[Review] Nioh 2 การกลับมาของซามูไรพเนจร พร้อมออกตามล่าเหล่าปีศาจ

90

เมื่อปี 2017 ที่ผ่านมา Team Ninja เจ้าของผลงานอย่าง Dead or Alive, Ninja Gaiden, ก็ไดปล่อยผลงานตัวใหม่ออกมา “NIOH” แรกเริ่มเดิมทีมันเป็นเกมที่เปิดตัวมาตั้งแต่ปี 2005 เป็นผลงานของนักเขียนบทภาพยนตร์ “Akira Kurosawa” ว่ากันด้วยเรื่องสงครามแตกแยกญี่ปุ่นยุคเซ็งโงกุ ที่มีเหล่าผีปีศาจ (Oni, Yokai) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ผ่านมาหลายปี ตัวเกมก็เงียบหายไปจนหลาย ๆ คนคงลืมไปแล้ว ก่อนที่จะกลับมาเปิดตัวใหม่อีกครั้ง และได้วางจำหน่ายให้กับ Playstation 4, PC ครับ

Nioh นั้นเป็นเกมที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก Dark Souls อย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งยังมีการนำเอาจุดเด่นของเกม Action RPG เกมอื่น ๆ มาผสมยัดใส่มันเข้าไปจนออกมาเป็นรูปแบบของตัวเอง ตัวเกมได้รับกระแสไปในทางที่ดีมาก เนื่องจากตัวเกมได้พยายามสร้างแนวทางของตัวเอง ไม่ให้มีความรู้สึกคล้ายกับเล่น Dark Souls Clone แบบที่เกมอื่น ๆ พยายามทำมาตลอดหลายปีครับ

แน่นอนว่าเมื่อตัวเกมประสบความสําเร็จ Nioh 2 ภาคต่อก็ได้เปิดตัวมาในปี 2018 หลังจากวางจำหน่ายไปแค่ปีเดียว แต่อย่างไรก็ตาม Sekiro: Shadows Die Twice ก็ได้เปิดตัวภายในงาน E3 2018 ชนกับ Nioh 2 แถมยังเป็นเกมที่มาจากค่าย From Software ผู้ให้กำเนิดเกมแนว Souls-like อีกด้วย ก่อนที่จะวางจำหน่ายในปี 2019 และตัวเกมทำได้ดีมากในแง่ของ Gameplay ที่ปิดประตูตายของ Nioh 2 ได้เลยถ้าหากไม่มีการพัฒนาจากภาคแรกขึ้นมา

จนในที่สุด Nioh 2 ก็วางจำหน่าย และผมเองก็กังวลเล็กน้อย กลัวว่าจะสู้เกมอย่าง Sekiro ไม่ได้ แต่เมื่อได้เล่นจริงก็พบว่า มันแตกต่างกันจนเห็นได้ชัด และเป็นอีกครั้งที่ Team Ninja ได้ย้ำจุดยืนของตัวเอง โดยพัฒนาต่อยอดจากของเดิมที่มีอยู่ในแล้วในภาคแรกให้ดีขึ้น พร้อมกับปรับปรุงแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่มีในภาคแรก กว่า 80 ชั่วโมงที่ผมเล่นมา ต้องขอบอกเลยครับว่า “มันยอดเยี่ยมจริง ๆ “


Story


ภาคนี้เราจะได้รับบทเป็นมนุษย์ลูกครึ่ง Yokai

Nioh 2 นั้นเป็น Prequels ของเกมภาคแรก โดยเนื้อเรื่องจะเกิดขึ้นก่อนภาคแรก แต่ยังคงอยู่ในญี่ปุ่นยุคเซ็งโงกุ แต่คราวนี้เราจะมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์สำคัญต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในยุคนั้น โดยเราจะได้รับบทเป็น “Hide” ซามูไรพเนจร ที่เป็นลูกครึ่ง Yokai ทำให้เราสามารถแปลงร่างให้กลายเป็น Yokai พร้อมกับใช้พลังของมันได้ โดยเราจะได้พบกับ Tokichiro (Toyotomi Hideyoshi ในภาคแรก) และเราจะได้รู้ที่มาของชื่อ Hideyori และ Mumyo สาวหัวหน้ากลุ่มนักล่า Yokai ที่จะมีบทบาทกับเราตลอดทั้งเกม

