รีวิวเกม Castlevania Advance Collection รวมฮิตเกมแส้ 2 มิติในตำนาน

Castlevania Advance Collection
จุดเด่น
รวมฮิต 4 เกมแส้ในตำนานในชุดเดียว
เพิ่มโหมดเสริมทำให้เล่ยได้ง่ายขึ้น
จุดสังเกต
ภาพในเกมไม่เปลี่ยนแปลงเลย
โหมดเพิ่มน้อยไปหน่อย
7

ช่วงหลังค่าย Konami ขุดเอาเกมเก่ามาขายใหม่ตลอด แถมเป็นแบบไม่ได้อัปเกรดอะไรใหม่ด้วย แม้จะดูไม่ค่อยลงทุนแต่สำหรับคอเกมรุ่นเก่าก็คงจะไม่คิดอะไรมาก เพราะแค่มีของเดิมกลับมาขายใหม่ให้หายคิดถึงก็พอ แม้จะไม่ค่อยมีหวังที่จะมีภาคต่อเพราะ Konami ไม่เน้นทำตลาดเกมคอนโซลเท่าในอดีตแล้ว และล่าสุดมีการขุดเอา Castlevania Advance Collection รวมเกมแส้ในตำนานกลับมาขายอีกรอบบนคอนโซลและพีซี

โดย Castlevania Advance Collection เป็นการรวมฮิตเกมซีรีส์ Castlevania ที่เคยออกบนเครื่องเกมพกพาอย่าง Gameboy Advance ที่ขนมาทั้ง Castlevania: Circle of the Moon ที่วางขายในปี 2001 ตามมาด้วย Castlevania: Harmony of Dissonance วางขายในปี 2002 และ Castlevania: Aria of Sorrow วางขายในปี 2003 นอกจากนี้ทาง Konami ยังแถมภาค Castlevania: Dracula X ที่ออกบน Super Famicom ในปี 1995 มาให้อีกเกมด้วย ถือว่าให้มาเยอะพอสมควรเมื่อเทียบกับราคาขาย และหลายภาคถือเป็นระดับตำนานในยุคนั้น โดยเกมวางขายบน PS4, XBoxone , Nintendo Switch และ PC ด้วย ซึ่งเกมทั้งหมดเป็นแนวแอ็กชัน 2 มิติมุมมองด้านข้าง

กราฟิกเหมือนเดิม ไม่เปลี่ยน

แน่นอนว่าในเมื่อมันเป็นการรวมของเก่ามาขายเฉย ๆ ทำให้กราฟิกในเกมไม่ได้เปลี่ยนไปจากต้นฉบับเลย โดยเป็นภาพแบบแบบดอตพิเซลทุกเกมตามยุคสมัยที่ดูเชยมาก ยิ่งส่วนใหญ่เคยออกบนเครื่องพกพามาก่อนจะดูไม่ค่อยสวยงามเมื่อมาอยู่บนหน้าจอทีวีหรือแม้แต่จอของ Nintendo Switch เองก็ตามแม้ว่าผู้สร้างจะมีโหมดปรับเม็ดพิกเซลให้คมชัดขึ้นเล็กน้อย แต่ก็แทบไม่ได้ช่วยอะไรมากนักเพราะภาพมันก็เหมือนเดิม เชื่อว่าแฟน ๆ ก็ต้องทำใจว่ามันไม่ใช่รีเมกหรือรีมาสเตอร์

ส่วนเพลงประกอบถือว่ามีทั้งของดีและข้อเสีย เพราะมันก็เหมือนกราฟิกที่ยกของเดิมมาทั้งดุ้นไม่ได้ปรับเปลี่ยนอะไรเลย แต่ของเดิมก็ถือว่าทำได้ดีอยู่แล้วมีหลายภาคที่มีการแต่งเพลงประกอบได้ระดับดีเยี่ยม เพราะซีรีส์แส้ถือว่าดนตรีประกอบยืนอยู่แถวหน้าของวงการอยู่แล้ว โดยมีเพลงธีมโดดเด่นติดหูและยังใส่มาใน Castlevania ภาคหลัง ๆ ด้วย อย่างไรก็ตามมีข้อสังเกตอยู่ที่เวอร์ชันของภาคที่ออกบน Gameboy Advance มีความคมชัดของเสียงต่ำเพราะต้นฉบับออกบนเครื่องพกพามาก่อน ทำให้คุณภาพดูด้อยลงมา แต่หากทำใจได้มันก็ช่วยเสริมให้การเล่นสนุกขึ้นแม้ว่ามันจะไม่มีเสียงพากย์ก็ตาม ถือว่าดีงามตามยุคสมัยที่ออกวางขาย

