(ตอนนี้) มีทั้งหมด 28 ตัว โดยโหมดหลักๆในเกมจะมีโหมดเล่นออฟไลน์ ที่ผู้เล่นสามารถจัดทีมออกไปต่อสู้กับตัวละครฝ่าย Com เพื่อสะสมค่าพลัง , เงิน และยังได้ Memoria มาปลดล็อคสิ่งใหม่ๆในโหมดเนื้อเรื่องเช่นคัทซีนงามๆ ส่วนโหมดออนไลน์ที่น่าประทับใจเพราะมีความลื่นไหลอย่างมาก แม้ว่าการรอเพื่อนร่วมกันเล่นอาจจะใช้เวลานานไปนิด แต่เราสามารถสนุกแบบไม่กระตุกแบบเดียวกับโหมดออฟไลน์ และยังปรับแต่งการแข่งได้ตามต้องการได้ด้วย ซึ่งเมื่อชนะจะได้ค่าพลัง และคะแนนมาปลดล็อคสิ่งใหม่ๆเช่นกัน

ความคุ้มค่า

เกม Dissidia Final Fantasy NT อาจจะไม่ได้มีโหมดมากมาย แต่ก็มีตัวละครระดับตำนานให้เลือกเล่นจำนวนมาก และยังมีการปลดล็อคสิ่งใหม่ๆเช่นความสามารถของตัวละคร หรือชุดใหม่ รวมทั้งไอเทมเสริมหรืออสูรเพิ่มเติม ทำให้ผู้เล่นอยู่กับเกมได้ยาวนานเพราะมีอะไรซ่อนอยู่เพียบ แถมในอนาคตทีมงานยังจะมีการอัพเกรดสิ่งใหม่ๆเพิ่มเข้ามาให้เล่นเพิ่มอีกแน่(แต่ต้องเสียเงิน)


และความดีงามตามที่บอกมาทั้งหมดทำให้การกลับมาอีกครั้งของเกมต่อสู้ของซีรีส์ไฟนอล อย่าง Dissidia Final Fantasy NT มีดีมากพอที่จะหามาเล่น ต่อให้ไม่ใช่แฟนซีรีส์ไฟนอล วัดกันที่เกมเพลย์ล้วนๆ ก็ยังถือว่าสนุกพอตัวแม้จะไม่ได้มากมายเท่ากับเกมต่อสู้ขั้นเทพหลายเกมแต่ก็มีสิ่งให้ผู้เล่นค้นหามากกว่าที่คิด

แสดงความคิดเห็น

Continue Reading

เรื่องร้อนแรง!