Moment ระหว่างเรากับ Hide (ไม่อยากจะนึกภาพ ถ้าเล่นตัวผู้ชาย)

และแน่นอน Oda Nobunaga ที่จะมีบทบาทกับเรามากเช่นกัน เพราะในภาคนี้เราจะได้เป็น “ส่วนหนึ่ง” ของกองทัพตระกูล Oda พร้อมกับภรรยาของเขาอย่าง Yuki-Onna บอสในภาคแรกที่ทำเอาผู้เล่นหัวร้อนกันมาแล้ว รวมไปถึง Hanzo Hattori แห่งตระกูล Tokugawa ที่จะมีบทบาทกับเรามากเช่นกัน โดยเราจะได้มีส่วนร่วมกับสงครามของตระกูล Oda และมีเรื่องราวของ Yokai เข้ามาเกี่ยวข้อง พร้อมกับมีเรื่องราวความลับอยู่ตลอดทั้งเกม รอให้ผู้เล่นไปคลายปมอีกด้วยครับ

ผู้เล่น กับ Mumyo สาวนักล่า Yokai

สิ่งหนึ่งที่ผมบ่นมาตั้งแต่เกมภาคแรก ก็คือเรื่องที่ตัวเกมเล่าเรื่องไม่ค่อยดีนั้นล่ะครับ พอมาถึงภาค 2 นั้นก็ได้พัฒนาปรับปรุงตรงนี้ไปมาก ทำให้เราเข้าใจสถานการณ์ เข้าถึงตัวละคร และสนุกไปกับมันได้ง่ายกว่าเดิม แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีหลาย ๆ จุดที่ไม่สมเหตุสมผลอยู่บ้าง เช่นในฉาก Cutscreen ที่เราจะคอยเดินทางร่วมอยู่กับเพื่อน ๆ ในกลุ่มตลอด แต่พอถึงเวลาเล่นจริง กลับเป็นเรา Solo เพียงคนเดียวเท่านั้น เหตุเพราะว่าตัวเกมมันถูกออกแบบมาให้เล่นแบบนี้อยู่แล้ว ถ้าหากใครไม่ซีเรียส ก็ไม่มีปัญหาอะไรครับ

เอาเข้าจริง Silent Protagonist ก็เหมาะกับ Character ของตัวเราดี

นอกจากนี้เอง ใน Nioh 2 เรายังสามารถสร้างตัวละครได้ตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นทั้งหญิงหรือชาย โดยผมต้องยอมรับเลยว่าทาง Team Ninja ได้เอาใจใส่ในจุดนี้จริง ๆ เพราะระบบสร้างตัวละครนั้นมันดีงามมาก ๆ ถือว่าลบขอเสียของภาคแรกไปเลยทันที และที่สำคัญ อย่างที่ผมบอกไปครับว่าเราจะได้รับบทเป็น Hide แน่นอนว่าตัวละครที่เราสร้างจะกลายเป็น Silent Protagonist แต่อย่างไรก็ตาม ทีมงานเอาใจใส่ในจุดนี้มาก ในฉาก Cutscreen นั้น ตัวละครของเราแสดงท่าทางออกมาได้ยอดเยี่ยม จนทำให้ไม่จำเป็นต้องมีบทพูดเลยสักนิด