โหมดเพิ่มน้อยแต่ช่วยได้เยอะ

แม้ว่ากราฟิกจะเหมือนเดิม แต่มีโหมดเสริมที่ช่วยให้การเล่นง่ายขึ้น อย่างแรกคือระบบ Save ได้ทุกที่ทุกเวลา ทำให้ไม่ต้องวิ่งหาห้อง Save เหมือนเดิมอีกแล้วทำให้เล่นง่ายขึ้น และยังเสริมด้วยโหมดการย้อนเวลา ที่หากเราพลาดโดนโจมตีหรือตายผู้เล่นก็สามารถกดย้อนเวลาไปแก้ไขได้ในทันที ถือว่าช่วยได้มากและถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องมีในสำหรับการเอาของเก่ามาขายใหม่อยู่แล้ว และอย่างที่บอกว่าเราสามารถปรับความคมชัดของภาพได้นิดหน่อย และยังปรับให้ภาพเต็มหน้าจอได้แต่สัดส่วนจะเพี้ยนไป

นอกจากนี้ยังมีการเสริมด้วยโหมด Gallery ที่มีภาพงานออกแบบงาม ๆ ที่ไม่เคยโชว์ให้ใครได้เห็นมาก่อนด้วย ซึ่งมีการโชว์ภาพออกแบบกล่องเกมทุกเวอร์ชันทุกโซนที่วางขายมาให้เลือกชมด้วย และยังมีโหมดรวมเอาเพลงประกอบเพราะ ๆ มาให้ฟังแบบไม่ต้องนั่งเล่น แถมด้วยการปรับเปลี่ยนโซนของเกมได้ทั้ง อเมริกา, ยุโรป และญี่ปุ่น มาให้เลือกเล่นได้ด้วย ถือว่าเป็นของแถมที่ต้องมีมาให้อยู่แล้ว และก็ให้มาน้อยไปหน่อยเมื่อเทียบกับยุคสมัยที่เปลี่ยนไป

Castlevania: Circle of the Moon

เกมแรกในซีรีส์ Gameboy Advance ที่ถือว่าเป็นการเปิดตัวที่เป็นการผสมผสานแนวทางแอ็กชัน RPG แบบ Metroidvania แบบ 2 มิติมุมมองด้านข้าง ที่เหมือนสานต่อความสำเร็จจากภาค Symphony Of The Night โดยเหตุการณ์จะเกิดในปี 1830 ที่แดร็กคูล่าถูกคืนชีพกลับมาให้สามตัวละครหลักอย่าง Morris, Nathan และ Hugh ต้องออกไปจัดการอีกครั้ง โดยเราจะได้รับบทเป็น Nathan Graves ที่ต้องออกไปท่องไปทั่วปราสาทที่เต็มไปด้วยปีศาจร้ายและกับดักสุดโหดรอเราอยู่ ซึ่งถือว่าเป็นอีกภาคที่มีความยากพอสมควรเพราะผู้สร้างพยายามจะฉีกอะไรหลายอย่างออกไป

โดยเกมจะมีการอัปเกรดตัวละครด้วยระบบเลเวล และได้สำรวจเพื่อแก้ปริศนาเปิดทางไปต่อ และจะค่อย ๆ ปลดล็อกความสามารถใหม่จากไอเทมเพื่อทำให้ตัวละครของเราเพิ่มความสามารถใหม่ ส่วนระบบอาวุธจะมีการใส่ชุดเกาะ อาวุธหลัก และเครื่องประดับ เหมือนเกมทั่วไป และมีอาวุธเสริม 1 ชิ้นเหมือนกับภาคหลักเช่นขวาน หรือไม้กางเขน และยังมีการเสริมด้วยระบบการ์ดไพ่ที่เมื่อใส่แล้วกดใช้จะเพิ่มค่าพลังของตัวละคร เช่นเมื่อใช้แล้วจะสามารถใช้งานแส้พลังไฟที่ช่วยเพิ่มพลังโจมตีได้ แต่จะเสียค่าพลัง MP โดยรวมถือว่าเป็นภาคที่สนุกใช้ได้