ตัวละครปริศนา

ตัวเกมมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 80 ชั่วโมง รวม Sidequest โดยถ้าหากนับเพียงแค่ Main Story อย่างเดียว ก็จะอยู่ที่ประมาณ 50 ชั่วโมง ซึ่งมันเป็นอะไรที่เยอะมาก ๆ สำหรับเกม Action RPG ทั่วไป แต่สำหรับ Nioh นั้น เราอาจจะต้องรวมเวลาที่ใช้ในการปราบบอส การฟาร์มไอเท็มเข้าไปด้วย แต่อย่างไรก็ตามนับว่าคุ้มค่ามาก ๆ ครับ รวมไปถึง DLC ใหม่ ๆ ที่จะมาในอนาคต รวมไปถึงโหมด Online PVP อีกด้วย


Gameplay


“Hide”

Nioh 2 เป็นเกม Action RPG ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเกมแนว Souls-Like อย่าง Dark Souls ก็จริงครับ แต่ Team Ninja นั้นได้สร้างแนวทางของตัวเองเอาไว้ในภาคแรก ก่อนที่จะยกระดับมันอีกครั้ง ใน Nioh 2 จนในที่สุดตอนนี้ Nioh 2 เองก็กลายเป็นเกมของตัวเอง โดยไม่ได้ให้ความรู้สึกตอนเล่นคล้าย ๆ เกมอย่าง Dark Souls แบบที่ในเกมภาคแรกทำ โดยพยายามทำตาม Dark Souls มากเกินไปนั้นเอง

ใน Nioh 2 นั้นแน่นอนว่ามันก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนกับเกม Souls-Like ทั่ว ๆ ไป เพราะยกระบบของภาคแรกมาใส่ไว้ทั้งหมดเลยครับแต่นั่นมันก็เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะเอาจริง ๆ แล้วในส่วนของ Core Gameplay จริง ๆ เรียกได้ว่ามันแตกต่างกันมากอย่างเห็นได้ชัด โดยมาเริ่มที่ระบบต่อสู้กันก่อนเลย ใน Nioh 2 นั้นยังคงมีระบบต่อสู้เหมือนภาคแรกทุกอย่าง โดยใครที่เล่นภาคแรกมาก็คงจะเข้าใจมันได้ไม่ยาก โดยหัวใจหลักของการต่อสู้ในเกมนี้ก็คือการ Ki Pulse หรือเป็นการดึงเอาค่า Stamina กลับคืนมา เพื่อต่อ Combo หรือเอาไว้ใช้หลบการโจมตี

โดยใน Nioh 2 ก็ยังคงใช้ระบบนี้เช่นกัน แต่คราวนี้ตัวเกมมันจะเร็วขึ้นกว่าเดิมมาก แน่นอนว่ามันก็ยากกว่าภาคแรกอย่างเห็นได้ชัด สิ่งที่พัฒนาขึ้นมาจากภาคแรกก็คือตัวเกมมีความลื่นไหลขึ้นเยอะมาก ค่า Stamina ไม่ได้เป็นปัญหาเท่าไรนัก ควบคู่ไปกับการใช้ Ki Pulse ให้ดี ทำให้การ Action นั้นสนุกกว่าเดิมครับ

ระบบ Guardian Spirits ที่พัฒนาขึ้น โดยในภาคที่แล้วเราจะสามารถใช้พลังเรียก Guardian Spirits ออกมาเสริมพลังให้กับอาวุธช่วยเราต่อสู้ได้ แต่ใน Nioh 2 นั้น ได้ Rework ระบบนี้ และเปลี่ยนเป็นระบบ Yokai Shift แทนครับ

Yokai Shift เป็นระบบที่ให้ผู้เล่นแปลงร่างเป็น Yokai ในขณะช่วงเวลาที่กำหนด เพื่อเสริมความสามารถของ Guardian Spirits เข้ากับตัวเรา โดยจะมีทั้งหมด 3 รูปแบบก็คือ Brute, Feral, Phantom โดยทั้ง 3 รูปแบบนี้ก็จะมีรูปร่างของตัวเองที่แตกต่างกันออกไป รวมไปถึงความสามารถที่แตกต่างกันตาม Guardian Spirits ที่เราเลือกใช้ อีกทั้งยังมี Yokai Skill โดยเราสามารถตามหา Soul Cores ที่ได้จากการฆ่า Yokai ชนิดต่าง ๆ ภายในเกม เพื่อเอา Skill พิเศษของ Yokai ตัวนั้น ๆ มาใช้ได้ รวมไปถึง Skill ของ Boss ที่เราจัดการไปด้วยครับ

การทำ Burst Counter

และเมื่อนำเอาส่วนผสมทั้งหมดในส่วนของ Core Gameplay มารวมกัน มันก็จะออกมาสนุกมากครับ สิ่งที่ทำให้ Nioh 2 รู้สึกสดใหม่ ก็คือระบบ Yokai Shift,Yokai Skill นั้นเอง เพราะมันจะทำให้เกิดรูปแบบ Gameplay ใหม่ ๆ ตามมาอีกมาก อีกทั้งในภาคนี้เรายังสามารถใช้พลัง Burst Counter การโจมตีกลับได้ หรือจะเรียกว่า Parry ก็ได้ โดยถ้าหากเรากดใช้ถูกเวลา ก็จะสามารถสร้างความเสียหายให้กลับศัตรูเยอะมากเลยทีเดียว และด้วยระบบ Yokai Skill ที่จะทำให้การต่อสู้นั้นยืดหยุ่นได้มากกว่าเดิมครับ

ในภาคนี้เราจะมีอาวุธให้เลือกใช้ถึง 9 ชนิดด้วยกัน โดยมีอาวุธใหม่อย่าง Hatchets ขวานคู่ และ Switchglaive เคียวที่ออกแบบมาสำหรับสายเวทย์โดยเฉพาะ แน่นอนว่าอาวุธอย่าง Odachi และ Tonfa ที่เป็น DLC ในภาคแรก ก็มีให้ใช้เช่นกันตั้งแต่เริ่มเกมเลยครับ

โดยอาวุธทั้ง 9 ชนิดนั้น จะมีความแตกต่างกันออกไปในแทบจะทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นทั้งMoveset, Skill อีกไม่เหมือนกันเลยสักชนิด ทำให้เราสามารถเลือกแนวทางการเล่นของตัวเองได้ โดยถ้าหากเราใช้อาวุธชนิดไหนบ่อย ๆ เราก็จะได้แต้มสกิลมาปลดล็อกสกิลใหม่ ๆ สำหรับอาวุธชนิดนั้น ๆ นอกจากนี้ก็ยังมีเรื่องของ Stance เข้ามาเกี่ยวข้องอีกด้วย โดยระบบ Stance ก็จะเหมือนภาคแรกเลยครับ ผู้เล่นสามารถเลือกระดับ Stance ของตัวเองได้ 3 ระดับ โดยในภาคนี้ระบบสกิลจะช่วยให้ผู้เล่นสามารถเลือกได้เลยว่าจะเน้นไปใน Stance ระดับไหนเป็นต้น

นอกจากนี้เองเราก็ยังมีสกิลของซามูไร นินจา และ สายเวทย์ มาให้ใช้อีกเช่นกัน โดยสกิลเหล่านี้จะเพิ่มขึ้นตามการใช้สกิลของสายนั้น ๆ แต่สิ่งที่จะแตกต่างไปในภาคแรก ก็คือคราวนี้มันจะมีความยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นครับ เช่นสำหรับสายเวทย์ ในภาคแรกเราไม่มีอาวุธให้เลือกใช้ตรงสายเลย แถมยังไม่มีความโดดเด่นในด้านอื่น ๆ นอกจากเอาไว้โกงบอสด้วยสกิล Slow กับบัพเพิ่มพลังให้ตัวเอง แต่ใน Nioh 2 นั้น การมาของ Switchglaive โดยที่อาวุธนี้จะเพิ่มพลังโจมตีตามค่า Magic ของเรา ทำให้การเล่นสายเวทย์นั้นสนุกขึ้นเยอะมาก ๆ ครับ