Castlevania: Harmony of Dissonance

ภาคนี้เรื่องราวจะเกิดในปี 1748 เราจะได้รับบทเป็น Juste Belmont หลานชายของ Simon Belmont ที่ได้ออกเดินทางเพื่อไปช่วยเหลือเพื่อนสมัยเด็กที่ถูกลักพาตัวไปในปราสาทแวมไพร์ โดยเกมเพลย์ยังคงมาแนว Metroidvania แบบ 2D เหมือนเดิม โดยจุดเด่นคือมีการปรับให้คล้ายภาค Symphony Of The Night มากขึ้น เพราะมีทั้งจุด Save แบบเดียวกัน และยังมีจุดวาร์ปด้วย และการเคลื่อนไหวของ Juste มีความลื่นไหล รวมทั้งเขายังสามารถใช้พลังเวทมนตร์ได้หลากหลาย ส่วนระบบอัปเกรดตัวละครยังใช้เลเวลเหมือนเดิม รวมทั้งมีความสามารถที่ต้องค่อย ๆ ปลดล็อกออกมาเพื่อทำให้ผู้เล่นสามารถเดินทางไปยังจุดใหม่ของปราสาทได้ โดยรวมมีการปรับให้เกมมีความเป็นต้นฉบับเดิมมากขึ้น

Castlevania: Aria of Sorrow

ภาคนี้มาแปลกเพราะเหตุการณ์ในเกมจะเกิดในอนาคตปี 2035 ตัวเอกจะเป็น Soma และเหตุการณ์จะเกิดในประเทศญี่ปุ่นถือว่าแหวกแนวพอสมควร นอกจากนี้ Aria of Sorrow ถือว่าประสบความสำเร็จมาก และแทบจะเป็นการสานต่อจาก Symphony Of The Night ได้ดีจนมีการสร้างภาคต่อของตัวละคร Soma ออกมาในบน NDS ด้วย โดยเกมเพลย์ยังคงเน้นสำรวจเพื่อหาทางไปต่อ และยังสามารถเพิ่มความสามารถของตัวละครได้ ซึ่งจุดเด่นคือการดูดเอาพลังวิญญาณของศัตรูมาใช้งาน ซึ่งจะสามารถใส่ได้สามรูปแบบที่จะช่วยทั้งโจมตีหรือเพิ่มค่าพลังพิเศษ ซึ่งถือว่าเป็นจุดเด่นที่ทำให้ภาคนี้โดดเด่นที่สุดในฉบับเกมรวมฮิตนี้ ใครไม่รู้จะเริ่มกับเกมไหนก่อนแนะนำให้เล่นภาค Aria of Sorrow ได้เลย

Castlevania: Dracula X

ปิดท้ายกับภาคที่เหมือนเป็นของแถม เพราะมันไม่เข้าพวกเพราะมันไม่ได้ออกบน Gameboy Advance แต่ออกบน Super Famicom และยังมาแนวแอ็กชันตะลุยด่านธรรมดาไม่ต้องแก้ปริศนาไม่มีการเก็บเลเวล โดยภาคนี้เราจะได้รับบทเป็น Richter Belmont ที่ต้องออกไปท่องปราสาทผีดุเพื่อหยุดยั้งแดร็กคูล่า ตัวเอกใช้อาวุธเป็นแส้ และมีเกมเพลย์ที่เดินลุยไปกำจัดบอสอย่างเดียวไม่ต้องเก็บเลเวล หรือต้องหาไอเทมเสริม แต่ก็มีอาวุธเสริมให้ใช้ 1 ชิ้น เกมเพลย์ย้อนกลับไปสู่ Castlevania ต้นฉบับจริง ๆ ตัวละครมีความเชื่องช้าเหมือนกับภาคแรก ๆ แต่ถ้าใครชอบความคลาสสิกก็ถือว่าน่าเล่นอยู่แม้จะไม่ใช่ภาคที่ดีที่สุดก็ตาม

แม้ว่าเกม Castlevania Advance Collection ถือว่าเป็นนำการกลับมาขายใหม่แบบไม่ลงทุน แต่สำหรับแฟน ๆ เกมแส้ที่เล่นมาตั้งแต่ยุค 90S แล้วถือว่ามันมีอะไรให้เราคิดถึงวัยเด็กอยู่ แม้ภาคที่เอามารวมฮิตจะมีหลายเกมที่ไม่ได้โดดเด่นมากเท่าภาคในตำนาน แต่ก็ถือว่าคุ้มค่าเมื่อเทียบกับราคาขาย ถือว่าแฟนเก่าแก่ของซีรีส์ปราบแดร็กคูล่าจะมีไว้ติดเครื่องก็ได้ไม่เสียดายเงินแน่นอน ซึ่งก็ได้แต่หวังว่าทาง Konami จะสร้าง Castlevania ภาคต่อออกมาเสียที เพราะตอนนี้กระแส Metroidvania กลับมาเป็นที่นิยมอีกครั้งซึ่งหากมีการปลุกผีทำภาคต่อแบบ 2D จริง ๆ รับประกันว่าต้องขายดีแน่

พิสูจน์อักษร : สุชยา เกษจำรัส