แน่นอนว่า Nioh 2 ก็ยังคงความเป็น RPG อยู่เช่นเดิม ระบบ Progression ตัวละครก็ยังคงเหมือนภาคแรกทุกอย่าง เพิ่มเติมคือครั้งนี้เราจะมีทางเลือกในการเล่นเยอะขึ้น มีชุดเกราะใหม่ ๆ มากมายที่ออกแบบมาสำหรับผู้เล่นหลากหลายแนว สิ่งที่ต้องขอชมเลยก็คือตัวเกมนั้นไม่ได้มีความ “Grinding” มากเกินไป เราสามารถหาของมาใช้ได้ตลอดทั้งเกม ไอเท็มจำพวกยาเพิ่มพลังชีวิต ลูกธนู กระสุนปืน ของต่าง ๆ มีให้เราชื้ออยู่ตลอดเวลาที่ศาลเจ้า หรือที่เรียกว่า Bonfire ได้

การสร้างไอเท็ม รวมไปถึงการเลือก Option ที่ยังคงเหมือนภาคแรกทุกอย่างครับ แต่ในภาคนี้เราจะสามารถหาวัตถุดิบพิเศษที่ได้จาก Yokai ชนิดต่าง ๆ หรือวัตถุดิบที่ดรอปจาก Boss ได้ง่ายกว่าเดิม โดยการนำเอา Soul Core มาทำการย่อยสลายนั้นเอง

Lobby สำหรับ Coop mode

ระบบ Online ที่ยังคงเหมือนภาคแรกทุกอย่าง โดยเราสามารถ Summon ให้ใครสักคนมาช่วยได้ที่ศาลเจ้าตามสไตล์ดั้งเดิมแบบ Dark Souls หรือจะสร้างห้อง Co-op สมัยใหม่พร้อมเลือก Mission ไปพร้อม ๆ กันกับผู้เล่นคนอื่นได้ผ่าน Expedition mode ที่สาย Co-op ต้องชอบ เพราะผู้เล่นสามารถจับมือไปด้วยกันยันจบเกมเลยก็ได้ สิ่งที่ขาดหายไปก็คือ PVP ที่ไม่มีอีกแล้ว และอาจจะต้องรอ DLC หรือ Free Update สำหรับโหมดนี้ครับ

Coop ได้สูงสุด 3 คน งานนี้ไม่มีเหงา

อีกสิ่งหนึ่งที่ถือว่าเป็นตัวช่วยสำหรับผู้เล่นมาก ๆ นั้นก็คือการ Summon AI มาช่วยเราต่อสู้ โดยมันจะมาในรูปแบบ “Blue Benevolent Graves” โดยระบบนี้จะทำงานคล้าย ๆ กับระบบ Revenant ในเกมภาคแรก ที่เมื่อมีผู้เล่นตาย ผู้เล่นคนอื่นก็จะเห็นหลุมศพของผู้เล่นคนนั้น ๆ และ Summon ออกมาต่อสู้ได้ เพื่อหวังเอา Item หรือเพื่อฟาร์มค่า Amrita

Summon AI มาช่วย แล้วก็ยืนดูอย่างเดียวพอ …

แต่สำหรับ Blue Benevolent ที่เพิ่มเข้ามาใน Nioh 2 นั้น จะทำงานคล้าย ๆ กัน โดยมีการเอาระบบ Summon ของ Dark Souls มาผสมเข้าไป โดยผู้เล่นสามารถเขียนจุด Summon ลงไว้ที่ไหนก็ได้ในฉาก เพื่อให้ผู้เล่นคนอื่นสามารถ Summon ไปช่วยได้ แต่มันจะแตกต่างกับ Dark Souls ก็ตรงที่ว่าเมื่อมีการ Summon ไปแล้ว ตัวละครที่ถูก Summon มาจะถูกบังคับโดย AI ครับ ทำให้ผู้เล่นใหม่ หรือใครที่ไม่อยากเหงา ก็สามารถ Summon AI มาได้ตลอดทั้งเกม (ถ้ามีคนเขียนจุดเอาไว้)

Summon ผู้เล่นคนอื่นไม่ได้ ก็ไป Summon AI แทนเลย

โดยรวมแล้วนั้นระบบ Online ทำออกมาได้ดี มีทางเลือกในการใช้ Code Secret World สำหรับเล่นกับเพื่อน มีการเลือก Zone รวมไปถึงระบบ Clan Battle ของภาคแรกก็กลับมาด้วยครับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นปัญหาที่อะไรกันแน่ เพราะตลอดทั้งเกมผมแทบจะ Summon ใครมาช่วยไม่ได้เลย แถมการจับคู่ผ่านระบบ Expedition mode ก็ใช้เวลานานมาก ๆ และแทบจะไม่เจอผู้เล่นคนอื่น ๆ จนแอบคิดว่ามีคนเล่นน้อยไปหรือเปล่า แต่อย่างน้อยก็ยังมี Blue Graves ไว้แก้เหงายามเล่นคนเดียวล่ะครับ


Graphics


สวยงามและพัฒนาขึ้นเยอะมาก เป็นประโยคที่ผมขอมอบให้กับ Nioh 2 ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าตัวเกมที่ใช้รีวิวในครั้งนี้ คือเวอร์ชัน PS4 และผมก็เล่นผ่านเครื่อง PS4 รุ่นธรรมดา ไม่ใช่รุ่น Pro แต่ภาพที่แสดงออกมาภายในเกมนั้นต้องบอกเลยว่าดีมาก ๆ กราฟิกได้พัฒนาขึ้นจากภาคแรกอย่างเห็นได้ชัดในหลาย ๆ จุด สิ่งที่ผมชอบก็คือการเลือกใช้สีและ Contrast ที่ดี ทำให้ได้ภาพที่สวยงาม จนทำให้ผู้เล่นรู้สึกได้ถึงบรรยากาศภายในเกมได้เป็นอย่างดี

การออกแบบฉากต่าง ๆ ที่ทำออกมาได้ดี และขอชมทีมงานในจุดนี้ ภายใน 1 Mission หลัก เราจะได้ออกสำรวจฉากที่กว้างใหญ่ พร้อมกับเส้นทางที่หลากหลายแต่ไม่งง แถมยังมีจุดที่น่าสนใจ หรือ Point of Interest ให้เราถ่ายรูปสวย ๆ จนอยากได้ Photo Mode เอาเสียมาก ๆ โดยในแต่ละฉากนั้นเราจะได้รับความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไป ราวกับได้ตกอยู่ในญี่ปุ่นยุคนั้นเลยทีเดียว

Nioh เป็นเกมที่ผู้เล่นสามารถเลือกได้ว่าจะเล่นในโหมด Action (60FPS) , Movie (30FPS) และ Variable (30-60 Dynamics) แน่นอนว่าระบบเหล่านี้ก็กลับมาในภาค 2 เช่นกัน และเป็นอีกครั้งที่ผมต้องบอกเลยว่า ผมได้เลือกเล่นในโหมด Action เพื่อให้ได้ 60FPS ซึ่งมันเหมาะสำหรับเกมแนวนี้ที่สุด ก็ยังพบว่ามีกราฟิกที่สวยงามอยู่เช่นเดิมถึงแม้จะมีความละเอียดภาพที่ 720p และสำหรับคนที่ใช้เครื่องรุ่น Pro ก็จะได้เล่น Action Mode ที่ 1080p อีกด้วยครับ

โดยรวมแล้ว Nioh 2 สอบผ่านในเรื่องของ Performance ผลที่ออกมาเป็นที่น่าพอใจสำหรับ PS4 ทุกรุ่น โดยที่ไม่ลดคุณภาพของกราฟิกมากเกินไป และมีอัตรา Frame Rate ที่ดีมาก ๆ อีกด้วยครับ


สรุป


Nioh 2 นั้นเป็นเกมที่ทำออกมาได้ดีในแทบจะทุกด้าน โดยสิ่งที่ทำได้ยอดเยี่ยมที่สุดก็คือระบบต่อสู้ ที่ได้แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของตัวเอง และทำให้ผู้เล่นได้รับประสบการณ์ที่ดีขึ้นสำหรับคนที่เล่นภาคแรกมาแล้ว รวมไปถึงผู้เล่นใหม่ ที่จะได้รับประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมในด้านของเกม Action RPG ที่ดีเกมหนึ่งครับ

แมงมุมในภาคนี้น่ากลัวกว่าเดิมมาก …..

แต่อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตัวเกมนั้นยัง “มีความยาก” อยู่มากเช่นกัน ซึ่งความยากในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการเล่นที่มันยาก แต่มันคือความไม่แฟร์ของผู้เล่นกับศัตรูนั้นล่ะครับ แต่ด้วยการที่ Nioh มันเป็นเกม RPG และเสน่ห์ของเกม RPG ก็คือการฟาร์มที่จะช่วยให้การเล่นนั้นง่ายขึ้น และทำให้ผู้เล่นมีจุดหมายให้ทำ มีการสร้าง Build แต่ละแบบขึ้นมา ผสมกับ Gameplay ที่ยอดเยี่ยม ก็จะทำให้ตัวเกมสนุกขึ้นได้ แม้ว่ามันจะมีระดับความยากอยู่มากเช่นกัน

อีกครั้งที่ผมจะเอาเกมนี้ไปเปรียบเทียบกับ Sekiro ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะเป็นห่วง หรือไม่ก็ไม่คิดจะเล่น Nioh เลย เพราะ Sekiro มันทำไว้ดีมาก ๆ และผมก็ขอยอมรับเลยว่า Sekiro นั้นทำได้ดีมากจริง ๆ ในเรื่องของ Gameplay แต่อย่างไรก็ตาม Nioh 2 นั้นเป็นอีกหนึ่งเกม Action RPG ที่ควรจะเล่นในปี 2020 นี้ และมันอาจจะกลายเป็นเกมที่คุณหลงรักไปโดยที่ไม่รู้ตัวเลยก็ได้ครับ

สำหรับวันนี้ก็ขอลาไปก่อน ช่วงนี้ก็รักษาสุขภาพกันด้วยนะครับ และจนกว่าจะมี Nioh 3 ออกมา จนถึงเวลานั้นเราจะได้พบกันใหม่ สวัสดีครับ

 

 

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส

Nioh 2
GAMEPLAY
95
GRAPHICS
90
STORY
85
PERFORMANCE
90
VALUE
90
จุดเด่น
Gameplay ที่สนุก และเป็นอีกหนึ่งใน Action RPG ที่ยอดเยี่ยมให้ปี
การปรับแต่งตัวละครที่หลากหลาย อีกทั้งยังมีการสร้างตัวละครของตัวเองอีกด้วย
กราฟฟิคที่สวยงาม มาพร้อมกับตัวเลือกที่เหมาะสำหรับคนที่ชอบทั้ง 60 FPS และ 30 FPS
ระบบ New Game Plus ที่จะช่วยเพิ่ม Replay Value พร้อมกับของใหม่ ๆ ไอเท็มใหม่ ๆ
จุดสังเกต
การเล่าเรื่องที่ยังทำออกมาได้ไม่ดีนัก ถึงแม้จะปรับปรุงจากภาคที่แล้วมากขึ้นก็ตาม
ระบบ PVP ที่ไม่ยอมใส่มาตั้งแต่แรก (อีกแล้ว)
ระบบ Online ที่หาห้องนานมาก และการ Summon ที่ไม่ค่อยได้ผลเท่าไร
90